Konnichiwa ชาว Dek-D ทุกคนค่ะ ถ้าพูดถึงประเทศในเอเชียที่นักท่องเที่ยวพากันตกหลุมรักสภาพบ้านเมืองและวัฒนธรรมที่น่ารักจนทำเอาใจบาง คำตอบของหลายคนคงเป็น “ญี่ปุ่น” ใช่มั้ยล่ะคะ และคงมีไม่น้อยเลยที่วางแผนพิชิตทุนไปสัมผัสคุณภาพการเรียนของที่นี่ด้วย
วันก่อนเรามีโอกาสติดต่อไปชวน “พี่ป๋วย” รุ่นพี่ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (Monbukagakusho หรือ MEXT Scholarship) มาแชร์เส้นทางการเรียนจนจบ ป.ตรี-โท สาขา Chemical Engineering ที่ University of Tokyo (UTokyo; 東京大学) ที่นี่ไม่เพียงแต่ขึ้นแท่นอันดับรวมที่ 1 ของประเทศเท่านั้น (อ้างอิง QS 2026 และ THE 2025) แต่ยังเป็นที่ 1 ของกลุ่มสาขาวิศวกรรมเคมีอีกนะคะ
วันนี้เราจะชวนไปฟังรีวิวเส้นทางก่อนและหลังพิชิตทุนมง พร้อมแชร์ตรงๆ ว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปตอนเรียนได้ อยากทำอะไรให้ชีวิตมหาลัยสนุกและมีสีสันกว่านี้?” ที่สำคัญคือวางแผนเรียนยังไงให้ได้โล่ (คะแนนสูงสุดของรุ่น) เล่าสนุกแบบเรียลๆ ได้แรงบันดาลใจจัดเต็ม พร้อมแล้วไปเริ่มกันเลยค่าา~
| Disclaimer: บทสัมภาษณ์นี้เป็นการเล่าจากประสบการณ์ตรงของพี่ป๋วยเท่านั้น ระเบียบและเงื่อนไขทุนรัฐบาลญี่ปุ่นอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี แนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลของ “ปี” และ “ประเภท” ทุนที่สนใจ รวมถึงรายละเอียดหลักสูตรที่จะสมัครอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจค่ะ |
โอกาสทอง! ปรึกษาฟรีกับ 24 รุ่นพี่ทุนดีกรีสุดปัง
พบกัน 4-5 ต.ค. 68 ที่ไบเทคบางนา
จดคำถามที่คาใจ แล้วมาคุยแบบ 1:1 กับ "พี่ป๋วย" ตัวจริงได้ในวันเสาร์ที่งาน Dek-D's Study Abroad Fair นะคะ รอบนี้เราได้รับเกียรติจาก 24 รุ่นพี่เด็กนอกหลายทุน หลายประเทศ ได้แก่ ทุนรัฐบาลไทย ก.พ. และ ทุน UIS, CSC (จีน), GKS (เกาหลีใต้), ASEAN Scholarships (สิงคโปร์), TaiwanICDF (ไต้หวัน), MEXT (ญี่ปุ่น), DAAD (เยอรมนี), Franco-Thai (ฝรั่งเศส), Fulbright TGS (สหรัฐฯ), Chevening (สหราชอาณาจักร), Erasmus+ (ยุโรป), Swedish Institute (สวีเดน), Stipendium Hungaricum (ฮังการี), Australia Awards (ออสเตรเลีย), และทุนจากมหาวิทยาลัย/บริษัทเอกชน

. . . . . . . .
จุดเริ่มต้นเส้นทางเด็กทุนมง
บินตรงไปเรียนวิศวะเคมีที่ UTokyo
เที่ยวเป็นเหตุ ก็เลยสังเกตได้
ตอนมัธยมเคยไปเที่ยวญี่ปุ่น 2-3 ครั้ง แล้วรู้สึกประทับใจบรรยากาศกับความสะอาดเป็นระเบียบตั้งแต่นั้นแล้วครับ
และช่วงก่อนขึ้น ม.ปลาย ผมเรียนที่ต่างจังหวัดมาตลอด ยังไม่ค่อยมีไอเดียมากมายว่าจะไปทางไหนต่อดี จนไปเจอสังคมเพื่อนที่ รร.เตรียมอุดมฯ เจอเพื่อนบางคนอยากเรียนต่อเมืองนอก บางคนอยากทำ Start-up ฯลฯ สภาพแวดล้อมเปิดโลกมากๆ ทำให้ค้นพบว่ายังมีเส้นทางอีกเยอะที่เราไม่รู้มาก่อน
ส่วนผมก็ลังเลว่าจะเรียนต่อหมอที่ไทยดี หรือจริงๆ อยากไปสำรวจอะไรมากกว่านั้น พอดีได้รู้ข่าวจากเพื่อนว่าทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (ทุนมง) เปิดรับสมัคร ก็ตัดสินใจสมัครชิงทุนครับ เพราะยังไงก็เป็นประเทศที่ผมชอบอยู่แล้ว


เหตุผลที่เลือกวิศวะเคมี
เอาจริงๆ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ชอบชีวะ 5555 ถ้าจะสอบหมอก็ต้องสอบชีวะ ซึ่งมันไม่ใช่ทางผมแน่ๆ ก็เลยเบนมาทางสายวิศวะแทนครับ ส่วนที่เลือกเคมีก็เพราะรู้สึกว่าตัวเองถนัดที่สุด ตั้งแต่ ม.ต้น ก็เคยไปเข้าค่าย IJSO ซึ่งมีพื้นฐานวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีวะครบ พอขึ้น ม.ปลายก็ติดค่ายโอลิมปิกเคมี (สายเดียวกับน้องเบสท์เลยครับ)

[ผมมองผ่านเลนส์ส่วนตัวนะครับ] ถ้าเทียบวิศวะระหว่างที่ไทยกับญี่ปุ่น ผมรู้สึกว่าวิศวะที่ไทยจะเน้นประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมมากกว่า ส่วนที่ญี่ปุ่นไม่ได้บังคับฝึกงานขนาดนั้น เพราะเน้นไปทาง innovative หรือ R&D สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวทางของประเทศญี่ปุ่นที่มุ่งเน้นด้านวิจัยอยู่แล้ว
ถ้ามองต่อผมก็สังเกตว่าเด็กที่จบออกมามีจุดแข็งตอบโจทย์ตลาดงานแตกต่างกัน อย่างที่ไทยอาจเน้นผลิตบุคลากรเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม และหลายบริษัทที่ไม่ใช่ต้นทางของนวัตกรรมก็อาจไม่ได้ลงทุนกับศูนย์วิจัยมากนัก อาจจะมีบ้าง แต่น้อยถ้าเทียบกับประเทศเจ้าของเทคโนโลยีอย่างญี่ปุ่นครับ

เตรียมสอบทุนมงยังไงบ้าง?
รุ่นที่ผมสมัคร ยังไม่มีบังคับคะแนนภาษาและไม่มีเขียนเรียงความ แต่กำหนด GPA ไม่ต่ำกว่า 3.8 ซึ่งช่วงที่ยื่นตรงกับ ม.6 เทอม 1 ผมอยู่แถวๆ 3.9x ครับ // ตอนนี้เงื่อนไขการสมัครเปลี่ยนแล้ว ศึกษารายละเอียดของปีที่น้องจะสมัครดีๆ นะครับ
ผมตั้งใจจะไปต่อสาขาวิศวะเคมี เลยสมัครทุนมงสาย Natural Science A สอบเป็นช้อยส์ทั้งหมด ความยากวิชาฟิสิกส์กับคณิตถือว่าใกล้เคียงกับที่ผมเรียน ม.ปลาย ต่างกันที่เน้นแนวประยุกต์มากกว่า แต่เคมีโหดสุดแล้ว เพราะ ม.ปลาย ที่ไทยจะยังไม่ค่อยแตะเรื่องเคมีอินทรีย์ (Organic chemistry)
| Disclaimer: พี่ป๋วยเป็นเด็กค่ายโอลิมปิกเคมี พื้นฐานฟิสิกส์-เคมี-คณิต ก็เลยแน่นเป็นทุนเดิม และเน้นฝึกเพิ่มเติมโดยการทำข้อสอบเก่าเยอะๆ พร้อมกับเตรียมเข้าสอบแพทย์มหาวิทยาลัยไทยไปด้วย |
ส่วนที่ใช้เวลามากสุดคือ “ภาษาอังกฤษ” โดยเฉพาะพาร์ต Error Identification ผมว่ายากกว่าข้อสอบอังกฤษใน 7 วิชาสามัญอีก ถ้าโจทย์ในไทยจะถามประมาณว่า “คำไหนผิด” แต่ของญี่ปุ่นคือมีโอกาสผิดได้ทั้งประโยคเลย ต้องรู้จริงและคิดวิเคราะห์ละเอียดมากๆ
หลังผ่านข้อเขียน ต่อไปคือเรียกสัมภาษณ์ รอไม่นานก็ประกาศรายชื่อคนได้ทุน ผมเดินทางไปเรียนที่ญี่ปุ่นในปี 2015 ครับ
รายละเอียดทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ป.ตรี ปีล่าสุด. . . . . . . .
ใหม่แบบสับ
ช่วงเรียนปรับภาษาแบบญี่ปุ่น
เด็กทุนมงจะมีช่วงปรับภาษาก่อน 1 ปี โดยเด็กวิทย์จะได้เรียนแคมปัสที่โอซาก้า (Osaka) ส่วนเด็กศิลป์เรียนที่โตเกียว (Tokyo)
เริ่มมาถึงจะมี Pre-test เพื่อจัดคลาสให้ตามคะแนนที่ได้ (คลาสนึงแค่ 5-6 คน) ตอน ม.ปลายผมเคยเรียนวิธีเขียนมาบ้าง แต่สกิลพูดนี่ Basic เลยครับ พอเข้าคลาสก็ได้เจอสภาพแวดล้อมที่บังคับให้ใช้ภาษาตลอดเวลา อย่างเซ็นเซ (ครูที่สอน) ก็พูดภาษาญี่ปุ่นล้วน ไม่มีภาษาอื่นมาช่วยบอกใบ้เราเลยนะครับ 555
ปี 0 จะเรียนเต็มวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงเช้าเรียนภาษาญี่ปุ่น ตกบ่ายเรียน (専門, Senmon) หรือ “วิชาเฉพาะตามสาย” เช่น ฟิสิกส์ เคมี คณิต สำหรับผมถือเป็นการทบทวนเนื้อหาและเก็บศัพท์เทคนิคไปพร้อมกัน
ถ้าภาษาญี่ปุ่นจะเรียนตามหนังสือของหลักสูตร ไม่ได้เริ่มจากท่องไวยากรณ์ แต่ให้ฟังบทสนทนาก่อนแล้วพูดตามให้ชินปาก จากนั้นครูจะอธิบายความหมายและไวยากรณ์ทีหลัง เหมือนเด็กเล็กที่เริ่มพูดตามผู้ใหญ่
ผมรู้สึกว่าวิธีนี้แปลกดีแต่เวิร์กแฮะ เพราะแค่ปีเดียวก็ทำให้เด็กอายุ 16 ที่แทบไม่มีพื้นฐานเลยอย่างผม (แถมหัวก็ไม่ได้ไปทางภาษาด้วย) สามารถเรียนจนสื่อสารและต่อยอดเรียน ป.ตรี ป.โท จนจบได้จริงๆ

ติวไปเล่นบอร์ดเกมไปครับ!
คะแนนช่วงปรับภาษา = ใช้ยื่นสมัครมหาวิทยาลัย
ตอนปรับภาษาจะมีสอบ 2 รอบหลักๆ คือกลางเทอมและปลายเทอม อย่างที่เล่าตอนแรกว่าแยกแคมปัสเรียนตามสาย ข้อสอบที่เจอก็จะต่างกันไปด้วย ถ้าคนที่อยู่โอซาก้าเรียนสายวิทย์ ก็ทำใจเรื่องคณิตไว้เลยเพราะมันยากเป็นพิเศษ เนื้อหาคนละแนวกับ ม.ปลาย แถมยังสอนเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วย (ผมว่าเป็นแนวโอลิมปิก ถ้าใครพื้นฐานแน่นหรือเป็นเด็กโอลิมปิกอยู่แล้วจะได้เปรียบ แล้วคะแนนคณิตก็เต็ม 30 ด้วย ถือเป็นตัวตัดเลยครับ)
ผมว่าวิชาฟิสิกส์กับเคมี ยังไม่โหดมาก พอมีแนวข้อสอบเก่าให้เราตามได้ ส่วนภาษาญี่ปุ่นไม่เกินจากเนื้อหาที่เรียนในห้อง
แล้วคะแนนจากช่วงปรับภาษานี้ จะถูกใช้ตอนยื่นมหาวิทยาลัยครับ เด็กทุนมงรุ่นที่ผมไปถือว่าคนไทยเยอะสุดแล้ว มี 16 คน และหลายคนในนั้นเลือกยื่น UTokyo จากชื่อเสียงและกระแสช่วงนั้น ซึ่งผมก็ตามเพื่อนไป แล้วต่อมาก็รู้ว่า Chemical Engineering ของที่นี่คืออันดับหนึ่งในประเทศ กลายเป็นว่าตามกระแสแล้วได้เจอของดีจริงๆ !
อีกอย่างคือถ้าวางแผนทำงานที่ญี่ปุ่น ชื่อมหาวิทยาลัยมีน้ำหนักมาก ผมเลยเลือกสมัครแล็บเดิมของที่นี่ต่อในตอน ป.โท ด้วยครับ
. . . . . . . .
นี่แหละชีวิตเด็ก ป.ตรี วิศวะเคมี
Top U. ของญี่ปุ่น ยาก(แต่)ได้โล่

ป.ตรี ปีแรกตารางแน่นมากกกก!
เล่าก่อนนครับว่าระบบเกรดที่นี่เต็ม 4.5 มีสูงสุดคือ A+, A, B, C, D ต้องได้ D ขึ้นไปถึงจะผ่าน ถ้ามีแผนต่อ ป.โท แนะนำว่าไม่ควรมีวิชาที่ต่ำกว่า B และเกรดรวมไม่ควรต่ำกว่า 3.5 ครับ ดังนั้นผมเลยลงเรียนบางวิชาที่ช่วยดึงเกรดขึ้นด้วย เช่น วิชาภาษาอังกฤษ โต้วาที ตรรกศาสตร์ อัลกอริธึม เขียนโค้ด ฯลฯ
ช่วงปี 1-2 เด็กวิศวะยังเรียนวิชาบังคับรวมกันไม่แยกภาค เช่น พื้นฐาน Linear Algebra หรือพวกพื้นฐานคณิตและฟิสิกส์ที่เกี่ยวกับสายวิศวะ ฯลฯ และลงวิชาเลือกอีกนิดหน่อย อย่างผมก็ข้ามไปลงเคมีด้วยครับ ยากจนคิดว่าผมไม่มีพื้นโอลิมปิกมาก่อนคงไม่ไหว
แต่ผมว่าอย่างน้อยวิทย์ยังพอเดาจากเนื้อหาได้เพราะเรามีพื้นฐาน แต่สาขาผมบังคับลงหน่วยกิตวิชาสายศิลป์ด้วย อย่างตอนเรียน History ก็จะมึนๆ ว่าเมื่อกี้อาจารย์พูดอะไรนะ?
และเด็กปี 1-2 ทุกคณะที่ UTokyo ต้องเลือกเรียนภาษาที่สาม เช่น วิทย์-ญี่ปุ่น, วิทย์-ฝรั่งเศส, วิทย์-เยอรมัน ส่วนผมเลือก “วิทย์-จีน” เรียนภาษาจีนรวมกับเพื่อนญี่ปุ่นเลย ความยากของเราคือต้องแปลจีน > ญี่ปุ่น และญี่ปุ่น > จีน แต่ยังดีที่ไวยากรณ์ไทยกับจีนเหมือนกัน และได้เปรียบเรื่องการออกเสียง เพราะภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต์ครบตามที่จีนมีเลย
ปี 3 เริ่มอยู่ตัวเพราะเข้าภาคแล้ว ผมเลือก Chemical System Engineering ที่เน้นออกแบบ process โรงงานมากกว่าการทดลองในแล็บ ซึ่งใกล้เคียงกับ “วิศวกรรมศาสตร์เคมี” แบบไทยมากกว่าสาย Applied Chemistry มีเรียนพวก Optimization เช่น เขียนโค้ดเพื่อคำนวณว่า ถ้าอยากให้ระบบปล่อยสารเร็วเท่านี้ ควรใช้อุณหภูมิเท่าไหร่ ความดันแค่ไหน ฯลฯ คือไม่ได้แค่เขย่าสารในขวด แต่เป็นการออกแบบระบบในสเกลโรงงานจริงๆ เลยครับ


เลือกกลุ่มทำธีสิสเพราะเพื่อน
แต่ได้ทำงาน co กับ Dean เฉยเลยครับ
คณะผมต้องทำธีสิสจบ ช่วงก่อนเข้าปี 3 เราต้องเลือกแล้วครับว่าอยากเข้าแล็บไหน โดยอาจารย์จะพิจารณาจาก Essay และเกรด
ตอนนั้นผมสมัครเข้าแล็บของ Wakihara-sensei เป็นอีกครั้งที่ผมเลือกตามเพื่อน แล้วมารู้ทีหลังว่านี่คือแล็บดังที่พวกตัวตึงในคณะอยากเข้ากันเยอะมาก เพราะอาจารย์ co กับอีกท่านที่เป็นถึงคณบดีของคณะวิศวกรรมศาสตร์ครับ
ธีมของแล็บนี้คือการสังเคราะห์สารตัวหนึ่งโดยใช้เตา ดังนั้นเลยมีเตาไมโครเวฟเยอะเป็นพิเศษ มีกระปุกกับสารวางเรียงบนชั้นเต็มไปหมดเหมือนที่เห็นในหนัง แล้วมีนักวิจัยใส่ชุดขาวๆ นั่งเขย่าสารอยู่
มาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น ต้องติ๊ดบัตรเข้าแล็บ ใส่ถุงมือ มีกุญแจเฉพาะของคนในแล็บถึงจะเข้าได้ ข้อดีคือถ้าทำงานตอนกลางคืนก็ได้เหมือนกันเพราะมีคีย์การ์ด เพราะจะมีกรณีที่เราต้องอบสารทิ้งไว้ในเตา 6-8 ชั่วโมงแล้วค่อยกลับมาดูต่อ บางครั้งใช้เวลาทำนานจนดึกเลยก็มี ส่วนความปลอดภัยของสารเคมีก็แล้วแต่แล็บเลยครับ แต่ของผมเน้นทำงานกับสารแบบผง (คล้ายผงซิลิกา) ซึ่งไม่ใช่สารอันตราย
ถ้าพูดถึงความพร้อมด้านการวิจัย ญี่ปุ่นถือว่าจริงจังมากทั้งเปิดโอกาสให้กล้าคิดกล้าลองทำอะไรใหม่ๆ และมีทุนกับเครื่องมือขั้นสูงคอยสนับสนุน อยากได้สารหรืออุปกรณ์อะไรก็มีงบพร้อมซัปพอร์ตให้ อย่างครั้งหนึ่งผมเคยนั่งชินคันเซนจากโตเกียวไปจังหวัดเฮียวโกะ เพื่อเยี่ยมศูนย์วิจัย Spring-8 ซึ่งเป็นศูนย์เอ็กซเรย์พลังงานสูงระดับโลก ตอนไปถึงผมรู้สึกเลยว่านี่คืออีกโลกนึง ทั้งขนาดโครงการและศักยภาพของที่นี่ทำให้เห็นว่าญี่ปุ่นไปได้ไกลกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่ในห้องแล็บของมหาวิทยาลัย แต่เป็นระดับที่สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงในอุตสาหกรรมหรือระดับประเทศได้เลย |

ได้รับคัดเลือกไปแลกเปลี่ยนที่ MIT
เปิดโลกใบใหม่ และถือโอกาสหาเพื่อนเก่า!
ข้อดีนึงคือ UTokyo มีคอนเน็กชันกับมหาลัยดังๆ ฝั่งยุโรปและอเมริกาครับ คนไทยใน UTokyo หลายคนจะชอบลงเรียนอัดช่วงปี 1 กับปี 2 เทอมต้นให้มากที่สุด เทอมหลังๆ จะได้เริ่มว่างแล้วไปสมัครโครงการแลกเปลี่ยนของมหาลัยได้
| *ถ้าใครอยากแลกเปลี่ยน ลองเข้าไปสอบถามศูนย์แนะแนว (Student Council) ของมหาวิทยาลัย เพื่อเช็กว่ามีโครงการไหนกำลังเปิดรับสมัครบ้าง |
แล้วน่าจะเป็นความโชคดีของผมอีกแล้ว ตอนนั้นผมอยู่กลุ่มเพื่อนคนไทย 5 คน แล้วมีคนนึงชอบติดตามข่าวกิจกรรมพวกนี้มาก แล้วคอยแชร์ในกลุ่มด้วย ผมก็เลยลองสมัครตามไปครั้งนึง โดยอาจารย์ในแล็บจะมีโควตาเสนอชื่อนักเรียนเข้าไปเป็น Candidate จากนั้นคณะจะร่วมกันประเมินโดยพิจารณาจากเกรดและคะแนนสอบ สุดท้ายผมก็ได้เป็นตัวแทนไปแลกเปลี่ยนที่ Massachusetts Institute of Technology (MIT) ประมาณ 2 สัปดาห์
ระหว่างอยู่ที่ MIT ผมได้เข้าไป sit-in หลายคลาส สนุกตรงที่ได้เปิดหูเปิดตาว่าเค้าเรียนกันยังไงบ้าง สิ่งที่ประทับใจคือระบบการเรียนการสอนที่นั่นค่อนข้าง flexible ไม่ได้บังคับเลือกเมเจอร์ตั้งแต่ปีแรก แต่จะกำหนดเป็นเกณฑ์ว่าถ้าอยากจบด้วยเมเจอร์ไหน ก็ต้องลงวิชานั้นๆ ให้ครบตามหน่วยกิต เช่น บางคนตอนแรกตั้งใจจะเรียนวิศวะ แต่ระหว่างเรียนอาจรู้สึกว่าเศรษฐศาสตร์น่าสนใจกว่า ก็สามารถเปลี่ยนวิศวะเป็นวิชาโท แล้วไปโฟกัสเศรษฐศาสตร์แทนได้
แต่ที่จริงไฮไลต์ทริปนี้สำหรับผมคือได้เจอเพื่อนสนิทสมัยมัธยมที่มาเรียน MIT พอดี ผมถือโอกาสไปเที่ยวทั้งใน Boston กับ New York รู้สึกได้ถึงความกว้างใหญ่และความหลากหลายของอเมริกา แค่เปลี่ยนเมืองก็เหมือนอยู่คนละประเทศเลยครับ


สรุปผมว่า ป.ตรี เหนื่อยสุด 2 ช่วง
- ช่วงแรกคือปี 1 เพราะต้องลงวิชาเยอะมาก เรียนทั้งภาษาญี่ปุ่น ทั้งวิชาพื้นฐานของสายวิทย์ แล้วเนื้อหาก็ไม่ใช่เล่นๆ แถมทุกอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่นอีกต่างหาก ตอนนั้นผมพยายามอัดวิชาไว้เยอะที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะวางแผนไว้ว่าพอเข้าปี 2 เทอม 2 จะได้เริ่มเบาลง มีเวลาขยับไปทำอย่างอื่นบ้าง
- อีกช่วงที่เหนื่อยคือปี 4 ตอนเขียนธีสิสครับ เพราะต้องทำให้เสร็จและผ่านในระดับที่ส่งได้ ที่ยากไม่ใช่แค่เนื้อหา แต่รวมถึงการต้องเขียนทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษด้วย ซึ่งมันใช้เวลานานมาก ทั้งเรียบเรียง ทั้งตรวจความถูกต้อง แล้วก็ต้องให้ที่ปรึกษาตรวจรอบแล้วรอบเล่า เหนื่อยมากครับ

. . . . . . . .
รับทุนต่อเนื่องเรียนต่อ ป.โท
ภาคเดิมแล็บเดิม แต่เข้มข้นขึ้น!
ตอนปี 4 ตอนเซ็นรับทุนมง เขาจะถามก่อนเลยว่าอยากต่อ ป.โท ไหม แล้วก็แนะนำว่าต้องเตรียมตัวอะไรบ้างครับ
ปกติแล้วถ้าใครตั้งใจทำงานต่อ คนจะเริ่มหางานตั้งแต่ปี 3 แต่เพื่อนๆ ในแล็บผมส่วนใหญ่เลือกจะต่อโทกันหมด ผมเลยรู้สึกว่ายังไม่ต้องรีบหางาน เลยโฟกัสไปที่การสอบเลื่อนจาก ป.ตรี ขึ้น ป.โทแทน ซึ่งคะแนนสอบจะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะได้เข้าแล็บไหน
การเรียนโทสายวิทย์ที่ญี่ปุ่น ถ้าอยู่แล็บเดิมก็จะต่อเนื่องจาก ป.ตรี เยอะ แค่ลงลึกในงานวิจัยมากขึ้น มีเรียนวิชา Coursework บ้างแต่ไม่ใช่ภาระหลัก
ที่แล็บผม อาจารย์จะเป็นคนเลือกหัวข้อให้ ช่วยลดขั้นตอนการคิดหัวข้อครับ แต่พอได้โจทย์แล้วก็ต้องตั้งใจทำเต็มที่ แล้วความท้าทายที่ผมเจอก็คือตรงกับช่วงโควิด-19 ระบาดครับ ช่วงนั้นมีการจำกัดคนในห้องแล็บ ต้องผลัดกันเข้าใช้ ไม่เหมือนปกติที่เข้าตอนไหนก็ได้ ทำให้ต้องวางแผนละเอียดกว่าเดิมครับ
. . . . . . . .
แต่ละวันแต่ละเดย์ในโตเกียว
รีวิวญี่ปุ่นจากประสบการณ์ส่วนตัว
ชีวิตประจำวันทั่วไป
- อาหารหลากหลายแต่อาจไม่สะดวกเท่าอยู่ไทย เพราะตอนผมอยู่ก็ยังไม่ค่อยมีร้านที่เปิด 24 ชั่วโมงครับ เราต้องวางแผนเวลามากขึ้น
- ฤดูหนาวหนาวจริงครับ! บางวันอุณหภูมิติดลบ ต้องเตรียมเสื้อผ้าให้พร้อมล่วงหน้า
รถไฟฟ้าครอบคลุมทั่วญี่ปุ่น เดินทางไปต่างจังหวัดได้สะดวก ยกเว้นตามตรอกซอกซอยจะต้องเดิน ไม่มีพี่วินมอเตอร์ไซค์เหมือนไทยนะ แต่ข้อดีคือญี่ปุ่นออกแบบเมืองมาดี ทางเดินเน้นให้คนเดินง่ายและปลอดภัย ถ้าว่างๆ ผมสามารถใส่ชุดออกกำลังกายออกไปวิ่งที่ถนนใกล้บ้านได้เลย

แต่ถ้าถามว่ามี Reverse Culture Shock ไหม? ผมกลับไทยทุกครั้งที่ปิดเทอม ก็เลยไม่ตกใจมากครับ 555
รีวิวสังคมญี่ปุ่น
- ปีแรกที่แคมปัสโอซาก้า ผมสนุกเพราะได้มาใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นครั้งแรก เครือข่ายรุ่นพี่ทุนมงดูแลดีมากๆ มีพาไปเที่ยว พาไปเลี้ยง (พี่ตั้มก็คือหนึ่งในนั้น) ได้เจอรุ่นพี่กับเพื่อนใหม่เพียบ // แล้วผมก็ตั้งตี้ RoV กลางวันเล่นกับเพื่อนที่ญี่ปุ่น ตกดึกเล่นกับเพื่อน ม.ปลาย ที่แยกย้ายไปเรียนโซนต่างๆ อย่างเช่น USA ซึ่ง Timezone ห่างกับญี่ปุ่น 12 ชั่วโมง แต่ผมก็ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเลยครับ ไปสุดทั้งเรียนทั้งเล่น 5555 แต่ช่วงสอบก็มาโฟกัสการเตรียมตัวเต็มที่ สิ่งสำคัญคือการแบ่งเวลาครับ


- ช่วงปี 1-2 เด็กทุนมงจะได้อยู่หอรวมที่รัฐบาลจัดไว้ให้ หรือถ้าอยากหาพักเองก็ยื่นได้เหมือนกัน ส่วนปี 3-4 จะย้ายแคมปัสและต้องหาหอเอง ทำให้กลุ่มเด็กทุนมงรู้จักกันเกือบหมดทั้งรุ่น เหมือนเป็น Community เล็กๆ ที่สนิทกันมาก (ยกเว้นหอผมที่อยู่ไกลหน่อย ต้องนั่งรถเกือบชั่วโมงทุกวันนน~)
- ถ้าเป็นที่ไทย ถึงไม่สนิทกันมากก็ชวนไปกินข้าวหรือติวสอบได้ แต่สังคมญี่ปุ่นจะค่อนข้างเก็บตัวมากกว่า ความสัมพันธ์มักจะเริ่มจากการอยู่แล็บเดียวกัน รุ่นผมมี 5 คน (รวมคนญี่ปุ่น) จะชวนเล่น Nintendo Switch ด้วยกันบ่อยๆ
นอกจากเล่นเกม เวลาว่างผมจะชอบเข้ายิมกับดูซีรีส์ ช่วงนั้นดูยาวๆ จบทั้ง Game of Thrones กับ Walking Dead เลยครับ!
- สังคมญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับ “ชมรม” พอสมควร โดยเฉพาะเวลาเข้าสังคมที่ทำงานใหม่ มักจะคุยกันว่าเราจบมหาลัยไหน อยู่ชมรมอะไร บางคนอยู่ชมรมดังๆ อย่างวงโยฯ หรือกีฬา ก็อาจได้เจอรุ่นพี่ในชมรม หรือมีเรื่องคุยกับคนที่ทำกิจกรรมคล้ายกัน ผมว่าชมรมช่วยให้ปรับตัวและสนิทกับคนในที่ทำงานได้เร็วขึ้นมากครับ
- ตอนเรียนมหาลัย คนมักคุยหรือโพสต์กิจกรรมผ่าน Twitter กับ LINE แต่พอทำงานจะเปลี่ยนมาใช้ LinkedIn มากขึ้น โดยเฉพาะเวลาติดต่อหาคนในอุตสาหกรรมเดียวกัน
. . . . . . . .
พาร์ตการตกผลึก
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้…?
เรื่องนึงที่เสียดายคือผมอยากฝึกงานระหว่างเรียนเยอะขึ้น จะได้มีประสบการณ์หลากหลาย เป็นแต้มต่อตอนหางาน แล้วยังได้พัฒนาให้ทักษะการสื่อสารเป็นอีกจุดแข็งครับ
ตอนแรกผมมั่นใจว่าตัวเองเรียนมาดี แต่พอทำงานจริงๆ “เอ ทำไมเราทำไม่ได้” แล้วก็พบว่าจริงๆ ทักษะการสื่อสารสำคัญกว่าที่คิด การพูดคุยกับทีมว่ากำลังทำอะไรถึงขั้นไหน คอยเช็กอินเรื่อยๆ ให้มั่นใจว่าจะไม่หลงทาง ยังเห็นภาพเดียวกันอยู่ จะทำให้งานเดินไวกว่ามาก
ผมว่าน้องๆ หลายคนหัวดีเลย แต่บางทีจะอาย ไม่รู้ว่าจะคุยกับพี่ๆ ยังไงดี เลยเงียบหายไปแล้วเน้นทำงานเสร็จรวดเดียวส่ง ปรากฏว่าถ้าผิดขึ้นต้องมารื้อใหม่หมด เสียเวลาและพลังงานกันทั้งสองฝ่าย
ผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในคนที่ไม่ถนัดสื่อสาร เลยได้บทเรียนที่มาแชร์ต่อให้น้องๆ หาโอกาสพัฒนาจุดนี้ โดยเฉพาะน้องสายวิศวะที่ในอนาคตจะเติบโตไปเป็นหัวหน้างานครับ
แล้วจะฝึกทักษะการสื่อสารยังไงดี?
- ทำกิจกรรมเสริมในมหาลัย (ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่น อาจจะมีข้อจำกัดด้านภาษาเพิ่มเข้ามา)
- ถ้ายังอยู่ญี่ปุ่น ลองไปสมัครและทำกิจกรรมกับ “สมาคมนักเรียนไทยในญี่ปุ่น” (TSAJ) ได้ครับ แนะนำน้องๆ เลย ผมเองก็เคยไปร่วมออกบูทขายอาหารไทย ได้ฝึกสื่อสารและประสานกับหน่วยงานต่างๆ ด้วย
- การฝึกงาน
ผมว่าการฝึกงานระหว่างเรียนช่วยได้มากที่สุด ปกติพอร์ตของเด็กทุนมงจะหนักไปทางวิชาการ ซึ่งแม้เราจะได้เปรียบเรื่องชื่อมหาวิทยาลัย แต่ก็อาจเสียเปรียบเด็กมหาลัยไทยที่มีโอกาสไปแข่งเคสหรือฝึกงานกับบริษัทได้ครับ
ผมเลยอยากเน้นให้น้องๆ ออกไปหาประสบการณ์หรือรับไบต์ (Part-time) จะได้เห็นว่าการทำงานจริงต่างจากในห้องเรียนยังไง ช่วยให้พอร์ตเรามีหลายมิติขึ้น และรู้ตัวเร็วว่าชอบ/ไม่ชอบอะไร อย่างผมเองก็เคยกลับไทยมาฝึกงานครั้งนึง ทำให้รู้ว่าตัวเองอยากไปทำงานฝั่ง Engineering หรือ Data มากกว่า
เด็กที่ญี่ปุ่นมักจะหาโอกาสฝึกงานจากที่ไหน?
- มหาลัยในญี่ปุ่นจะมีศูนย์แนะแนวหรือ Student Council ให้เข้าไปปรึกษาได้ เขาจะช่วยให้เรามีไอเดียต่อยอดว่าจะทำอะไรต่อดี หรือตอนนี้มีที่ไหนน่าสนใจและน่าจะตรงความต้องการเราบ้าง
- เครือข่ายเด็กทุนมง ยิ่งมีรุ่นพี่เรียนจบออกไปทำงาน รุ่นน้องก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้นครับ บางครั้งเขาจะมาโพสต์หา intern กันในกลุ่มไลน์ มีหลายสายทั้งที่ไทยและญี่ปุ่น หรือถ้ารู้สึกว่างเปล่าลองทักปรึกษาได้ครับ
- ถ้าใครมีแพลนกลับประเทศอยู่แล้ว อาจเช็กดูว่ามีบริษัทในไทยที่ไหนรับ intern บ้าง ลองส่ง Resume ไปครับ ผมเองก็กลับไปฝึกงานช่วงปิดเทอมเหมือนกัน
. . . . . . . .
อัปเดตงานปัจจุบัน
ก้าวจากโลกวิศวะสู่สายธุรกิจ
หลังเรียนจบ ผมเปลี่ยนสายมาทำงานด้าน Business Consulting ควบคู่กับเรียน ป.โท สาขา Data Science แบบ Part-time ตอนนี้ขึ้นปี 2 แล้วครับ
สายงานปัจจุบันถือว่าฉีกจากวิศวะเคมีที่เรียนมา แต่เป็นการเปลี่ยนที่ผมตั้งใจ เพราะมองว่าถ้าทำสายวิศวะต่อ เราจะได้ฝึกทักษะด้านเทคนิคแบบลึก แต่ถ้าอยากโตไปเป็นหัวหน้าหรือผู้บริหารในอนาคต ต้องสื่อสารกับคนเยอะและเข้าใจธุรกิจด้วย เลยเลือกมาฝั่ง Business เพื่อฝึก Soft Skills ไปพร้อมกัน
อีกอย่างคือผมสนใจ Data Science กับ AI มาตั้งแต่สมัยเรียนเตรียมฯ แล้ว ตอนนั้นอยู่กิฟต์เลข ได้เรียนวิชาคอมพ์และเขียนภาษา C รู้สึกอินมาก พอขึ้น ม.5 ก็มีเรียนโค้ดเพื่อ optimize กระบวนการเคมี แม้จะไม่ลึกแบบสายคอมฯ แต่ก็ทำให้รู้ว่าเราไปกับสายนี้ได้
ตอนนี้เลยเหมือนรวมสองสิ่งที่สนใจไว้ด้วยกัน คือ Business กับ Data ซึ่งผมว่าทั้งสองด้านนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของโลกการทำงานในอนาคต และยังต่อยอดจากสิ่งที่เราชอบได้อย่างลงตัวเลยครับ
. . . . . .
[ You are all Invited. ]
โอกาสปรึกษาฟรีกับ 24 รุ่นพี่ทุนดีกรีสุดปัง
พบกัน 4-5 ต.ค. 68 ที่ไบเทคบางนา
เคลียร์คิวให้พร้อม เพราะ Dek-D's Study Abroad Fair จะคัมแบ็กแบบเล่นใหญ่! พาว่าที่เด็กนอกเริ่มก้าวแรกเตรียมพร้อมออกเดินทาง เพื่อพิชิตฝันเรียนต่อต่างประเทศให้เป็นจริง
- 40+ บูทสถาบัน/เอเจนซี/มหาวิทยาลัย จาก 20+ ประเทศฮิตทั่วโลก
- ปรึกษาฟรี 1:1 กับ 24 รุ่นพี่เด็กนอก หลายทุนหลายประเทศ
- แจกฟรี! Planner & Timeline วางแผนเรียนต่อนอก 2026
- IELTS Mock Test ฟรี (Reading & Writing) โดย British Council IELTS
- Alumni’s Talk #ทอล์กเด็กนอก แชร์ประสบการณ์เรียนต่อกว่า 20 หัวข้อ
- โปรแกรมทดสอบความรู้ 10 ภาษา
- จัดพร้อม Dek-D’s TCAS Fair งาน Open House เรียนต่อมหาวิทยาลัยในไทยที่ใหญ่ที่สุด มางานเดียวคุ้ม ได้เลือกทั้งไทยและต่างประเทศ
0 ความคิดเห็น