ชีวิตจริงเด็กทุนรัฐบาลฮังการี ตั้งแต่ก้าวแรกจนจบ ป.ตรี วิศวะเมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) @ University of Debrecen

สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถ้าใครอยากเรียนต่อยุโรปประเทศที่บ้านเมืองสวยเหมือนหลุดจากนิยาย พร้อมกับถือวีซ่าเชงเก้นเดินทางข้ามประเทศได้สะดวก “ฮังการี” เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจมากค่ะ เพราะนอกจากค่าครองชีพจะไม่สูงเท่าหลายประเทศในยุโรปตะวันตกแล้ว ยังเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยดังๆ และมี “ทุนรัฐบาลฮังการี” (Stipendium Hungaricum) ที่ซัปพอร์ตค่าเรียนแบบเต็มจำนวน พร้อมช่วยค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอีกหลายอย่าง

แม้ทุนรอบปี 2026 จะปิดรับสมัครไปเมื่อ 15 มกราคม 2569 แต่สำหรับน้องๆ ที่กำลังวางแผนจะสมัครทุนนี้ในอนาคต เพื่อเรียนต่อ ป.ตรี/โท/เอก และอยากเห็นภาพก่อนว่าการเรียนที่ฮังการีจะเหมาะกับเรามั้ยนะ วันนี้เรามีรีวิวจาก “พี่ไม–รวิชญ์ บุตรดี” ศิษย์เก่าทุนรัฐบาลฮังการี เรียนจบป.ตรี โปรแกรม Mechatronics Engineering ที่ University of Debrecen และปัจจุบันกำลังศึกษาต่อในสายนี้ที่ประเทศสวีเดน มาเล่าประสบการณ์จริงให้ฟัง

รีวิวนี้จะมีครบทั้งพาร์ตการเตรียมสมัครทุน การเรียน การปรับตัว และชีวิตจริงที่เมือง Debrecen เพื่อช่วยให้น้องๆ ที่สนใจสายเมคคาทรอนิกส์และทุนรัฐบาลฮังการีตัดสินใจได้ง่ายขึ้น พร้อมแล้วไปเริ่มกันเลยค่ะ!

. . . . . . . .

1
เปิดแพสชันการเลือกคณะ
และรีวิวสมัครทุนรัฐบาลฮังการี

รู้จักแขกรับเชิญของเราในวันนี้กัน!

ชื่อ “พี่ไม” นะครับ จบมัธยมจากห้อง GIFTED วิทย์–คณิต โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และไปเรียนต่อปริญญาตรีสาขาเมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics Engineering) ที่ฮังการี สาขานี้เป็นเหมือนจุดกึ่งกลางของวิศวะ เราจะได้เรียนทั้งเครื่องกล ไฟฟ้า ระบบควบคุม และการเขียนโปรแกรม ในยุโรปจะมอง Mechatronics เป็นตัวกลางระหว่างสาย Hardware กับสาย Control ทำให้เรียนจบไปสามารถไปทำงานโรงงาน ระบบควบคุม หรือสายหุ่นยนต์ได้

ชวนรีวิวสมัครทุนรัฐบาลฮังการี
(Stipendium Hungaricum)

เตรียมตัวยังไงบ้าง?

ก่อนอื่นเข้าไปเช็กเกณฑ์ขั้นต่ำของโปรแกรม/มหาวิทยาลัยที่เราสนใจก่อน แล้วสอบให้คะแนนภาษาผ่านไว้ครับ ถ้าของผมตอนนั้นสมัครหลักสูตรที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษ แล้วเค้า require คะแนนภาษาอังกฤษ TOEFL 513 หรือ IELTS 5.5 

ผมยื่นเป็น IELTS 6 และมีเกรดเฉลี่ยรวม 3.52 (5 เทอม) ประสบการณ์หลักๆ ที่หยิบมาใช้พรีเซนต์คือประสบการณ์ทำชมรมหุ่นยนต์ตอน ม.ปลาย

ข้อดีของทุนนี้คือมี “เว็บกลาง” ให้เข้าไปเช็กหลักสูตร ส่งใบสมัคร และอัปโหลดเอกสารทั้งหมดในที่เดียว หลักๆ แบ่งเป็น 3 รอบ

  • รอบที่ 1 กรอกใบสมัครออนไลน์ และทยอยอัปโหลดเอกสารให้ครบ
  • รอบที่ 2 สอบออนไลน์ โดยมหาวิทยาลัยจะส่งลิงก์สอบมาทางอีเมล (*Motivation Letter จะเป็นส่วนหนึ่งของใบสมัคร)
  • รอบที่ 3 สัมภาษณ์กับอาจารย์มหาวิทยาลัย

*ผมใช้เวลาเตรียม Motivation Letter ล่วงหน้าประมาณ 1 เดือนก่อนปิดรับสมัคร เริ่มจากเข้าไปอ่านข้อมูลของภาควิชาและมหาวิทยาลัยแบบเจาะลึกก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าที่นี่เหมาะกับตัวเองจริงๆ แล้วค่อยนำข้อมูลมาใช้ประกอบและเชื่อมโยงใน Motivation Letter ว่าทำไมเราถึงสนใจสาขานี้ การเรียนที่นี่จะช่วยพัฒนาตัวเราอย่างไร และเป้าหมายหลังเรียนจบคืออะไร

ตอนนั้นผมเล่าว่าอยากทำวิจัยตั้งแต่ปี 2-3 เพราะที่ Debrecen มีแล็บด้านที่ผมสนใจ และอยากต่อยอดไปเป็นนักวิจัยหลังเรียนจบครับ (สปอยล์ว่าตอนนี้ได้ต่อป.โท และกำลังทำตามเป้าหมายเลยครับ!) พอเขียนเสร็จก็ไปปรึกษาแล้วให้คนรอบตัวช่วยอ่าน แนะนำเรื่องภาษาและความน่าสนใจของเนื้อหา ค่อยๆ แก้จนได้เวอร์ชันที่ดีที่สุด

วิวข้างๆ แคมปัส
วิวข้างๆ แคมปัส

ถ้าน้องๆ ยังพอมีเวลา ผมแนะนำให้ลองหากิจกรรมหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคณะที่อยากเข้าไว้ก่อน จะได้มีวัตถุดิบให้กรรมการเห็นแพสชันเราชัดขึ้น และได้เห็นภาพชัดขึ้นด้วยว่าเราชอบด้านนั้นจริงๆ ไหมครับ

ผมไม่แน่ใจว่าจะเหมือนรุ่นน้องหรือเปล่านะครับ แต่หลักสูตรที่ผมสมัครตอนนั้น พอผ่านรอบเอกสารแล้วมหาวิทยาลัยจะส่งลิงก์สอบออนไลน์วิชาพื้นฐาน (ฟิสิกส์และคณิต) ให้เราทางอีเมล คนที่ผ่านจะได้สัมภาษณ์กับอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนใหญ่คำถามที่ผมเจอจะเกี่ยวกับสิ่งที่เขียนใน Motivation Letter และให้ขยายความโจทย์ฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ที่เราเขียนส่งตอนสอบครับ

อ่านรีวิวจาก 2 รุ่นพี่ทุน ป.ตรี/โท

. . . . . . . .

2
สาขา Mechatronics เรียนอะไรบ้าง?

ผมจะชอบเรียกสาขานี้ว่าเรียนเหมือนเป็ด!

โปรแกรม Mechatronics ที่ University of Debrecen จะรวมทั้งเรื่องเครื่องกล ไฟฟ้า ระบบควบคุม และการเขียนโปรแกรม ไว้ในสาขาเดียว ผมได้เรียนตั้งแต่ Coding, Hardware และ Electronic แล้วยังมีวิชาอย่าง Cyber-Physical Systems (CPS) ที่เชื่อมระบบกายภาพกับคอมพิวเตอร์ ทำให้เรียนจบไปสามารถต่อยอดได้ทั้งสายโรงงาน ระบบควบคุม และหุ่นยนต์

หลักสูตรใช้เวลาเรียน 3 ปีครึ่ง เป็นแบบเลกเชอร์ผสมแล็บ และเน้นการลงมือทำค่อนข้างเยอะ (อ้างอิงหน้าเว็บหลักสูตรคือ Lecture & Seminar 39% / Practice 61%) ต้องอ่านเอง ทำงานเดี่ยวเยอะ และบริหารเวลาให้ดี โดยเฉพาะช่วงที่มีหลายโปรเจกต์มาชนกัน

เรื่องภาษา ผมมาด้วย IELTS 6 ช่วงแรกจะยากตรงการฟังสำเนียงอาจารย์และคนท้องถิ่นที่เป็นสไตล์ยุโรป ต้องใช้เวลาปรับหูอยู่พักนึง การทำข้อสอบก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากตอนแรกผมมักจะเขียนตอบสั้นๆ เป็นคีย์เวิร์ดหรือ bullet แล้วก็พบว่าคะแนนไม่ค่อยดีครับ เลยต้องปรับใหม่ เขียนอารัมภบท อธิบายที่มาที่ไปเป็นขั้นตอน เพื่อให้เห็นว่าเราเข้าใจทฤษฎีจริงๆ

ดูรายละเอียดหลักสูตร

Wrap up สรุปรวม 7 เทอม
ตัวอย่างวิชามันส์และยากที่อยากเล่า!

ปีแรกเป็นวิชาพื้นฐานเกือบทั้งหมด เช่น Mathematics I-I, Mathematics Comprehensive Exam, Engineering Physics, Informatics (Programming in C), Electromagnetism และ Law and Ethics, Computer-Aided Modelling, Materials Engineering และ Economics for Engineering

โดยรวมไม่ได้รู้สึกว่ายากถ้าเทียบกับม.ปลาย แต่เรียนลึกขึ้นและเริ่มมีปูพื้นฐาน Mechatronics เชิง Control และผมสังเกตว่าถ้าฟิสิกส์จะมีพิสูจน์เยอะขึ้น ส่วนคณิตที่นี่แปลกหน่อย เมื่อก่อนเราจะเน้นทำโจทย์เยอะๆ แต่มาที่นี่มีสอบ “ทฤษฎี” แยกมาอีกครับ (สอบ 2 ส่วนแล้วมาคิดคะแนนเฉลี่ย หมายความว่าเราต้องแม่นทฤษฎีมากๆ ด้วยนะ ส่วนเทอม 2 เราจะเริ่มเห็นภาพการออกแบบเครื่องกลและมีเข้าแล็บไฟฟ้ามากขึ้น

พวกวิชาภาคจะเทอมประมาณปี 2 นี่แหละครับ ช่วงเทอม 3 วิชาจะเยอะและเรียนเร็ว เช่น Mathematics III, Statics and Strength of Materials ฯลฯ ปีนี้ได้ทำโปรเจกต์ออกแบบเครื่องจักรด้วย แล้วยังมีวิชา Microeconomics and Economical Processes of Enterprises ที่เป็นแนวเศรษฐศาสตร์ เรียนอุปสงค์-อุปทานต่างๆ เพราะมีมิติที่เชื่อมโยงกับการตลาด

วิชา Mechanical Machine and Machine Element (ปี 2 เทอม 1) เรียนการออกแบบระบบเครื่องกล ตั้งแต่น็อต องค์ประกอบเครื่องจักร สายพาน ฯลฯ
วิชา Mechanical Machine and Machine Element (ปี 2 เทอม 1) เรียนการออกแบบระบบเครื่องกล ตั้งแต่น็อต องค์ประกอบเครื่องจักร สายพาน ฯลฯ

 เทอม 4 เน้นแล็บเชิงปฏิบัติ เช่น Mechatronic Devices (Sensors, Actuators, Motors), Measurement and Data Acquisition ฯลฯ บันเทิงมากครับ ผมได้เข้าแล็บไปเล่นกับพวกเซนเซอร์และตัวควบคุมต่างๆ ว่ามีลักษณะยังไงบ้าง ข้อดี-ข้อเสีย มาตรฐานและข้อบ่งชี้วัดประสิทธิภาพแต่ละแบบ เป็นต้น

หลายวิชาจะเป็นแล็บเกือบทั้งหมด อย่าง Applied Automatics เป็นวิชาที่ต้องเขียนโปรแกรมควบคุมระบบโรงงาน และเข้าแล็บยาวประมาณ 6 ชั่วโมง ทำให้เข้าใจระบบควบคุม อย่างถ้าเราจ่ายไฟให้มอเตอร์เฉยๆ เครื่องจักรจะหมุนก็จริง แต่เราจะไม่รู้เลยว่ามันหมุนไปเท่าไหร่หรือคลาดเคลื่อนแค่ไหน แต่พอมีเซนเซอร์เข้ามา ระบบจะสามารถเทียบค่าที่เราต้องการกับค่าที่วัดได้จริง แล้วควบคุมให้หยุดหรือทำงานได้ในตำแหน่งที่แม่นยำขึ้น ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่ใช้ในหุ่นยนต์ รถยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่มีระบบเซนเซอร์ครับ

วิชาเทอม 5 ทำงานกับระบบจริงเยอะ โปรเจกต์ถี่ขึ้น เช่น วิชา Quality and Technical Management, Simulation Prototype Technologies I และ Robots and Robotics Technology ฯลฯ

พอเข้าเทอม 6 บางวิชาที่ผูกโปรเจกต์เข้าด้วยกัน เช่น CAXX Techniques (PCB Design) ออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์​ ซึ่งงานจะผูกกับวิชา Modeling and Simulation Prototype ถ้าตกคือร่วงคู่ครับ ต้องวางแผนดีๆ

Caxx Techniques - pcb design
Caxx Techniques - pcb design
^Modeling and Simulation II – Mechanical Design
^Modeling and Simulation II – Mechanical Design

เทอมนี้ผมทำโปรเจกต์เป็นหุ่นยนต์สี่ล้อที่มีแขนจับ เพราะส่วนตัวค่อนข้างสนใจระบบ Control ของหุ่นยนต์อยู่แล้ว โดยโฟกัสเรื่อง “พยากรณ์การเคลื่อนที่” ของหุ่นยนต์ ให้วิ่งตามเส้นทางที่เราวางไว้ โดยใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์ต่างๆ มาเทรนเป็น data แล้วเอาเข้าระบบควบคุมให้หุ่นยนต์ทำงานตามที่เขียนโปรแกรมไว้ (ในระบบจะมีพารามิเตอร์หลายตัวที่ต้องคอยจูน เช่น ความเร็วในการควบคุม ช้า-เร็วแค่ไหนถึงจะเหมาะ)

เทอม 7 ปิดจ็อบด้วยไฟนอลโปรเจกต์

โปรเจกต์จบของผมเป็น “หุ่นยนต์สองล้อ” ที่โฟกัสการวัดความเร็วและการลื่นไถล (Slip) ของล้อ โดยใช้ทั้งกล้องและเซนเซอร์หลายชนิด เราจะต้องเทรนข้อมูล (data) ก่อน เพื่อพยากรณ์ได้ว่าหุ่นยนต์จะสลิปได้มากแค่ไหน ทั้งในทิศทางตรงและด้านข้าง

ตัวหุ่นจะมีเซนเซอร์วัดความเร็วที่ล้อ และมีเลเซอร์วัดความเร็วที่พื้นเพื่อนำมาเทียบกัน ทำให้สามารถคำนวณการสลิปได้ทั้งจากฝั่งล้อและฝั่งพื้น นอกจากนี้ยังมีการวัดความเอียงและความเร่งของตัวหุ่นด้วย หลักการคล้ายกับเซนเซอร์ในสมาร์ตโฟน โปรเจกต์นี้ใช้เวลาทั้งเทอมครับ

ผมว่าเรียนสาขา Mechatronics ที่ฮังการีดีระดับนึงเลยครับ แต่อาจจะเจ็บนิดนึงตรงที่ผมออกปุ๊บ แคมปัสมีตึกใหม่ปั๊บ 5555 พวกอุปกรณ์เครื่องมืออัปเดตขึ้นกว่าเดิมอีก จากเดิมที่เน้นแค่ Mobile & Robot กับแขนเทียม ตอนนี้มีแล็บหลากหลายขึ้นครับ

. . . . . . . .

3
รีวิวชีวิตที่ฮังการี
ใช้ชีวิตเต็มที่ ดีต่อใจกว่าที่คิด

1. Debrecen เป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่เงียบสงบ

เมือง Debrecen ขนาดไม่ใหญ่ บรรยากาศเงียบสงบ การเดินทางในเมืองก็สะดวก เหมาะกับคนที่ชิลๆ อยากหนีความวุ่นวาย ผมว่าคนที่นี่ส่วนใหญ่มาเพื่อเรียนจริงๆ ครับ

University of Debrecen
University of Debrecen
โบสถ์ Great Reformed Church of Debrecen (Nagytemplom) เป็นแลนมาร์กของเมือง
โบสถ์ Great Reformed Church of Debrecen (Nagytemplom) เป็นแลนมาร์กของเมือง

แต่ถ้าใครชอบความคึกคักหรือกิจกรรมเยอะๆ อาจจะรู้สึกเบื่อได้บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะจ๋องซะทีเดียวครับ เราสามารถนั่งรถไฟประมาณ 3 ชั่วโมงไปที่เมืองหลวงของฮังการีอย่าง “บูดาเปสต์” (Budapest) บอกเลยครับว่าวิวแม่น้ำดีมากกก ชอบมากๆ ครับ

2. อากาศหนาวสุดที่เคยเจอคือ -10 องศา

ช่วงนั้นก็จะหนาวระดับนึงเลยครับ แต่ในตึกมีเครื่องทำความร้อน (Heater) เลยไม่มีปัญหาการใช้ชีวิต แค่ออกจากบ้านน้อยกว่าปกติ

3. เงินจากทุนเพียงพอมั้ยนะ?

 

Note: มูลค่าและสิทธิประโยชน์ทุน Stipendium Hungaricum ปี 2026 ของระดับป.ตรี / ป.ตรีควบโท / ป.โท มีดังนี้

 

  • เรียนฟรี ยกเว้นค่าเล่าเรียน 100%
  • ได้เบี้ยเลี้ยงรายเดือน 43,700 HUF (ประมาณ 110 ยูโร) สำหรับค่าครองชีพ
  • ที่พักฟรี (กรณีพักหอใน) หรือ เงินสนับสนุนค่าที่พัก 40,000 HUF/เดือน
  • ได้รับสิทธิรักษาพยาบาลตามกฎหมายฮังการี + ประกันสุขภาพเสริมสูงสุด 65,000 HUF/ปี

ทุนนี้จะสนับสนุนในงบที่กำหนด ไม่ได้ครอบคลุมค่าครองชีพทั้งหมด จึงต้องมีชำระส่วนต่างเพิ่มเติมด้วยค่ะ
 

ถ้าใครเลือกที่พักแพงหรือมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวเยอะ ก็อาจต้องเตรียมงบสำรองบ้าง อย่างของผมทุนก็ไม่ได้เพียงพอทั้งหมด ที่นี่ค่าอาหารแพงกว่าไทยประมาณ 1.5-2 เท่า ถ้ากินข้างนอกเริ่มต้นราวๆ 200 บาท  (ผมจะหาวิธีประหยัดโดยการทำอาหารทานเอง)

จริงๆ ในเมืองมีร้านเอเชียเยอะพอสมควรครับ หลักๆ เกาหลีกับจีน แต่ถ้าร้านอาหารไทยแนะนำให้ไปเมือง Budapest มีเยอะมากกก

แนะนำร้าน Flaska Vendéglő ที่ Debrecen 

4. ถ้าให้เฮฮา ชาวฮังการีอาจจะยัง

ช่วงแรกที่มา ผมรู้สึกว่าคนฮังการีจะค่อนข้างเงียบ เค้าอาจจะไม่ได้เป็นสายเฮฮาเท่าไทย แต่ก็เป็นมิตร แล้วคนเอเชียในเมืองเยอะพอสมควร ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวครับ (จากประสบการณ์ส่วนตัวไม่เคยเจอการเหยียดเลย)

https://image.dek-d.com/contentimg/2026/kookkai/01_Mi-Hungary/image19.jpg
https://image.dek-d.com/contentimg/2026/kookkai/01_Mi-Hungary/image19.jpg

5. ไฮไลต์คือ “วีซ่าเชงเก้น”

เรื่องที่ประทับใจมากคือถ้ามาเรียนฮังการี จะได้ถือวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) ทำให้เราเดินทางได้ทั่วยุโรปง่ายๆ ตอนนั้นไปหลายที่เลยครับ ถ้าชอบเป็นพิเศษก็คือกรุงโรม (Rome, Italy) และ ปราก (Prague, Czech Republic) บรรยากาศดีและโรแมนติกสุดๆ!

 Prague City Hall Tower
 Prague City Hall Tower
(Prague, Czech Republic)
 Assisi, Italy
 Assisi, Italy

. . . . . . . .

4

กลับไทยมาจับโปรเจกต์ใหญ่
ก่อนต่อโท KTH ม.ตัวตึงวิศวะของสวีเดน

หลังจบป.ตรี ที่ฮังการี ผมกลับไทยมาเกือบครึ่งปี ไปทำงานเป็น RA ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ และได้ทำโปรเจกต์หุ่นยนต์ร่วมกับทางปัญญาภิวัตน์ด้วย

จริงๆ ผมเริ่มสมัครเรียนต่อป.โท MSc Mechatronics ที่ KTH Royal Institute of Technology ตั้งแต่อยู่ฮังการีแล้ว เพราะประเทศแถบสแกนดิเนเวียถือเป็นหนึ่งในต้นทางสำคัญของสาย Mechatronics ในยุโรป (ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากฝั่งญี่ปุ่นอีกที) มีคอนเน็กชันกับบริษัทเยอะ และหลักสูตรที่ผมเลือกจะเน้นด้านฮาร์ดแวร์และระบบควบคุมมากขึ้นครับ

เรียนที่สวีเดนเป็นยังไงบ้าง?

ผมเพิ่งจบเทอมแรก การเรียนป.โทที่นี่จะเป็นแนว Active Learning บรรยากาศในคลาสดูเหมือนชิล แต่จริงๆ ค่อนข้างหนัก เพราะต้องอ่านเยอะมาก มี Reading List ใหม่ทุกสัปดาห์ และอาจารย์จะไม่ทวนพื้นฐานเดิมให้แล้ว บางวิชาโดยเฉพาะสายไฟฟ้าที่มีการคำนวณเยอะจะใช้เวลาอ่านมากหน่อย ส่วนสาย Control ถ้าถนัดอยู่แล้วจะทุ่นเวลาอ่านลงมาได้ครับ

KTH Biblioteket
KTH Biblioteket

ที่สำคัญคือรายงานกับพรีเซนต์ถี่กว่าตอนเรียนที่ฮังการีอีก โดยเฉพาะช่วง Q&A หลังพรีเซนต์ จะนาน เพราะอาจารย์ถามละเอียด ดังนั้นต้องเข้าใจเนื้อหาจริงๆ ไม่ใช่แค่ท่องจำ

ส่วนงานวิจัยตอนนี้ ผมกำลังโฟกัส Bio-inspired Robotics โดยเฉพาะเรื่อง CPG (Central Pattern Generator) ที่ใช้สร้างแพตเทิร์นการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ หลักการเดียวกับโปรเจกต์หุ่นยนต์สุนัขที่ใช้ข้อต่อแบบ Soft Joint ซึ่งยืดหยุ่นและเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงสิ่งมีชีวิตจริงครับ

ถ้าเป็นการใช้ชีวิตล่ะ?

ตอนแรกผมนึกว่าสวีเดนจะคึกคักเพราะมาเรียนที่กรุงสตอกโฮล์ม (Stockholm) ซึ่งเป็นเมืองหลวง แต่พอมาอยู่จริงๆ กลับรู้สึกว่าเมืองค่อนข้างเงียบและชิลกว่าที่คิดไว้ ถ้าเทียบกับตอนอยู่ฮังการีที่ยังพอเห็นคนท้องถิ่นออกมาใช้ชีวิตตามร้านอาหารหรือคาเฟ่บ้าง

แต่ส่วนใหญ่คนที่นี่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ และที่สวีเดนใช้ชีวิตง่ายและเป็นระบบมาก เพราะเป็นประเทศที่พยายามเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นระบบดิจิทัล ตั้งแต่ติดต่อราชการไปจนถึงการใช้บริการต่างๆ แม้อาจต้องรอขั้นตอนตามระบบบ้างแต่ก็สะดวก ส่วนเรื่องค่าครองชีพจะสูงกว่าฮังการีพอสมควร

Stockholm, Sweden
Stockholm, Sweden
Stockholm, Sweden
Stockholm, Sweden
พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น