Inside the Ivy League: ‘พี่รวงข้าว’ รีวิวสมัครทุนวิวัฒนฯ (แบงก์ชาติ) เรียนจบป.ตรี Econ & Data ที่ Columbia U. กลางนิวยอร์ก

สวัสดีค่ะชาว Dek-D เชื่อว่าความฝันหนึ่งของใครหลายคนคือการได้ไปนั่งเรียนที่คลาสของ Ivy League มหาวิทยาลัยระดับโลกของอเมริกา ที่รวมความเก่ง ความพร้อม และคอนเน็กชันชั้นเลิศเอาไว้  แต่การจะไปถึงจุดนั้นต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง?

วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับ “พี่รวงข้าว” เด็กทุนวิวัฒนไชยานุสรณ์ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) รุ่นปี 2563 ที่พกแพสชันไปลุยเรียนจนจบปริญญาตรีแบบ Double Majors กับสองสาขาสุดหินอย่าง Economics และ Data Science จาก Columbia University มหาวิทยาลัยระดับท็อป Ivy League ที่ตั้งอยู่ใจกลางมหานครนิวยอร์ก!

แต่อย่าเพิ่งคิดว่าเส้นทางของพี่รวงข้าวจะโรยด้วยกลีบ Apple Blossom ในฤดูใบไม้ผลิที่ New York City หรือเป็นเด็กจีเนียสที่รู้เป้าหมายชีวิตชัดเป๊ะมาตั้งแต่อนุบาล เพราะความจริงแล้ว สตอรี่ของพี่เริ่มจากเด็กมัธยมสายวิทย์-คณิตในไทยคนหนึ่ง ที่ค่อยๆ ค้นหาตัวเองท่ามกลางความหลากหลายในเมืองที่แอคทีฟมากแห่งหนึ่งของโลก

ตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจสมัครทุนแบงก์ชาติ ไปใช้ชีวิตโรงเรียนประจำก่อนหนึ่งปี และสัมผัสวิชาเรียนสุดโหดแบบกระทบไหล่เพื่อนและ Professor ระดับโลกในรั้ว Columbia จะเป็นยังไงบ้าง ถ้าพร้อมแล้ว เรามาออกทางไปพร้อมกับพี่รวงข้าวกันเลยค่ะ!

Note:  เตรียมพบ "พี่รวงข้าว" และอีก 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนดีกรี Top U ทั่วโลก ที่ให้เกียรติมาประจำบูทใหญ่ในงาน Dek-D’s Study Abroad Fair เพื่อแชร์อินไซต์และให้คำปรึกษาแบบ 1:1 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย  ในวันเสาร์ที่ 25 และอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2026 ที่ BITEC Bangna (EH98) จัดร่วมกับงาน Dek-D’s TCAS Fair  // ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้านะคะ เล็งคิวรุ่นพี่ให้ถูกวันแล้ว Walk-in ได้เลย (พี่ๆ ใจดีมากกก)
 

*พบพี่รวงข้าวได้วันเสาร์ ตั้งแต่ 09.00-16.30 น.

 

. . . . . . . .

1. เด็กสายวิทย์ติดทุนใหญ่
เตรียมตัวยังไงบ้าง?

อยากท่องโลกกว้าง เลยวางแผนเข้าเตรียมฯ

ตอนจบมัธยม รวงข้าวรู้แค่ว่าเราอยากพาตัวเองออกไปเจอสภาพแวดล้อมใหม่ๆ อยากเห็นความหลากหลาย อยากรู้ว่าโลกข้างนอกเรียนและใช้ชีวิตกันยังไง ซึ่งตอนนั้นมองว่า “อเมริกา” ตอบโจทย์ที่สุด เพราะเป็นศูนย์รวมของคนหลายเชื้อชาติ หลายภาษา  ก็เลยตัดสินใจสอบเข้าห้องกิฟต์เลข (Gifted Math) โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เพราะรู้ว่าเป็นแหล่งรวมรุ่นพี่ที่ได้ทุนเยอะที่สุดในแต่ละปี น่าจะมีโอกาสได้เจอกับตัวจริงที่จะช่วยแนะนำได้ว่าต้องเตรียมตัวสอบทุนยังไง หรือฝึกเขียนเรียงความแบบไหนบ้างค่ะ

ส่วนเรื่องสาขาเรียน ด้วยความที่เรามาจากสายวิทย์-คณิต เราทำพวก STEM ได้ในระดับนึง แต่ใจลึกๆ ไม่ได้อยากไปต่อสายวิศวะหรือวิทย์จ๋าๆ รวงข้าวอยากเข้าใจโลกและสังคมมากกว่า พอได้มารู้จัก Economics ก็รู้สึกคลิกเลยค่ะ เพราะเป็นศาสตร์ที่ไม่ใช่คำนวณเพียวๆ แต่ได้ใช้ตรรกะและตัวเลขมาอธิบายพฤติกรรมคนและโครงสร้างสังคม ดูว่าตัวเลขแต่ละค่าสะท้อนอะไรบ้าง ช่วยให้มองภาพเศรษฐกิจได้ชัดขึ้น และตอนหลังรวงข้าวมองว่าถ้ามีเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลที่แข็งแรงก็น่าจะดี เลยตัดสินใจทำเรื่องขอทุนเรียนควบ Data Science เพิ่ม กลายเป็น Double Majors เพื่อให้ฝั่งหนึ่งเป็นกรอบความคิด และอีกฝั่งเป็นเครื่องมือจัดการข้อมูลค่ะ

เบื้องหลังสนามสอบทุนแบงก์ชาติ

ตอนนั้นรู้สึกทุนวิวัฒนไชยานุสรณ์ (ทุนแบงก์ชาติ) เหมาะกับตัวเอง เพราะส่วนตัวกังวลเรื่องการไปใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย แล้วทุนนี้มีระบบดูแลที่ดีมากกก เพื่อนคนที่ได้ทุนกลุ่มเดียวกัน (เช่น ทุนคิง, ทุนปตท., ทุนกระทรวงวิทย์, ทุนพสวท. ทุนแบงก์ชาติ ฯลฯ) ไปเรียนปรับพื้นฐานด้วยกันก่อน

ตอนที่เตรียมสอบ เรารู้ตัวว่าถนัดเขียนเรียงความ แต่ว่าวิชาเลขไม่ใช่จุดแข็งของเรา เลยอาศัยฝึกทำโจทย์ให้มากที่สุดเท่าที่ได้ค่ะ  และที่รู้สึกกดดันที่สุดคือรอบสัมภาษณ์ โดยเฉพาะ Group Debate หัวข้อวันนั้นคือการเรียนออนไลน์ vs การเรียนในมหาวิทยาลัย ให้ห้องมีแต่คนเก่งๆ เต็มไปหมดดด~ รวงข้าวก็พยายามตั้งสติว่าวันนี้ “ไม่ต้องพยายามชนะใคร แค่พูดในสิ่งที่คิดจริงๆ ก็พอ” รอบนี้กรรมการอยากเห็นทัศนคติและวิธีคิดมากกว่าคำตอบถูกหรือผิด ส่วนคำถามจะเป็นปลายเปิด ไม่ได้ fix ว่าจะต้องเห็นด้วยกับฝั่งไหน  

พอจบก็มีสัมภาษณ์เดี่ยวอีกรอบค่ะ ตอนนั้นคิดว่าตัวเองไม่น่าจะได้แล้ว เลยกลับไปโฟกัสเตรียมสอบ TCAS เป็นแผนสำรอง จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนที่เข้าสัมภาษณ์รอบเดียวกันโทรมาหา แล้วบอกว่า “รวงข้าว ยินดีด้วย เธอได้ทุนนะ!” วินาทีนั้นน้ำตาคลอเลยยยย ไม่คิดว่าจะได้ยินข่าวดีนี้ และที่ซาบซึ้งที่สุดคือการได้ยินจากเพื่อนที่เพิ่งจะสู้มาด้วยกัน // เป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงจริงๆ ค่ะ TT

. . . . . . . .

2. ปรับพื้นฐาน 1 ปีในอเมริกา
พร้อมเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

Summer Program & Prep School

การเรียนปรับพื้นฐานของรวงข้าวแบ่งเป็น 2 พาร์ตใหญ่คือ Summer Program เราได้เรียนออนไลน์เพราะโควิดระบาดหนัก และแบ่งคลาสตามคะแนน TOEFL ITP ที่ยื่นไปตอนสมัครทุน

และอีกพาร์ตคือ Prep School ไปใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำ ตอนนั้นรวงข้าวไปอยู่ที่ Brewster Academy จริงๆ เค้าจะกระจายเด็กไทยไปตามโรงเรียนต่างๆ แต่รุ่นนี้ดันเจอโควิดระบาดเลยแตกต่างหน่อย (ในคลาสมีทั้งคนไทยและต่างชาติ) ความต่างที่รู้สึกชัดจะอยู่ในเรื่องชีวิตประจำวันมากกว่า เพราะต้องวางแผนตารางรัดกุมกว่าเดิม บริหารเวลาทั้งการเรียน การบ้าน สอบ กิจกรรม ไปจนถึงการหาจังหวะเหมาะๆ ลงไปกดเครื่องซักผ้า

ส่วนเรื่อง Academic วิชาเรียนมีตั้งแต่ AP Macro/Micro, Linear Algebra, AP Physics C, AP English Literature and Composition และวิชาที่เครียดที่สุดอย่าง Current Issues in the Global Context เพราะต้องเขียน Essay เยอะมาก และเรื่องที่ต่างชัดเจนคือที่นี่ไม่ใช่การฟังเลกเชอร์อย่างเดียว แต่ต้องพูดและดิสคัสเยอะ โดยรวมความเข้มข้นช่วงนี้เราให้ประมาณ 5/10 เนื้อหาไม่หนักเท่าที่เคยเจอในไทย เลยเหมือนได้พักผ่อนหลังเหนื่อยกับการสมัครทุนมานาน แต่ความพีคของระบบที่นี่คือเกรดเฉลี่ยเราสามารถพุ่งทะลุ 4.0 ได้นะคะ อย่างเช่นคลาส AP (Advanced Placement) จะมีเกรด A+ วิชานั้นก็จะได้ 4.3

อีกสีสันชีวิตที่ขาดไม่ได้คือกิจกรรมค่ะ ที่อเมริกาเค้าจริงจังเรื่องนี้มากกกก มีให้เข้าร่วมทั้งสายกีฬา ศิลปะ ดนตรี ฯลฯ รวงข้าวเองก็ไปลง Musical และ Softball ซึ่งบอกเลยว่าอยู่ไทยเราไม่เคยเล่นกีฬาขนาดนี้มาก่อน แล้วก็ปิดท้ายช่วงเวลาที่ Brewster ด้วยธรรมเนียมสุดประทับใจอย่างงาน Prom ที่ได้แต่งตัวสวยๆ ถ่ายรูปเล่นกับแก๊งเพื่อน และพิธีจบการศึกษา ที่พวกเราได้ใส่เดรสสีขาวทับด้วยชุดครุย เดินขึ้นเวทีไปเช็กแฮนด์รับใบประกาศฯ เป็นโมเมนต์ที่เดินลงมาด้วยความรู้สึกภูมิใจมากๆ ค่ะ~

ภาพกับทีม softball
ภาพกับทีม softball
ภาพงาน High School Musical
ภาพงาน High School Musical

ช่วงเดือด: ยื่นสมัครมหาวิทยาลัย 15 แห่ง!

รวงข้าวเริ่มยื่นมหาวิทยาลัยในอเมริกาตั้งแต่ Summer แล้วค่ะ ซึ่งตามเงื่อนไขทุนวิวัฒนฯ​ คือยื่นได้ทั้งหมด 15 แห่ง จากรายชื่อประมาณ 30 มหาวิทยาลัยที่แบงก์ชาติกำหนดไว้ให้ (ข้อมูลรับสมัครแต่ละปีอาจมีเปลี่ยนแปลงนะคะ) รวงข้าวแบ่งกลุ่มเป็น Ivy League (สมัครไป 7 ที่), The University of Chicago, Stanford University และอีกกลุ่มคือ Liberal Arts College* ที่โดดเด่นเรื่องคลาสเรียนขนาดเล็ก (*ข้อดีของ Liberal Arts College คือสามารถเข้าถึง Resources และ Professors ได้ง่าย ตอบโจทย์มากโดยเฉพาะคนที่จะต่อระดับ PhD)

สิ่งที่ใช้เวลามากที่สุดคือการเขียน College Essay เพราะต้องเล่าเรื่องของตัวเองจริงๆ ไม่ได้แข่งกันที่รางวัลหรือโพรไฟล์ แต่ต้องอธิบายเส้นทาง ความคิด และเหตุผลที่เลือกเรียนต่อในสาขานั้นๆ อาจารย์ที่ Brewster ช่วยอ่านและให้คำแนะนำตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การเลือกประเด็นไปจนถึงการเรียบเรียงเรื่องราวให้ชัด

ตอนที่รู้ผลว่าติดมหาวิทยาลัยมากกว่า 1 ที่ เราคิดหนักมากเพราะมหาวิทยาลัยแต่ละแบบให้ภาพการเรียนและชีวิตที่ต่างกัน หลังจากคุยกับอาจารย์และรุ่นพี่หลายคน สุดท้ายก็เลือกที่ Columbia University

Why choose Columbia?

นอกจากเรื่องคอนเน็กชันแล้ว คือความเป็น Well-rounded ของหลักสูตร เพราะที่นี่จะมีวิชาบังคับพื้นฐาน (Core Curriculum) ที่นักศึกษาทุกคนต้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นเด็กคณะ Computer Science, Data Science หรือ Engineering ก็จำเป็นต้องลงวิชาแนว Arts, Humanities, Philosophy, History ด้วย (เป็นจุดเด่นที่ถ้าไม่ชอบก็เกลียดเลยนะคะ 5555)

และอีกหนึ่งแต้มต่อที่หาจากเมืองอื่นไม่ได้ คือโลเคชันที่ตั้งอยู่ใจกลาง New York City (NYC)  นิวยอร์กไม่ใช่แค่เมืองที่วุ่นวาย แต่มันคือศูนย์กลางของเหตุการณ์ระดับโลก เวลาที่มีอีเวนต์สำคัญอย่าง UN Summit (การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ) หรือการประชุมระดับนโยบายต่างๆ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแทบจะหน้าประตูมหาวิทยาลัยเลย บรรยากาศรอบตัวกระตุ้นให้เราตื่นตัวอยู่เสมอ เราจะได้เห็นการขับเคลื่อนนโยบายและการตัดสินใจระดับโลกของจริง

. . . . . . . .

3. เจาะลึกวิชาเรียน Columbia University
Double Majors (Econ & Data Sci.)

First Impression ในเมืองใหญ่

วันแรกคือ Overwhelming (มึนตึ๊บ) มากค่ะ! จากที่เคยอยู่โรงเรียนชนบทติดทะเลสาบ พอเข้ามาในนิวยอร์กจะเห็นตึกสูงขึ้นเรื่อยๆ จนงงไปหมดว่าไหนคือหอพัก กินข้าวที่ไหน เอาของไปเก็บตรงไหน เพราะเราไม่เคยใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ขนาดนี้มาก่อน จำได้ว่าเทอมแรกไม่กล้าไปไหนคนเดียว รอเพื่อนไปด้วยตลอดเพราะแออัดและงงสายรถไฟใต้ดิน แต่พออยู่เรื่อยๆ ถึงสัก Winter Break ก็เริ่มสนุกละ~

บรรยากาศ NYC
บรรยากาศ NYC

ความรู้สึกที่หลายคนน่าจะเจอเหมือนกัน

ทุกคนเก่งมากกกกกจนเราแอบรู้สึก Imposter Syndrome (เราไม่เก่งพอจะอยู่ที่นี่ไหมนะ?) คนไทยก็มีทั้งจากโรงเรียนไทยและอินเตอร์ ส่วนเพื่อนต่างชาติก็ว้าวเหมือนกัน บางคนเป็นนักเรียนทุนนักกีฬายิงธนูทีมชาติ บางคนเป็นนักยิมนาสติกระดับนานาชาติ หรืออย่างแก๊ง Asian-American แทบทุกคนจะเล่นดนตรีได้ดีมากอย่างน้อย 1 ชิ้น และเก่งกีฬาอีก 1 ชนิด บางคนเล่น Jazz ในระดับที่ไปจัดแสดงงานใหญ่ๆ // ไม่ว่าจะเป็นสายไหน การเรียนเค้าก็คือดีมากๆ เหมือนกันค่ะ!

แต่รวงข้าวก็เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วทุกคนมีจุดเด่นในด้านที่ต่างกัน การมาอยู่ที่ Columbia ไม่ใช่แค่การมาเอาเกรด แต่มันคือการเรียนรู้ผ่านเรื่องราวของผู้คนรอบตัว ทั้งเพื่อนๆ TA และ Professor พอเราเปิดใจเลิกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร เราจะสนุกกับการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากยอดมนุษย์เหล่านี้แทนค่ะ

ฝั่งเมเจอร์ Economics: 
เน้นถกเถียงและเชื่อมโยงโลกจริง

คลาส Economics ส่วนใหญ่เลกเชอร์ และบางคลาสเป็น Discussion/Seminar แบบหลังจะเป็นคลาสเล็ก นักศึกษาไม่ถึง 30 คน ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการพูดและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น คะแนนจากการมีส่วนร่วมในคลาสค่อนข้างสำคัญ

รวงข้าวพยายามเลือกวิชาที่ได้เห็นการประยุกต์ใช้จริง อย่าง Behavioral Economics (เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม), Game Theory, ไปจนถึง Financial Economics และ Corporate Finance

แต่หนึ่งในวิชาที่รวงข้าวอินมากคือ Economic Development of Japan ค่ะ เราอยากลงวิชานี้เป็นพิเศษเพราะประวัติศาสตร์เศรษฐกิจญี่ปุ่นน่าสนใจมาก เพราะเป็นประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ ไม่มีทรัพยากรน้ำมัน และไม่ได้มีวัฒนธรรมใกล้ชิดตะวันตก แต่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ // อาจารย์ประจำวิชานี้คือ Prof. David E. Weinstein เราว่าแพสชันเรื่องญี่ปุ่นชัด จนเหมือนเห็นตาเค้าเป็นประกายตอนที่สอน 555 มีหยิบยกเหตุการณ์ต่างๆ หรือเปเปอร์ที่ทำมาเล่าให้ฟังด้วย เราเป็นคนเรียนก็จะรู้สึกสนุกและเห็นภาพค่ะ

จริงๆ Columbia เป็นเหมือนแหล่งรวม Professor ดังๆ อย่าง Hillary Clinton ก็เคยสอนคลาส Inside the Situation Room อยู่ใน SIPA (School of International and Public Affairs) เล่าถึงการตัดสินใจในเหตุการณ์สำคัญของโลก

หรืออย่าง Macroeconomics Seminar เรื่อง 21st Century Monetary Policy มหาลัยก็เชิญ Richard H. Clarida อดีต Vice Chair แห่ง Federal Reserve และอดีต Assistant Secretary of the Treasury ผู้คร่ำหวอดในวงการการเงินระดับโลก มาร่วมถ่ายทอดความรู้ด้วยตัวเองค่ะ

เว็บหลักสูตร Economics

ฝั่งเมเจอร์ Data Science: 
สายถึก ลงมือทำ เจอกันที่ Office Hour

บรรยากาศต่างออกไปค่อนข้างชัด เนื้อหาในห้องเรียนไปไวมากกก เรื่อง Coding คือปลายทางค่ะ แต่เบื้องหลังจริงๆ คือคณิตสุดจะเข้มข้น เรียนตั้งแต่พื้นฐาน Java และ Data Structure ซึ่งรวงข้าวบอกเลยว่าสำคัญมาก ใครสาย Software Engineering ต้องแม่นเรื่องนี้ เพราะข้อสอบส่วนใหญ่เน้นการ Optimize Algorithm ให้เร็วที่สุด

พอขยับมาเรียนตัวสูงๆ อย่าง AI, Machine Learning หรือ NLP (Natural Language Processing) อาจารย์จะแทบไม่สอนเขียนโค้ด แต่จะสอนคณิตศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลัง Algorithm ทั้งความน่าจะเป็น (Probability) แคลคูลัส หรือแม้แต่ตรรกศาสตร์สมัย ม.4 ก็กลับมาหมดเลย

รวงข้าวรู้สึกว่าการเรียนที่นี่จะเน้นให้เรารู้ลึกถึงที่มาค่ะ อย่างวิชา Analysis of Algorithm เราไม่ได้แค่ต้องโค้ดให้ผ่าน แต่ต้องพิสูจน์ (Prove) ให้ได้ด้วยว่าวิธีที่เราใช้ได้เร็วแค่ไหน (Time Complexity)

โจทย์ที่นี่อาจไม่ได้พลิกแพลงเหมือนข้อสอบ สอวน. แต่เน้น Logic ที่ชัดเจน ความพีคจะอยู่ที่ข้อสอบค่ะ อย่าง Machine Learning เราทำโค้ดดิ้งในการบ้านไปหมดแล้ว ตอนสอบเลยวัดทฤษฎีเพียวๆ รวงข้าวเคยเจอข้อสอบที่มีแค่ 4 ข้อใหญ่ แต่ทำไปได้ข้อครึ่งก็แทบถอดใจแล้ว ใจหดเหลือนิดเดียว แต่ปรากฏว่าค่าเฉลี่ยทั้งห้องคือ 20 เต็ม 100 เค้าดีไซน์มาให้เราทำไม่ทันจริงๆ ค่ะ ต้องฝึกสกิลข้ามข้อให้ไวด้วย

หรือถ้าช่วงที่ทำไม่ได้จริงๆ ก็พึ่งพา Support System คลาสฝั่ง Computer Science จะมี TA (Teaching Assistant) เยอะมาก ซึ่งเค้าจะมีรีวิวเนื้อหาทุกวีค และมี Office Hour ให้เราเข้าไปปรึกษาได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่ทฤษฎียันการ Setup โค้ด ช่วงนั้นชีวิตแทบจะกลายเป็นการอยู่กับเพื่อนจนถึงเที่ยงคืนเพื่อ Submit งานพร้อมกัน
 

เว็บหลักสูตร Data Science (CS)

Survival Trick

  • พยายามสรุปบทเรียนยาวๆ ให้อยู่ภายใน 2 หน้ากระดาษ *ต่อให้เอา Cheat Sheet เข้าสอบได้ไม่จำกัดจำนวนหน้า ก็แนะนำว่าควรสรุปค่ะ
  • จัดเวลาและการเลือกลงวิชาในแต่ละเทอมจึงสำคัญมาก เพื่อไม่ให้ภาระงานกระจุกอยู่ช่วงเดียวกัน
  • อย่าสู้คนเดียว! พยายามหาเพื่อนในคลาสไว้อย่างน้อย 1 คน​​ เพื่อช่วยกันคุยเรื่องการบ้านหรือแลกเปลี่ยนมุมมองกัน รวมพลังรับมือกับวิชาหินๆ และทำให้บรรยากาศการเรียนแฮปปี้กว่าเดิม และโอกาสรอดสูงขึ้นค่ะ

ใครอยากรู้ว่าเรียนอะไรบ้าง แนะนำให้ลองดูรายละเอียดรายวิชาได้จากเว็บไซต์ทางการของมหาวิทยาลัยได้เลย!

. . . . . . . .

4. Campus Life & NYC Vibes
ชีวิตในนิวยอร์กที่ไม่ได้มีแค่เรียน

ปี 1 รวงข้าวไปเข้า ชมรมละครจีน (Blue Glaze Theatre) ถึงพูดจีนไม่ได้แต่มีครั้งนึงเคยเล่นเป็นหนึ่งในตัวประกอบเรื่องไซอิ๋วด้วย! แล้วพอเข้าปี 2 ข้ามไปสายบู๊กับ CU Naginata ศิลปะการป้องกันตัวแบบญี่ปุ่นที่ใช้ดาบยาว สรุปคือไม่ใช่ทางค่ะ แต่อย่างน้อยก็ได้รู้จักศิลปะอีกแบบนึง~

ภาพการแสดงไซอิ๋วค่า รวงข้าวเป็น innkeeper
ภาพการแสดงไซอิ๋วค่า รวงข้าวเป็น innkeeper
ภาพกับชมรม Naginata
ภาพกับชมรม Naginata
ภาพกับชมรมปิงปองค่า เป็นอีกชมรมที่ผูกพัน บางคนที่นี่คือเคยแข่งระดับเยาวชนโลกให้บราซิล/สิงคโปร์มาแล้วด้วยนะคะ
ภาพกับชมรมปิงปองค่า เป็นอีกชมรมที่ผูกพัน บางคนที่นี่คือเคยแข่งระดับเยาวชนโลกให้บราซิล/สิงคโปร์มาแล้วด้วยนะคะ

ถ้าย้อนมองกลับไป ปี 2 คือปีที่เรารับงานมาทำเยอะมากจนเกือบเกินขีดจำกัด 5555 แต่ก็น่าแปลกที่ปีนี้กลับเป็นปีที่สนุกและได้เรียนรู้เยอะที่สุด เพราะได้สวมหมวกหลายใบพร้อมกัน ทั้งเป็น Resident Advisor (RA) ดูแลหอพัก และเป็น Co-President ของ CU Thai Club ด้วยค่ะ

งาน RA ทำให้รวงข้าวได้เห็นชีวิตเด็กมหาวิทยาลัยในอีกมุม หน้าที่หลักคือดูแลความเรียบร้อย บางคืนต้องไปเคาะห้องเตือนเรื่องปาร์ตี้เสียงดัง ภาพที่ตลกคือเราเป็นแค่เด็กปี 2 ตัวเล็กๆ ที่ต้องเดินไปบอกพี่ปี 4 ฝรั่งตัวใหญ่ๆ ให้ช่วยเบาเสียงหน่อย 5555 ประสบการณ์นี้ช่วยฝึกการสื่อสารและการจัดการกับความกดดันได้ดีมากจริงๆ

ส่วนงาน CU Thai Club มีทั้งการจัดงานวัฒนธรรมและกิจกรรมต่างๆ ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันจัดการ ตั้งแต่การหาทุนไปจนถึงการชวนคนมาร่วมงาน เป็นประสบการณ์ที่ได้ทำงานเป็นทีมกับเพื่อนจากหลายพื้นเพ และได้เชื่อมต่อกับชุมชนไทยในมหาวิทยาลัยด้วย  

จริงๆ ภูมิใจกับทุกงาน แต่ถ้าที่สุดเลยน่าจะอีเวนต์ใหญ่ครั้งแรกของชมรมที่เริ่มจากศูนย์จริงๆ โครงสร้างงานไม่มี ตัวอย่างการจัดงานก็ไม่มี แถมเงินทุน (Funding) ในตอนแรกคือ $0 เลยค่ะ รวงข้าวกับทีมต้องวิ่งเต้นหนักมาก ทั้งหาคนสนับสนุนจาก Alumni (ศิษย์เก่า), ขายตั๋วล่วงหน้า, ไปจนถึงขอ Emergency Funding และติดต่อขอความช่วยเหลือจากอาจารย์

แน่นอนว่าการทำงานหลายคนย่อมมีเรื่องความเห็นไม่ตรงกัน แต่ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันว่าอยากให้งานออกมาดีที่สุด วันงานเราจัดฉลองกันกลางสนามหญ้าหน้าห้องสมุด Butler มีดนตรีสดจากเพื่อนคนไทย มีอาหารไทย และไฮไลต์คือสระว่ายน้ำยาง ที่เราเนรมิตให้เป็นที่ลอยกระทงกลางแคมปัส เห็นพี่ๆ ป.โท และเพื่อนๆ ป.ตรี มาช่วยกันประจำซุ้ม ภาพวันนั้นคือที่สุดของความประทับใจเลยค่ะ!

หรืองาน Columbia Thai Reception เป็นงานที่ร่วมทำกับ co-president อีกคนในการเชิญ professional สาขาต่างๆคนไทยใน NYC มารวมตัวกันและทำความรู้จักกัน ถือเป็นการใช้ประโยชน์จาก location มหาลัยมากๆและงานนี้ก็ได้จัดต่อโดยรุ่นน้องเป็นปีที่ 2, ปีที่ 3 ต่อด้วย

รวงข้าวยังมีไปเข้าชมรม NeuroTech ทำโปรเจกต์ล้ำๆ อย่างการใช้เครื่องครอบหัวอ่านคลื่นสมองเพื่อบังคับโดรน และทำคีย์บอร์ดช่วยคนพิการ โดยใช้การกะพริบของความถี่ตัวอักษรบนจอให้สมองเลือกพิมพ์ออกมา เป็นช่วงที่เปิดโลก Data Science ในชีวิตจริงมากๆ

และอีกชมรมคือ Columbia Economic Review ที่จะมีทั้งจัดกิจกรรมอย่าง High School Essay Competition หรือเชิญศิษย์เก่าจาก Federal Reserve มาเล่าประสบการณ์ค่ะ

สู้เรียนแล้วก็ต้องสู้งานด้วย

นิวยอร์กค่าครองชีพสูงค่ะ ช่วงปี 1 มีบ้างที่งบเกินไปนิด ก็เลยเริ่มหาช่องทางรายได้เพิ่มในมหาลัย

ปี 2 รวงข้าวสอบเป็น Resident Advisor (RA) ดูแลหอพัก งานนี้ต้องใช้ความอดทนสูงมาก เพราะต้องดีลกับคนและกฎระเบียบ แต่ผลตอบแทนคุ้มค่าคือได้ที่พักฟรี (ประหยัดไปได้หลักหมื่นเหรียญเลยค่ะ!)

ภาพถ่ายร่วมกับ resident advisor ที่หอตอนไปล่องเรือรอบ statue of liberty
ภาพถ่ายร่วมกับ resident advisor ที่หอตอนไปล่องเรือรอบ statue of liberty

ปี 3-4 ก็เริ่มขยับมาสายวิชาการ เป็น TA (Teaching Assistant) ในวิชา AI และ Discrete Mathematics จนเทอมสุดท้ายได้รับความไว้วางใจจาก Prof. Ansaf Salleb-Aouissi ให้เป็น Head TA ดูแลภาพรวมทั้งหมดด้วยนะคะ นอกจากจะได้ค่าตอบแทนสูงถึงประมาณ $7,000 ต่อเทอมแล้ว ความรับผิดชอบคือใหญ่มากกก เราต้องวางแผน Materials การเรียน, คุม Deadline, ออกข้อสอบ, ไปจนถึงจัดห้องสอบพิเศษสำหรับเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเฉพาะด้าน (ตอนแรกเราอาจจะยังพูดไม่เก่ง แต่เราชดเชยด้วยการสอนให้ละเอียดที่สุด เตรียมตัวให้หนักที่สุด ประสบการณ์นี้สอนให้รวงข้าวบริหารจัดการคนและเวลาได้ดีขึ้นแบบก้าวกระโดดเลย)

อีกงานนึงที่เคยทำด้วย ก็คือเป็น Research Assistant ให้กับ Columbia Business School ทำงานด้าน Topic Modeling วิเคราะห์ข้อมูล IPO และยังได้ร่วมงานกับ Columbia Economics Department กับ Prof. José Scheinkman ในโปรเจกต์วิจัยเรื่อง Reforestation ในป่า Amazon ซึ่งถ้าได้ Data ก็สามารถช่วยใน Economics Research และงานนี้ยังค่าตอบแทนอยู่ที่ชั่วโมงละ $22.5 ตามที่เราทำค่ะ

ภาพกับเพื่อนที่เป็น TA และ head TA ของคลาส เจอหลังแสดง Orchesis
ภาพกับเพื่อนที่เป็น TA และ head TA ของคลาส เจอหลังแสดง Orchesis

เรื่องเล่นใหญ่ ไว้ใจ Columbia U.

มหาวิทยาลัยนี้เล่นใหญ่มากกกกตลอด อย่างช่วง Halloween มหาลัยจะเหมาคลับ 2 ชั้นใน NYC ให้เด็กโคลัมเบียไปฉลองกันโดยเฉพาะ (ถ้าใครอายุไม่ถึง Legal Age ก็เข้าได้แต่ไม่มีแอลกอฮอล์นะคะ) หรือบางช่วงปี 3-4 ก็มีการเหมาสวนสนุกที่อยู่นอกเมืองให้พวกเราได้ไปปลดปล่อยกัน

ภาพคลับ Slate งาน Halloween กับสวนสนุก Coney Island ที่ Columbia จัดให้เด็กค่า
ภาพคลับ Slate งาน Halloween กับสวนสนุก Coney Island ที่ Columbia จัดให้เด็กค่า

ความพิเศษอีกอย่างคือการฉลองล่องเรือดู Statue of Liberty และในคืนที่พวกเราเรียนจบ ตึก Empire State จะเปิดไฟสีฟ้า (Columbia Blue) เพื่อร่วมยินดีกับพวกเราด้วย เป็นโมเมนต์ที่ประทับใจสุดๆ!

แล้วจะมีอีกประเพณีนึงคือ Boat Contest คือ Columbia มีกฎว่าใครที่อยู่ Columbia College จะต้องสอบว่ายน้ำ แต่ถ้าใครที่อยู่ Columbia SEAS จะไม่ต้องเพราะถือว่าวิศวกรสามารถสร้างเรือเองได้ เค้าเลยจะให้เด็กที่อยู่ใน SEAS มาแข่งทำเรือล่องในสระว่ายน้ำกัน

นอกจากนี้คือคาแรกเตอร์ของเด็กโคลัมเบียมีความเป็นนักกิจกรรมสูงมากค่ะ โดยเฉพาะฝั่ง Political Science รุ่นก่อนหน้าที่จะรวงข้าวเรียนจบ มีเหตุการณ์ประท้วงเรื่องอิสราเอล-ปาเลสไตน์ มีการกางเต็นท์หน้าห้องสมุดและยึดตึกเรียน ทำให้พิธีรับปริญญาของรุ่นพี่ต้องจัดขึ้นที่สนามนอกมหาวิทยาลัยแทน

บรรยากาศการรับปริญญาที่นี่ไม่ได้เป็นทางการจ๋าขนาดนั้นค่ะ ใครอยากแสดงจุดยืนอะไรก็ทำได้เต็มที่ อย่างเพื่อนบางคนก็ถือธงปาเลสไตน์ขึ้นไปบนเวทีตอนอ่านชื่อ หรือแม้แต่ Speech ของประธานนักเรียนที่ปกติต้องส่งให้มหาลัยเช็กก่อน ก็ยังมีการสอดแทรกประเด็นทางสังคมเข้าไป เป็นบรรยากาศการเรียนจบที่สะท้อนถึงตัวตนของเด็กโคลัมเบียที่แคร์เรื่องสิทธิและเสียงของตัวเองชัดเจนมากค่ะ

New York City ไม่ทำให้ผิดหวัง
เมืองนี้คือที่สุดในหลายเรื่อง!

แค่ก้าวออกจากแคมปัส เราก็เจอความแอคทีฟของนิวยอร์กทันที ทั้งผู้คน วัฒนธรรม และเหตุการณ์ระดับโลก วันหนึ่งอาจเดินผ่านม็อบประท้วง อีกวันอาจได้นั่งฟังแขกรับเชิญระดับ A-List อย่าง Matt Damon หรือ หรือ Roberta Metsola (President of the European Parliament)  มาบรรยายในคลาสเรียน ทุกอย่างเกิดขึ้นได้จริงในเมืองและมหาวิทยาลัยนี้

ภาพ Matt Damon บรรยายเรื่อง Microfinancing Water Sanitization
ภาพ Matt Damon บรรยายเรื่อง Microfinancing Water Sanitization
ภาพตำรวจเข้ามาจัดการกับกลุ่มประท้วงที่กางเต็นท์ในมหาลัย
ภาพตำรวจเข้ามาจัดการกับกลุ่มประท้วงที่กางเต็นท์ในมหาลัย

มุมที่เสพศิลป์กับตระเวนหาของกินชิลๆ ก็มีเหมือนกัน เวลาว่างๆ รวงข้าวชอบไปตระเวนหาของกินแถว K-Town กับ China Town บางทีก็ไปดู Broadway หรือลองเปิดประสบการณ์กับ Immersive Theatre (ละครเวทีที่เราต้องเดินตามนักแสดง)

และสิ่งที่ทำให้เติบโตขึ้นมากคือ Diversity (ความหลากหลาย) เพื่อนที่นี่มีหลายเชื้อชาติและทุก Background เมื่อก่อนเราอาจมองโลกแค่ขาวกับดำ แต่พอมาอยู่ที่นี่ เราได้เรียนรู้ว่าบางเรื่องที่เราเคยมองว่าถูกหรือผิด 100% พอไปอยู่อีกวัฒนธรรมหนึ่ง มันอาจจะเป็นเรื่องที่ถูกก็ได้ โดยที่เค้าก็เป็นคนดีเหมือนกัน การเติบโตจากสภาพแวดล้อมที่ต่างกันทำให้ชุดความคิดต่างกัน พอเราเปิดใจรับตรงนี้ได้ เราจะเข้าใจโลกและตัดสินคนอื่นน้อยลงเยอะเลยค่ะ

ภาพที่พาเพื่อนชาว Rwanda ไปร้านอาหารไทยครั้งแรก
ภาพที่พาเพื่อนชาว Rwanda ไปร้านอาหารไทยครั้งแรก
ส่วนภาพนี้ทำคิมบับที่หอกับเพื่อนคนเกาหลี
ส่วนภาพนี้ทำคิมบับที่หอกับเพื่อนคนเกาหลี

Note: ส่วนเรื่องความปลอดภัย หลายคนกังวลเรื่อง Homeless ในอเมริกา จากประสบการณ์ตรงของรวงข้าวรู้สึกว่าส่วนใหญ่ที่นิวยอร์ก จะไม่ได้จู่โจมเราเหมือนบางเมืองค่ะ แต่ไม่ว่าเราจะไปที่ไหนก็ต้องเซฟตัวเอง ถ้าวันไหนกลับดึกหรือรู้สึกไม่ชัวร์ การเรียก Uber และคอยแชร์ Location กับเพื่อนสนิทไว้ คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับรวงข้าว

Reverse Culture Shock?

พอกลับมาไทย ช่วงแรกสิ่งที่รู้สึกได้ชัดคือจังหวะรอบตัวดูช้าลงเล็กน้อย 555 จากนิวยอร์กที่ทุกอย่างเดินเร็วและสื่อสารกันตรงไปตรงมา พอกลับมาทำงานในไทยจะเห็นโครงสร้างและลำดับขั้นที่ชัดเจนขึ้น การประชุมมีขั้นตอนมากขึ้น (ด้วยความที่กระทบคนมากจึงมีความจำเป็นต้อง cross-check หลายลำดับขั้น)  อาจต้องปรับจูนบ้างเพื่อให้สอดคล้องกับวิธีทำงานและการสื่อสารให้สอดคล้องกับบริบท แล้วรวงข้าวก็โชคดีที่มีพี่ๆ ที่ทำงานคอยให้คำแนะนำด้วยค่ะ

. . . . . . . .

5. Next Station: จากฝึกงาน
สู่การทำงานจริงที่ "แบงก์ชาติ"

หลังจากเรียนและฝึกงานในอเมริกา เรากลับมาทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตามเงื่อนไขทุน งานที่ทำอยู่เกี่ยวกับ นโยบายการเงิน ต้องดูข้อมูลเศรษฐกิจจากหลายด้าน และนำข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบการวิเคราะห์เชิงนโยบาย

สิ่งที่เรียนมาได้ใช้งานค่อนข้างตรงเลยนะคะ อย่างเช่น

  • Economics ช่วยให้มองภาพรวมของตัวเลขเศรษฐกิจออก ไม่ว่าจะเป็น GDP เงินเฟ้อ หรือการส่งออก และช่วยตั้งคำถามกับข้อมูลว่าแต่ละตัวเชื่อมโยงกันยังไง + โมเดลอย่าง Taylor's Rule ก็ได้นำมาประกอบการพิจารณาดอกเบี้ยนโยบาย
  • Data Science ช่วยจัดการข้อมูลจำนวนมากให้เป็นระบบ และนำมาวิเคราะห์ในหลายมิติ

งานจริงไม่ได้แยกเป็นวิชาชัดเจน ต้องเอาความรู้จากหลายด้านมารวมกัน ทั้งการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ การจัดการข้อมูล การอธิบายผลลัพธ์ให้คนจากหลายสายงานเข้าใจตรงกัน รวมถึงการอธิบายเรื่องที่ดูซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

จากประสบการณ์จริง บรรยากาศการทำงานที่แบงก์ชาติเปิดกว้างมากค่ะ มีหลายฝ่ายให้เรียนรู้ และสามารถคุยเรื่องการเปลี่ยนสายงานหรือหมุนเวียนไปดูงานด้านอื่นได้ ทำให้เห็นภาพการทำงานเชิงนโยบายจากหลายมุมมากขึ้น

. . . . . . . .

Message ถึงน้องๆ รุ่นต่อไป

ตอนเรียนมัธยมที่ไทย เราอาจถูกสอนให้โฟกัสที่การเรียนให้เก่งที่สุด ทำคะแนนให้ท็อปที่สุด แต่สำหรับการสอบทุนและการเข้ามหาลัยที่อเมริกา คะแนนสอบไม่ใช่ทุกอย่าง เพราะเค้าไม่ได้มองหาแค่คนที่เรียนเก่ง แต่มองหาคนที่พร้อมจะใช้โอกาสที่ได้รับให้คุ้มค่าและเต็มที่ที่สุด

ในโลกของมหาลัยอเมริกาจะมีคำว่า Match & Fit คือเราเข้ากับคอมมูนิตี้นั้นๆ ได้ไหม และเราจะเติบโตไปพร้อมกับมหาลัยยังไง เช่นเดียวกับทุนแบงก์ชาติค่ะ องค์กรต้องการคนที่พร้อมจะเติบโตไปกับองค์กรในระยะยาว

ดังนั้นก่อนจะสมัคร อยากให้ลองหยุดถามตัวเองก่อนว่า “ถ้าได้รับโอกาสนี้แล้ว เราจะเอาไปทำอะไรบ้าง?” คำถามนี้สำคัญมาก เพราะทุกมหาลัยมีคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน ปลายทางของน้องๆ อาจจะไม่ใช่ Columbia เหมือนรวงข้าวก็ได้ แต่ถ้าหาที่ที่ Fit กับตัวตนได้จริงๆ จะเติบโตได้อย่างมีความสุขที่สุดค่ะ

 

. . . . . . . .

เปิดพิกัดช่องดี!
‘SHARE STUDY’
ข้อมูลอินไซต์เน้นๆ เพื่อส่งต่อโอกาส

จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสระบบการศึกษาหลากหลายรูปแบบทั้งในไทยและต่างประเทศ สิ่งสำคัญที่รวงข้าวอยากเห็นมากขึ้นคือการเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ และการมีทางเลือกที่ชัดเจนในการตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อหลังเรียนจบ ก็เลยทำช่อง SHARE STUDY เพื่อเป็นหนึ่งช่องทางในการกระจายโอกาสและข้อมูล เพื่อให้น้องๆ ทุกคนได้มีโอกาสตามฝันของตัวเองค่ะ

. . . . . . . .

The world is waiting, 
and you’re warmly invited!

เพราะความฝันไม่ควรถูกจำกัดไว้ในกรอบ ได้เวลาฉีกเซฟโซนมา Dream Outside the Box โกอินเตอร์ไปด้วยกันที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair 

 

งานนี้พบ "พี่รวงข้าว" และทัพรุ่นพี่ศิษย์เก่าดีกรีนักเรียนทุน Top U ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งโซนอเมริกา-ยุโรป-ออสซี่ (ตัวท็อปจากทุน Fulbright, Chevening, Erasmus+ และมหา'ลัยดังอย่าง Oxford, Stanford ฯลฯ) และโซนเอเชีย (ทุนรัฐบาลสุดฮิตจากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และฮ่องกง) ใครอยากหาแรงบันดาลใจ อยากให้ช่วยรีวิว CV ถามเรื่องการเรียน ชีวิตความเป็นอยู่ คุยดูว่าสภาพแวดล้อมน่าจะเหมาะกับเรามั้ยนะ เตรียมลิสต์มาเลย!

 

ความปังยังไม่หมดนะคะ ในงานยังมีบูทเอเจนซีและสถาบันชั้นนำกว่า 40 แห่งจาก 20+ ประเทศทั่วโลกให้ปรึกษาแพลนเรียนต่อ,  Free IELTS Mock Test (คอมพิวเตอร์) ให้ลองสอบฟรี และแจก Study Abroad Planner ไอเทมเด็ดคนอยากโกอินเตอร์ด้วย 

มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~
 

  • Save the Date: 25-26 เม.ย. 69 (9:00 - 16:30 น.)
  • Location: BITEC บางนา (EH98)
  • ฟรีทุกไฮไลต์ ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงาน!
เช็กตารางรุ่นพี่และไฮไลต์ทั้งหมด
พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

SHARE STUDY Member 29 มี.ค. 69 22:33 น. 1

ดีใจมากๆที่ได้มาให้สัมภาษณ์นะคะ <3 เป็น FC Dek-D มาตลอดเลย อ่านกระทู้เตรียมสอบมาตั้งแต่ม.ต้น เรียกได้ว่าถ้าไม่มี Dek-D ก็คงมี SHARE STUDY ในวันนี้ไม่ได้ รอเจอทุกคนที่งานวันเสาร์ที่ 25 เม.ย. นะคะ^^

1
kookkaii :3 Columnist เมื่อวานนี้ เวลา 09:54 น. 1-1

ดีใจและเป็นเกียรติมากๆ ที่ได้สัมภาษณ์ค่ะ + ขอบคุณที่ติดตามและแชร์ข้อมูลดีๆ ในเว็บของเราตลอดเลยยย รอพบกันอีกครั้งที่งานนะคะ


https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-big-06.png

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด