สวัสดีค่ะชาว Dek-D ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้แบรนด์เทคโนโลยีจากจีนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว แถมอุตสาหกรรมฝั่ง Tech ของเขาก็เดือดสุด ๆ จนทำให้เด็กสายคอมพิวเตอร์หลายคนเบนเข็มหมุดหมายไปเรียนต่อที่ประเทศนี้กันมากขึ้น
วันนี้เราจะพาไปเปิดสูตรลับและ Survival Guide ของ “พี่จีน-ธเนศ ฉันทสิทธิพร” เด็กไทยที่คว้าทุน ป.ตรี สาขา Computer Science and Technology จากมหาวิทยาลัยตัวตึงด้านวิศวกรรมอย่าง Northwestern Polytechnical University (NWPU) ในเมืองซีอาน // เส้นทางตั้งแต่วันแรกที่สมัคร จนถึงการได้ร่วมงานกับ Big Tech จะโหดและมันส์แค่ไหน ไปลุยกันทีละข้อเลย
*หมายเหตุ: CS = Computer Science

Note: เตรียมพบ "พี่จีน" และอีก 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนดีกรี Top U ทั่วโลก ที่ให้เกียรติมาประจำบูทใหญ่ในงาน Dek-D’s Study Abroad Fair เพื่อแชร์อินไซต์และให้คำปรึกษาแบบ 1:1 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันเสาร์ที่ 25 และอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2026 ที่ BITEC Bangna (EH98) จัดร่วมกับงาน Dek-D’s TCAS Fair // ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้านะคะ เล็งคิวรุ่นพี่ให้ถูกวันแล้ว Walk-in ได้เลย (พี่ๆ ใจดีมากกก)
*พบพี่จีนได้วันอาทิตย์ ตั้งแต่ 09.00-16.30 น.
. . . . . . .
1
Setup.exe: จากเด็กร้านเกม
สู่เส้นทางสาย Code
ตอนเด็กที่บ้านผมเปิดร้านเกมครับ แล้วผมก็เคยเป็นเด็กติดเกมนี่แหละ คลุกคลีกับคอมพิวเตอร์มาตลอด แล้วก็สังเกตเห็นเทคโนโลยีที่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่สมาร์ตโฟนเข้ามา คนเริ่มเล่นเกมจากที่บ้านได้มากขึ้น + คอมพ์ไม่ได้ราคาแรงเหมือนเมื่อก่อน และอีกหลายปัจจัยที่ทำให้บ้านผมต้องพับกิจการร้านเกมไป
แต่ตอนนั้นความชอบของผมไม่ได้ปิดตัวตามร้านไปด้วย ผมเลยรู้สึกว่าคงไม่มีคณะไหนจะเข้าทางผมได้มากเท่า Computer Science (CS) อีกแล้วแหละ
ช่วงม.ต้นผมเรียนหลักสูตรห้องเรียนพิเศษ Mini English Program (MEP) ที่ รร.เทพศิรินทร์ บวกกับการที่ชอบดูแคสเกมเป็นภาษาอังกฤษด้วย ทำให้ภาษาอังกฤษแข็งแรงประมาณนึง แต่พอขึ้นม.ปลายผมมาสายวิทย์-คณิต ผมเห็นความอ่อนแอของตัวเองวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ผมตกอยู่หลายตัว! ยังดีที่สุดท้ายแล้วเกรดรวม 5 เทอมมีวิชาสายสังคมและภาษามาช่วยแบกไว้ จนดึงเกรดรวมขึ้นมาได้ 3.44 ผมเลยเลือกไปทางที่เข้ากับตัวเองมากกว่า
เกรดระดับนี้ถ้าไปยื่นทุนที่จีนถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่โอเค In general ถึงปริญญาตรีที่จีนจะเขียนเกณฑ์รับสมัครขั้นต่ำไว้ยังไงก็ช่าง ผมแนะนำรุ่นน้องตลอดว่าควรมี 3.00 ขึ้นไป หรือถ้าอยากให้มีแต้มต่อจริง ๆ 3.5+ จะเปิดโอกาสได้กว้างกว่า
. . . . . . .
2
SELECT * FROM University WHERE City = 'Xi_an';
คุณแม่ผมเป็นอาจารย์สอนภาษาจีนที่ มศว แล้วเคยเรียนที่จีนมาก่อนครับ เค้าก็สอนผมว่าควรเลือกจากปัจจัยอะไรบ้าง สำหรับสูตรของผมตามนี้เลย
- เลือกเมืองและสภาพอากาศที่เราไหว ผมเลือกโซนเหนืออย่างซีอาน เพราะในยุคนั้นรัฐบาลจีนจะมีนโยบายติดตั้งฮีตเตอร์ในอาคารแบบจัดเต็มให้เมืองโซนหนาว (แต่ปัจจุบันนี้น่าจะมีฮีตเตอร์ทั่วถึงแล้วนะครับ)
- ค่าครองชีพ ช่วงที่ผมเตรียมตัวเข้าเรียน ผมเห็น ดัชนีค่าครองชีพ (Index) ของเมืองซีอานอยู่ในกลุ่มกลาง ๆ ซึ่งถูกกว่าเมืองใหญ่ฝั่งตะวันออกค่อนข้างมาก สังเกตว่ายิ่งออกไปทางซ้ายของแผนที่จีน ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งถูกลงครับ
- เรื่องไลฟ์สไตล์ก็สำคัญ แต่ละเมืองมีคาแรกเตอร์ต่างกัน อย่างเซี่ยงไฮ้จะดู lively คึกคักมีชีวิตชีวาแต่สำหรับซีอานจะผสมผสาน Ancient + Modern Tech เป็นทั้งเมืองหลวงของราชวงศ์จีนหลายยุค เลยมีสถานที่ landmark โบราณให้เที่ยวเยอะ ในขณะเดียวกันก็เป็นฐานที่มีรัฐวิสาหกิจมาลงทุน โครงสร้างพื้นฐานเลยเจริญมาก ๆ รถไฟฟ้าครอบคลุมทั้งเมือง เดินทางสะดวก ค่าโดยสารไม่แรง และยังมีไฟลต์บินตรงจากไทยมาลงซีอานด้วยนะ (ถ้าหาจังหวะจองดี ๆ ค่าตั๋วไม่เกิน 10,000 บาทครับ)


- ด้านอาหารการกิน ด้วยความที่ซีอานเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหมที่เชื่อมต่อจีนโบราณ (และรวมถึงในปัจจุบัน) กับประเทศทางทิศตะวันตก ทำให้ในเมืองมีประชากรต่างแดนย้ายถิ่นฐานมาปักหลักเยอะกว่าเมืองทั่วไป ทำให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมตั้งแต่โบราณเป็นต้นมา หนึ่งในนั้นคือด้านอาหาร ซีอานมี Signature dish เยอะมากตั้งแต่ biáng biáng miàn (ก๋วยเตี๋ยวเส้นสดสไตล์ส่านซี) 肉夹馍 (เบอร์เกอร์สไตล์จีน) และ 冷皮 (ยำก๋วยเตี๋ยวเย็น) น้ำมันจะค่อนข้างเยอะ แต่รสชาติจัดว่าอร่อยมาก
- ด้านวิชาการ หลัก ๆ ผมเช็ก Academic Ranking จาก Times Higher Education (THE), QS World University Rankings และ Shanghai Ranking ครับ
西北工业大学 หรือ Northwestern Polytechnical University (NWPU) เป็นมหาลัยในกลุ่ม '985' และ '211' ที่รัฐบาลจีนทุ่มงบพัฒนาเยอะ (แนะนำว่าให้น้อง ๆ เลือกมหาลัยที่อยู่ในกลุ่ม Double Class Project) แล้วยังขึ้นตรงกับกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ดังนั้นคุณภาพการศึกษา ห้องแล็บ และงานวิจัยของที่นี่ก็เลยไว้วางใจได้ ส่วนสาขา CS ติด Top 1% ของโลกจากการจัดอันดับ ESI (Essential Science Indicators) และยังเกาะกลุ่ม Top 200 ของโลกในสาย CS จาก THE World University Rankings อีกด้วยครับ



Application.bat: ขั้นตอนการสมัครเรียนมหาวิทยาลัย
โดยปกติแล้วเราต้องสมัครทางเว็บของแต่ละมหาลัยเลย ในเว็บจะบอกหมดทุกอย่างตั้งแต่ช่วงเวลารับสมัคร เอกสารที่ต้องใช้ เกณฑ์การรับสมัคร ทุนการศึกษา ฯลฯ โดยส่วนใหญ่จะเปิดรับตั้งแต่เดือนพ.ย.เป็นต้นไป ผมแนะนำให้สมัครโดยเร็วที่สุด เพราะสมัครก่อน = พิจารณาก่อน = มีโอกาสได้ทุนก่อน บางคณะที่นิยมคนสมัครจนเต็ม (โดยเฉพาะ CS ของที่นี่) หรือทุนหมดก็มี
- อย่างแรกที่ต้องเตรียมคือเกรดม.ปลาย 5 เทอม โดยส่วนใหญ่เกณฑ์ขั้นต่ำจะอยู่ที่ 2.7 แต่ยังไงก็ควรจะเกิน 3.00 ขึ้นไป ผมเคยคุยกับฝ่ายที่รับนักเรียน เขาให้ insight ไว้ว่าสำหรับที่นี่ เกรด 3.50 ขึ้นไปจะได้คะแนนพิเศษ นั่นเลยเป็นเหตุผลที่แนะนำไปตอนแรกครับ
- อีกสิ่งที่สำคัญคือ คะแนนภาษา ถ้าจะเข้าภาคอินเตอร์ IELTS 5.5 คือขั้นต่ำ แต่ถ้าเป้าหมายคือทุน ผมแนะนำให้ได้ 6.5 ขึ้นไปเลย หรือเดี๋ยวนี้มีตัวเลือกอย่าง Duolingo Test ที่ค่าสอบย่อมเยากว่า แต่ถ้ายื่น IELTS ได้ อาจช่วยเพิ่มน้ำหนักคะแนนในสายตากรรมการ (ยึดหลักเกินดีกว่าขาดครับ !)
- และล่าสุด ของใหม่แกะกล่องกับการสอบ CSCA ที่รัฐบาลจีนนำมาใช้วัดความรู้สำหรับเด็กต่างชาติที่สมัครเรียนที่จีนโดยเฉพาะ เปิดรับสมัครช่วงปลายปีก่อนสอบต้นปี แต่ละคณะจะมี requirement ต่างกันว่าต้องการวิชาไหนและคะแนนเท่าไหร่บ้าง ส่วนนี้จะมีระบุไว้ในเว็บไซต์มหาลัย (ให้นึกภาพเหมือนสอบ GAT-PAT ยื่นตามมหาลัยในไทยเลยครับ)
- Portfolio ผมเน้นใส่โปรเจกต์ส่วนตัวสาย Computer Science และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเข้าไป ซึ่งคีย์สำคัญคือการเล่าเรื่องครับ ผมพยายามร้อยเรียงสตอรี่ให้เชื่อมโยงกันว่า จากเด็กที่คลุกคลีกับร้านเกม สู่ความสนใจเรื่องคอมพิวเตอร์ เริ่มลองกดตรงนั้น คลิกตรงนี้ และกลายมาเป็นความมุ่งมั่นว่าอยากเรียน CS โปรเจกต์ผมเป็นโปรเจกต์เล็ก ๆ แต่เราต้องอธิบายให้กรรมการเห็นภาพว่า เราทำอะไร? ตอนทำคิดอะไรอยู่? และได้เรียนรู้อะไรจากผลงานชิ้นนั้นบ้าง?
- Recommendation Letter จากคุณครูสอนภาษาอังกฤษ และ Resume ที่จัดรูปแบบให้เป็นทางการที่สุดครับ
ขั้นตอนคร่าว ๆ ก็คือยื่นเอกสารผ่านเว็บมหาลัยโดยตรง มหาลัยพิจารณาเอกสาร (ระหว่างนี้อาจจะมีการแจ้งบนระบบหรือติดต่อกลับทางอีเมล เพราะงั้นสายดองเมลควรจะสมัครอีก account มาใช้สำหรับการเรียนแล้วเปิดแจ้งเตือนไว้เลย) จากนั้นอาจจะเป็นการสอบข้อเขียน (แล้วแต่คณะ) จากนั้นเป็นการสัมภาษณ์ (ตรงนี้ควรจะทำการบ้านล่วงหน้าโดยดูข้อมูลพื้นฐานของมหาลัย)
ส่วนเรื่องทุน มหาลัยจะพิจารณาให้อัตโนมัติตั้งแต่ตอนสมัครเรียน อย่างปีแรกผมได้ทุน NWPU มัดรวมมากับทุนเมืองซีอาน สรุปคือจริง ๆ “เรียนฟรี” เลยครับ แต่ข้อควรระวังคือทุนพวกนี้เขาพิจารณาแบบปีต่อปีตามเกรด (แอบแชร์ด้วยก็ได้ คือตอนเรียนช่วงปี 2 ผมแอบโยนไปบางวิชา ทุนเรียนฟรีก็เลยถูกหั่นเหลือ 50% พอขึ้นปี 3 ดันมีวิชาของปี 2 ตกไปตัวนึง ทุนก็เลยไม่ขยับขึ้น ถึงตอนปี 4 ผมจะฮึดสู้จนทำเกรดดีขึ้นและไม่มีวิชาไหนตกเลย แต่ทุนก็ยังค้างอยู่ที่ 50% เท่าเดิม เหตุผลคือผมยังไม่ได้ไปตามแก้ตัวที่เคยตกไว้เพราะตารางเรียนไปชนกับวิชาเอกอีกตัวพร้อมกับเพื่อนในเซ็คอีก 10 กว่าคนครับ)
ดังนั้นสำคัญมากกก ผมอยากแนะนำว่ารักษาเกรดให้ดี และต้องถาม Criteria จากครูที่ปรึกษาให้เคลียร์ตั้งแต่แรกเลยว่ามีเกณฑ์การรักษาทุนยังไง ถ้าเกรดตกไปแล้วต้องแก้ยังไงถึงจะดีดกลับมาได้ทุนเต็มจำนวนเหมือนเดิม เพราะเงื่อนไขมหาลัยที่จีนค่อนข้างโหดโดยเฉพาะปีหลัง ๆ และอาจมีปรับเปลี่ยนได้ตลอดทุกปีครับ
. . . . . . . .
3
try { เรียนวิศวะคอมจีน } catch (Error) { เอาตัวรอด }
ถ้าถามว่าเรียนที่จีนหนักมั้ย ผมบอกได้เลยว่าาาา
ความชิลตอนอยู่ไทย ใช้ไม่ได้ที่นี่ครับ! วันแรกที่ไปถึงผมยังติดนิสัยตอนเรียนม.ปลาย มาด้วย พอเจอวิชาเอกตัวแรกที่สอนเรื่องการทำงานของคอมพิวเตอร์เบื้องต้น ทำข้อสอบเสร็จแล้วกุมขมับเลยครับ ยากกว่าที่คิดไว้เยอะมาก คะแนนออกมาปริ่มขอบเหว ยิ่งเห็นเพื่อนคณะอื่นได้คะแนนดีกว่า ผมยิ่งช็อก ทำให้รู้เลยว่าเราจะมาปล่อยจอยแบบเดิมไม่ได้แล้ว
ส่วนเรื่องภาษา ผมไปเริ่มภาษาจีนจากศูนย์ตอนปี 1 เลย ผมต้องเรียนออนไลน์ที่ไทย 3 เทอมแรก กว่าจะได้ไปจีนต้องรอเทอมที่ 4 ไปถึงช่วงแรกถ้าไม่ได้ภาษาจีนจะเหนื่อยหน่อย ต้องใช้แอปพลิเคชันแปลภาษาช่วยสั่งอาหารและคุยสื่อสาร แต่ผมอาศัยการไปเล่นกีฬาและเตะบอลกับคนจีนบ่อย ๆ เลยได้พัฒนาภาษาจีนไปด้วย พยายามใช้ภาษาจีนให้เยอะที่สุดเท่าที่ทำได้ เวลาคุยกับครูพยายามใช้ภาษาจีนไปก่อน ถ้าไม่ได้จริง ๆ ค่อยสับมาภาษาอังกฤษ (หรือบางครั้งก็ทับศัพท์อังกฤษในศัพท์ที่ไม่ได้ไปเลยก็เป็นเรื่องปกตินะครับ เราใช้แบบนี้ได้เหมือนกัน)
คณะฝั่ง Engineer สองปีแรกจะอัดหน่วยกิตเยอะหน่อย เทอมหนึ่งประมาณ 23-27 (เทียบเท่าเรียนวันละ 4 คาบทุกวัน) หน่วยกิต ตารางเรียนอัดแน่นแบบเช้า สาย บ่าย เย็น และบางทีก็มีแล็บวันเสาร์ด้วย
ตัวอย่างวิชาเรียน
- ช่วง 2 ปีแรก (ปี 1-2) จะเป็นการอัดพื้นฐานวิทย์-คณิตสำหรับเด็กวิศวะ เรียนต่อเนื่องกันยาว ๆ อย่างวิชา Calculus 1-3 และ College Physics แล้วก็เริ่มมีวิชาปูทางของคณะและพื้นฐานวิชาเอกอย่าง Fundamentals of Electric Circuits (วงจรไฟฟ้า) C Language (ภาษา C) Fundamental of Computer (หลักการทำงานพื้นฐานคอมพิวเตอร์) Data Structure (โครงสร้างข้อมูล) แทรกเข้ามา รวมถึงวิชาบังคับสำหรับเด็กต่างชาติอย่าง Brief Introduction of China และ Chinese Language เพื่อปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมและเอาตัวรอดในจีนได้ครับ
- ปี 3 เข้าสู่วิชาเอกจริงจังครับ อย่างวิชา Algorithm Design and Analysis ที่สอนให้คิดตรรกะว่าต้องเขียนโค้ดยังไงให้ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด มีวิชา Object Oriented Programming ที่สอนการเขียนโค้ดให้เป็นระบบเพื่อให้คนอื่นนำไปใช้ต่อได้ รวมถึงเริ่มมีวิชาเฉพาะทางอย่าง Artificial Intelligence, Principle of Computer Network และ Computer Operating System เข้ามาให้เราได้ลงลึกขึ้นครับ
- ปี 4 ปีนี้จะเป็นวิชาเฉพาะทางระดับแอดวานซ์มากขึ้น เช่น Multimedia Technology (ประมวลผลภาพ วิดีโอ เสียง), Assembly and Interface (ฮาร์ดแวร์ระดับล่าง) และวิชา Parallel Programming ที่สอนการจัดสรรทรัพยากรเครื่องให้ทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่วนตัวผมค่อนข้างสนใจวิชาสาย Hardware มากกว่า Software ครับ แล้วเวลาที่เหลือก็คือต้องทุ่มเทให้กับการทำโปรเจกต์จบยาว ๆ เลย
ถ้าวิชาที่ประทับใจสุด ๆ สำหรับผมคือ Data Visualization อาจารย์สอนสนุก + Interactive มากกกก เค้าเข้าใจเนื้อหาที่สอนแบบทะลุปรุโปร่ง บรรยายสลับให้ทำ Assignment ที่จะพัฒนาไปเรื่อย ๆ จนขึ้นเป็น Final Project โดยที่เขาจะช่วยไกด์นักศึกษาเป็นเคส ๆ
Reagentc: Recovery Mode แก้เกมเกรดต่ำและการกู้คืน
ช่วงที่ท้อที่สุดคือตอนปี 2 เกรดผมร่วงไปเหลือ 2.2 ความมั่นใจหายเกลี้ยงจนแอบคิดอยากซิ่วไปเรียน Finance เพราะผมชอบเรื่องการลงทุนอยู่แล้ว แต่ลองฮึดดูอีกสักตั้งทำให้ตอนขึ้นปี 3 เทอม 1 ผมเริ่มจับจุดและใช้ AI มาช่วยแนะนำการเรียนให้ถูกจุด ผมขอแชร์ทริคการเอาตัวรอดประมาณนี้
survival_guide.pdf: สูตรฟาร์มเกรดและทริกเอาตัวรอด
- พยายามหาข้อสอบเก่ามาแกะ Pattern ครับ โครงสร้างข้อสอบมักจะเหมือนเดิมแค่เปลี่ยนตัวเลข (ยกเว้นว่าวิชานั้นเปลี่ยนคนสอน หรือปรับหลักสูตร) แต่เนื้อหาส่วนใหญ่อ้างอิงจาก Reference Book ได้ พอเข้าช่วงปี 3 (เทอม 5-6) รูปแบบเก็บคะแนนจะลดการสอบลงและเน้นทำโปรเจกต์มากขึ้น ผมเลยเริ่มดึงเกรดขึ้นมาได้
- ผมอาศัยลงวิชาเสรีที่ตัวเองถนัดเพื่อช่วยฟาร์มเกรด อย่างวิชาเปียโน (ผมถนัดเล่นเปียโนมาตั้งแต่เด็ก ๆ) วิชาพละที่หลักศูตรบังคับแค่ 4 หน่วยกิต แต่ผมอัดไปถึง 7 หน่วยกิตเพราะพื้นฐานชอบเล่นกีฬาด้วย นอกจากนี้ระบบที่จีนยังเปิดให้ลงเรียนข้ามคณะอย่างวิชา Python for Engineering ที่สอนโดยคณะอื่นแล้วเทียบโอนหน่วยกิตกลับมาสาขา CS ได้ด้วย คุณแม่ผมเคยแนะนำไว้ว่า วิชาไหนที่มีประโยชน์กับสายงาน อย่างเช่น วิชา AI ที่ทุกคนรู้เหมือนกันว่าสอบยากดึงเกรดตก ก็ควรลงเรียนเพื่อให้มีพื้นฐานความรู้และโชว์อยู่บน Transcript ครับ
- วิชาที่มีเช็กชื่อ แน่นอนว่าควรเข้าอย่างยิ่ง แต่ก็มีบางวิชาที่ไม่เช็กชื่อ ทำให้บางคนเลือกที่จะไม่มาเรียน ตรงนี้แล้วแต่สไตล์แต่ละคนได้เลยครับ แต่ผมแนะนำว่าเข้าไปเถอะ อย่างน้อยครูก็จำหน้าได้ หรือมีอะไรเราจะได้รู้จากปากครู ตรงไหนที่ไม่เข้าใจสามารถถามท้ายคาบได้เลย ทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยทำให้อาจารย์มี impression ที่ดีต่อเราได้ครับ
สรุปคือผมใช้เวลา 3 เทอม ดึงเกรดตัวเองกลับมาจบที่ 2.85 ได้ สำหรับผมแค่นี้ก็ถือว่า Success มากแล้ว แต่ใด ๆ ก็ตาม ถ้าย้อนกลับไปบอกตัวเองได้จะไม่โยน เพราะมันจะเหนื่อยตอนท้าย+ตอนหางานนี่แหละ
Thesis.tex
พอถึงช่วงทำธีสิสจบ บางคนเลือกอาจารย์ตามที่ระบบมีให้เลือก บางคนเลือกตามหัวข้อที่อาจารย์เปิดให้สมัคร บางคนรวมถึงผมติดต่ออาจารย์ที่มี Research Interest ตรงกันและเลือกหัวข้อล่วงหน้า
แน่นอนว่าระหว่างที่เรียนมา 3 ปี ทุกคนน่าจะมีอาจารย์ที่เราชอบสไตล์การสอนเขาหรือชอบเนื้อหาที่เขาสอน เราสามารถเชิญให้เขามาเป็นที่ปรึกษาธีสิสได้ แต่อันดับแรกเช็คจากหน้าโปรไฟล์ว่าเขามี research interest อะไรบ้าง มีอันไหนที่ตรงกับที่เราสนใจไหม จากนั้นลองอ่านงานที่เขาเขียนซัก 1-2 งาน แล้วไปคุยกับอาจารย์ได้เลย ทั้งหมดนี้ต้องทำก่อนช่วงที่เปิดให้เลือกที่ปรึกษาบนระบบนะ
ผมได้ทำหัวข้อ “Multi-Scale Stock Price Prediction with Graph Neural Networks” ถ้าพูดง่าย ๆ ก็การพยากรณ์ราคาหุ้นด้วย AI ส่วนที่เป็นเรื่องหุ้นไทยผมเขียนจบไวมากเพราะคลุกคลีมาเยอะ ตรงนี้เป็นข้อดีของการที่เราได้หัวข้อที่ถนัด แต่ถ้าได้หัวข้อที่ไม่คุ้นก็ไม่เป็นไรนะ ยังไงเราก็ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ แต่พาร์ต AI ผมต้องคอยหาความรู้เพิ่มเรื่อย ๆ คำแนะนำคือทำความเข้าใจและวางแผนล่วงหน้าว่าตรงไหนต้องเขียนอะไร
ส่วนที่ยิบย่อยอย่างการใส่อ้างอิง ผมใช้โปรแกรมจัดการ reference ของฟรีที่ชื่อ Zotero มาช่วยเขียนอ้างอิงให้เป๊ะบนรายงานเราโดยอัตโนมัติ ทำให้ประหยัดเวลาได้พอสมควรเลย
บรรยากาศตอนพรีเซนต์ค่อนข้างกดดันหน่อย ๆ กรรมการจะแจ้งล่วงหน้าว่าเราจะมีเวลานำเสนอกี่นาที เราต้องบริหารเวลาในส่วนนี้ให้ดี ถ้าเกินต่อให้พูดยังไม่จบก็จะโดนเบรคและเสียคะแนนไป ซึ่งในส่วนของคำถาม ส่วนใหญ่ผมจะโดนถามประมาณว่าทำไมตรงนี้ถึงใส่สิ่งนี้ มันทำงานยังไง ส่งผลต่อผลลัพธ์อย่างไร ก่อนวันพรีเซนต์ลองเอาเล่มให้ AI ลองถามคำถามมาแล้วซ้อมตอบไปก่อนจะช่วยให้ไม่ลนตอนสอบจริงได้ครับ ต่อให้ไม่ตรง แต่เราจะพอเห็นภาพว่าคำถามจะมีประมาณไหนบ้าง
สุดท้ายผมโดนคอมเมนต์ให้แก้ Format นิดหน่อยกับเพิ่มตัวแปรเปรียบเทียบ ถือว่าแผลน้อยกว่าที่คิด !

หลังจากที่แก้เล่มและครูให้ผ่านแล้ว ต่อไปคือการเข้าเล่มและส่งให้คณะ ซึ่งแต่ละคณะจะมี format ไม่เหมือนกัน ควรเช็กให้ถูกต้องก่อนเข้าเล่ม ไม่งั้นจะเสียเวลาและเสียเงินได้ (ณ เวลานั้นการรอคิวร้านถ่ายเอกสารไม่ใช่เรื่องตลก ลองนึกสภาพเด็กจีนและเด็กต่างชาติจากทุกคณะมารวมกันที่ร้านถ่ายเอกสารเล็ก ๆ ดูครับ)
เทียบหมัดต่อหมัด ภาคจีนและภาคไทย
สำหรับคนที่กำลังลังเลว่าจะลุยหลักสูตรอินเตอร์ (English Program) หรือภาคจีนดี จากประสบการณ์ของผมและที่เคยคุยกับเพื่อน ๆ ขอสรุปข้อได้เปรียบและข้อจำกัดให้เห็นภาพชัด ๆ ตามนี้เลยครับ (ถ้าเป็นมหาลัยท็อปประเทศมาก ๆ อาจไม่ค่อยเจอช่องว่างตรงนี้ก็ได้ และย้ำอีกครั้งว่าอิงจากประสบการณ์ส่วนตัว)
ด้วยข้อจำกัดเรื่องจำนวนอาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษได้ ภาคอินเตอร์เลยจะเน้นปูพื้นฐานให้เรามีความรู้ครอบคลุมทุกแขนงของสาย CS ครับ ทั้ง Network, AI, Multimedia หรือ Data เราจะได้เรียนรู้เบื้องต้นทั้งหมด (ส่วนวิชาที่ลงลึกสุด ๆ จะเป็นกลุ่ม Hardware) ข้อดีคือทำให้เราได้ "ชิม" ทุกสายเพื่อดูว่าตัวเองถนัดอะไร แล้วค่อยไปใช้เวลาศึกษาเจาะลึกต่อยอดเองทีหลังได้ครับ
ปริมาณการบ้าน ผมว่าของภาคอินเตอร์จะกำลังพอดี ไม่หนักหน่วงเท่าภาคภาษาจีนครับ ช่วยลดความกดดันระหว่างเรียนไปได้เยอะ ทำให้เรามีเวลาเหลือไปปั้นโปรเจกต์ส่วนตัว เก็บพอร์ต หรือทำกิจกรรมนอกห้องเรียนได้
ตอนสอบป้องกันธีสิส ถ้าเรียนภาคจีน อาจารย์จะจี้ถามเนื้อหาแบบดุเดือดมาก แต่สำหรับภาคอินเตอร์ บรรยากาศจะผ่อนคลายกว่า อาจารย์ไม่จี้โหดและไม่กดดันเท่าด้วยข้อจำกัดทางภาษาสำหรับบางคน ถือเป็นความสบายใจในช่วงโค้งสุดท้ายของการเรียนครับ 5555
ทางฝั่งภาคจีนจะได้เปรียบตรงที่มีตัวเลือกวิชาเฉพาะทาง (Custom Track) ให้ลงลึกได้เยอะกว่าครับ ใครมีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากเจาะสาย AI, Machine Learning หรือ Data แบบเน้น ๆ ก็จะมีคลาสรองรับแบบจัดเต็ม พูดได้ว่าอยากเรียนอะไรก็ได้เรียน แต่ก็ต้องแลกมากับปริมาณการบ้านและความกดดันที่สูงกว่าพอสมควร ระดับภาษาจีนที่แนะนำต้อง HSK5 ขึ้นไปถึงจะพอเอาตัวรอดได้นะครับ เพราะครูพูดไวไม่พอ ศัพท์เทคนิคยังเยอะมากอีกด้วย
ถ้าคุณภาษาจีนแข็งแรงมาก ทนความกดดันได้ และมีเป้าหมายชัดเจนตั้งแต่แรกว่าอยากใช้เวลา 4 ปีขุดลึกวิชาเฉพาะทางสาย Tech บางสายไปเลย แนะนำให้ลุยภาคจีนครับ แต่ถ้าน้อง ๆ อยากได้ความรู้ CS ที่ครอบคลุมทุกสาย เพื่อค้นหาความถนัดของตัวเอง อยากเรียนแบบได้ภาษาอังกฤษควบคู่ไปด้วยโดยไม่เครียดจนเกินไป และอยากมีเวลาเหลือไปปั้นโปรเจกต์ส่วนตัวเพื่อใช้สมัครงาน ภาคอินเตอร์คือตัวเลือกที่เซฟและลงตัวเลย
อีกเรื่องคือค่าเทอม โดยปกติภาคอินเตอร์จะแพงกว่าภาคจีนเล็กน้อย (ประมาณ 10%) และสำหรับมหาลัยนี้เวลาพิจารณาทุน กรณีที่เกรดเท่ากัน ใครที่เรียนภาคจีนจะได้อันดับดีกว่าเพราะถือว่าเรียนยากกว่าครับ
. . . . . . . .
4
Localhost: รีวิวชีวิตหนาวติดลบในซีอาน
ก่อนบินผมกังวลเรื่องสภาพอากาศและการเตรียมของพอสมควรครับ เพราะผมบินช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พอไปถึงปุ๊บเจอ 0 องศาต้อนรับเลย เลือดกำเดาไหลอยู่ประมาณ 5 วันเต็ม เพราะเมืองโซนเหนืออากาศจะแห้งมาก แล้วอาจเจอเรื่องปัญหาฝุ่น PM ด้วย โดยเฉพาะโซนที่อยู่แถวโรงไฟฟ้าถ่านหิน (สามารถแก้ด้วยการซื้อเครื่องกรองอากาศหรือเครื่องให้ความชื้นครับ)
สิ่งที่ผมอยากแนะนำให้เตรียมไปจากไทยเลยคือยาสามัญประจำบ้าน เพราะตำรับยาที่จีนต่างจากบ้านเรา บางตัวหาซื้อไม่ได้เลยครับ โดยเฉพาะ Pseudophedrine (แก้คัดจมูก), NAC Long (ยาเม็ดฟู่ละลายเสมหะ) และยาเฉพาะทางต่าง ๆ
- สภาพอากาศ ด้วยความที่ซีอานไม่ใช่เมืองติดทะเล อากาศจะแห้งกว่าไทยแบบเห็นได้ชัด เริ่มจากเปิดเทอม 1 ในเดือนกันยายน อุณหภูมิจะร้อนประมาณที่ไทยเลย ประมาณ 30°C ถึง 35°C และอากาศจะเริ่มเย็นขึ้นและใบไม้จะมีสีเหลืองในช่วงเดือนตุลาคม (ตรงหน้าประตูมหาลัยถ่ายรูปสวยมาก) ก่อนที่จะเข้าสู่โซน -5°C ถึง 0°C ในปลายเดือนพฤศจิกายน อากาศจะหนาวสุดในช่วงเดือนธันวาคมไปจนถึงมกราคม ในช่วงนี้อาจจะมีหิมะตกได้ จากนั้นช่วงเทอม 2 ตั้งแต่กลางกุมภาพันธ์จนถึงเดือนเมษายนจะเป็นช่วงที่อากาศดีมาก ใบไม้เริ่มผลิในเดือนมีนาคม (ในมหาลัยมีโซนดอกซากุระอยู่ ตอนบานแล้วสวยมาก) อุณหภูมิจะไต่ขึ้นจาก 0°C จนถึง 20°C และคงที่ซักพักรอผ่ายช่วงพายุทรายและมรสุมสั้น ๆ ก่อนร้อนขึ้นไปถึง 30°C ++ ในเดือนกรกฎาคม

- เรื่องค่าครองชีพ ผมใช้เดือนละประมาณ 2,500-3,000 หยวน ไม่รวมค่าหอในมหาลัย ห้องคู่ 600 หยวน/เดือน โดยส่วนตัวส่วนใหญ่ฝากท้องไว้กับโรงอาหารมหาลัย มื้อละประมาณ 15-20 หยวน ที่เหลือซื้อของทั้งนั้น ใครที่ซื้อของเยอะผมแนะนำว่าสมัคร Taobao VIP ไปเลยจะคุ้มกว่า เพราะจะได้ส่วนลดทุกวันและการคืนของฟรีด้วย รวมถึงเวลาติดต่อร้านค้าจะไวกว่าเล็กน้อยครับ
- การเดินทาง หลายคนอาจคิดว่าการเดินทางในจีนคงลำบาก แต่จริง ๆ แล้วรัฐบาลเขาลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเยอะมาก อย่างที่ซีอานมีรถไฟฟ้าครอบคลุมถึง 10 สาย (และกำลังสร้างเพิ่มเรื่อย ๆ) ไปไหนมาไหนสะดวกสุด ๆ หรือถ้าใครอยากสะดวกขึ้นอีก ช่วงแรกผมมีเช่าจักรยานรายเดือนแค่ 17 หยวนด้วย พออยู่ไป 1 เทอม ก็เริ่มซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามือสองมาใช้ ราคาประมาณ 1,800 - 3,500 หยวน ถ้าใครจะซื้อมือสอง ผมแนะนำให้ดูอะไหล่กับสภาพแบตเตอรี่ให้ดีว่ามีการเปลี่ยนมาแล้วหรือยัง ส่วนใครที่ซื้อมือหนึ่ง ต้องเผื่อใจหน่อยว่ามูลค่าจะหายไปเร็วกว่ามือสอง

https://www.eastchinatrip.com/xian-metro-map-guide/
ถ้าใครชอบธรรมชาติ ผมขอป้ายยา อุทยานป่าไม้เซียงอวี่ (祥峪森林公园: Xiángyù Sēnlín Gōngyuán) วิวภูเขาสวยมากเหมือนเปิดสูตรโกง นั่งแท็กซี่จากหน้ามหาลัยไปแค่ประมาณ 15 หยวน ค่าเข้าอีกประมาณ 30 หยวน เหมาะจะเอาไว้ไปพักสมองจากการเรียนที่สุดครับ


Tips: พยายามสังเกตแพตเทิร์นการใช้ชีวิตของคนที่นั่น แล้วเราจะค่อย ๆ หาวิธีใช้ชีวิตที่ทั้งประหยัดและสะดวกได้เอง
. . . . . . . .
5
git push: ลุยสนามจริง รันโปรเจกต์ที่บิ๊กเทค
ช่วงปี 3 เทอม 2 ผมรู้ตัวเรื่องหาที่ฝึกงานช้าไปหน่อยครับ ตอนแรกเข้าใจว่าเดี๋ยวมหาลัยก็หาให้ แต่พอรู้ว่าโควตาของมหาลัยเราต้องไปแข่งกับเด็กจีนด้วย เลยเริ่มยื่น Resume หาบริษัทในไทยฝึกงานเองตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม ปัญหาที่พบคือรอบฝึกงาน (เดือน 7-8) จะไม่ตรงกับมหาลัยในไทย (เดือน 6-7) สมัครไปประมาณ 20-30 ที่ ทั้งบริษัทใหญ่และสตาร์ตอัปในไทย สุดท้ายมีเรียกสัมภาษณ์แค่ที่เดียวคือที่ Huawei
ตอนสัมภาษณ์ ผมนำเสนอประสบการณ์ช่วงที่เป็นเลขาของสมาคมนักเรียนไทย-จีน (TCSA) และหัวหน้าแผนก IT ที่สร้างและดูแลเว็บไซต์สมาคมมาพรีเซนต์ให้เขาดู (ตรงนี้ผมมีผลงานที่เป็นหน้าเว็บ https://tcsa.or.th) และการ Student Assistant ให้กับครูที่ปรึกษา และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตอนโครงการ #พาเด็กไทยกลับจีน ในช่วงโควิด-19 ทำให้เขาเห็นว่าเราเข้าใจวิธีคิดและรู้วิธีการทำงานร่วมกับคนจีน
รวมถึงประสบการณ์เสริมต่าง ๆ เช่น กรรมการนักเรียนตอนม.6 หรือการเป็นทีมงานด้อมแฟนคลับศิลปินท่านหนึ่งในช่วงรอไปเรียนที่จีน ประสบการณ์เสริมพวกนี้ไม่ได้ตรงสายอะไร แต่ช่วยแสดงให้เห็นว่าเรามีทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นและได้ฝึกทักษะต่าง ๆ มาบ้างแล้ว ทั้งหมดนี้น่าจะมีส่วนให้ได้รับเข้าฝึกงานครับ
Side Quest: Internship 100/100
หนึ่งอย่างที่ผมอยากทำได้ตอนเรียนคือการได้ 100/100 คะแนน คำถามที่ว่าทำไม เพราะผมรู้สึกว่ามันเท่ดีบวกกับนิสัยชอบเอาชนะโดยส่วนตัวนี่แหละ ผมรู้ตัวว่าผมไม่สามารถทำจากวิชาเรียนได้แน่ ๆ เพราะตัวแปรเยอะเกิน สำหรับที่นี่มหาลัยจะให้บริษัทเป็นคนให้คะแนนวิชาฝึกงาน ผมเลยใช้วิธีทำรีพอร์ตส่งเมนเทอร์เป็นรายสัปดาห์ (จากที่ปกติต้องส่งรายเดือน) เพื่อให้สะท้อนการพัฒนามากขึ้น
ผมได้ทำ 2 โปรเจกต์ในช่วงของการฝึกงาน 2 เดือน แต่ละโปรเจกต์ผมจะเขียนรายงานไว้ (แนะนำให้แจ้ง mentor ที่ดูแลเราล่วงหน้าว่าจะของใช้รายงานนี้กลับไปส่งมหาลัย mentor จะบอกว่าส่วนไหนที่เปิดเผยได้/ไม่ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาภายหลัง) รวมถึงการลงไซต์งานก็จะมีทำรายงานส่ง mentor เช่นกัน
ที่ต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้เพราะว่าตอนพรีเซนต์ประเมินคะแนนจะได้ใช้หลักฐานพวกนี้มาสนับสนุนว่าทำไมผมถึงควรได้คะแนนเต็ม ผมขอพี่ HR ตามตรงเลยว่าช่วยเขียนประเมินอิงตามผลงานพวกนี้ให้หน่อย เพราะผมอยากได้ 100 เต็มจริง ๆ และสุดท้ายก็ได้ 100/100 มาประดับ transcript ครับ ถือเป็นจุดที่ผมได้เก็บประสบการณ์ หาสกิลใหม่ ๆ แสดงศักยภาพ และดึงความมั่นใจกลับมาได้เยอะมาก ๆ
อีกสิ่งที่พึ่งมารู้ตัวตอนกำลังเขียนสรุปส่งอาจารย์คือเราได้เอาของที่เรียนมาทั้งหมดมาปะติดปะต่อกันระหว่างที่เราฝึกงาน ซึ่งตรงนี้ช่วยให้เห็นภาพมากขึ้นว่า 3 ปีที่ผ่านมามันเชื่อมโยงกันได้อย่างไร และ 1 ปีถัดจากนี้เราจะยังพัฒนาตรงไหนได้บ้าง สำหรับมุมมองคนจีนเอง Huawei คือบริษัทเทคโนโลยีอันดับ 1 Infrastructure หลายอย่างในจีนก็เป็นของ Huawei การที่สามารถได้ฝึกงานที่นี่ (ต่อให้เป็นในไทย) ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ


ก้าวแรกหลังเรียนจบ
หลังเรียนจบ ผมเปลี่ยนแผนจากการต่อ ป.โท เป็นการหางานในวินาทีสุดท้าย ทำให้ก่อนหน้านี้ไม่ได้ยื่นสมัครงานที่ไหนแบบจริงจัง และมายื่นในจังหวะที่เลยช่วงรับสมัครงานไปแล้ว เลยทำให้ต้องใช้เวลาซักครึ่งปีหางานไปเรื่อย ๆ (เชื่อว่าจะเร็วกว่านี้ถ้าไม่โยนตอน 2 ปีแรก) จนกระทั่งวันนึงมี Recruiter ติดต่อทาง LinkedIn ชวนผมไปสัมภาษณ์งานที่ Xiaomi
คำถามนึงที่เจอตอนสัมภาษณ์คือ “โปรไฟล์คุณมาสาย Data หมดเลยนะ แต่ที่นี่ต้องมาทำ Testing คุณจะโอเคไหม?” ผมก็ตอบไปตามตรงเลยว่ามันเป็นงานแรกเอง ยังมีเวลาให้ลองทำและเรียนรู้อีกเยอะ นอกจากนี้ผมชินกับระบบการทำงานของจีน และพร้อมจะเรียนรู้เรื่องและปรับตัวกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ด้วย (ผมเจอพาร์ตสัมภาษณ์ภาษาจีนจากหลายบริษัทที่สมัครไปเลยครับ ต่อให้เรียนภาคอังกฤษมา การเตรียมภาษาจีนให้อย่างน้อยแนะนำตัวเองแบบเป็นเรื่องเป็นราวและสื่อสารเบื้องต้นได้ก่อนไปสัมภาษณ์ จะทำให้เราพอมี impression ที่ดีมากขึ้นได้ครับ)
สุดท้ายผมก็ได้งานเป็น Quality Assurance ในแผนก Mobile Testing ดูแลการทดสอบโทรศัพท์ Xiaomi ทุกรุ่น ทุกเวอร์ชันก่อนปล่อยสู่ทั่วโลกครับ วัฒนธรรมการทำงานที่นี่บอกเลยว่าต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เดือนแรกคือการเทรนนิ่งแบบอัดฉีด พอผ่านโปรฯ ปุ๊บ ก็ได้ลงลึกงานจริงทันที ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยความแม่นยำ การได้มาทำงานที่นี่ก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่ดีครับ
. . . . . . . .
6
Requirements.txt:
3 สิ่งที่ต้องแพตช์ให้พร้อม ก่อนลุยสาย Tech จีน
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ สิ่งที่ผมอยากบอกตัวเองเลยคือ 'อย่าโยนการเรียนทิ้งเร็วเกินไป' ครับ ถึงสุดท้ายผมจะเอาตัวรอดจนจบมาได้ แต่ถ้าเราเต็มที่ตั้งแต่วันแรก แต้มต่อและโอกาสด้านทุนการศึกษาจะเปิดกว้างกว่านี้เยอะมาก ส่วนใครที่เล็งสาย CS แนะนำให้เตรียม 4 อย่างนี้ให้พร้อมเพื่อเพิ่มโอกาสให้ตัวเอง
1. ปั้น Portfolio ให้ตรงสาย
ลองศึกษาพวกวิชาพื้นฐานอย่าง Calculus, Computer Theory และการเขียนโค้ด Python มาก่อน ถ้ามีโปรเจกต์เล็ก ๆ ที่ลงมือทำเอง เช่น การต่อแผงวงจร Arduino หรือทำผลงาน Coding แล้วอัปโหลดลง GitHub ก็จะช่วยให้โปรไฟล์ของเราดูโดดเด่นเตะตากรรมการขึ้นได้ครับ
2. เตรียมเอกสารให้เร็ว
พวก Transcript, Recommendation Letter และคะแนน IELTS ควรรีบเตรียมและยื่นให้เร็วที่สุด เพราะโควตาทุนส่วนใหญ่จะให้สิทธิ์คนที่โปรไฟล์พร้อมก่อน
อีกเรื่องที่สำคัญมากคือต้อง 'กล้าส่งอีเมลหา Admission Office' ครับ อีเมลติดต่อสามารถหาได้จากเว็บไซต์มหาลัยเลย ให้ส่งไปปรึกษาแบบเป็นทางการ แนะนำตัวให้ชัดเจนว่าเราเป็นใคร สนใจคณะอะไร แล้วลิสต์คำถามเรียงเป็นข้อ 1-2-3-4 ไปเลย การสื่อสารแบบนี้สำคัญมากในบริบทของการทำงานร่วมกับคนจีน แต่กฎเหล็กที่ต้องระวังเลยคือ 'อย่าทักนอกเวลาทำงาน' และ 'ไม่ควรคุยเรื่องการเมือง' เด็ดขาดครับ
3. ตีบวกของไว้
คำถามคลาสสิกเลยว่าเรียนสายนี้ใช้คอมพิวเตอร์แบบไหนดี ผมแนะนำให้ตั้งงบไว้ประมาณ 20,000-30,000 บาทครับ ยืนพื้นด้วยระบบปฏิบัติการ Windows ไว้ก่อน เพราะบางโปรแกรมต้องไปรันทำงานบนระบบ Linux สเปกขั้นต่ำที่ใช้งานได้โอเคคือ CPU ระดับ Core i5 หรือ AMD Ryzen 5 และ RAM 16GB เป็นอย่างน้อยครับ
4. ลองเรียนของจริง
สิบปากว่าก็ไม่เท่าตาเห็น คำพูดมากมาย ความหมายไม่ตรงเทสต์ก็มี เพราะงั้น ผมเลยแนะนำว่าลองเรียนคอร์สสั้น ๆ ฟรีตาม YouTube เพื่อชิมลางก่อนก็ได้ครับว่า 4 ปีถัดจากนี้จะเจออะไรบ้าง
- Every Computer Science College Course Explained in 12 Minutes คลิปนี้อธิบายให้เห็นภาพรวมว่ารายวิชาเอกที่จะได้เรียนมีอะไรและเกี่ยวกับอะไรบ้าง
- CS50's Computer Science - ภาพรวมเกี่ยวกับ CS สอนโดย Prof. David J. Malan ที่ส่วนตัวผมยกให้ขึ้นหิ้งเรื่องการสอน CS เลย
- CS50's Introduction to Programming with Python - เรียนภาษา Python ที่เหมาะสำหรับคนเริ่มเรียนเขียนโปรแกรม สอนโดย Prof. David J. Malan เจ้าเดิม
- Basic Introduction to Calculus 1 - ทบทวนความรู้แคลคูลัสม.ปลาย ที่จะต้องเรียนตั้งแต่เทอมแรกไม่ว่าคุณจะเรียนคณะใดก็ตาม
ทั้ง 4 คลิปนี้จะเป็นการไกด์ไลน์เบื้องต้นว่าเนื้อหาที่จะเจอตอนเรียนจะมีโครงประมาณนี้ ถ้ารู้สึกว่าชอบก็สมัครได้เลย ถ้ายังอาจจะต้องย้อนกลับมาคิดให้ตกผลึกอีกครั้งว่าเรายังสนใจคณะนี้จริง ๆ ใช่ไหมก่อนนะครับ
5. Git pull อัปเดตเทรนด์ Tech จีน
สำหรับสายคอมพิวเตอร์ แน่นอนว่าคือ AI & Machine Learning รวมถึงเรื่องการพัฒนาชิปคอมพิวเตอร์ด้วย เพราะตอนนี้ทิศทางของจีนคือพยายามทำทุกวิถีทางให้อยู่รอดและขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงเทคโนโลยีต่างชาติ
อีกเทรนด์ที่ชัดเจนมากคือ “พลังงานสะอาด” จีนพยายามลดการใช้น้ำมันลงอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้รถยนต์บนถนนส่วนใหญ่กลายเป็นรถ EV (ไฟฟ้า) เกือบหมดแล้ว หลายพื้นที่ก็หันไปเน้นพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลม (Wind Power) แบบเต็มตัว
ส่วนอีกอุตสาหกรรมที่ดุเดือดไม่แพ้กันคืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จีนผลิตเองทุกอย่างเลยนะ ระดับที่ว่าสร้างมิสไซล์เองได้แล้ว แต่ก็ต้องบอกก่อนว่าสาขาแนว ๆ นี้มักจะเป็นความลับระดับชาติให้เฉพาะคนจีนเรียนเท่านั้น หรือบางสาขาที่ต่อให้เปิดรับเด็กต่างชาติในภาคอินเตอร์ เนื้อหาก็จะไม่ได้ลงลึกเท่าเด็กภาคภาษาจีนครับ สรุปคือใครที่มีสกิลสายเทคโนโลยีใหม่ ๆ พวกนี้ติดตัวมา โอกาสในตลาดงานยุคหน้าเปิดกว้างแน่นอนครับ
. . . . . . . .
7
README.md บทสรุปส่งท้าย
ระว่างที่พูดคุยเล่าเรื่องนี้ทำให้ผมตกผลึกออกมาได้ว่า 4 ปีในชีวิตมหาลัยเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปไวมาก ประสบการณ์ต่าง ๆ ทำให้เราโตขึ้นมามากแม้จะดีหรือร้ายก็ตาม
การไปเรียนที่นี่เป็นการตัดสินใจที่ดีมากสำหรับผม ถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นด้วยความยากลำบากจากทั้งการเรียนและการปรับตัวที่เอาจริง ๆ ก็ใช้เวลานานพอควร มันจะมีช่วงเวลาที่ท้อแท้ เศร้า กดดัน เสมอ ลองออกไปพักผ่อน เดินเล่น ออกกำลังกาย ไปร้องเพลงกับเพื่อนฝูง ทำสิ่งที่ชอบให้สมองปลอดโปร่ง กว่าที่จะก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ ได้ต้องใช้ความพยายาม การฮึดสู้ เป้าหมาย และกำลังใจในการชนะตัวเอง
เมื่อผ่านมาแล้วผมได้รับทั้งความรู้ ประสบการณ์ ข้อคิด โอกาส และแรงบันดาลใจเพื่อเดินไปข้างหน้า และสุดท้ายพอมองย้อนกลับมาก็จะเป็นความทรงจำที่สวยงามเสมอ
ถ้าได้มีโอกาสไปเรียนที่จีนแล้ว ก็ไปเอาความรู้ที่หาได้เฉพาะจากที่จีนเท่านั้น ไปเข้าใจแนวคิดว่าทำไมชนชาติหนึ่งถึงพัฒนาขึ้นมาจากจุดต่ำสุดในช่วงสงครามฝิ่นจนเป็นมหาอำนาจของโลก ไปลองใช้เวลาในต่างแดนด้วยตัวคนเดียวให้โตขึ้น ไปท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตา ไปลองทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ออกจากกรอบเดิม ๆ ไปหามิตรภาพและผูกมิตรกับคนต่างพื้นเพ ไปหาต่อยอดสิ่งที่เรามีหรือสร้างโอกาสใหม่ และไปใช้ชีวิตให้เต็มที่
ขอให้ทุกคนเรียนอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จครับ


. . . . . . .

The world is waiting,
and you’re warmly invited!
เพราะความฝันไม่ควรถูกจำกัดไว้ในกรอบ ได้เวลาฉีกเซฟโซนมา Dream Outside the Box โกอินเตอร์ไปด้วยกันที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair
งานนี้พบ "พี่จีน" และทัพรุ่นพี่ศิษย์เก่าดีกรีนักเรียนทุน Top U ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งโซนอเมริกา-ยุโรป-ออสซี่ (ตัวท็อปจากทุน Fulbright, Chevening, Erasmus+ และมหา'ลัยดังอย่าง Oxford, Stanford ฯลฯ) และโซนเอเชีย (ทุนรัฐบาลสุดฮิตจากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และฮ่องกง) ใครอยากหาแรงบันดาลใจ อยากให้ช่วยรีวิว CV ถามเรื่องการเรียน ชีวิตความเป็นอยู่ คุยดูว่าสภาพแวดล้อมที่นั่นจะคลิกกับเรามั้ยนะ เตรียมลิสต์มาเลย!
ความปังยังไม่หมดนะคะ ในงานยังมีบูทเอเจนซีและสถาบันชั้นนำกว่า 40 แห่งจาก 20+ ประเทศทั่วโลกให้ปรึกษาแพลนเรียนต่อ, Free IELTS Mock Test (คอมพิวเตอร์) ให้ลองสอบฟรี และแจก Study Abroad Planner ไอเทมเด็ดคนอยากโกอินเตอร์ด้วย
มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~
- Save the Date: 25-26 เม.ย. 69 (9:00 - 16:30 น.)
- Location: BITEC บางนา (EH98)
- ฟรีทุกไฮไลต์ ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงาน!
0 ความคิดเห็น