บางคนอาจคิดว่าจดหมายตอบรับเข้าเรียนคือเส้นชัย แต่สำหรับ “สิงคโปร์” โดยเฉพาะ National University of Singapore หรือ NUS ที่รวมหัวกะทิจากทั้งในประเทศและทั่วโลก วันเปิดเทอมอาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นของชีวิตในสภาพแวดล้อมแบบเร่งโตค่ะ!
วันนี้เราจะพาชาว Dek-D ไปทำความรู้จัก “พี่แพท–ณภาภัช กีรติกมลชัย” นักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีที่ 2 สาขา Robotics & Machine Intelligence ควบเมเจอร์ Innovation & Design Programme ที่ NUS พ่วงด้วยดีกรีเด็กทุนรัฐบาลสิงคโปร์ (ASEAN Undergraduate Scholarship)
แต่ย้อนกลับไปตอน ม.3 แพทยังไม่รู้เลยว่าชอบอะไร หรือโตไปอยากทำงานแบบไหน จนวันนี้ในวัย 19 มีทั้งเรื่องเรียนต่อ ขอทุน เก็บพอร์ต ไปจนถึงมุมมองชีวิตที่ทำเอาวัยทำงานแบบเราอดคิดตามไม่ได้ ใครอยากอ่านเรื่องเรียนต่อ ขอทุน เก็บพอร์ต หรือกำลังหามุมคิดสะกิดตัวเองในวันที่ชีวิตไม่ง่าย บทสัมภาษณ์นี้น่าจะมีอะไรให้เก็บกลับไปแน่นอน ถ้าพร้อมแล้วลุยกันเลย!
Disclaimer: พี่แพทกล่าวไว้ Human คือสิ่งที่ Unpredictable ที่สุด! ดังนั้นมุมมองและความคิดของแพทต่อโลกใบนี้ ไม่การันตีว่าจะคงอยู่ตลอดไปนะคะ บทสัมภาษณ์นี้จึงถือเป็น Snapshot ของพี่แพท เวอร์ชันนักศึกษาปี 2 ประจำเดือนกันยายน 2026 เท่านั้น
Study in Singapore? Can lah!
อ่านจบแล้วอยากเก็บข้อมูลต่อ เตรียมมาเจอกันที่ Dek-D’s Study Abroad Fair 2026 วันที่ 3-4 ตุลาคม 2026 ณ ไบเทค บางนา (EH98) รอบนี้ “สมาคมนักเรียนไทยในสิงคโปร์” (ATSIS) พา 3 รุ่นพี่จาก NUS ทั้งศิษย์เก่า บัณฑิตจบใหม่ และนักศึกษาปัจจุบัน มาสแตนด์บายให้คำปรึกษาเรื่องสมัครเรียน ทุน เลือกสาขา ค่าครองชีพ ไปจนถึง Student Life ตลอด 2 วัน
- วันเสาร์ที่ 3 ต.ค. พบกับ พี่ริว (อดีตประธาน ATSIS) และ "พี่โมเด็ม"
- วันอาทิตย์ที่ 4 ต.ค. พบกับ "พี่โมเด็ม" และ “พี่แพท” เจ้าของเรื่องราวในบทความนี้
และห้ามพลาด SPECIAL TALK: FUTURE TECH ACROSS ASIA คุยกับ 2 เด็กทุนจาก NUS × CUHK เปิดโลกสายเทค ฉบับ 2 ท็อปยูเอเชีย วันอาทิตย์ที่ 4 ต.ค. 2026 เวลา 14.50–15.20 น. ที่เวทีเรียนต่อนอก ฟังฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย!

. . . . . . . .
Before It Was NUS
จุดเปลี่ยนตอน ม.3 และโรงเรียนสายโปรเจกต์
ย้อนกลับไปตอน ม.3 จุดเปลี่ยนของแพทเริ่มจากการเปิดทีวีแล้วบังเอิญเจอรายการที่เด็กวัยรุ่นทำโปรเจกต์ไปแข่ง เห็นแล้วตกใจว่าเขาทำสเกลนี้กันแล้วเหรอ!! เพราะชีวิตตอนนั้นเรายังรู้จักแค่การเรียนกับสอบ แล้วแพทรู้สึกว่าการอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้นไม่ได้ทำให้เรารู้ว่าตัวเองอยากโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบไหน อยากทำอาชีพอะไรในอีกสิบปีข้างหน้า
เลยเป็นเหตุผลที่ตัดสินใจย้ายมาเรียน ม.ปลาย ที่โรงเรียนดรุณสิกขาลัย (DSIL) ตารางเรียนที่นี่แบ่งเป็นเรียนวิชาการ 3 วัน และทำโปรเจกต์ 2 วัน นักเรียนสามารถเลือกได้เลยว่าสนใจด้านไหน โดยมีอาจารย์กับ Specialist คอยให้คำปรึกษา
แต่โปรเจกต์ที่ว่าคือไม่มีใครมาบอกขั้นตอน 1234 นะคะ เราต้องเขียน Proposal ไปพรีเซนต์ เค้าจะถามเจาะว่า ทำไมถึงเลือกวิธีนี้ ถ้าเจอปัญหาจะแก้ยังไง พังเป็นพัง อาจารย์จะฝึกให้เราหาทางลุกขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง
เดือนตุลาฯ สุดโหด เปิดโหมดเก็บพอร์ต
โรงเรียนสนับสนุนให้ออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกเยอะมาก ช่วง ม.ปลายแพทเลยได้ลองหลายสาย ทั้งการแพทย์ ธุรกิจ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และฟิสิกส์ แต่จะหนักไปทาง Medical มากหน่อย มีทั้งโปรเจกต์เกี่ยวกับผู้ป่วย Stroke และ Hackathon สายนี้
ตอน ม.5 มีช่วงหนึ่งที่เห็นงานแข่งกับ Conference เปิดรับพร้อมกัน แพทก็สมัครไป 3 งาน คิดว่าอย่างน้อยน่าจะติดสักงาน ได้ประสบการณ์กลับมาใส่พอร์ต สรุปติดหมดค่ะ! แล้วทั้ง 3 งานดันมากองอยู่เดือนตุลาคมพร้อมกับ Midterm พอดี
เดือนนั้นเลยแทบไม่ได้เข้าเรียน ต้องไป Conference ต่างประเทศ 2 งาน และ Competition อีก 1 งาน จำได้ว่าเพิ่ง Landing จากนิวยอร์กถึงไทย กินข้าวเสร็จได้นอน 1.5 ชั่วโมงก็ต้องลุกไปแข่งต่อ เพราะแพทเป็นหัวหน้าทีม ตีห้าตื่นมา Sync งานกับเพื่อนที่ไทยตอนอยู่ New York กลางวันไป Networking กับ Conference แล้วกลับมาสอบ Midterm ต่อ
(ตอนนั้นคิดว่านี่หนักที่สุดในชีวิตจนไม่กลัวอะไรแล้ว จนกระทั่งเข้า NUS ค่ะ…)
Why NUS Chose Me & Why I Chose NUS
ตอนส่งใบสมัคร แพทยื่นเกรดเฉลี่ย 3.99 ควบคู่กับคะแนน IELTS และ SAT แต่เอาเข้าจริงแพทรู้สึกว่ามหาวิทยาลัยน่าจะใช้คะแนนสอบพวกนี้เพื่อดูว่าเราผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำหรือเปล่า สิ่งที่กรรมการสนใจเจาะลึกจริงๆ คือ Portfolio และ Essay
ผลงานที่แพทสะสมมามีทั้งเปเปอร์วิชาการที่ผ่านเข้าไปนำเสนอในงานประชุมระดับนานาชาติ 3 แห่ง ทั้งที่ Columbia University งาน ReimaginED Conference ที่ออสเตรเลีย และงานของ IEEE ที่ไทย นอกจากนี้ก็มีผลงานจากการแข่งนวัตกรรมระดับประเทศที่ได้รางวัลรองชนะเลิศจาก Samsung Solve for Tomorrow 2023 แข่งขัน ThEP Hackathon Season 2 จาก Thailand Center of Excellence in Physicsและรับหน้าที่ประธานนักเรียนหญิงคนแรกของโรงเรียนดรุณสิกขาลัย
จริงๆ ตอนนั้นไม่ได้เล็งแค่สิงคโปร์ แต่ยื่นไปหลายที่ สุดท้ายติดโควตาแพทย์ควบโทวิศวะจากสถาบันการแพทย์ท็อปสามของไทย และได้ทุนจาก University of British Columbia (UBC) และ University of Toronto (U of T) ในแคนาดา แต่พอมองว่าอีก 10-20 ปีข้างหน้าอยากมีอนาคตแบบไหน ก็เลยตัดสินใจเลือก NUS เพราะคอนเนกชันสาย Tech แข็งแรง อยู่ในเอเชีย แล้วมหา’ลัยก็ติดใน Top 10 ของโลก ตอนนั้นมีลองมา Visit Campus ด้วยว่าเราน่าจะอยู่ที่นี่ได้ไหม
Note: ปัจจุบัน NUS ติดอันดับ 3 ของโลก สาขา Mechanical, Aeronautical & Manufacturing Engineering จาก QS World University Rankings by Subject 2026

สำหรับทุน ASEAN Undergraduate Scholarship เราไม่ต้องสมัครทุนแยกค่ะ แค่สมัครเข้า NUS ตามระบบปกติ แล้วมหาวิทยาลัยจะคัดเลือกผู้สมัครจากประเทศอาเซียนขึ้นมาสัมภาษณ์เพื่อพิจารณาทุน โดยทุนครอบคลุมค่าเล่าเรียน พร้อมมีค่าครองชีพ ค่าที่พัก และค่าคอมพิวเตอร์ให้ด้วย
ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ASEAN Undergraduate Scholarship
- เป็นทุนสำหรับนักศึกษาใหม่จากประเทศอาเซียน (ยกเว้นสิงคโปร์)
- ไม่ต้องสมัครทุนแยก เพียงสมัครเข้าเรียน NUS ตามปกติ มหาวิทยาลัยจะคัดเลือกผู้สมัครมาสัมภาษณ์ โดยพิจารณาจากผลการเรียนระดับมัธยม ความเป็นผู้นำ และกิจกรรมนอกห้องเรียน
- ทุนครอบคลุมค่าเล่าเรียนปริญญาตรี 100% หลังหัก MOE Tuition Grant* พร้อมค่าครองชีพ S$5,800/ปี ค่าที่พัก S$3,000/ปี และค่าคอมพิวเตอร์ S$1,750 ซึ่งจ่ายครั้งเดียวเมื่อเริ่มเรียน
- ผู้รับทุนต้องรับ MOE Tuition Grant ซึ่งเป็นเงินอุดหนุนค่าเล่าเรียนส่วนหนึ่ง ก่อนที่ทุน ASEAN จะครอบคลุมค่าเล่าเรียนส่วนที่เหลือ และต้องรักษา GPA อย่างน้อย 3.50 ในแต่ละเทอม พร้อมมีความประพฤติดี *สำหรับนักศึกษาต่างชาติ การรับ MOE Tuition Grant มีข้อผูกพันให้ทำงานกับบริษัทที่จดทะเบียนในสิงคโปร์เป็นเวลา 3 ปีหลังเรียนจบ
ถ้าถามความเห็นแพท รู้สึกว่า NUS ให้ Value กับคนที่ค่อนข้าง Well-rounded และ Persistent ค่ะ เพราะสังเกตจากเพื่อนๆ หลายคนมีสตอรี่ที่ไม่ได้ราบรื่นมาตั้งแต่ต้น และอีกทริกที่แพทได้จากรุ่นพี่คือ ให้ลองมองมหาวิทยาลัยเป็นเหมือน Industry แห่งหนึ่ง ปกติเราอาจพยายาม Convince มหาลัยใน essay ว่า ทำไมถึงอยากเข้าที่นี่ แล้วเข้าไปเราจะได้อะไร แต่ลองกลับคำถามว่า ถ้ามหาวิทยาลัยรับเราเข้าไป เราจะสร้างประโยชน์อะไรให้เขาได้บ้าง มีเราแล้วที่นี่จะดีขึ้นยังไง
ตอนสัมภาษณ์แพทมองว่าเขากำลังทำความรู้จักว่าเราเหมาะกับ Environment นี้ไหม และจะเติบโตที่นี่ได้รึเปล่า ขณะเดียวกันเราก็ได้ดูด้วยว่าที่นี่เหมาะกับเราไหมด้วยเหมือนกัน
. . . . . . . .
Figuring NUS Out
คู่มือเอาตัวรอดในดงหัวกะทิ
ช็อกแรกคือตัวย่อ ช็อกต่อมาคืออายุ
ช่วงแรกที่มาสิงคโปร์ แพทใช้เวลาปรับตัวประมาณอาทิตย์นึง โชคดีที่ช่วง Orientation ได้คุยกับคนเยอะ Singlish เลยไม่ได้เป็นปัญหาเท่าไหร่ แต่ที่อึ้งคือตัวย่อที่คนที่นี่ใช้กันเป็นปกติ จนรู้สึกเหมือนต้องเรียนภาษาถิ่นเพิ่มอีกภาษานึง
เช่นเวลาพูดว่า “อาคี” หมายถึง Architecture ส่วน EE คือ Electrical Engineering หรือถ้าคนบอกลงป้าย Opp IT ก็หมายถึงตรง Opposite Information Technology พวกวิชาก็จะเรียกกันเป็นรหัสสั้นๆ เพราะไวดี
อีกเรื่องคืออายุค่ะ ตามระบบ Junior College เพื่อนสิงคโปร์ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเข้ามหาวิทยาลัยตอน 19 ส่วนผู้ชายหลายคนผ่าน National Service มาก่อน เลยเข้ามาตอนประมาณ 21 และก็มีเพื่อนอีกกลุ่มใหญ่ที่เรียน Polytechnic ซึ่งจะใช้เวลาเพิ่มไปอีกสองปี เพื่อนผู้หญิงเลยจะอายุประมาณ 21 และเพื่อนผู้ชายจะอายุประมาณ 23 พอเข้าไปแพทเลยเด็กกว่าเพื่อนหลายคน ถึงฟังดูไม่น่าใช่เรื่องใหญ่เพราะห่างกันแค่ 1-2 ปี แต่ในมุมแพทส่งผลเยอะนะคะ เพราะคนเราเรียนรู้และเปลี่ยนไปทุกปี ทั้งความคิดและนิสัย ในหนึ่งปีแพทจะได้เจอเหตุการณ์เยอะมากๆและเปลี่ยนตัวเองเยอะมากๆ สำหรับแพท 1 ปีคือช่วงเวลาและโอกาสที่ใหญ่มากของการเติบโตเลยอดคิดไม่ได้ว่าเพื่อนหลายคนมีชั่วโมงบินมากกว่าเราเยอะ
ที่นี่ 0.1 คะแนนก็ไม่มีใครยอมเสีย
ความรู้สึกว่าเด็กกว่าเพื่อนยังไม่สู้ความเข้มข้นฝั่ง Academic ค่ะ ที่นี่บางวิชาบางควิซน้ำหนักแค่ 0.5 คะแนน แต่ค่า Mean ของห้องก็ยังเกิน 90% เพราะทุกคนมองว่าถ้ามี 0.5 ให้เก็บ ก็ต้องเอาให้ได้เต็ม
อย่างวิชาแคลคูลัสตอนปี 1 มีคะแนนเก็บจากการทำ Quiz และส่งงาน รายสัปดาห์ 40 คะแนน ตอนนั้นแพทเก็บได้ 38.7 แต่พอเปิดดู Bell Curve ปรากฏว่าคะแนนนี้ยังต่ำกว่าค่า Median อยู่ดี 55555
ถึงการแข่งขันที่นี่จะสูงลิ่ว ทุกคนรู้ดีว่าการติวให้เพื่อนก็ยิ่งทำให้ตัวเองแม่นเนื้อหาขึ้น บรรยากาศเลยไม่ได้เป็นแบบตัวใครตัวมัน ในคลาสออกแนวต้องจับมือกันรอดมากกว่า
จริงๆ แล้วการเป็น Small Fish in a Big Pond ก็ไม่ได้แย่เสมอไป เพราะถ้าเราเก่งที่สุดในห้อง ก็ไม่รู้ว่าจะเรียนรู้อะไรจากใครเพิ่ม แต่พออยู่ท่ามกลางคนเก่งกว่า เราก็มีคนให้ถาม และเรียนรู้เต็มไปหมด เจอเพื่อนพรีเซนต์เก่งก็ไปถามทริก เจอคน Coding เก่งกว่า ตอนเราติดลูปก็ไปถามว่าเขาคิดยังไง หรือวาง Flowchart แบบไหน การที่เพื่อนเก่งมากขึ้นไม่ได้ทำให้เราเก่งน้อยลงค่ะ

วิธีเรียนแบบเดิมใช้ไม่ได้ งั้นรื้อ!
สมัยมัธยมแพทใช้วิธี Skimming จับ Pattern โจทย์ แล้วเอาตัวเลขใส่สูตรก็รอด แต่พอมา NUS วิธีเดิมใช้ไม่ได้เลยค่ะ อย่างแคลคูลัส ต่อให้จดสูตรกับตัวอย่างเต็มกระดาษ A4 หรือปริ้นท์ชีทไปร้อยหน้าเข้าห้องสอบ ก็ช่วยไม่ได้ถ้าไม่เข้าใจว่าสูตรมาจากไหน แต่ละเรื่องเชื่อมกันยังไง และโจทย์นี้ต้องหยิบอะไรมาใช้
เทอมแรกแพทลง 5-6 วิชา ทุ่มอ่านหนังสือวันละ 12 ชั่วโมง จดทุกรายละเอียด แต่สุดท้ายก็ยังทำข้อสอบไม่ได้ เลยเริ่มสังเกตว่าตัวเองเรียนรู้แบบไหนได้ดีที่สุด ก่อนจะค้นพบว่าเป็น Visual Learner ก็เปลี่ยนมาดูวิดีโอ ใช้ภาพช่วยทำความเข้าใจ แล้วฝึกโจทย์หลายๆ แบบให้เห็นว่า ถ้าโจทย์เปลี่ยนหน้าตา เราจะประยุกต์สิ่งที่รู้ยังไง ซึ่งแต่ละคนมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน
พอเข้าเทอม 2 แพทเริ่มใช้ Spreadsheet คอยแทร็กว่าตัวเองเข้าใจเนื้อหาแค่ไหน เลิกตะบี้ตะบันอ่านวันละ 12 ชั่วโมง แล้วเอาเวลาไปทำกิจกรรม เข้ายิม หรือออกจากห้องสมุดบ้าง จากเมื่อก่อนที่เคยภูมิใจว่าได้นอนแค่ชั่วโมงครึ่งเพราะแปลว่าเราทุ่มเท ตอนนี้กลับรู้สึกว่าการบริหารเวลาให้เป็นสำคัญกว่า
อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ Day Off วันพักแพทจะพยายามไม่แตะงานเลย เพราะเคยเครียดจนเก็บไปฝันว่านั่งสอบติดต่อกันเป็นอาทิตย์ ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ จน Burnout ร่างกายคงไม่ไหว
ตอนนี้เลยกลายเป็นว่า ถึงเรียนหนักขึ้น แพทกลับนอนเยอะกว่าสมัยมัธยมค่ะ!


. . . . . . . .
Engineering, but Make It Pat
ทำไมถึงเลือกเมเจอร์ Robotics
ตอนเข้าปี 1 แพทเลือกเรียนวิศวะแบบ Major to be Decided ไปก่อน เพราะรู้ตัวว่าเดี๋ยวต้องเปลี่ยนใจแน่ๆ 5555 ซึ่งข้อดีของ Engineering ที่ NUS คือเรายังมีเวลาลองเรียนและตัดสินใจ เพราะสามารถเปลี่ยน Major ในกลุ่ม Common Admissions ได้ถึง Semester 4
พอถึงเวลาตัดสินใจจริงๆ ก็เลือก Robotics & Machine Intelligence เพราะรู้สึกว่าสายนี้ให้โอกาสการทำงานที่กว้าง อย่างสมมติถ้าเลือกเรียนเกี่ยวกับอุปกรณ์การแพทย์ วันนึงเกิดอยากเปลี่ยนสายอาจจะยาก แต่ถ้ามีพื้นฐานฝั่ง Robotics วันนึงอยากหักไปทาง Robotic Surgery หรือ Food ก็ยังได้ และ Robotics เรียนทั้ง Electricle, Coding, Calculus, Physics, และ Statistics เราเลยสามารถทำงานได้หลากหลายค่ะ
วิชาในเมเจอร์นี้จะใช้รหัสขึ้นต้นด้วย RB อย่าง RB1101 (Fundamentals of Robotics I) ที่แพทได้เรียนตั้งแต่ปีแรก เทอมแรกจะเริ่มจาก Physics ที่ใช้ใน Robotics ก่อน พอเทอม 2 ก็ได้ลงมือมากขึ้น มี Project เขียน Code ให้หุ่นยนต์สำเร็จรูปเดินตามเส้นผ่านเขาวงกตที่อาจารย์ทำไว้ค่ะ
![]() | ![]() |
เติมความซอฟต์ด้วย Innovation & Design (iDP)
นอกจาก Robotics แพทยังเรียน Second Major Innovation & Design Programme (iDP) ด้วยค่ะ เพิ่งเริ่มตอนปี 2 แต่ดันมีวิชาที่รู้สึกชอบสุดๆ เลยค่ะ
ตอน ม.ปลายแพทเคยอยู่ฝั่ง Business เยอะ พอมาเรียน Engineering ก็รู้สึกว่าสองฝั่งนี้คิดไม่เหมือนกัน วิศวะฯ จะคิดว่าทำ 1 2 3 4 ยังไงให้เกิดขึ้นจริง ส่วน Business จะมองภาพรวมว่า Product นี้จะเข้าตลาดยังไง ใครเป็นคนใช้ ซึ่งวิชา CDE2300 (Product Design and Innovation) เขาจะไม่ได้ให้เริ่มจากคิดว่าเราจะทำ Tech อะไรล้ำๆ แต่ให้ไป Interview ก่อนว่าคนเจอปัญหาอะไร แล้วค่อยคิดว่าเราจะสร้างอะไรมาแก้ได้บ้าง
อย่างโปรเจกต์ล่าสุดที่กลุ่มแพททำคือ “ที่รองแก้ว” ค่ะ ฟังดูเป็นของเล็กๆ แต่พอลองดูจริงๆ แต่ละแบบก็มีข้อเสีย กระดาษโดนน้ำแล้วก็ยุ่ย และอับชื้น ส่วนแบบแข็งพอยกแก้วขึ้น น้ำก็ยังติดแล้วหยดอยู่ดี และที่รองแตกง่าย กลุ่มเราเลยออกแบบเป็นโครงสร้างรังผึ้ง มีที่รองน้ำ 2 ชั้นและสปริง เวลาวางแก้วลงไปจะกดส่วนด้านบนให้น้ำไหลลงไปเก็บที่ฐาน พอยกแก้ว ฐานก็จะปิด ทำให้น้ำไม่หกออกมา แล้วหมุนออกมาล้างได้
ถึงจะไม่ใช่โปรเจกต์ใหญ่เลย แค่ที่รองแก้วเอง แต่สนุกดีค่ะ แต่ละคนมีไอเดียมาแลกกันเยอะมาก แล้วทุกคนฟังกันหมด ไม่มี Ego ถ้ามีวิธีที่ดีกว่า ต่อให้ต้องล้มของเดิมแล้วทำใหม่ก็เอา และทุกคนคอมเมนต์กันเพื่อให้งานไปข้างหน้า
จากนั้นแพทก็ไปเจอ Lab ของอาจารย์ท่านหนึ่งที่เอา Art x Engineering มารวมกัน อย่างการใช้ Machine Learning กับผ้า ตอนเห็นคือรู้สึกว่า เฮ้ยยย เนี่ย วิศวะผูกโบว์สีชมพู!!! เทอมนี้แพทเลยตัดสินใจลงเรียน Undergraduate Research Opportunities Program หรือ UROP ทำวิจัยกับอาจารย์ท่านนี้เลยค่ะ

ฝึกงาน : Performance Marketing
ช่วงปิดเทอมปี 1 แพทได้ฉีกไปลองฝึกงานด้าน Performance Marketing กับบริษัท Tech แห่งหนึ่งค่ะ โดยได้ลองนำข้อมูลย้อนหลัง 2-3 ปีมาวิเคราะห์ ทั้งช่วงเวลาที่ลงคอนเทนต์แล้วได้ผลตอบรับดี รูปแบบเนื้อหา คู่แข่งในตลาด แล้วยังได้ลองใช้ AI มาช่วยต่อ Workflow และวิเคราะห์เพื่อทุ่นแรงในการวิเคราะห์ข้อมูลและทำรายงานบน Dashboard ให้ทีมเห็นภาพและจับทิศทางจากข้อมูลได้ง่ายขึ้น
ที่ชอบคือหัวหน้าจะให้โจทย์มาว่าอยากได้ผลลัพธ์อะไร แล้วเปิดให้แพทลองหาวิธีเอง พร้อมแชร์ว่าวิธีไหนที่บริษัทเคยลองแล้วได้หรือไม่ได้ผล นอกจากนี้ยังมีโอกาสเข้าไปนั่งดูตอน Pitch งานกับบริษัทใหญ่ๆ เลยได้เห็นบรรยากาศการทำงานจริงอีกด้วยค่ะ // สนุกมากๆ ถือเป็นโลกอีกใบที่เปิดมุมมองใหม่ๆ นอกเหนือจากการเรียนวิศวะในห้องเรียนได้เยอะเลย!

. . . . . . . .
Life Outside the Lecture Hall:
วิชาชีวิตที่ไม่มีในตารางเรียน
เด็ก Top U ก็ใช้ชีวิตเป็นวัยรุ่นปกติ
เมื่อก่อนแพทมองคนเรียนมหาวิทยาลัย Top U ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตคนละสปีชีส์ รู้สึกว่าต้องเก่งมากๆ และชีวิตคงมีแต่อ่านหนังสือ แต่พอมาอยู่จริง ทุกคนก็คือวัยรุ่นธรรมดาที่ต้องมีเวลาเล่น พัก และคลายเครียดเหมือนกันค่ะ


วันว่างๆ แพทจะชอบตามหาร้านอาหารญี่ปุ่นอร่อยๆ แล้วก็ชอบดอกไม้มากกกจนซื้อตั๋วรายปีของ Gardens by the Bay ไว้ บางทีก็ไปนั่งซึมซับบรรยากาศเฉยๆ ก็คุ้มแล้วว~
แล้วตอนอยู่ไทยไม่ใช่คนเดินเยอะ แต่พอมาอยู่สิงคโปร์ การเดินวันละ 20,000 ก้าว+++ กลายเป็นเรื่องปกติ! เดินฟังเพลง ดูต้นไม้ หรือไปเดินเล่นแถว Chinatown บ้าง และอีกกิจกรรมที่ชอบคือปั่นจักรยาน มีครั้งนึงปั่นจาก Marina Bay แล้วหลงยาว 16 กิโลเมตรไปเกือบถึงสนามบิน Changi ส่วนวันไหนอยากปล่อยพลัง ก็ไป Universal Studios Singapore เคยขึ้นรถไฟเหาะ 7 รอบในวันเดียว แล้วเพื่อนยังจะลากไปเล่นต่ออีก สภาพตอนนั้นคือไม่เหลือสมองไว้เรียนแล้วค่ะ!


ไม่ได้โตด้วยคำชม แต่โตด้วยแรงฮึด
จริงๆ แพทไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์หรือฉลาดกว่าคนอื่น ตอน ม.ต้นก็ยังไม่เก่งภาษาอังกฤษตอนนั้นมีปัญหากับการอ่านโจทย์เลขภาษาอังกฤษ ไม่ค่อยออกเลย เพื่อนสนิทรอบตัวหลายคนก็ไม่ได้มี Background ที่โดดเด่นมาตั้งแต่แรก แต่พวกเขาก็พยายามกันมาเรื่อยๆจนม.ปลายทำได้ดี
แต่สิ่งที่แพทมีเยอะแน่ๆ คือแรงฮึด เป็นคนไม่ค่อยโตจากคำชม แต่ถ้าโดนสบประมาทจะจำแม่นและอยากพิสูจน์ให้เห็น อย่างตอน ม.2 เคยมีครูวิชานึงพูดทำนองว่าเราคงทำไม่ได้ แพทก็คิดเลยว่า โอเค เดี๋ยวจะทำให้ดู แล้วตั้งใจเรียนวิชานั้นจนได้เต็มแทบทุกครั้งค่ะ

บริหารทุก Possibility ไม่เว้นแต้มบุญ!
หลายอย่างในชีวิตคาดเดาไม่ค่อยได้ค่ะ บางทีแค่ Timing ต่างกันนิดเดียว เรื่องก็อาจเปลี่ยนไปเลย อย่างกลุ่มที่ทำโปรเจกต์ที่รองแก้วก็ฟอร์มขึ้นมาแบบบังเอิญ เพราะมีเพื่อนคนนึงเคยมาไทย แล้วแพทเคยพาไปกินของอร่อยที่บรรทัดทอง พอมาเจอกันอีกทีในวิชาเดียวกันก็เลยได้จับกลุ่มทำงานด้วยกัน หรือมีครั้งนึงขณะที่เราเดินไปหาอาจารย์ บังเอิญเดินสวนกับศิษย์เก่าจาก MIT จนได้รู้จักกัน ถ้าวันนั้นเดินเร็วหรือช้ากว่านั้นนิดเดียวก็คงไม่ได้เจอแล้ว
พอเจออะไรแบบนี้บ่อยๆ เลยรู้สึกว่าความสำเร็จหนึ่งอย่างมีปัจจัยเล็กๆ สนับสนุนอยู่เยอะมาก บางอย่างเราควบคุมได้ บางอย่างก็ไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือคุมทุก Possibility ที่คุมได้ให้ดีที่สุด เตรียมตัวเองให้พร้อม แล้วหาคนเก่งๆ มาช่วยกัน
ส่วนที่เหลือก็คงต้องพึ่งแต้มบุญ~~ แพทชอบไปทำบุญอยู่แล้ว ถ้าใครถามถึงที่แฮงก์เอาต์ในสิงคโปร์ แพทก็คงจะบอกว่าวัดพระเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple & Museum) กับ ศาลเจ้าแม่กวนอิม (Kwan Im Thong Hood Cho Temple) เนี่ยแหละค่ะ 5555

. . . . . . . .
The world is waiting,
and you’re warmly invited!
ถ้าเรียนต่อต่างประเทศคือ Destination ที่เล็งไว้ ได้เวลา Fast Track เส้นทางของตัวเองให้ชัดขึ้น! มาเจอกันที่ Dek-D’s Study Abroad Fair 2026 รอบปลายปี งานที่รวมครบทั้งข้อมูล โอกาส และรุ่นพี่ประสบการณ์ตรงมาให้คุยกันแบบเรียลๆ
รอบนี้ “สมาคมนักเรียนไทยในสิงคโปร์” (ATSIS) พา 3 รุ่นพี่จาก NUS ทั้งศิษย์เก่า บัณฑิตจบใหม่ และนักศึกษาปัจจุบัน มาสแตนด์บายตลอด 2 วัน อยากถามเรื่องสมัครเรียน หาทุน เลือกสาขา ค่าครองชีพ หรือ Student Life และวันอาทิตย์ที่ 4 ต.ค. 69 เวลา 14:50–15:20 น. พบกับ Special Talk “FUTURE TECH ACROSS ASIA” คุยกับ 2 เด็กทุนจาก NUS × CUHK เปิดโลกสายเทค ฉบับ 2 ท็อปยูเอเชีย ที่เวทีเรียนต่อนอก
- Save the Date: 3-4 ตุลาคม 69 (09.00-16.30 น.)
- Location: BITEC บางนา (EH98)
- No Boarding Pass Needed - Just Free Entry!
มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~



0 ความคิดเห็น