Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

(สงสัยมากมาย) ภาษาจีน เกาหลี ญี่ปุ่น แตกต่างกันยังไงบ้างครับ? [ไม่ระบุให้แชร์]

วิว
ถ้าตอบว่าเพราะมันเป็นภาษาของชาวจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ล่ะก็จะโกรธมากๆ เลยนะ เพราะแบบนั้นเราก็รู้ หุหุ

คือสงสัยมานานแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ถามใครจริงจัง เลยขออนุญาตถาม ณ บอร์ดนักเขียน เพราะคิดว่าหลายๆ ท่านคงวชาญ

ว่าภาษาจีน เกาหลี ญี่ปุ่น แตกต่างกันยังไงบ้าง ภาษาไหนยาก-ง่ายกว่ากัน

(เคยได้ยินเพื่อนบอกแว่วๆ ว่า มีใช้พยัญชนะเหมือนกัน กับสระเหมือนกันด้วยมั้ง ระหว่าง 2 ภาษาแต่จำไม่ได้แล้วว่าภาษาไหนบ้าง)

แล้วมีภาษาไหนที่คล้ายคลึงกับ 3 ภาษาเหล่านี้อีกมั้ยครับ(เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง เป็นต้น)

อีกข้อหนึ่งคือ ถ้าไม่มองในแง่ของการอยากเรียนหรือความชอบ

คิดว่าในปัจจุบันรวมถึงอนาคต ภาษาใดจะก้าวหน้าและมีความจำเป็นมากที่สุด(หมายถึงว่าถ้าจะเลือกภาษาที่4 นอกจากภาษาไทย อังกฤษ และภาษากาย 555+ ควรจะเลือกภาษาใดดีครับ)

เนื่องจากแต่ก่อนทางบ้านจะบอกว่า ภาษาอังกฤษ กับจีน แต่พอช่วงหลังๆ มานี่ก็ชักจะไม่แน่ใจภาษาทางเอเชียสักเท่าไหร่

ปล.ขอบคุณล่วงหน้านะครับ^^
PS.  จะบอกอะไรดีล่ะเนี่ย
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

24 ความคิดเห็น

  • ความคิดเห็นที่ 1 - 20
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ภาษาญี่ปุ่นมีตัวอักษรอยู่ 3 ประเภท คันจิ ฮิรางานะ คาตาคานะ

      โดยทุกตัวอักษรจะมีเสียงอ่านของมันโดยไม่ต้องสะกด เช่นตัว ち อ่านว่า ฉิ

      คาตาคานะมีไว้เขียนภาษาของต่างชาติ ฮิรางานะใช้ทั่วไป

      ส่วนคันจิ คืออักษรจีนที่ใช้ลดรูปของฮิรางานะ เช่น

      คันจิ อ่านว่า ฉิฉิ แปละว่าพ่อ หากเขียนเป็น

      ฮิรางานะ ก็จะเป็น ちち อ่านว่า ฉิฉิ แปลว่าพ่อ เช่นกัน

      ส่วน จีนกับเกาหลี รอผู้รู้มาตอบครับ


      PS.  ฝากนิยายเรื่อง Guardian Force ด้วยนะครับ
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      รู้สึกตัวจีน จะเป็นลักษณะ อักษรภาพ เลยนะครับ[ไม่มีตัวพยัญชนะ ไม่แน่ใจนะแต่เท่าที่เจอๆมาเหมือนมันจะเป็นอักษรภาพเลยซะส่วนใหญ่]
      ภาษาเกาหลีก็ มีพญัยชนะอักษร สระ ตามปรกติมั้งเคยหยิบแบบฝึกหัดเพื่อนที่เรียนมาอ่านมันก็เป็นงี้อ่ะ
      ส่วนภาษาญี่ปุ่น นี่ก็มีตัวคันจิ ฮิรางานะ คาตาคานะ  ตัวคันจินี่เหมือนกับตัวอักษรจีนเด๊ะเลย เขียนเหมือนกัน แต่อ่านคนละอย่าง[บางคำก็คนละความหมาย บางคำเท่านั้นนะ]

      ผิดพลาดตรงไหน ก็ขอโทษทีเน้อ บอกเท่าที่รู้ ที่จริงก็รู้แค่เวลาหยิบโน๊ตเพื่อนมาอ่านเท่านั้นแหล่ะ= =a

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 23 สิงหาคม 2552 / 18:52



      PS.  สัจธรรมยิ่งรู้ยิ่งชั่ว ธรรมะยิ่งรู้ยิ่งช่างฝัน
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      กะรัตตา
      Guest IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ก็รู้แต่เพียงว่า ญี่ปุ่นกับเกาหลีก็อาศัยรากศัพย์จากจีน



      ส่วนไต้หวัน ฮ่องกง ก็ภาษาตัวอักษรเดียวกันนะ เพียงแต่ออกเสียงต่างกัน อย่างฮ่องกงก็กวางตุ้ง ไต้หวันจีนกลางแยกเป็นแต่ละถิ่นสำเนียงก็ต่างกันแบบคนแต่ละภาคบ้านเรานี่ล่ะค่ะ(คิดว่างั้น) จีนแผ่นดินใหญ่หลักสูตรการเรียนจะเป็นแบบอักษรย่อ ส่วนไต้หวันยังคงยืนที่การเขียนอักษรตัวเต็มเป็นส่วนใหญ่



      ฟัง ๆ เขามาอีกที



      รอความเห็นต่อไปค่ะ
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
       จีนเป็นต้นไม้
      ญี่ปุ่นเป็นตุ๊กตา
      เกาหลีเป็นหุ่นยนต์

      อาจารย์สอนภาษาจีนที่โรงเรียนผมว่ามางั้นน่ะ



      PS.  In omnibus requiem quaesivi, et nusquam inveni nisi in angulo cum libro.
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ต่างกันอย่างไง ก็ต่างกันจนพูดกันไม่รู้เรื่องนั่นแหละขอรับ

      ตามหลักการแล้ว ภาษาที่แท้จริงคือเสียงที่พูดออกมานะขอรับ ส่วนตัวเขียนน่ะ ไม่นับเป็นภาษาเพราะเป็นแค่การเอาภาษามาบันทึกให้เห็นเป็นตัวเป็นตนเท่านั้นเอง




      PS.  You may call me a freak, Or someone like me for that matter, But in our eyes, You are a freak too.
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ภาษาจีน เป็นรากศัพท์ของภาาาเกาหลีกับญี่ปุ่นฮะ
      สังเกตุได้จากที่ญี่ปุ่นจะมีตัวคันจิ ส่วนเกาหลี จะมีบางคำที่คล้ายกัน (เคยมีคนบอกว่างั้น)
      รู้สึกเหมือนแต่เดิมแล้วชาวเกาหลีกับญี่ปุ่นจะเป็นชนที่อพยพมาจากจีนนะ (เคยได้ยินเค้าว่างั้น - -"")

      รู้แบบครึ่งๆกลางๆ...อืม..ไม่ตอบจะดีกว่ารึเปล่าหนอ?


      PS.  [สถานะ:: แอบเซ็ง]// ข้าน้อยไม่ชอบสบู่ก้อน เพราะงั้นข้าน้อยไม่ก้มเก็บสบู่หรอกนะ =w=~ เมี้ยว~ // โฮะ! อะไรกัน? ท่านที่ทำสบู่ตกแบบนั้น หมายความว่ายังไงกันนะ? ลัลลา~~
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #7
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ภาษาจีน 
      เป็นภาษาที่เก่าแก่สุด เริ่มต้นจากภาษาวาดรูปแล้วค่อยๆปรับประยุกต์จนกลายเป็นตัวอักษรอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
      ตัวเขียนของจีนมีแบบตัวเต็ม และตัวย่อ (ค้นหาในเว๊ปเองน่าจะได้ พอดีขี้เกียจพิมพ์จีนให้ดู)
      ส่วนภาษาพูด ภาษาหลักคือจีนกลาง แล้วก็แตกแยกย่อยออกเป็นหลายสำเนียงตามภูมิภาค 
      อย่างเช่น ภาษาจีนกวางตุ้น (ใช้ในฮ่องกง) ภาษาจีนไต้หวัน ภาษาจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน และอื่นๆ

      ภาษาญี่ปุ่น 
      ตามที่ คห.1 ว่ามา แบ่งออกเป็นแบบนั้น 
      สำหรับตัวคันจิที่เหมือนของจีนนั้น เป็นการหยิบยืมตัวอักษรมา 
      (เหตุผลของการหยิบยืมมานั้น ไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ด้านนี้มาแน่นอน ไม่อาจอธิบายได้)
      จริงๆแล้วตัวคันจิ บางตัวมีการเขียนที่แตกต่างกับตัวอักษรจีน
      สมมติตัวจีนมี12ขีด แต่คันจิลดเหลือ11ขีด เป็นต้น

      ภาษาเกาหลี
      แรกเริ่มนั้น เกาหลีไม่มีภาษาเขียนเป็นของตัวเอง มีแต่ภาษาพูดเท่านั้น
      คนพื้นเมืองจึงยืมตัวอักษรของจีนมาใช้ในการเขียนสื่อสาร แต่ทว่าตัวอักษรจีนนั้น
      ไม่สามารถแจกแจงเสียงของคนเกาหลีได้แน่ชัด ภายหลังกษัตริย์(จำไม่ได้ว่าใคร)
      ได้คิดประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมาเอง และนิยมใช้มากันจนถึงปัจจุบัน
      อย่างที่เราเห็นว่าเป็น ขีดๆวงกลม อะไรแบบนั้น 
      แต่ว่าตัวอักษรจีนก็ยังมีใช้กันอยู่ในกรณีต่างๆ
      (หมายเหตุ: คนเกาหลีจะเคืองมาก ถ้าไปบอกว่าบรรพบุรุษเขามาจากจีน
      เพื่อนเกาหลีเรายืนยันนอนยันว่า บรรพบุรุษเกาหลีไม่ได้มาจากจีนแน่นอน 
      และภาษาเขียนที่เหมือนจีนนั้น เป็นการหยิบยืมมาอย่างเดียวเท่านั้น
      คนส่วนมากชอบเข้าใจกันผิด)




      PS.  ใครว่ามนุษย์ล่วงรู้ทุกสิ่ง ไม่งั้นจะสร้างประโยคคำถามไว้ทำไม
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #8
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      โอ้ พอจะเข้าใจบ้างแล้วละ



      ขอบคุณมากฮะ^^



      ปล.(อันนี้นอกเรื่องละ) ชาวเกาหลีกับญี่ปุ่นเขาชาตินิยมกันมากเลยใช่ป่ะครับ


      PS.  จะบอกอะไรดีล่ะเนี่ย
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #9
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ถ้าใหเรียงลำดับภาษาที่(เรียน)ง่ายไปหายาก ก็คงเป็น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ฮะ เพราะภาษาเกาหลีมีตัวอักษรน้อย(14 ) สระน้อย(11) เวลาเขียนเป็นคำก็สะกดเหมือนภาษาทั่วไป ยกเว้นภาษาจีนที่ไม่มีการสะกดคำ เพราะแต่ละตัวอักษรเป็นหนึ่งคำมีความหมายในตัวฮะ อาจารย์คนจีนที่สอนแกเคยบอกว่าอักษรจีนมีเป็นแสนๆ ตัว ขนาดอาจารย์แกเป็นจีนแท้แกยังจำไม่ได้หมด =__="
      ส่วนการออกเสียง ภาษาเกาหลีจะมีสองเสียง คือเสียงปกติ กับเสียงที่ควบเสียง ยอ (อธิบายลำบากแฮะ) ส่วนภาษาจีนการออกเสียงจะมีการผันเสียงทั้งหมดสี่วรรณยุค เช่น ปา ป๋า ป๋า(เสียงเน้นต่ำ อธิบายไม่ถูกแฮะ) และ ป้า เช่น คำว่าพ่อก็ออกเสียง ป้าปา (ตามแบบจีนกลางนะฮะ)
      ข้าน้อยก็รู้แค่นี้แหละฮะ ตามที่เคยเรียน มากกว่านี้ก็ไม่รู้แล้ว ส่วนภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เรียนฮะ เคยคิดอยากจะเรียนเหมือนกัน

      ปล. จำนวนตัวอักษร และสระ ในภาษาเกาหลี นั้นข้าน้อยก็เลือนๆ แล้วนะฮะ อาจจะไม่ถูก อาจจะมากกว่าน้อยกว่านิดหน่อย


      PS.   ไม่มีเหตุผล...ทุกอย่างมีแต่ความพอใจ ^ ^ เอาแต่ใจจังวุ๊ย!
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      lee
      Guest IP
      #10
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      หันมาสนับสนุนเรียนเกาหลีค่ะ



      เพราะง่ายกว่าอีก2ภาษามากๆๆๆๆ

      ตัวอักษรน้อย สระน้อย



      การออกเสียงจึงไม่เยอะ บางตัวอาจไม่มีเช่น ฟ  



      แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสนใจของแต่ละคนค่ะ



      ถ้าใจรักซะอย่าง





      ตอนนี้ก็กำลังเรียนอยู่สนุกมาก





      อาจารณ์เปนคนเกาหลี



      แต่พูดไทยได้พูดอิสานได้อีกตังหาก





      แล้วไม่สนใจเรียนภาษาสเปนหรอค่ะ



      คือตอนนี้เรียนอยู่เป็น





      ภาษาที่ชาวยุโรปอเมริกาพูด





      ได้รองลงมาจากอังกฤษเลยนะค่ะ
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #11
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ครับ ^^



      จริงๆ ก็อยากเรียนเพิ่มอีก 2 ภาษา(แต่ที่บ้านสนับสนุนอังกฤษมากกว่า แอนตี้ทุกภาษาอื่นเลย-*-)



      ตอนนี้คงหาข้อมูล + เรียนในเนทไปก่อนในภาษาที่สนใจอ่าครับ^^


      PS.  จะบอกอะไรดีล่ะเนี่ย
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #12
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      เค้าตอบกันไปหมดแล้ว ไม่รู้จะตอบอะไรอีก
      (หัวเราะั)



      เราเรียนญี่ปุ่นกะเกาหลีตอนม.ปลาย
      ตอนนี้ก็หันมาเรียนจีนเพิ่มแล้วถึงรู้สึกตัวว่าคิดผิด TwT


      เราค่อนข้างจะชอบภาษาญี่ปุ่นมากกว่า พอมาเรียกจีนที่บางทีใช้ตัวอักษรเหมือนกัน
      พอเราเห็น เราก็จะอ่านแบบญี่ปุ่นก่อนเลย แล้วค่อยนึกเป็นภาษาจีนทีหลัง
      เลยค่อนข้างจะสับสนชีวิตอย่างรุนแรง (หะหะ)

      ที่เราเห็นนะคะ ข้อดีอย่างเดียวของการเรียนญี่ปุ่นมาก่อน
      คือเราจะเขียนตัวอักษรจีนได้ไวกว่าคนที่เพิ่งเริ่มเรียนพร้อมกัน
      เหล่าซือยังบอกเลยว่าเขียนใช้ได้+จดไว
      ....แน่นอน ทำได้แค่นี้แหละ เพราะลำดับขีดมันเหมือนกับตัวคันจิเลยคุ้น 55+


      ส่วนเกาหลีนี่โนคอมเมนท์
      เรียนแบบ..ว่างก็ไปเรียน ไม่ค่อยมีแรงจูงใจ
      บวกกับชอบเสียงภาษาญี่ปุ่นมากกว่า (ดันเรียนพร้อมๆ กัน)
      ตอนแรกๆ ก็ว่าเกาหลีง่ายที่สุดในสามภาษานี้แล้วนะ
      แต่ยิ่งเรียนไปเรียนมา เราว่ามันก็ยากพอกันทั้งนั้นล่ะ
      (ยากแต่ก็สนุกนะ!)


      อยากจะบอกว่า ถ้าจะเรียนสามภาษานี้มากกว่าหนึ่งภาษา
      วางแผนดีๆ นะว่าจะเรียนอะไรก่อน-หลัง ไม่งั้นจะเมาภาษาแบบเรา 55



      PS.  ,, Kimi no Egao ,, Taisetsu dashita ,, 'coz your smile s important ,,
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #13
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เหมือนมันจะมาจากรากฐานเดียวกันนะ




      PS.  ♥ หัวใจของนักเขียน คือ ความสุขของผู้อ่าน ♥
      ตอบกลับ
    • ความเห็นนี้ถูกลบ :(

      ถูกลบโดยเจ้าของความเห็น

      ถูกลบเนื่องจาก:
      ถูกลบโดยเจ้าของความเห็น
      IP
      #14
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      จีน ญี่ปุ่น และ เกาหลี



      ในสามประเทศนี้จีนเป็นชนชาติที่ประดิษฐ์อักษรขึ้นใช้ก่อน

      แล้วภายหลังญี่ปุ่นกับเกาหลีได้ยืมอักษรของจีนไปใช้



      ซึ่งในช่วงแรก ๆ ของการยืมมาใช้ ทั้งสองประเทศต่างก็เจอปัญหาด้วยกันทั้งคู่

      จึงเป็นต้นกำเนิดของอักษรประจำชาติขึ้นมา

      คนเกาหลีต้องการอักษรมากำกับเพื่อช่วยในเรื่องการออกเสียง

      แต่ญี่ปุ่นที่ยืมมาทั้งอักษรและเสียงต้องการความง่ายในการใช้

      ทั้งสองประเทศจึงประดิษฐ์อักษรของตนขึ้นมาใช้ประกอบกับอักษรจีน



      ถ้าให้เรียงลำดับความยากง่ายของทั้งสามภาษานี้

      ภาษาญี่ปุ่นจะยากที่สุด รองลงมาคือจีน และง่ายที่สุดในสามภาษานี้คือเกาหลี



      ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น

      ก่อนอื่นต้องมองก่อนว่า ทั้งสามภาษามีรากมาจาก จีน



      จริงอยู่ว่าอักษรจีนนั้นมีเป็นแสน ๆ ตัว แต่ถ้าเป็นอักษรที่ในชีวิตประจำวัน

      ภาษาจีนจะใช้ราวอักษร 2000-3000 พันอักษรเพื่อสื่อสารกัน

      ภาษาญี่ปุ่นและเกาหลีเองก็ใช้อักษรที่ยืมมาราว ๆ นั้นตัวด้วยเช่นกัน

      ซ้ำยังต้องบวกอักษรที่ตัวเองประดิษฐ์ขึ้น รวมเข้าไปด้วยอีก

      ทว่าปัจจุบันเกาหลีได้พยายามจะเลิกใช้ตัวจีนมาผสมกันแล้วหากไม่จำเป็นจริง ๆ

      ดังนั้นเมื่อตัดปัญหาเรื่องอักษรจีนที่เคยยืมมาทิ้งไป

      จึงกลายเป็นว่าภาษาเกาหลีมีความยุ่งยากน้อยลงเพราะไม่จำเป็นต้องอิงกับตัวจีนเสมอไป

      จึงทำให้ง่ายขึ้นไปโดยปริยาย



      ส่วนภาษาญี่ปุ่นนั้นตรงกันข้าม

      เมื่อญี่ปุ่นได้ยืมอักษรมาจากจีนแล้ว กลับใช้ตามอย่างจีนทั้งดุ้น

      กระทั่งในสมัยเอโดะ จึงมีการคิดค้นอักษรอีกสองชนิดเพิ่มเติมขึ้นมาคือ ฮิรากานะ และ คาตาคะนะ

      เพื่อนำมาใช้แทนอักษรจีนที่จำยาก แต่ด้วยความเคยชินกับการใช้อักษรจีนเป็นหลัก

      จึงกลับกลายเป็นว่า หลังจากคิดอักษรของตัวเองขึ้นมาแล้ว

      คนญี่ปุ่นเลยเขียนมันผสมกันหมดทั้งสามชนิดไปเลยคือ คันจิ(จีน) ฮิรากานะ และคาตาคะนะ

      เพราะความที่คนสมัยนั้นมองว่าถ้าไม่มีอักษรจีนก็อ่านไม่ได้ความอยู่ดี

      ดังนั้นคันจิหรืออักษรจีนก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของภาษาญี่ปุ่น

      และฮิรากานะได้ถูกลดทอนความสำคัญลงมาใช้เพียงเขียนกำกับในส่วนที่เป็นคำบ่งชี้ไวยากรณ์แทน

      ส่วนอักษรแบบที่สามคือคาตาคะนะ จะใช้เขียนทับศัพท์คำเลียนเสียงหรือคำยืมที่มาจากต่างประเทศ

      ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้น การมาของฮิรากานะ ยังทำให้แต่เดิมที่คันจิมีเสียงอ่านเพียงแบบเดียวคือเสียงจีน

      กลายเป็นอ่านได้สองเสียง โดยเพิ่มเสียงอ่านแบบญี่ปุ่นที่กำกับเสียงอ่านโดยฮิรากานะเข้าไปอีก

      เช่นคำว่าน้ำ แต่เดิมอ่านเลียนเสียงจีนคือ ซุย ก็กลายเป็นว่า สามารถอ่านแบบญี่ปุ่นได้อีกคือ มิซึ

      และจะแยกเสียงอ่านในกรณีที่เป็นตัวโดดกับตัวสมาส

      ถ้าเป็นอักษรตัวเดียวอยู่โดด ๆ จะอ่านด้วยเสียงญี่ปุ่น แต่ถ้าเขียนผสมกันตั้งแต่สองตัวขึ้นไปจะอ่านด้วยเสียงจีนแทน

      (อนึ่ง ที่หลายคนบอกว่าการเลียนเสียงอ่านแบบจีนของญี่ปุ่นไม่เห็นเหมือนภาษาจีน นั่นเพราะนำไปเทียบกับจีนกลาง

      ที่จรีงแล้วรากของญี่ปุ่นนั้นนำมาจากจีนแต้จิ๋ว)





      ดังนั้น เมื่อเรามองถึงที่มาของทั้งสามภาษาแล้ว ภาษาจีนจะอยู่ตรงกลางระหว่างสองภาษา

      ส่วนเกาหลีนั้นรับเอาจากจีนมาแล้วพยายามปรับให้ง่ายจนปัจจุบันแทบจะไม่ต้องนำไปอิงกับอักษรจีน

      แต่ญี่ปุ่นรับมาแล้วยังพยายามคงรูปแบบของอักษรจีนไว้ และทำให้ยากขึ้นโดยใช้อักษรของตัวเองเข้ามาจัดระเบียบในรูปประโยค


      PS.   ไม่ได้เขียนเพื่อเงิน แต่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อเขียน
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #15
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      งั้นภาษาไทยดีสุดแล้ว เพราะภาษาทางแทบบ้านเรานี้ไม่ได้เอารากเหง้ามาจากจีน แต่มาจากอินเดียโดยทีขอม ไทย และ ประเทศทางแทบนี้ต่างก็นำมาพัฒนาเป็นภาษาของตัวเอง


      PS.  ps. ไม่ว่าเราจะต้องการยิ่งใหญ่แค่ไหน มีเงินทองชื่อเสียงมากแค่ไหน มีความรู้มากแค่ไหน ไม่เท่ารู้หนทางหลุดพ้น ทุกอย่างล้วนอยู่ใต้กฎแห่งกรรมแล
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      Thai
      Guest IP
      #16
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ภาษาไหนๆก็ยาก-ง่ายก็เหมือนกันครับ ขึ้นอยู้กับควงามตั้งใจของผู้เรียนแต่ละคนครับ อย่างเรานี่เรียน2ภาษา จีน-อังกฤษ อังกฤษเนี่ยเรียนมา19ปี ส่วนจีนเรียนมา3ปี ก็รู้สึกว่าภาษาจีนเป็นภาษาที่เรียนรู้ได้เร็วกว่าอังกฤษด้วยซำ้เพราะเป็นภาษาจีนที่ใช้วิธีท่องจำตัวอักษรเดี๋ยวเดียวก็จำได้แล้ัวครับ วิธีที่ทำให้จำได้ตัวจีนได้นั้นต้องใช้(ความตั้งใจ+สมาธิ+กำลังใจ)สูงมากเลยครับ จนปัจจุบันนี้เรียน2ภาษาได้สบายเลยไม่มีปัญหาเท่าไหร่ สำหรับน้องๆใครที่สนใจเรียนจีน ผมสนับสนุนให้เรียนได้เลยครับ เพราะภาษาจีนสมัยนี้มีบทบาทไปเยอะมากและมีประโยชน์ ต่อการติดต่อเชิงธุระกิจต่างๆได้มากมายครับ
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      ฟ้า
      Guest IP
      #17
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      สระเกาหลีมี 14ตัวไม่ใช่หรอคะ

      อาอะ/ ยายะ/เอาะออ/เยาะยอ/อิอี/แอะแอ/แยะแย/เอะเอ/เยะเย /อุอู/ยุยู/โอะโอ/โยะโย/อึออือ
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      genta
      Guest IP
      #18
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ผมว่านะ ภาษาญี่ปุ่นฟังแล้วดูคิคุชะมัด แต่ไวยากรณ์โคตรยาก ไวยากรณ์หลายตัวที่บริบทต่างกันก้อใ้ช้คำที่ต่างกัน มีการแบ่งชนชั้นการพูด ยากคับ เพราะมันต้องจำคำศัพท์เยอะมาก เป็นภาษาที่มีหลายระดับมาก

      ภาษาจีนก้อยากนะคับ เพราะตัวอักษรนี้ไมไ่ด้เป็นแบบพยัญชนะ สระ ตัวสะกดเหมือนภาษาไทยที่จะจับมารวมกันแล้วก้อเขียนได้ แต่้ต้องจำเป็นตัวๆเอา ไวยากรณ์ก้อคล้ายๆไทยมีต่างกันมั้ง แต่การออกเสียงน้ำลายกระจาย (อิอิ) พูดไม่ชัดหรอก ออกเสียงยาก แต่ก้อดูเป็นเอกลักษณ์ดีเหมือนกัน

      ภาษาเกาหลี ฟังแล้วก้อคิคุ(แต่ไม่สู้่ญี่ปุ่น) หุหุ เป็นภาษาที่มีพยัชนะ สระ ตัวสะกด จำเอามาใส่รวมกันก้อแต่งเป็นคำได้ มีไวยากรณ์ที่คล้ายญี่ปุ่นคับ เขียนก้อง่ายกว่าตรงไม่มีคันจิ(เป็นตัวจีนที่ชาวญี่ปุ่นนำมาใช้แทนความหมาย) (ที่มีคันจิมาคิดว่าเป็นเพราะคำญี่ปุ่นมันยาวเกินเอาคันจิมาใส่ก้อทำให้คำสั้นลง เช่น たまご เป็น 卵 เหลือตัวเดียว ง่ายมาก แต่คันจิตัวเดียวมันมีหลายเสียงอ่ะดิ๊ อาจารย์บอกว่าต้องจำคับ) พรรณาญี่ปุ่นซะยาว เกาหลีต่อละกัน แฮ่ๆ

      รวมๆนะ คิดว่าญี่ปุ่นยากสุด ตรงที่ไวยากรณ์ไม่หมือนบ้านเรา(ยาก มาก) และมีตัวคันจิที่เป็นตัวจีนอ่ะ

      จีนก้อยากรองจากญี่ปุ่นเพราะ ตัวจีนเวอร์เกิน(ใครจะไปจำได้) ถึงไวยากรณ์จะคล้ายกันมั้ง แต่ก้อไม่ได้เหมือนกันหมด

      สุดท้ายเกาหลี เขียนง่าย ไวยากรณ์คล้ายญี่ปุ่น ออกเสียงก้อง่ายกว่าจีน เกาหลีเจ๋งสุด แต่ได้ยินมาว่าคนเกาหลีไม่ได้แอ๊บแบ๊วโดยธรรมชาติเหมือนคนญี่ปุ่น หรือ แอ๊บ แต่ไม่แบ๊ว 55+

      ท้ายสุด ก้อจงรักภักดีกับญี่ปุ่นคับ คิคุอาโนเนะ อิอิ โซระอาโออิอ่ะ(ไ่ม่ใช่) แบ๊วโดยธรรมชาติเหมือนอาจารย์ผม น่ารักกันทุกคนคับ ปล.
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      เจ้าหญิงโก
      Guest IP
      #19
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      คห.7 ใช่ค่ะ สังเกตุ คนจีนกับญี่ปุ่นหน้าตาจะคล้ายๆกันโดยเฉพาะผู้หญิง แต่เกาหลีเหมือนจะแตกพวก เค้าสืบเชื้อสายมาจากมองโกเลีย ซึ่งเราก็ไม่รู้ด้วยว่ามองโกเลียนี่คนจีนหรือเปล่า แต่รู้สึกจะอยู่ใกล้ๆจีน เกาหลีไม่ได้แยกตัวออกมาจากจีน แต่เมื่อก่อนมีอาณาจักรเป็นของตัวเองทางตะวันออกของจีนอ่ะตอนเหนือของเกาหลีเหนือ ชื่ออาณาจักรโคกูเรียว ภายหลังอาณาจักรนั้นตกเป็นของจีนไปแล้ว ในอดีตเกาหลีใหญ่กว่าญี่ปุ่น(มาก) ปัจจุบันเกาหลีเหลือนิดเดียวค่ะ ยังมาโดนแบ่งเกาหลีเหนือใต้อีก ประเทศเลยเล็กไปใหญ่เลย แต่ทั้งสามชาตินี้ ยังไงก็ต้องมีความเกียวข้องกัน



      เคยดูซีรี่ญี่ปุ่นพีเรียดเรื่องเจ้าหญิงโก ในเรื่องเค้าบอกว่า คนเกาหลีมีวัฒนธรรมมายาวนาน เคร่งเรื่องมารยาทมาก (คนญี่ปุ่นพูด) แต่กษัตริย์ญี่ปุ่นประมาณว่าเชิญคนเกาหลีมาที่ญี่ปุ่น แต่ไม่ให้เกียรติประมาณนี้แหละ ปัจจุบันกลับตัลปัตร ญี่ปุ่นช่างเป็นชาติที่นิสัยดีมากกกก แต่เกาหลีก็ไม่ค่อยเหมือนแต่ก่อน คนเกาหลีเค้าเลยหยิ่งไง เมื่อก่อนเค้ายิ่งใหญ่มาก
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      ปาร้า
      Guest IP
      #20
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      เรารู้ว่า เกาหลี กับ ญี่ปุ่น ไวยากรณ์จะคล้ายๆกัน แต่ญี่ปุ่นง่ายกว่า เพราะเกาหลีไวยากรณ์เยอะมาก

      แล้วภาษา ญี่ปุ่นยืมจีนมา แทบทุกตัว .. รวมทั้ง ฮิรางานะ และ คาตาคานะ ก็ยืมมา เพียงแต่เอามาทำให้ตัวมันใหญ่ขึ้นไง ญี่ปุ่นจึงไม่มีอักษรเป็นของตัวเองเท่าไหร่นัก แต่คำอ่านญี่ปุ่นคิดเอง



      เราคิดว่า ภาษาญี่ปุ่น น่าจะได้ไวยากรณ์มาจากเกาหลี เพราะเมื่อก่อนนี้ ญี่ปุ่นเดินทางจากจีนผ่านเกาหลี และ ศัพท์เราคาดว่านำมาจากจีน เพียงมาอ่านใหม่ และเอาตัวคันจิ มาปรับปรุงใหม่ และคิดตัวอักษรใหม่ บางตัว



      เกาหลี ไวยากรณ์มีมานานมากแล้ว ซึ่งไม่รู้ใครคิด แต่มีตัวอักษรเองแล้ว(เพิ่งมี) แต่ศัพท์บางคำอ่านคล้ายจีน แต่เขียนด้วยตัว ฮันกึล (ตัวอักษรเกาหลี) เมื่อก่อนใช้ ฮันจา(เหมือนคันจิ)



      จีน คิดศัพท์เองหมด ยิ่งใหญ่มาก มีอิทธิพลทั้งเกาหลีทั้งญี่ปุ่น เพียงแต่ไม่มีการจัดวางไวยากรณ์เหมือนภาษาญี่ปุ่นและเกาหลี เรียงคล้ายไทย แต่บางคำกริยาก็อยู่ข้างหลังนะ



      สำหรับเรา เราเรียนมาทั้ง 3 ภาษาแล้ว เราคิดว่า ภาษาเกาหลีเนี่ย มีความเป็นวิทยาศาสตร์สุดนะในความคิด เพราะเค้าลากเสียงจากข้างหลังมาข้างหน้า เช่น ยูนอา เป็น ยูนา ตัวสระ มีการรวมเสียง



      ภาษาญี่ปุ่นเราว่าเค้าเจ๋งตรงมีตัว อึน มันไม่ต้องบังคับเสียง ถ้าเสียงข้างหลังพาไปก็ไปตามเลย เช่น menma มันไม่ได้อ่าน เมนมะ มันอ่านว่า เม(อึน)มะ ลองออกเสียงดู มันจะกลายเป็น เมมมะ เจ๋งมากก



      ภาษาจีนนั้น คนคิดเก่งมาก และเป็นภาษาที่มีที่ไปที่มา คำแต่ละคำมีความหมายลึกซึ้ง สวยงามม
      ตอบกลับ
  • ความคิดเห็นที่ 21 - 24

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป