/>

ความจริงที่คนไทย ทุกคน ต้องรู้ ชาวบ้านบางระจัน ไม่ได้ตายหมด ประวัติศาสตร์ มั่ว ความจริงต้องมาจากปาก พระราชพรหมยาณ (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)เท่านั้น [ยินดีให้แชร์]

วิว
#คนไทย #ประวัติศาสตร์ #หลวงพ่อฤษีลิงดำวัดท่าซุง #พระราชพรหมยาน #บางระจัน #อยุธยา #พระเจ้าตาก

ความเป็นมาของนายจันทร์หนวดเขี้ยวนี้ ท่านคือพรหมพระเจ้ามังรายมหาราช
และท่านก็ได้เคยมาเกิดเป็นขุนดาบของพระเจ้าตากสินมหาราช คือ พระยาศรีสิทธิสงคราม
รวมอยู่ในกองทัพหลวงประจำองค์พระเจ้าตากสินมหาราช สมัยกรุงธนบุรี

ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตก ท่านผู้นี้เป็นหัวหน้า พร้อมด้วยคณะนายทหารของชาติ

พระยาศรีสิทธิสงคราม ท่านเคยดำรงตำแหน่ง เป็นกำนัน ชื่อว่า กำนันจัน หนวดเขี้ยว
มีรูปร่างหน้าตาสวยมีเสน่ห์ กินหมาก สูบบุหรี่ ร่างท้วมนิดๆ เนื้อเต็ม หน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เป็นที่รักของบรรดาประชาชนทั้งหลายที่ปกครอง ชาวบ้านรักท่านกำนันมาก ถึงกับตั้งให้เป็น
"ขุนบานไท"

ซึ่งเป็นตำแหน่งของชาวบ้านตั้งให้ ไม่ใช่ตำแหน่งข้าราชการ แต่ทุกคนเรียกว่า "พ่อ" มีอำนาจมาก อำนาจของท่านคือ ความดี วันทั้งวันใครๆ ก็จะเห็นกำนันจันหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ ถ้าเราจะพูดกันแบบคนเลวๆ ก็จะหาว่า ท่านกำนันจันเป็นคนอ่อนแอ แต่เนื้อแท้จริงๆ ลูกรักท่านกำนันจันเป็นคนเข้มแข็ง เป็นคนชนะใจคนทั้งตำบล และก็ชนะใจคนหลายๆ ตำบลทุกคนที่พบกำนันจันก็จะหมอบราบคาบแก้ว ไม่ใช่กลัวลานด้วยอำนาจ แต่กลัวด้วยอำนาจความรัก ซึ่งความจริงท่านก็เป็นทหารนั่นเอง ไม่งั้นจะสู้พม่าอยู่ได้ยังไงที่ค่ายบางระจัน

ต่อมาเมื่อสงครามเกิด เพราะอังวะพุกามจะเขาตีกรุงศรีอยุธยา ท่านกำนันจันหนวดเขี้ยว กับบรรดาเพื่อนที่รัก รวบรวมกำลังของคนไทยในชาติเท่าที่จะพอหาได้ ตั้งค่ายสู้รบกับข้าศึกทั้งๆ ที่หลวงไม่มีโอกาสจะสนับสนุนกำนันจันได้เลย เขาเรียกว่า ค่ายบางระจัน คำว่าบางระจันนี่คงไม่ได้หมายว่า เอาชื่อกำนันจันมาตั้งชื่อค่าย หรืออาจจะมีความหมายอย่างนั้นพ่อก็ไม่รู้ แต่ตำบลนั้นเขาอาจจะชื่อตำบลบางระจันมาก่อนก็ได้

ความจริงเวลานั้น ถ้ารัฐบาลฉลาด พ่อคิดว่า ข้าศึกไม่สามารถตีกรุงศรีอยุธยาได้ทั้งนี้ เพราะกำลังประชาชนส่วนใหญ่ต่อสู้กับข้าศึก มันเป็นโอกาสดีที่เราจะสร้างกองโจรได้ดี ทางฝ่ายรัฐบาลเวลานั้นหาคนดียาก กษัตริย์เวลานั้นจะเป็นใครก็ตาม พ่อขอประณามว่าเป็นกษัตริย์ที่มีอารมณ์โง่ที่สุด เป็นสมัยของข้าราชการที่โง่ที่สุด ถ้าหากว่าประชาชนเขาสู้ เราเป็นรัฐบาลก็เอาทหารไปในนามของประชาชน มันก็ไม่ยากไปช่วยกัน หรือมิฉะนั้นก็ยาตราทัพเข้าไปโจมตีเบื้องหลังของข้าศึก หรือทำเป็นหน่วยกองโจรก็ได้ สนับสนุนคนในค่ายบางระจัน

แต่นี่คนในค่ายบางระจันจะขอปืน ทางราชการก็เกรงว่า ข้าศึกจะแย่งปืนในระหว่างทาง จนกระทั่งพระยาอะไรท่านหนึ่ง ท่านอุตส่าห์ไปช่วยหล่อปืนให้ ท่านยังเดินทางไปได้ แล้วทำไมทหารจึงไปไม่ได้ นี่ความโง่ของรัฐบาลสมัยนั้น มันก็เท่ากับความโง่ของรัฐบาลสมัยหนึ่ง หรืออาจจะเป็น สมัยที่ทำให้ชาติล่มจมเกือบทรงตัวอยู่ไม่ได้ จะเป็นสมัยใดบ้าง พ่อไม่พูด หวังว่าลูกๆ คงเข้าใจดี และคงจะจำหน้าและชื่อคนในคนในสมัยที่พ่อพูดนี้ได้ดีกว่าพวกนี้ ถ้าเข้ามาบริหารประเทศเมื่อใด เมื่อนั้นแหละประเทศเราก็ย่ำแย่ แต่ทว่าพวกเราแย่ เขารวย บางรายจะเป็นผู้แทนสักที ลงทุนกันเป็นล้าน เงินเดือนผู้แทนเท่าไหร่ เป็นอันว่ารัฐบาลสมัยนั้นซวยที่สุด มันเป็นชะตาของประเทศ

ในที่สุดค่ายบางระจันก็แตก ตามประวัติศาสตร์เขาเรียกว่า คนในค่ายบางระจันตายทั้งหมด  แต่พ่อว่า  คนในสมัยนั้นเขาไม่โง่เท่าคนเขียนประวัติศาสตร์ คนลงแต่งค่ายได้ เกณฑ์คนมาร่วมรบได้โดยไม่มีเงินดาวน์ เงินเดือน เบี้ยหวัด ก็ไม่มี สมารถตั้งเป็นกองทัพต่อสู้ข้าศึกได้เป็นเดือนๆ แล้วจะคนที่ไหนเขายอมตายทั้งหมด

พ่อเคยพบนักเลงคนหนึ่ง เขาคุยเรื่องตีรันฟันแทงเก่ง ถามเขาว่า คุณเคยหนีบ้างไหม แกยิ้ม แกบอกว่า ผมพูดมาตั้งหลายชั่วโมงไม่มีใครถาม มีท่านองค์เดียวถาม และบอกว่า ถ้านักเลงจริงๆ ต้องมีหนี ถ้าไม่หนีไม่ใช่นักเลง เพราะถ้าเราสู้เขาไม่ได้เราก้ต้องถอยก่อน ถอยเพื่อไปตั้งหลักต่อสู้กับเขาใหม่ นี่จึงจะเป็นนักเลงได้

ค่ายบางระจันมีกำนันจันพร้อมด้วยเพื่อนๆ เมื่อพม่าตีค่ายแตกก็เป็นของธรรมดาที่จะต้องเสียกำลังไปประมาณ ๑ ใน ๔ ของกำลังทั้งหมด แต่ว่าเมื่อสถานที่ตั้งมั่นแตกยับเยิน อยู่ไม่ได้ก็ต้องสลายตัว การสลายตัวคราวนั้นก็ไม่ปรากฏชื่อเสียงเรียงนามมาอีก เก็บเงียบปิดเป็นความลับ ฉะนั้น นักบันทึกประวัติศาสตร์จึงเขียนว่า ค่ายบางระจันแตกพร้อมด้วยทุกคนตาย ถ้าปล่อยให้ตายแบบนั้นก็ไม่ใช่กำนันจันขุนดาบฝีมือดี

กำนันจันคุมกำลังส่วนใหญ่ที่เหลืออยู่ถอยออกจากค่ายไป ในเมื่อข้าศึกมีกำลังมากกว่า จะสู้แบบประจันหน้ากันไม่ได้จึงได้แยกย้ายออก ตั้งเป็นกองโจรทำลายข้าศึกที่ออกหาเสบียง เห็นข้าศึกมามากกว่าก็ใช้ธนูหน้าไม้ยิงตัดกำลัง ถ้าข้าศึกมาน้อยก็เข่นฆ่าเสียพินาศ เป็นอันว่าสมัยนั้นแม้กกรุงจะแตก แต่ว่ากำลังของประชาชนที่อยู่นอกกรุงยังรวมกำลังกัน อยู่เป็นจุดๆ แบบเสรีไทย  ตั้งกลุ่มกันอยู่เรียงรายตั้งแต่จังหวัดสิงห์บุรี ถึงสุพรรณบุรี มีกำลัง ๑๐ จุด ต่อมาขยายไปถึงราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ตั้งเป็นกำลังใหญ่เข้าไว้

ต่อมาเมื่อประเทศไทยหวังในการกู้ชาติ โดยการนำของพระเจ้าตากสิน ก็ได้กำลังพวกนี้นี่แหละเข้ามาเป็นกำลังใหญ่ช่วยกู้ชาติ เขาไม่ได้เป็นทหารของรัฐโดยตรง แต่ว่าเขาเป็นทหารของประเทศ เป็นกันทั้งผู้ชายผู้หญิง เมื่อเลิกศึกสงครามแล้วก็ฝึกปรือกันสอนกัน พวกนี้แก่ไป คนใหม่เกิดขึ้น สั่งสอนยุทธวิธีกันตั้งแต่เด็ก จึงมีความชิน ความชำนาญยุทธวิธีในการรบ รบบนหลังช้าง รบบนหลังม้า รบบนหลังควาย รบในทางเดินราบ เขาทำกันละก็สร้างความสามัคคี ตั้งหมวด ตั้งหมู่ ตั้งกองไว้ ที่เรียกกันว่า กำนัน ใครเป็นกำนันก็ชื่อว่า เป็นผู้บังคับกอง ใครเป็นผู้ใหญ่บ้านก็ชื่อว่า ผู้บังคับหมวด ใครเป็นสารวัตรคนนั้นเป็นผู้บังคับหมู่ ใครเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ก็เป็นผู้บังคับหมู่ จัดกำลังกองทัพประชาชนกันไว้เงียบๆ ฝึกยุทธวิธีสั่งสมเสบียงอาหาร

เมื่อเราหวังในการกู้ชาติ กำลังท่านพวกนี้ก็พยายามตัดกำลังข้าศึกนับตั้งแต่เดินทัพเข้ามา หน่วยไหนแหลมออกไปหาอาหาร หรือลาดตระเวน ชาวบ้านธรรมดานี่แหละจะทำท่าไปหากินตามปกติ แต่อาวุธอยู่ไม่ไกลนัก อาวุธสำคัญคือ ธนู กับหน้าไม้ ใช้เป็นอาวุธยาว ติดยางน่อง ซึ่งถูกแล้วเลือดออกนิดเดียวก็ตายได้ ยางน่องที่ติดปลายธนูนี่เข้าทำลายกำลังข้าศึกด้วยการตัดอาหารการบริโภค เพราะข้าศึกมันมีเสบียงมาไม่ไพอ ยังออกตระเวนกวาดเสบียงจากชาวบ้านด้วย เราก็ค่อยๆ ริดรอนไป ถ้ากำลังมากก็ริดรอนทีละคน ๒ คน ถึง ๑๐ คน แอบตามสุมทุมพุ่มไม้แบบกองโจร ถ้าข้าศึกมากลุ่มน้อย นั่นหมายถึงตายทั้งหมด แล้วทุกคนหลบเข้าป่า ทำท่าเป็นชาวไร่ชาวนาปกติ

เมื่อพระเจ้าตากสินกู้ชาติสำเร็จแล้ว  กรุงศรีอยุทธยายับเยินจนไม่สามารถบูรณะเป็นเมืองหลวงต่อไปได้ พระองค์จึงตั้งกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง แต่สงครามก็ยังไม่เสร็จสิ้น

ตอนนี้พรหมพระเจ้ามังรายมหาราชหายสาบสูญจากกำนันจัน มาเป็นขุนดาบคู่พระทัยของพระเจ้าตากสินมหาราช ชื่อว่า พระยาศรีสิทธิสงครามประจำกองทัพหลวง

ในเวลานั้นแบ่งเป็น ๓ ทัพ คือ ทัพของวังหน้า หนึ่ง ทัพของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สอง และทัพหลวง  สำหรับทัพหลวงนี่เป็นทัพซ่อม เมื่อข้าศึกมา ทัพของพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และเจ้าพระยาสุรสีห์ก็ต้องนำทัพออกไปก่อนตามกำลังทหารที่มีอยู่ พระเจ้าตากสินอยู่ข้างหลัง พระองค์ก็ใช้ให้นายทหารคู่พระทัย ๑๐ คน นำกำลังออกไปตามสมควร หรือไม่พระองค์ก็เสด็จเอง นายทหารคู่พระทัย ๑๐ ท่านนี้ฝีมือดีมาก การรบ คำว่า "แพ้ไม่มี" เข้าที่ไหนพังที่นั่น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรงรับสั่งให้ "ชะตา" ของประเทศไทยอยู่ในตำแหน่ง "กูผู้ชนะ" นักรบทั้ง ๑๐ ท่านนี้ พ่อถามท่านบอกว่ามี

๑.       พระยาศรีสิทธิสงคราม

๒.       พระยาปราบอริราชศัตรู (เสริม)

๓.       พระยาศัตรูพินาศ (ประชา)

๔.       พระยาองอาจราชสงคราม (ไม่เกิด)

๕.       พระยาสามเมืองระย่อ (ไม่เกิด)

๖.        พระพนอราชบาท (ไม่เกิด)

๗.       พระยาไพรีพินาศ (ไม่เกิด)

๘.       พระยาปราบราชปัจจามิตร (ไม่เกิด)

๙.       พระยาราชมิตรราชา (ไม่เกิด)

๑๐.    พระยามหาพิชัยสงคราม (ไม่เกิด)


อ้างอิงจาก เรื่องจริงอิงนิทาน ของพระราชพรหมญาณ วัดท่าซุง
 

ปล. เจ้าของกระทู้ไม่ได้มีเจตนาที่จะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเบื้องพระยุคลบาทแห่งพระเจ้าเอกทัศ หากแต่เนื้อหาในบทความนี้ทั้งหมด (เน้นยำว่าเนื้อหาทั้งหมด)

ล้วนแต่เป็นคำพูดของหลวงพ่อฤาษีลิงดำทั้งสิ้น โปรดใช้วิจารณญาณในการรับสาร

ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป