จริงมั๊ยมีแม่จู้จี้ลูกสาวโตขึ้นจะเป็นสาวมั่น???

 

     สวัสดีค่ะน้อง ๆ dek-d.com พี่เหมี่ยวมาแล้วค่ะ วันนี้เราเจอกันที่คอลัมน์ "อัพเดทข่าวไลฟ์สไตล์" นะคะ อยากรู้กันรึยังล่ะคะว่าพี่เหมี่ยวนำข่าวอะไรมาฝากกันบ้าง ไปดูกันดีกว่าค่ะ

     การศึกษาและติดตามผลชาวผู้ดีนับร้อยคนจนถึงอายุ 30 ปี พบว่า การรู้คุณค่าในตัวเองหยั่งรากมาจากความคาดหวังของแม่ ผู้หญิงที่แม่ตั้งความหวังในอนาคตสูง มีแนวโน้มที่จะรู้สึกว่าสามารถควบคุมชีวิตของตัวเองได้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

     นักวิจัยของมหาวิทยาลัยลอนดอนวิเคราะห์ข้อมูลของหญิงชายกว่า 300 คนที่เกิดในปี 1970 โดยเมื่อกลุ่มตัวอย่างอายุ 10 ขวบ นักวิจัยขอสัมภาษณ์แม่ของเด็กเหล่านี้โดยตั้งคำถามว่า เชื่อว่าลูกควรเรียนถึงอายุเท่าใด ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนความเชื่อของแม่ที่มีต่อความสามารถของลูก

     20 ปีต่อมา กลุ่มตัวอย่างต้องตอบคำถามที่ออกแบบมาเพื่อวัดระดับความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งนักวิจัยพบว่า ความนับถือและเชื่อมั่นในตัวเองของผู้หญิงเชื่อมโยงกับความเชื่อของแม่ที่มีต่อความสามารถของลูก

     ความเชื่อมโยงนี้มีบทบาทชัดเจน แม้เมื่อพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น การศึกษา ร่วมด้วยก็ตาม โดยเชื่อกันว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มผลักดันลูกสาวให้ประสบความสำเร็จมากกว่าลูกชาย นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่าความเชื่อมั่นและความทะเยอทะยานของแม่ถ่ายทอดไปยังลูกสาว

     อย่างไรก็ตาม เด็กผู้หญิงที่แม่ประคบประหงมมากเกินไป อาจเข้าสู่วัยผู้ใหญ่โดยรู้สึกไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง

     ปีที่แล้ว วิกกี้ ทัก ครูใหญ่เชลเทนแฮม เลดี้ส์ คอลเลจ เตือนว่า พ่อแม่ที่เข้าไปเจ้ากี้เจ้าการชีวิตลูกทุกแง่มุมเพื่อกดดันให้ลูกไขว่คว้าหาความสำเร็จ เป็นต้นเหตุที่ทำให้เด็กเครียด และชีวิตวัยเด็กหายไปอย่างไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้

     ขณะเดียวกัน ศูนย์พฤติกรรมและวิวัฒนาการ มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลของอังกฤษ ได้เปิดเผยผลการวิจัยและติดตามผลนาน 5 ทศวรรษ ซึ่งพบว่าการที่พ่อมีบทบาทสำคัญในชีวิตลูก เช่น สอนให้ลูกอ่านและเล่นด้วย ทำให้ลูกเติบโตมาเป็นเด็กฉลาด และสามารถไต่เต้าบันไดสังคมได้เร็วกว่าเด็กที่มีเพียงแม่คอยดูแลเอาใจใส่

     โครงการนี้ติดตามผลทารก 17,000 คนที่เกิดในสัปดาห์เดียวกัน โดยมีการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างเมื่อโตขึ้น เพื่อดูว่าคนเหล่านี้มีลูกของตัวเองหรือไม่ และมีการเลื่อนชั้นทางสังคมอย่างไร

     ปี 2004 นักวิจัยขอสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างกว่า 5,700 คน ซึ่งอายุ 46 ปีในขณะนั้น

     รายงานที่จัดทำโดยแดเนียล เน็ตเทิล ระบุว่า พ่อที่เล่นกับลูก ส่งผลให้ลูกมีระดับสติปัญญาและสถานะทางสังคมสูงกว่าเด็กที่พ่อไม่มีเวลาให้

     และแม้ว่าพ่อมีแนวโน้มให้เวลากับลูกชายมากกว่าลูกสาว แต่ผลวิจัยพบว่าทั้งเด็กชายและเด็กหญิงได้ประโยชน์จากการมีพ่อเป็นแฟมิลี่แมนเท่าเทียมกัน

     นอกจากนั้น งานวิจัยที่นำเสนอในวารสารบริติช เจอร์นัล ออฟ ไซเคียทรี ยังระบุว่า เด็กที่เกิดตอนที่พ่อเริ่มมีอายุมีความเสี่ยงเพิ่มที่จะเป็นโรคออทิสม์ ซึ่งเชื่อว่าสาเหตุอาจเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมในกระบวนการผลิตสเปิร์มเมื่อผู้ชายอายุมากขึ้น

     นักวิจัยญี่ปุ่นได้ศึกษาเด็กโตและผู้ใหญ่ 84 คนที่เป็นโรคออทิสม์และมีปัญหาในการเข้าสังคม สื่อสาร และพฤติกรรม แต่สติปัญญาสมบูรณ์ดี ขั้นตอนการศึกษาคือ นำอายุพ่อของกลุ่มตัวอย่างไปเปรียบเทียบกับอายุพ่อของผู้ใหญ่ 208 คนที่มีสุขภาพร่างกายและสมองปกติ โดยให้ความสนใจเป็นพิเศษกับพ่อที่อายุต่ำกว่า 29 ปี, 29-32 ปี และ 33 ปีขึ้นไป

     ผลการวิเคราะห์ พบว่า ความเสี่ยงที่เด็กจะเป็นโรคออทิสม์แต่มีความสามารถในการเรียนรู้สูงและสติปัญญาดีเพิ่มขึ้น 3 เท่าสำหรับเด็กที่เกิดขณะที่พ่ออยู่ในวัยเบญจเพศถึง 30 ต้นๆ


พี่เหมี่ยวขอขอบคุณ : ข่าวจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการค่ะ

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

9 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
^_^เจ้าหญิงจอมมารยา^_^ Member 7 ต.ค. 51 16:06 น. 6

เหอๆๆอย่าโกรธท่านที่ท่านจู้จี้ขี้บ่น

เรายังมั่นได้เลย เพราะแม่นี่แหละ แต่ก่อนเป้นคนขี้อาย เฮ้ยนี่ไม่กล้า เฮ้ยนี่ไม่เอา 

แต่ปัจจุบัน ยิ้มเก่ง หน้าเชิด มั่นใจในตัวเองสูง และเชื่อว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกที่สุด

คำพูดของแม่ทุกคำคือความสำเร็จของเราในวันหน้า

ดูอย่างแก๊ปเปอร์ บุญชูดิ

0
กำลังโหลด
Nuddss Member 7 ต.ค. 51 21:33 น. 8

จริงนะเรามั่นใจในเรื่องที่แม่เชื่อ่าเราทำได้คือเรื่องเรียน (แต่เรื่องที่แม่ด่านี่มันก็ยิ่งตอกย้ำความไม่ชำนาญลงไปเรื่อยๆ)

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด