| ค้างคาว น้องๆคงจะรู้กันอยู่แล้วว่าค้างคาวน่ะ ออกหากินเวลากลางคืน แล้วทีนี้ มัดๆขนาดนั้น มันมองเห็นทางได้ไงเนาะ? สิ่งที่ค้างคาวใช้ก็คือ คลื่นอุลตร้าโซนิค ไงล่ะ โดยที่ค้างคาวจะปล่อยคลื่นความถี่สูงนี้ออกไป แล้วพอคลื่นไปกระทบวัตถุอะไรก็ตาม มันก็จะสะท้อนกลับมา ทำให้ค้างคาวรู้ระยะห่างระหว่างตัวมันกับวัตถุนั้นๆได้ เทคนิคนี้มีชื่อว่า Echolocation เป็นแบบเดียวกับที่พวกปลาโลมาใช้ด้วยนะ |
![]() | ฉลาม พี่หนิงขอบอกว่าอย่าเล่นซ่อนหากับฉลามเป็นอันขาดเลยนะ เพราะว่าฉลามมีเซลล์พิเศษในสมองที่ทำให้มันมีประสาทสัมผัสที่ไวมากๆ ต่อคลื่นไฟฟ้าที่สิ่งมีชีวิตอื่นสร้างขึ้นมา ความสามารถพิเศษนี้ดีถึงขนาดที่ว่าฉลามสามารถหาปลาตัวเล็กๆที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนทรายเจอได้ เพราะว่ามันรู้สึกถึงสัญญาณไฟฟ้าอ่อนที่เกิดการการขยับตัวของปลาพวกนั้นไงล่ะ |
![]() | งูเหลือม
(เพิ่งรู้ว่ามันมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Boa ล่ะ -
-") งูเหลือมจะมีอวัยวะที่ไวต่ออุณหภูมิ ตั้งอยู่ระหว่างตาทั้งสองข้างกับทางเดินหายใจและต่อมพิษของมัน ทำให้งูเหลือมสามารถค้นหาเหยื่อผู้โชคร้ายของมันจนเจอได้ โดยเจ้าอวัยวะนี้ มีอยู่ทั้งฝั่งซ้ายและขวาของหัวงู (ไม่ได้บนหัวตาเฒ่าคนไหนนะ) ทำให้งูกะระยะในการโจมตีได้แม่นยำมากๆ ถึงแม้ว่ามันจะอยู่ในที่ที่มืดสนิทเลยก็ตาม |
![]() | นกฮัมมิ่งเบิร์ด ทั้งนกและแมลงมักจะสามารถมองเห็นแสงในความยาวคลื่นที่มนุษย์เราไม่สามารถเห็นได้ อย่างเช่นเจ้านกฮัมมิ่งเบิร์ดตัวจิ๋วนี่เป็นต้น แต่ถ้าน้องๆอยากเห็นบ้าง พี่หนิงแนะนำว่าต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ที่จะทำให้ได้ภาพแบบอุลตร้าไวโอเลตแล้วเอามาปรับสีอีกครั้งนึง ถึงจะเห็นภาพได้แบบนกล่ะ |
![]() | แมว (รูปนี้ดูเหมือนเสือดำเลย
-"-) ในดวงตาของแมว มีลักษณะพิเศษคือ มันจะมีเยื่อบางๆ อยู่ด้านหลังของดวงตา ทำหน้าที่คล้ายกับกระจกซึ่งช่วยให้แมวสามารถจับภาพที่เห็นได้ถึงสองรอบด้วยกัน ด้วยความพิเศษนี้เอง ทำให้แมวสามารถล่าเหยื่อและเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องแคล่ว แม้จะอยู่ในที่ๆมืดสุดๆก็ตาม |
![]() | งู (ธรรมดาๆ แบบ snake
น่ะ) พี่หนิงจะรู้สึกขนลุกทุกทีเวลาเห็นพวกงูมันแลบลิ้นแผลบๆ พร้อมกับเลื้อยไปมา เพิ่งจะเข้าใจว่ามันทำแบบนั้นก็เพราะงูจะใช้ "ลิ้น" ดักจับอนุภาคเล็กๆในอากาศเข้าไปยังอวัยวะที่เรียกว่า "Jacobson's organs" (ไม่รู้จะแปลว่าอะไรดี) โดยเจ้าอวัยวะชื่อประหลาดนี้จะทำการวิเคราะห์กลิ่นต่างๆที่มากับอนุภาคเล็กๆนั้น แล้วแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปยังสมองของงูอีกทีนึง เพื่อที่สมองจะได้แปลความหมายว่ามันคืออะไรไง |
![]() | ผีเสื้อราตรี
(ศัพท์ใหม่อีกแล้ว เค้าเรียกว่า Moth) พีหนิงคิดว่าเจ้าตัวนี้เหมาะกับคำว่า "รักในอากาศ" มากสุดๆแล้ว เพราะว่าเจ้าผีเสื้อราตรีนี้ มีความสามารถพิเศษในการดักจับฟีโรโมนที่ปล่อยออกมาจากเพศตรงข้ามได้ (เค้าแปลว่า สัญญาณทางเคมีของความรัก ล่ะ -///- ) แหม ถ้าดักจับได้เฉยๆ ก็ไม่เห็นจะพิเศษตรงไหน ที่แปลกก็เพราะมันดักจับได้แม้ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ห่างออกไป 7 ไมล์ (11 กม.) น่ะสิ โอ้...อานุภาพรุนแรงจริงๆ |
![]() | หนู ถึงแม้ว่าหนูจะมีสายตาที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ธรรมชาติให้มาทดแทนก็คือ "หนวด" ของมันไงล่ะ โดยเจ้าหนูจะใช้หนวดในการนำทาง เหมือนกับที่คนตาบอดใช้ไม้เท้าน่ะ หนูจะปัดหนวดไปมาเพื่อให้กระทบกับสิ่งของที่อยู่รอบๆตัวมัน หลังจากนั้นมันก็จะสามารถจินตนาการได้ว่ามีอะไรอยู่ใกล้ๆมันบ้าง |
![]() | ปลาโครกเกอร์
(Croaker) ปลาบางชนิด อย่างเช่นเจ้าโครกเกอร์นี่ ใช้ "กระเพาะปัสสาวะ" ในการรับฟังเสียง o_O เค้าบอกว่ากระเพาะปัสสาวะของพวกมันจะดักจับการสั่นของคลื่นต่างๆได้ จากนั้นก็จะส่งสัญญาณไปยังหูชั้นกลาง และสัญญาณนั้นก็จะผ่านเซตของกระดูกในหูชั้นกลาง (คล้ายๆ ค้อน ทั่ง โกลน ของคนเลยเนาะ) ไปยังหูชั้นในอีกที เซลล์ขนในหูชั้นในนี้ จะตอบสนองต่อการสั่นนี้และส่งข้อมูลที่ได้ไปยังสมองเพื่อแปลความหมายอีกทีนึง |
![]() | นกอพยพ เค้าบอกว่านกหลายๆชนิด โดยเฉพาะพวกที่ต้องบินอพยพบ่อยๆ จะใช้สนามแม่เหล็กโลกเป็นตัวช่วยในการเดินทางของมันล่ะ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า นกเหล่านี้จะสามารถมองเห็นแส้นแรงแม่เหล็กของโลกได้ แบบว่า มีสีสันชัดเจนจนสามารถใช้มันเป็นเหมือนเส้นทางการบินได้เลยล่ะ |
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.livescience.com/animalworld/top10_animal_senses.html









12 ความคิดเห็น
แจ่ม
ได้ความรู้เยอะดี ขอบคุณครับๆๆ
แปลกดีอ่ะ พออ่านถึงหนูปุ๊บ นึกภาพน้องหนูนั่งกระดิกหนวดดุ๊กดิ๊ก โอ๊ย...น่ารัก
สัตว์พวกนี้วิเศษจังเลยอ่า
อยากเห็นนกฮัมมิ่งเบิร์ดมั่งอ่าอยากรู้ว่าเป็นงัย
แบบตัวเป็นๆเลยอ่า คงยากที่จะหาได้
สงสัยต้องเล็กยิ่งกว่าเเมลงวันแน่ๆเลย((ยิ่งกว่ามดอีกมั้ง))
สัตว์นี่ดีจังเลยน้า มีพรสวรรค์เยอะเลยล่ะ