รู้มั้ย...ทำไมเวลาคนเราจะสัญญากันต้องเกี่ยว ก้อย?

...“เกี่ยวก้อยสัญญากันนะ”...

“เกี่ยวก้อยสัญญากันนะ”…หากเราย้อนภาพความทรงจำของเรากลับไปยังช่วงวัยเด็ก ตอนที่เราเรียนอนุบาล การเกี่ยวก้อยสัญญากันคงเป็นการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกับเพื่อนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง...บางคนก็ทำกันจนเป็นนิสัย

 

     ครั้งนึง พี่เหมี่ยวก็เคยสงสัยนะคะว่า ทำไม ต้องเกี่ยวก้อยสัญญา จะเกี่ยวโป้งสัญญาไม่ได้เหรอ(เอ๊ะ!หรือว่านิ้วโป้งจะสั้นไป)ถ้างั้นเกี่ยวชี้สัญญาก็ได้ หรือจะเกี่ยวกลางสัญญา(อุ๊ย!!!) แหะ...แหะ...แหะ...อันหลังนี่ถ้าทางจะไม่เวิร์คแล้ว

 

      ที่พี่เหมี่ยวตั้งข้อสงสัยขึ้นมาก็เพราะว่า การที่เราเลือกใช้นิ้วก้อยในการให้คำสัญญากัน แสดงว่านิ้วก้อยต้องเป็นนิ้วที่มีความหมายไปในทางที่ดี  แต่จนแล้วจนเล่า ทุกวันนี้พี่เหมี่ยวก็ยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของการเกี่ยวก้อยสัญญาอยู่ดี จะมีก็แต่ นิทานก่อนนอนของเด็กๆ เรื่องนึง ที่เล่าถึงความเป็นมาของการเกี่ยวก้อยสัญญา...มาฟังนิทานก่อนนอนกันดีกว่า...เรื่องก็มีอยู่ว่า...

 

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...มีเจ้า หญิงคนหนึ่ง หน้าตาสวยงามและฉลาดมาก
ด้วยเหตุนี้จึงมีเจ้าชายที่ต้องการ อภิเษกสมรสด้วยเป็นจำนวนมาก

พระราชาจึงประกาศหาคู่อภิเษก กับเจ้าหญิง...มีผู้ชายมาเข้าคัดเลือกมากมาย
แต่ในที่สุด เจ้าหญิงก็คัด เลือกจนได้เหลือ 5 คน

เจ้าหญิงจึงคิดวิธีเลือกเจ้าชายขึ้นมาโดยซ่อนมือขวาไว้ด้านหลังแล้วให้เจ้าชายทุกคนชูนิ้วขึ้นมา 1 นิ้วให้ตรงกับเจ้าหญิงแล้วจะอภิเษกด้วย
คนแรกชูนิ้วโป้ง คนที่สองชูนิ้วชี้
คนสาม  คนสี่...และคนที่ห้าชูนิ้วก้อย ซึ่งตรงกับเจ้าหญิงพอดี และยื่นมาเกี่ยวกัน
วันหนึ่งเกิดสงครามครั้งใหญ่ เจ้าชายต้องออกไปร่วมรบด้วย จึงเกี่ยวก้อยและสัญญากับเจ้าหญิงว่าจะกลับมา

เมื่อสงครามจบลงเจ้าหญิงก็ยังรอต่อไปโดยที่เจ้าชายยังไม่กลับมา

วัน เวลาผ่านไปเรื่อยๆเจ้าชายก็ยังไม่มา แต่ความงดงามของเจ้าหญิงยังไม่เสื่อมคลายจึงมี เจ้าชายมาขออภิเษก เรื่อยๆ...
จนในที่สุดเจ้าหญิงก็ต้องยอมอภิเษกอีกครั้ง แต่จะยอมอภิเษกด้วยกับคนที่ มีนิ้วก้อยขนาดเท่ากับเจ้าหญิงเท่านั้น...

จนในที่สุด ก็ไม่มีเจ้าชายคนไหน มีขนาดนิ้วก้อยเท่ากับเจ้าหญิงเลยซักคน แต่แล้วก็มีขอทานคนหนึ่งเข้ามาใน วังทหารพยายามกีด กันเขาไว้  แต่เจ้าหญิง ให้เข้ามาได้เพราะทุกคนต้องมีสิทธ์เท่าเทียมกันแล้วชูนิ้วก้อยขึ้นมา...
ปรากฏว่าขอทานคนนั้นได้เอานิ้วก้อยมาเกี่ยวด้วยกัน นั่นหมายความว่าขอทานคนนั้น คือเจ้าชายที่หายสาบสูญไปนั่นเอง
คืนนั้นขอทานคนนั้นก้อได้หายไปจากวัง โดยไม่มีร่องรอยเหลืออยู่เลย

วิญญาณของคนเรานั้นมีเวลาอยู่ได้ 49 วันซึ่งวันนี้ครบ 49 วันหลังจากที่เจ้าชายหายสาบสูญไปพอดี

 

     แต่ถึงกระนั้นเจ้าชายก็ยังรักษาสัญญากลับมาเจ้าหญิงได้ เป็นไงๆ เห็นไหมเวลา จะสัญญาอะไรก็เลยต้องเกี่ยวก้อยไง เพราะมันจะเป็นจริงอย่างที่เจ้าชายกลับมาหาเจ้าหญิง

 

     แหม...เรื่องราวระหว่าง เจ้าชายกับเจ้าหญิงนี่เศร้าจังเลยนะคะ ดูซิ ฟังไปน้ำตาก็ไหลเป็นทางเลย ฮือ...ฮือ...ฮือ... ไม่เอาแล้วค่ะ ดูสิมาร้องไห้ให้น้องๆฟังอีก เดี๋ยวพี่เหมี่ยวคงต้องขอตัวไปล้างหาเช็ดน้ำหูน้ำตาให้ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อยนะคะ แล้วคราวหน้าสัญญาค่ะว่าจะมีเรื่องราวดีๆมาเล่าสู่กันฟังอีก...อ๊ะอ๊ะอ๊ะ ถ้าไม่เชื่อ เดี๋ยวเกี่ยวก้อยสัญญาก็ได้

 

 

 

 

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

36 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
ssi 10 ต.ค. 50 12:07 น. 4
ก็อปมากจากหนังเกาหลีเเป๊ะเลย อีโด่....นึกว่าอะไร หนังเรื่องที่นางเอกเป็นตำวจเเล้วพระเอกเป็นครู จำชื่อเรื่องไม่ได้...ยัยเซ่อซ่ากับนาย....อะไรซักอย่างนี่เเหละ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Lena~SnowW princess Member 10 ต.ค. 50 15:40 น. 7
ซึ้ง มาก มาย

เหมือน ใน หนัง เกาหลี เรื่อง wind struck อะไร นี่ แล่ะ 

หนัง ก็ ซึ้ง โป๊ดดดดดดดดดดดด ด  >_<
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Pink_Lovegood Member 11 ต.ค. 50 21:09 น. 16
ใช่ คห.4 กะ คห.8 คล้ายๆ เรื่องยัยเซ่อซ่า กับนายเจี๋ยมเจี้ยมละมั้ง แต่บางทีนิทานอาจจะเกิดก่อนภาพยนต์ หรือหนังก็เป็นได้ แต่เราไม่รู้ว่าอันไหนเกิดก่อนกัน
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด