หัวข้อเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่มาก และพี่ตินก็ให้ความสนใจอยู่เสมอ
ก็ทุกวันนี้ ออกไปข้างนอกแต่ละที โอ้ว พระเจ้า ทำไมมันร้อนได้ขนาดนี้ (วะ)
เมื่ออากาศเปลี่ยนไปขนาดนี้ พี่ตินก็เริ่มกลัว และคิดว่าพวกเรานี่แหละ ควรจะต้องหาทางแก้
เพื่อจะช่วยโลกของเราให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
น้องๆ ชาวเด็กดี ก็มาร่วมมือร่วมใจกันด้วยนะ เพื่อโลกจะได้อยู่กับเราไปอีกนานๆ ยังไง....
James Lovelock คือนักสิ่งแวดล้อมผู้ตั้งสมมติฐานใหม่ล่าสุดที่ว่า โลกสามารถรักษาตัวเองได้
(จากภาวะโลกร้อน) แต่สมมติฐานของเขาออกจะน่ากลัวไปหน่อย
เขาเชื่อว่า โลกคือผู้รับ และจะสามารถจัดการทุกอย่างได้เอง
เหมือนที่มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมามากมายในอดีต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดาวหางพุ่งชน ภูเขาไฟระเบิด ฯลฯ
แต่ในความจริงแล้ว กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์คือสิ่งที่ทำให้ระบบของโลกเสียไป
มนุษย์คือผู้เพิ่มกรีนเฮ้าส์ก๊าซในอากาศ ทำให้อุณหภูมิของโลกเปลี่ยนไป
ทำให้น้ำแข็งที่ขั้วโลกทั้งสองเริ่มละลาย ทำให้น้ำทะเลหนุนสูง และทำให้เกิดผลร้ายอีกมากมายตามมา
และ Lovelock ก็ไม่ปรานีเลย เขาเชื่อว่า
ตอนนี้เรามาถึงจุดที่ไม่มีทางหันหลังกลับไปได้อีกแล้ว และภาวะโลกร้อนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
เราจะต้องอยู่ร่วมกับมัน เหมือนมันกลายเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของเรา
นอกจากนี้ เขายังเชื่อในแง่ร้ายอีกว่า การใช้พลังงานสะอาด และการรณรงค์ให้คนทั้งโลกหันมาช่วยกัน
เป็นการกระทำที่สูญเปล่า และการให้ความร่วมมือก็ไม่มีทางเป็นไปได้
เพราะฉะนั้น ทางแก้ที่เขาคิดได้ตอนนี้ก็คือ....
เราจะต้องหันมาช่วยให้โลกเป็นคนรับผิดชอบที่จะแก้ปัญหา (ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ) ด้วยตัวเอง
ทางแก้ที่เป็นไปได้
เชื่อกันว่าถ้ามนุษย์ไม่รู้สึกอะไรกับภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น โลกจะหาทางแก้ด้วยตัวเอง
มันจะกำจัดสารพิษทั้งหมด โดยไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครเลย
แต่นั่นจะต้องใช้เวลา หลายๆ พัน หมื่น แสน หรืออาจจะล้านปี
เนื่องจากในอดีตเคยมีปรากฎการณ์ที่ภูเขาไฟทำลายโลกจนหมด และทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
อุณหภูมิแย่ หายใจไม่ออก อาหารขาดแคลน สัตว์ต่างๆ สูญพันธุ์ (เชื่อกันว่าเป็นไดโนเสาร์)
แต่สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไป โลกก็มาเป็นโลกอย่างทุกวันนี้
และนั่นคือ 55 ล้านปีก่อน -*- เพราะฉะนั้น Lovelock เชื่อว่าโลกน่ะจัดการตัวเองได้
แค่ใช้เวลานานหน่อยเท่านั้น (และมนุษย์ก็คงจะสูญพันธุ์เหมือนไดโนเสาร์????)

จากการประมาณการณ์โดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Texas Tech สหรัฐอเมริกา
พวกเขาพบว่าเราจะต้องจัดการกับก๊าซของเสียทั้งหมดให้ลดลง 80 เปอร์เซ็นต์
ไม่อย่างนั้น ภายในปี 2050 จะต้องมีคนร้อยตายมากมายแน่ๆ (น่ากลัวววว)
เพราะฉะนั้น พ่อ Lovelock คนเดิมก็เลยเสริมว่า เราควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้โลกรีบจัดการตัวเองให้เร็วขึ้น
ไม่อย่างนั้นมีหวังพวกเราตายหมู่กันแหงๆ เลย
ข้อมูลของ Lovelock ตีพิมพ์ในนิตยสาร the journal Nature
เขาอยากให้ทุกคนหันมาเพิ่มปริมาณสารอาหารในทะเล
และอยากให้ทำทุกทางเพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตของสาหร่ายทะเล เพื่อเป็นการทำลายคาร์บอนไดออกไซด์
(เพราะอาหารหลักของสาหร่ายทะเลก็คือคาร์บอนนั่นเอง)
และที่สำคัญ เมื่อสาหร่ายตาย มันจะกลายเป็นแคลเซียม คาร์บอเนต
ซึ่งนั่นหมายถึงการกำจัดก๊าซคาร์บอนอย่างถาวร
ไอเดียไม่เหมือนใคร
แน่นอนว่าไอเดียของนาย Lovelock คนนี้ไม่เหมือนใครเลย มาดูกันซิว่าเขาอยากให้เราทำอะไรเพื่อช่วยโลก
- สร้างแผ่นกันแดด เพื่อไม่ให้แสงแดดกระทบถูกผืนโลก เป็นการช่วยลดความร้อน
- ยิงซัลเฟอร์ขึ้นไปในอากาศ เพื่อสะท้อนรังสีต่างๆ จากดวงอาทิตย์ให้กลับไปในอวกาศ (ที่ต้องเป็นซัลเฟอร์ ก็เพราะนาย Lovelock เปรียบเทียบกับภูเขาไฟไง เวลามันระเบิด ก็มีซัลเฟอร์ออกมานี่แหละ)
- จัดไฟลท์เครื่องบินให้นานขึ้น และให้เครื่องบินบินให้ต่ำด้วย เพื่อลดความร้อนในชั้นบรรยากาศ
- ฉีดคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในหินที่เปียก และลึกลงไปใต้ดิน เพื่อกักเก็บมันไว้ เรียกกระบวนการนี้ว่า carbon sequestration
- ทิ้งธาตุเหล็กลงในมหาสมุทร และทะเล เพื่อเป็นการกระตุ้นการเจริญเติบโตของสาหร่ายทะเลต่างๆ ให้มันมาช่วยกันกินก๊าซคาร์บอนให้หมดไป
Lovelock เชื่อว่าทฤษฎีของเขาน่าจะมีทางเป็นไปได้สูง แต่ก็คงไม่สามารถแก้ปัญหาโลกร้อนได้ทั้งหมด
เพราะตอนนี้ มนุษย์ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปในอากาศมากมายเหลือเกิน
ประเด็นสำคัญของ Lovelock คือ ต้องมีการเพิ่มสารอาหารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธาตุเหล็ก
และการเพิ่มธาตุเหล็ก จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มสารอาหารธาตุอื่นๆ ตามมา....
เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจทีเดียวเนอะ น้องๆ ว่าไหม
แต่ว่าจะทำได้จริงหรือเปล่านั้น... ก็ยังต้องดูกันต่อไป
Dek-d : อตินเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก www.livescience.com/environment
19 ความคิดเห็น
....ไร้คำบรรยายจอร์จ-0-
แต่เห้นด้วยกับคห.6 มันไม่เคยตายง่ายๆเลย T__T
น่ากลัวจริงๆ T_________________T
เฮ้ออ อ่านแล้วเครียดดด