กระจกเงา กระจก มีประวัติความเป็นมาจาก แก้ว และแก้วก็มีประวัติยาวนานมากทีเดียว ตามตำราของพลินี ดิเอลเดอร์ นักประวัติศาสตร์ชาวโรมัน เขียนไว้ว่า กลาสีที่อาศัยอยู่แถบโพลิเนเชียนเป็นผู้ค้นพบแก้วจากการหุงหาอาหารที่ชายหาด ซึ่งตอนนั้นไม่มีภาชนะหม้อไหที่ไหนก็เลยไปคุ้ยๆหาวัสดุในโกดังในเรือมาเป็นแผ่นเนตรอน (natron) มาหุงอาหาร ปรากฏว่าเมื่อเนตรอนถูกความร้อนถึงผสมกับทรายที่ชายหาด กลายเป็นของเหลวใสไหลเป็นสายและเมื่อเย็นตัวก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ แก้ว มาตั้งแต่นั้น
แต่ก็มีความเชื่อว่า แก้ว เกิดก่อนหน้านั้นหลายพันปีทีเดียว ประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาลแถบเมโสโปเตเมีย หรือประเทศซีเรียและอิรักในปัจจุบันแม้ว่าที่มาของช่วงเวลายังสรุปได้ไม่แน่นอน แต่ช่วงเวลาที่มนุษย์ผลิตแก้วและกระจกอยู่ราว 50ปีก่อนคริสตกาล โดยชาวโรมัน การผลิตแก้วใช้ปูนและโซดาผสมเข้ากับซิลิก้า ซึ่งมีอยู่ในเม็ดทราย ซิลิก้ามีจุดหลอมเหลวสูงมากจะใช้ไฟธรรมดาหลอมไม่ได้ ต้องเข้าเตาหลอมพิเศษ อุณหภูมิสูงราว 1,590 องศาเซลเซียส
จากนั้นเทแก้วหลอมลงบนผิวของดีบุกหลอมเหลว จะทำให้แก้วเย็นลงเมื่อถึงอุณหภูมิที่ 600องศาและเริ่มแข็งตัวเป็นกระจกใส จากนั้นจึงนำไปเจียเป็นกระจกแผ่น สำหรับกระจกก็คือแก้วแผ่นเรียบที่ช่างต้องอาศัยการกดลูกแก้วให้แบนเป็นแผ่นด้วยการต่อเข้ากับปลายแท่งเหล็กซึ่งช่างก็จะต้องหมุนแท่งเหล็กนี้อย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้แก้วเป็นกระจกแผ่นเรียบ ส่วนวิธีทำกระจกมีขั้นตอนเช่นเดียวกับแก้ว วัตถุดิบก็คือ ทรายแก้ว ซึ่งเป็นทรายสีขาวละเอียดยิบและเงาจนเป็นประกาย เมืองไทยเรามีอยู่ที่เหมืองทรายแก้ว จ.ระยอง
แก้วกลายเป็นกระจกเมื่อผ่านการขัดเงา และฉาบด้วยโลหะบางอย่างปกติแล้วโลหะนี้จะเป็นอลูมิเนียมฉาบด้วยความหนา 100 นาโนเมตร จะมีน้ำหนักเพียงไม่กี่กรัมนอกจากนี้กระจกยังฉาบด้วยทอง เงิน หรือบรอนซ์ก็ได้ ส่วนประโยชน์ของกระจกเงา นอกจากจะเอาไว้ส่องหน้าตัวเองแล้ว ยังเป็นวัสดุประดับอาคารอุปกรณ์ชิ้นสำคัญในกล้องโทรทรรศน์ กล้องถ่ายภาพ หรือนำไปตกแต่งเป็นเครื่องประดับ
:: ( S O U R C E : aksorn.com )* ::
18 ความคิดเห็น
หะลังอยากรุอยุพอดีเยยอ่า
อือ เพิ่งรู้นะเนี่ย
เวลาผมทัศนศึกษาก็เคยได้ฟังเทศน์อย่างงี้เหมือนกันนานมั่ก แต่ก็ได้ความรู้