เอกสารประกอบการแถลงข่าวเปิดประติมากรรมโครงการสวนประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ฯ
เรียบเรียงโดย วิภา ดาวมณี อ.ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมธรรมศาสตร์
การจัดงานรำลึก 20 ปี 6 ตุลา เมื่อปี พ.ศ. 2539 เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการกำแพงประวัติศาสตร์ : ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยการอนุมัติเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยในปีถัดมา เพื่อสร้างประติมากรรมรำลึกถึงเหตุการณ์ในทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับลำดับเหตุการณ์ที่ธรรมศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ปัจจุบันโครงการนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น โครงการสวนประวัติศาสตร์ : ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สำหรับชิ้นงานต่อไปที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงและการต่อสู้ของชาวธรรมศาสตร์ ที่มีผลสะเทือนต่อสังคมไทยคือ ประติมากรรมยุคสายลมแสงแดด และยุคแสวงหา ในช่วงปี 2506 ถึง 2513 ภายใต้เผด็จการ ถนอม-ประภาส นักศึกษาอยู่ในฐานะอภิสิทธิชน ที่มีความภาคภูมิใจในสถานภาพ และใช้ชีวิตสุขสำราญ ท่ามกลางงานลีลาศ และการแข่งขันกีฬาในรั้วมหาวิทยาลัย ก่อนเข้าสู่ยุคแสวงหา เมื่อนักศึกษาบางส่วนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองตั้งกลุ่ม ชมรม แหวกรั้วมหาวิทยาลัยออกไปสู่สังคมภายนอก ไปสู่สลัม และชนบท กลายเป็นพลังกดดันทางสังคม ในยุคที่บ้านเมืองมืดดำ ด้วยอำนาจเผด็จการ ขาดสิทธิเสรีภาพ จากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กระจายสู่มหาวิทยาลัยอื่นๆ นักศึกษาหัวก้าวหน้าต่างลุกขึ้นมาตั้งคำถาม กับยโยบายการทำงานของรัฐบาล เรียกว่า ยุคฉันจึงมาหาความหมาย อันมาจากกวีนิพนธ์ เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน ของ วิทยากร เชียงกูล
การสร้างงานประติมากรรมซึ่งเปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน โดย อาจารย์สุรพล ปัญญาวชิระ ศิลปินจากแนวร่วมศิลปินในยุคประชาธิปไตยเบ่งบานภายหลังการปฏิวัติประชาธิปไตยเมื่อ 14 ตุลา 2516 คือความพยายามถ่ายทอดและสะท้อนยุคสมัย ตลอดจนจิตวิญญาณของปัญญาชนในยุคนั้น ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไป สังคมไทยอาจจะเริ่มการเรียนรู้ครั้งใหม่เพื่อนำกลับมาเป็นบทเรียนในยุคปัจจุบัน
สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) สาขาประวัติศาสตร์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี พ.ศ.2509 เป็นตัวแทนความคิดของคนรุ่นหนุ่มสาวเมื่อ 40 กว่าปีก่อน สุชาติ สวัสดิ์ศรี เคยเป็นครูโรงเรียนราษฎร์ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย นักเขียน บรรณาธิการนิตยสาร บรรณาธิการสำนักพิมพ์ ร่วมก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรมฯ ร่วมก่อตั้งกลุ่มละครฯ ร่วมก่อตั้งกลุ่มกิจกรรมฯ ก่อตั้งรางวัลช่อการะเกด ก่อตั้งสำนักช่างวรรณกรรม ฯลฯ เมื่อปี พ.ศ.2510-2547 สังคมศาสตร์ปริทัศน์ โลกหนังสือ บานไม่รู้โรย ช่อการะเกด ช่อปริชาติ คอลัมน์"สิงห์สนามหลวง" มีผลงานรวมเรื่องสั้นสองเล่มคือ "ความว่าง" และ "ความเงียบ" มีผลงานเขียนในรูปแบบ "จิตนาการสามบรรทัด" ฯลฯ งานด้านศิลปะ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศึกษาศิลปะด้วยตนเอง และได้เปิดงานแสดงภาพชื่อ "สุชาติโทเปีย [Such-artopia] ณ พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด เมื่อ 2 ปีมานี้ได้เปิดแสดงภาพชื่อ "สุชาติมาเนีย [Such-artmania] ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ในฐานะนิวิจารณ์และบรรณาธิการ นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี มีบทบาทสำคัญต่อวงวรรณกรรมไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นผู้จุดประกายความคิดให้โอกาส ตลอดจนแนะแนวทางให้แก่นักคิด นักเขียน รุ่นใหม่ได้ทดลองสร้างผลงานวรรณกรรมที่แตกต่าง จากแนวคิดเดิม อาทิ แนวอัตถิภาวนิยม แนวสัจจนิยมมายาฯลฯ เป็นอนุกรรมการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ จัดงานครบรอบ 100 ปี ศรีบูรพา ตลอดจนเข้าร่วมเสวนาอภิปรายปาฐกถาในทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของสถาบันการศึกษาทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เป็นเรื่องแปลกที่สุชาติ สวัสดิ์ศรี ยอมรับว่าตนเองเป็นหนึ่งในหนุ่มสาวยุคสายลมแสงแดด เช่นเดียวกับ เนวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เสน่ห์ของยุคนี้ จึงเป็นบทเรียนด้านกลับของปัญญาชนไทยในการเติบโตทางความคิด ในการฉีกกรอบ ฉีกแนวออกไปจากสถาบันนิยมในรั้วมหาวิทยาลัย การร้องเพลงเชียร์ ระบบอาวุโส และงานลีลาศที่เป็นบรรยากาศของยุคนั้น
ด้วยเล็งเห็นคุณค่าและพลังของ นักคิด นักเขียน รุ่นใหม่ สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นผู้ร่วมผลักดันให้เกิดการตื่นตัวและการเคลื่อนไหวในแวดวงวรรณกรรมอย่างจริงจัง สร้างความสนใจให้แก่นักคิด นักเขียนได้ผลิตผลงานด้านวรรณกรรมและขยายวงวิจารณ์ให้กว้างขวางแพร่หลายยิ่งขึ้น โดยใช้นามแฝงว่า "สงห์สนามหลวง" มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งและสนับสนุนกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อวงวรรณกรรมทั้งทางตรง และทางอ้อมหลายประการ อาทิ ตั้งกลุ่มปริทัศน์เสวนา กลุ่มพระจันทร์เสี้ยว สโมสรถนนหนังสือ สำนักช่างวรรณกรรม คณะละครสองแปดให้รางวัลช่อการะเกดยอดเยี่ยมและรางวัลช่อการะเกดยอดนิยม เป็นที่ปรึกษากลุ่มวรรณกรรมเพื่อชีวิต กลุ่มวลัชทัศน์ กลุ่มสภากาแฟกลุ่มสภาหน้าโดม
วิทยากร เชียงกูล ศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ไม่ชอบอยู่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยมเมื่อครั้งเป็นนักศึกษา เจ้าของหนังสือ "ฉันจึงมาหาความหมาย" (1 ในหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่านประเภทบันเทิงคดี-เรื่องสั้น) และบทกวีที่มีอิทธิพลมากที่สุดชิ้นหนึ่ง ในช่วงก่อน 14 ตุลาฯ
ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว
วรรคทองนี้ได้ปลุกหัวใจนักแสวงหา และกระตุ้นให้นักศึกษา ในรั้วมหาวิทยาลัย ลุกขึ้นมาตั้งคำถามต่อชีวิต และบทบาทที่ควรจะเป็น จนกระทั่งส่งผลสะเทือน ให้เกิดการเรียกร้องประชาธิปไตย ในช่วงเดือนตุลาคม 2516
หากนับย้อนถึงสังคมไทยในยุคนั้น แล้วนำมาเปรียบเทียบ กับภาวะวิกฤติของสังคมในยุคปัจจุบัน นักวิชาการหลายคนบอกว่า สังคมไทยในในยุคปัจจุบัน ซับซ้อนและสับสน ทั้งปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ระบบอาวุโส หรือ โซตัส (SOTUS) กลับเข้ามามีบทบาทและกลับฟื้นคืนชีพในมหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาอีกครั้งจนเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ขณะที่อุดมการณ์พร่ามัว จริยธรรมผู้นำในสังคมหดหาย คนตุลากระจัดกระจาย นักการเมืองขายตัว คอรัปชั่นกลายเป็นเรื่องสามัญ และการวิสามัญฆาตกรรมกลับกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย
วิทยากร เชียงกูล เล่าว่า บทเรียนในรอบ 30 กว่าปีที่ผ่านมา คนไทยไม่ค่อยได้สนใจการเรียนรู้ และวิเคราะห์ปัญหา อย่างวิพากษ์วิจารณ์ และเชื่อมโยงเป็นองค์รวม ปัญญาชนส่วนใหญ่ พยายามพัฒนาเศรษฐกิจ ให้ทันสมัยแบบทุนนิยม ปัญญาชนส่วนหนึ่ง ก็พยายามพัฒนาประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา หนทางข้างหน้าที่เราควรจะตั้งคำถาม และแสวงหาความหมาย ในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบใหม่ นั่นก็คือ จะต้องเปลี่ยนที่กรอบความคิด
"เราไม่ได้พ้น หรือพัฒนาวุฒิภาวะ ในการวิเคราะห์ปัญหาอย่างซับซ้อน มีแนวโน้มที่จะมองปัญหาแบบเป็น 2 ขั้วอย่างสุดโต่ง เช่น ขวา-ซ้าย สวิงไปขั้วนี้บ้าง ขั้วนั้นบ้าง แล้วแต่สถานการณ์ สังคมไทยมักจะมองปัญหาเศรษฐกิจการเมือง อย่างแยกส่วน ทำให้ขาดการมองปัญหาทางวัฒนธรรม และปัญหาระบบคิด สาเหตุที่ฉุดรั้งเราไว้ไม่ให้หลุดพ้นไปจากความซ้ำซาก จำเจ ก็ เพราะเครื่องมือทุกอย่างในเวลานี้มีเพื่อคนรวยและตอบสนองการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมเพียงด้านเดียว แม้แต่มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นแหล่งองค์ความรู้ ก็ไม่ได้วิจัยเรื่องคนจน คนด้อยโอกาส เพื่อนำมาแก้ปัญหาสังคมไทยอย่างจริงจัง
วาระ 72 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ จึงมีความหมายคู่ควรเพื่อการแสวงหา และตั้งคำถามกับคนหนุ่มสาว และปัญญาชนในยุคนี้อีกครั้ง ผ่านประติมากรรมยุคสายลมแสงแดด และยุคแสวงหา เพื่อสังคมใหม่ที่ดีกว่า เพื่อโลกใหม่แห่งความเสมอภาคเท่าเทียม อุดมด้วยเสรีภาพและสันติภาพที่ประชาชนไทยจะสร้างสรรค์ขึ้นได้ด้วยตนเอง
เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน
ดอกหาง นกยูง สีแดงฉาน บานอยู่เต็มฟากสวรรค์
คนเดินผ่าน ไปมากัน เขาด้นดั้น หาสิ่งใด
ปัญญา มีขาย ที่นี่หรือ จะแย่งซื้อ ได้ที่ไหน
อย่างที่โก้ หรูหรา ราคาเท่าใด จะให้พ่อ ขายนา มาแลกเอา
ฉันมา ฉันเห็น ฉันแพ้ ยินแต่ เสียงด่า ว่าโง่เง่า
เพลงที่นี่ ไม่หวาน เหมือนบ้านเรา ใครไม่เข้า ถึงพอ เขาเยาะเย้ย
นี่จะให้ อะไร กันบ้างไหม มหาวิทยาลัย ใหญ่โตเหวย
แม้นท่าน มิอาจให้ อะไรเลย วานนิ่งเฉย อย่าบ่นอย่าโวยวาย
ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว
มืดจริงหนอ สถาบัน อันกว้างขวาง ปล่อยฉัน อ้างว้าง ขับเคี่ยว
เดินหา ซื้อปัญญา จนหน้าเซียว เทียวมา เทียวไป ไม่รู้วัน
ดอกหางนกยูง สีแดงฉาน บานอยู่เต็ม ฟากสวรรค์
เกินพอ ให้เจ้าแบ่งปัน จงเก็บกัน อย่าเดิน ผ่านเลยไป
(บทกลอนนี้เขียนขึ้น โดยวิทยากร เชียงกูล ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ยูงทอง 27 มิถุนายน พ.ศ. 2511)
หมายเหตุ
บทความนี้คัดลอกและเรียบเรียงจากสิรินาฎ ศิริสุมทร, "30 ปี ฉันจึงมาหาความหมาย, " จุดประกาย : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับที่ 3928 วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 2542; เอกสาร โครงการบรรยายสาธารณะ-ตลาดวิชา-มหาวิทยาลัยชาวบ้าน ครั้งที่1 ประจำปี 2548 โดย กลุ่มศิลป-ธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
6 ความคิดเห็น
มีแต่คณะวารสารและสื่อสารมวลชน
จะเข้า ก็ ศึกษาให้ดีนะ น้อง