meet#124 น้องลูกโฟม
 
 
Meet # 124 ตอนเด็กๆ พี่ตินว่าหลายๆ คนมีความฝัน และความหวังไม่เหมือนใคร และเชื่อว่ามีหลายคนที่มีพรสวรรค์ดีๆ ติดตัวมา จนไม่ต้องทำอะไรมาก ก็สามารถได้รับสิ่งนั้นมาครอบครองได้อย่างง่ายดาย แต่ Meet ของเราวันนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น... เธอบอกอย่างตรงไปตรงมาด้วยสีหน้าแย้มยิ้มว่า ที่เป็นได้ทุกวันนี้เพราะมาจาก “พรแสวง” อย่างแท้จริง - - ประโยคนี้เอง ทำให้พี่ตินชื่นชมเธอมาก และอยากให้น้องลูกโฟมๆ ทุกคนที่ได้อ่านเป็นอย่างเธอ เพราะพรสวรรค์นั้นไม่คงทน แต่พรแสวงนี่สิ จะทำให้เรากลายเป็นคนที่เข้มแข็งที่สุด  

รู้จักกันก่อน : Meet ของเราวันนี้ชื่อ ลูกโฟม ชื่อจริงคือ สิริลักษณ์ กิ่งก้าน เรียนมัธยมปลายที่ โรงเรียนเซ็นต์โยเซฟ คอนแวนท์ สายศิลป์ – ฝรั่งเศส จากนั้นเอ็นทรานซ์เข้าเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะ นิเทศศาสตร์ ปัจจุบัน เธออยู่ชั้นปีที่ 2 และคิดว่าถ้าขึ้นปี 3 เมื่อแยกภาคเรียนแล้ว จะเลือกเรียนเอกการแสดง ผลงานของเธอมีมากมาย ทั้งเล่นมิวสิควีดิโอ เล่นละคร เดินแบบ ฯลฯ แต่ที่ดูจะโดดเด่นมากที่สุดตอนนี้เห็นจะเป็น การเป็นนักแสดงละครเวที...

พี่ติน : เพราะอะไรถึงชื่อว่าลูกโฟม ใครตั้งเอ่ย
น้องลูกโฟม : จริงๆ แล้วชื่อลูกโฟมมันมาจาก bubble ค่ะ คือ โฟม (foam) มันแปลว่าฟอง เพราะฉะนั้น ลูกโฟม หรือ ลูกฟอง มันก็คือ bubble ลูกกลมๆ ที่เด็กๆ ชอบใช้น้ำสบู่มาเป่าเล่นกันนั่นเองค่ะ โดยชื่อนี่มาจากรายชื่อที่ญาติๆ เค้า ตั้งกันเล่นๆ แล้วส่งมาให้คุณพ่อคุณแม่เลือกคะ…..เหมือนเวลาเขาดินมีสมาชิกใหม่แล้วเด็กๆ ส่งชื่อมาประกวดตั้งชื่อกันประมาณนั้นเลยอะคะ แหะๆๆๆๆ
พี่ติน : เข้าวงการได้ไง นึกไงอยากแสดง
น้องลูกโฟม : พอดี ที่เอ็กแซกท์เปิดออดิชั่นค่ะ แล้วเพื่อนรู้ข่าวมาเลยมาถามว่าสนใจไหม ก็เพื่อนที่มหาวิทยาลัยที่แหละค่ะ พอดีทางนี้ เขาต้องการคนที่เต้นได้ เล่นได้ ร้องได้ด้วย ก็ลองเข้ามาออดิชั่น ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะติด เพราะคนมาเยอะมาก เราก็แค่อยากมีประสบการณ์ อยากรู้ว่าการออดิชั่นเขาทำกันยังไง แต่ก็ผ่านเข้ารอบต่างๆ มาจนได้เล่นในที่สุด
พี่ติน : แล้วมันเริ่มมาได้ยังไง
น้องลูกโฟม : ก็ตั้งแต่ 4 ขวบค่ะ เรียนบัลเล่ต์มาเรื่อยๆ 10 กว่าขวบก็เรียนแจ๊ซ มอต้นก็เรียนสแปนิช ที่เรียนก็คือ เพราะตอนเด็กๆ เป็นคนหัวเข่าไม่แข็งแรงค่ะ เดินๆ อยู่ชอบล้ม หมอเลยบอกว่าให้ไปเรียนบัลเล่ต์ ฝึกกล้ามเนื้อขาให้แข็งแรงได้มากขึ้น
พี่ติน : เป็นคนชอบเต้น?
น้องลูกโฟม : ค่ะ ชอบเต้น แต่ไม่ชอบอะไรที่บอกว่าผิดหรือถูก ไม่ชอบแบบ เต้นไปแล้ว โดนว่า ไม่ถูกนะ เอาใหม่ คือก็ไม่ได้อยากเต้นให้เก่งมาก แค่อยากให้สนุก เก่งไม่เก่งเป็นผลพลอยได้ แต่เราสนุกก็ดีแล้ว
พี่ติน : แล้วชอบอะไรมากที่สุด ที่เรียนมา
น้องลูกโฟม : ชอบ... พอๆ กันนะ แต่จริงๆ แล้ว เหมือนกับว่าไม่ได้ชอบเวลาตัวเองเต้น แต่ชอบฟี้ดแบคของคนดู ที่เขาชอบการแสดงของเรา เพราะเราอยากให้คนอื่นมีความสุข เหมือนเวลาเราดูคนอื่นแสดง เรามีความสุข ก็อยากทำให้คนอื่นมีความสุขเหมือนกัน เหนื่อยแค่ไหน ก็ขอให้ได้ยินเสียงปรบมือ ก็มีความสุข
พี่ติน : ก่อนเล่นต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง
น้องลูกโฟม : ก็เข้าบท นั่งปูแบ็คกราวน์ให้ตัวเอง ปกติเราคือสิริลักษณ์ใช่ไหมคะ เราก็ต้องปูว่าเวลาจะเล่นละคร เราเป็นใคร เกิดที่ไหน เป็นยังไง อย่างเรื่องล่าสุด ชื่อ “Man of La Mancha” เราเล่นเป็นคนคุก ตามบทคือ เกิดในครอบครัวจน พ่อแม่ตาย แล้วเหลือกันแค่สองพี่น้อง ทีนี้ เรารักน้องมาก พอมีคนมารังแกน้อง เราก็ต้องป้องกัน แล้วก็เลยติดคุกนะ เราก็ต้องพยายามเข้าใจว่าเพราะแบบนั้น มันก็เลยเป็นแบบนี้  
พี่ติน : เล่นฟ้าจรดทรายด้วยนี่นา ตอนนั้นเล่นเป็นอะไรบ้าง
น้องลูกโฟม : แล้วแต่ค่ะ ได้เล่นเป็นหลายตัว ถ้าขาดผู้ชายก็ต้องเล่น เพราะหนูตัวสูง เป็นทหารก็เคย บทจะหลากหลาย
พี่ติน : เรื่องทั้งหมดที่แสดง ชอบเรื่องไหนมากที่สุดในบทบาทที่ได้รับ
น้องลูกโฟม : ชอบเรื่องลามันช่า เพราะเล่นเป็นคนคุกมันยาก ถ้าเล่นใกล้ๆ ตัว เราก็ไม่ได้ใช้ความสามารถ แต่เรื่องนี้มันดูห่าง เราก็ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ ถ้าเราคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะไม่เก่งไปกว่านี้อีก อย่างแต่ละเรื่อง มันจะมีเรื่องราว เราก็ต้องไปเสิร์ช ไปหาว่ามันคืออะไร อย่างลามันช่า มีแขกมัวร์ เราต้องไปหาว่าแขกมัวร์เป็นยังไง หาเรื่องเกี่ยวกับเขามาอ่าน  
 
 
 
 
พี่ติน : ชอบนักแสดงคนไหนเป็นพิเศษ แบบว่าเป็นไอดอลของเรา  
น้องลูกโฟม : พี่นก สินจัยค่ะ เพราะไม่ว่าจะละครเวทีหรือละครทีวี เขาเล่นได้หมด ถ้าดูรักแห่งสยาม แค่เค้าเดินมามองพี่กบ เราก็ร้องไห้ได้ เค้าเข้าถึงบทจริงๆ ไม่ว่าจะเล่นที่ไหน เค้าเล่นได้หมด
พี่ติน : แล้วเล่นละคร ที่ชอบที่สุดคือแฮปปี้กับการเล่น?
น้องลูกโฟม : ค่ะ อย่างบางรอบ คนยืนปรบมือให้ เราร้องไห้เลยนะ ทำไมเค้าดีกับเราขนาดนี้ อย่างบางที เคยตอนแสดงอยู่ ยังแต่งหน้าอยู่ เราลงมาซื้อของ เค้าตบมือให้กลางซูเปอร์มาร์เก็ต เหมือนกับเราเป็นแค่ตัวประกอบ แต่เค้าตบมือให้ เค้าไม่ใช่คนไทยด้วยซ้ำ เป็นคนญี่ปุ่น เค้ามีถุงซูเวเนียร์ในมือ เราก็จำได้ว่าเป็นถุงของละครนี่แหละ แล้วเค้ามาตบมือให้เรา... เป็นเรื่องประทับใจมาก

 

พี่ติน : แล้วเคยเครียดไหมเวลาเข้าไม่ถึงบทเสียที
น้องลูกโฟม : มีค่ะ บางทีสวิตช์ไม่ทัน ออกฉากนี้เป็นอย่างนี้ เปลี่ยนไม่ทัน แล้วตอนซ้อมเล่นเป็นคนคุก ลามันช่านี่แหละ ถ้าทำเรื่องคุกเยอะๆ กลับบ้านไม่คุยกับพ่อแม่เลย นั่งลอยๆ แม่งง นี่เป็นอะไรนี่ แบบว่ามันอินมาก
พี่ติน : แล้วเรื่องเต้น  
น้องลูกโฟม : เป็นคนชอบเต้นนะ มันแสดงอารมณ์ได้โดยไม่ต้องพูด เราเต้นท่านี้เราสื่ออะไร ไม่ต้องมีคำพูดคนก็รู้ อย่างเสียใจ คนก็รู้ว่าเราเสียใจ การแสดงมันต้องใช้คำพูด มันท้าทายทั้งสองอย่าง แต่เวลาเต้นอารมณ์มันได้แบ่งกับการเต้นด้วย ได้ปลดปล่อยไปกับการเต้น
พี่ติน : นิยามตัวเองหน่อย
น้องลูกโฟม : เป็นเด็กชาย ซน แมน ห้าว เป็นเด็กชายที่ไม่โตเสียที ไม่เป็นนายด้วยนะ น่าจะประมาณ 12 – 13 มั้งพี่ หนูเป็นเด็กชายตลอดเวลา วิ่งเล่นทั้งวัน แต่ไม่ใช่ไม่คิดอะไรนะ แต่ว่าบุคลิกห้าววิ่งเล่น แต่ถ้าต้องคิด เราก็จริงจังกับสิ่งที่เราทำ
พี่ติน : อยากให้พูดถึงงานของตัวเอง กว่าจะก้าวมาตรงนี้ได้
น้องลูกโฟม : หนูเป็นคนที่เกิดมาพร้อมพรแสวง คือไม่ได้เกิดมาพร้อมพรสวรรค์เลย ด้วยสรีระ ด้วยหลายๆ อย่าง อย่างนักบัลเล่ต์เก่งๆ ต้องเท้าโค้ง ขาแอ่น เท้าเราไม่โค้ง ขาไม่แอ่น สรีระไม่ใช่เด็กบัลเล่ต์ เต้นให้ตายเราก็เก่งสู้คนที่เค้าเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ไม่ได้ อย่างที่บอกว่ากล้ามเนื้อไม่ดีตั้งแต่เด็กๆ ตอนนี้มันก็ยังไม่ดีอยู่ อย่างคนอื่นฝึกสองอาทิตย์ทำได้ แต่เราอาจจะเป็นเดือน ต้องฝึกกล้ามเนื้อด้วย ตอนที่เรียนคนอื่นเรียนสองวัน เราต้องมาสี่วัน ต้องพยายาม ต้องเรียนเยอะๆ เพราะเราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เราต้องแสวงเอา  
พี่ติน : คิดว่าการเล่นละครให้อะไรกับเราบ้าง
น้องลูกโฟม : อันนี้ตอบยากนะคะ เพราะที่ลูกโฟมมาเล่นละครเวทีนี่ก็ไม่เคยนั่งคิดว่า จะมาเอาอะไร หรือคิดว่าได้อะไรตอบแทนจากการเล่นละครเวที เพราะถ้าจะคิดกันว่า เล่นเพื่อหาเงินละก็บอกได้เลยว่านักแสดงละครเวทีตัวเล็กตัวน้อยอย่างลูกโฟมกับเพื่อนๆ ที่เรียกว่า Ensemble นั้นไม่ได้ค่าตอบแทนอะไรมากมายเลยจริงๆ หลายๆ คนพูดด้วยซ้ำว่าได้ไม่คุ้มเหนื่อย โดยส่วนตัวแล้วการที่ลูกโฟมเข้ามาเล่น เข้ามาออดิชั่นด้วยเหตุผลง่ายๆ เลยนั่นก็คือ “อยากเล่น” อยากทำให้คนอื่นมีความสุข ตั้งแต่เด็กแล้วที่เวลาลูกโฟมได้ดูโชว์ หรือดูอะไรแล้วมีความสุข สนุก มันส์…แล้วก็ตบมือไม่หยุด ก็อยากจะลองไปเป็นคนเล่น คนส่งความสุข คนที่ทำให้คนอื่นยิ้มบ้าง หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นคนบ้าเสียงตบมือก็ได้คะ แหะๆๆๆ… คือแบบว่าไม่ว่าเหนื่อยแค่ไหนถ้าได้ยินเสียงตบมือนี่หายเหนื่อยทันที เชื่อไหมคะ ถ้าการแสดงรอบไหนที่คนดูถึงกับลุกขึ้นยืนตบมือให้ ลูกโฟมและคนอื่นๆ บนเวทีน้ำตาไหลกันไปเลยทีเดียว และนี่ละมั้งคะ คือสิ่งที่ละครให้กับลูกโฟม “ให้ลูกโฟมได้มีโอกาสได้รับเสียงตบมือ หลังจากเป็นคนตบมือมานาน”
พี่ติน : ความพิเศษของการเล่นละคร เสน่ห์ของมันคืออะไรบ้าง
น้องลูกโฟม : ว่า ถ้าละครในที่นี่จะหมายถึงละครเวที แบบที่ลูกโฟมเล่นอยู่ละก็ แน่นอนว่าความพิเศษของละครประเภทนี้ก็คือความ “สด” และการไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างการแสดง ละครเวทีไม่เหมือนละครโทรทัศน์ หรือการเล่นภาพยนตร์ ที่จะสามารถ คัด หรือ เทค ถ่ายใหม่ถ่ายซ่อมใหม่ได้ ไม่มีการตัดต่อใดๆ การเล่นละครเวทีมันก็เหมือนกับการสะท้อนผลงานจากการทำงานหนักมาตลอดระยะเวลาการซ้อม แล้วก็ออกไปปล่อยของกันหน้าเวที เมื่อไหร่ที่ผิดพลาดต้องปล่อยไป อย่าเอามาเก็บคิดมากในช่วงการแสดงรอบนั้นๆ เพราะถ้าเรามัวแต่คิดถึงสิ่งที่พึ่งพลาดไป มันจะกระทบไปถึงการเล่นฉากอื่นๆ ที่ตามมาให้ดรอปลงไปด้วยดังนั้นวิธีแก้ตัววิธีเดียวก็คือ กลับไปดูข้อผิดพลาดแล้วก็แก้ไข หลังจากเล่นรอบนั้นๆ จบ แล้วมาเล่นกันใหม่ในรอบหน้า แต่ยังไงก็ตามสำหรับลูกโฟม ลูกโฟมตั้งใจออกไปเล่นเต็มที่สุดๆ ทุกครั้งไปเลย จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง อีกอย่างต้องจำไว้เสมอว่า “เรามีโอกาสแก้ตัวใหม่ได้หลายรอบ แต่สำหรับคนดูเขามีโอกาสได้มานั่งดูแค่รอบเดียว ดังนั้นยุติธรรมแล้วเหรอ ที่คนดูบางรอบจะได้ความสุขมากกว่าคนดูอีกรอบทั้งๆ ที่เขาก็เสียเงิน และมีความคาดหวังเท่าๆ กัน”
พี่ติน : อนาคตอยากทำอะไร มองไว้บ้างหรือยัง
น้องลูกโฟม : สิ่งที่อยากทำมีมากมายไปหมดเลย แต่ทุกอย่างที่อยากทำก็ไม่พ้นแถวๆ แนวๆ การสร้างสรรค์ผลงาน ไม่ว่าจะเป็นเบื้องหลัง หรือเบื้องหน้าที่จะทำให้คนดูมีรอยยิ้ม แต่สิ่งที่สำคัญที่ต้องทำให้ได้ ไม่ว่าสุดท้ายแล้วในอนาคตจะได้ทำงานอะไรนั่นก็คือ ต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ให้สบาย แล้วก็มีความสุขเหมือนกับที่ทั้งสองเลี้ยงลูกโฟมมาอย่างดี และไม่เคยปล่อยให้ลูกโฟมรู้สึกว่าอยู่คนเดียว
พี่ติน : เล่าคร่าวๆ ถึงเรื่องของ แมน ออฟ ลามันช่า ละครเวทีเรื่องใหม่ของหนู
น้องลูกโฟม : เล่ายากมากเลย เพราะเรื่องนี้เรียกได้ว่าเป็นละครซ้อนละคร เรื่องราวของนักโทษใหม่คนนึงพร้อมคนติดตามที่เข้ามาในคุก แล้วเล่าเรื่องของอัศวินหลงยุคผู้พร่ำเพ้อถึงความใฝ่ฝัน และคุณธรรม โดยมีนางในดวงใจเป็นแรงผลักดัน เล่าตัดสลับกันไปมาระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นในคุก กับสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องราวของอัศวินหลงยุค จนในคุกคนอื่นๆ เกิดมีความใฝ่ฝันขึ้นอีกครั้ง .... ไม่รู้จะเล่ายังไงดีแต่ที่แน่ๆ คือเรื่องนี้เวลาดูต้องตีความหลายชั้นอย่างซับซ้อนถึงจะได้ข้อคิดอะไรกลับไป ถ้าดูเพลินๆ ผ่านๆ อาจจะดูเหมือนละครไม่มีอะไร แต่บอกได้เลยว่าเรื่องนี้แฝงไว้ซึ่งคติ และบทก็สุดยอดมาก แถมยังมีพี่หง่าว ยุทธดา มุกดาสนิท แห่งคณะละครสองแปดมาเป็นผู้กำกับอีก ถ้าใครรักในละครเวที และไม่อยากพลาดละครดีๆ ไป ก็ลองมาใช้เวลา สองชั่วโมงสิบห้านาที ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนกันในโลกของ ลามันช่า กันนะคะ 
พี่ติน : ถ้าคนอยากเล่นละครเวทีบ้าง แนะนำหน่อยว่าควรจะทำยังไงบ้าง
น้องลูกโฟม : กว่าจะเข้ามาในวงการนี้ได้ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าละครเวที ไม่ได้เหมือนวงการบันเทิงด้านอื่นๆ ที่มีแมวมอง หรือโมเดลลิ่ง มามองหาคนที่นั่งๆ ยืนๆ อยู่เฉยๆ แล้วก็พาขึ้นไปบนเวที หนทางที่จะขึ้นไปได้ก็คือ การเข้าออดิชั่น ที่ละครเรื่องนั้นๆ จัดขึ้น ใครที่อยากจะเข้ามาเล่นละครเวทีจึงต้องอย่าลืมติดตามข่าวสารการเปิดออดิชั่นต่างๆ และที่สำคัญที่สุดต้องเตรียมตัวให้มีทักษะด้านต่างๆ ที่ละครเวทีสมัยนี้ต้องการ เนื่องจากละครเวทีเดี๋ยวนี้มักเป็นละครเพลง ดังนั้นสิ่งที่เข้าต้องการจากผู้เข้าออดิชั่นก็คือ ทักษะด้านการร้อง ทักษะด้านการเต้น และทักษะด้านการแสดง สิ่งเหล่านี้มันสำคัญกว่ารูปร่างหน้าตา เพราะมันปรุงแต่งด้วยเครื่องสำอางไม่ได้ อยากมีดีต้องฝึกฝน ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ทีสำคัญอย่าดูถูกตัวเองว่าไม่เก่งเลยไม่กล้าไปออดิชั่น เพราะลูกโฟมก็เคยคิดแบบนั้น แล้วถ้าตอนนั้นลูกโฟมท้อไปซะก่อน วันนี้ลูกโฟมคงไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบแบบในตอนนี้
 
พี่ติน : คิดอย่างไรกับวัยสาว 19 ของตัวเอง
น้องลูกโฟม : มันเปรียบเหมือนอะไรดี คิดยังไงเหรอคะ ก็คิดว่าแก่แล้วเนอะจะขึ้นเลข 2 แล้ว….555 แต่ถ้าจะเอาความคิดแบบจริงๆจังๆก็รู้สึกว่าเป็นช่วงอายุที่กำลังสดใส แล้วก็ปรับตัวครั้งใหญ่อยู่เหมือนกัน เพราะตอนลูกโฟม 19 นี่ก็เข้ามหาวิทยาลัยปี 1 พอดี ที่สำคัญลูกโฟมรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่ก็ ปล่อยให้มีอิสระมากขึ้นให้ได้เลือกทำสิ่งต่างๆ เองมากขึ้น โดยที่คุณพ่อคุณแม่ก็คอยดูอยู่ห่างๆ คอยสนับสนุนในสิ่งที่ดี แล้วก็แอบชักจูงเล็กน้อยให้เลือกในสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าเลือกตามอารมณ์ตามประสาวัยรุ่น ถ้าให้เปรียบเทียบก็….ก็คงเปรียบได้กับเปียโนที่เล่นได้เป็นเพลงต่างๆ นานา ได้หลากหลายสไตล์ แต่สุดท้ายก็ต้องมาจูนตั้งสายข้างในเปียโนเป็นครั้งคราวให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนที่สายจะหย่อนไปจนเล่นเพลงอะไรก็ไม่เพราะ
 
พี่ติน : รู้จักเว็บเด็กดีบ้างไหม พูดถึงเว็บเด็กดีหน่อย
น้องลูกโฟม : รู้จักสิคะ เว็บเด็กดีก็เป็นอีกเว็บหนึ่งที่เป็นหน้าต่างแลกเปลี่ยนทัศนคติ ความคิดเห็น รวมทั้งข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ทั้งในเรื่องของการเรียนและเรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ ในหมู่วัยรุ่น แถมยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เปิดโอกาสให้คนที่มีความสามารถด้านการเขียนได้มาลงเรื่องที่ตนแต่งขึ้น ให้คนอื่นๆ อ่านแล้วก็ติชม นับว่าเป็นอีกทางหนึ่งให้นักเขียนสมัครเล่นได้ฝึกฝีมือกัน อีกอย่างที่ลูกโฟมรู้สึกดีกับเว็บนี้คือเป็นเว็บที่ค่อนข้างมีการสกรีนเนื้อหาที่ดีก่อนที่จะออกสู่หน้าเว็บ นับว่าเป็นอีกเว็บหนึ่งที่ไม่มีพิษภัยกับวัยรุ่นนักท่องอินเตอร์เน็ต
 
พี่ติน : ก่อนจากไป อยากฝากอะไรถึงน้องๆ ในเว็บบ้างไหม
น้องลูกโฟม : ก็คงฝากเรื่องการเลือกที่จะทำสิ่งต่างๆ ค่ะ ในเมื่อเดี๋ยวนี้วัยรุ่นมีสิทธิ์จะคิด จะเลือกเองมากขึ้น ก็อยากให้รู้จักเลือกสิ่งที่ดี ที่เหมาะกับตัวเอง อย่าเลือกตามกระแสนิยม หรือตามเพื่อนอย่างเดียว เพราะสุดท้ายตัวเราเองนี่แหละที่เป็นคนรับผลจากการเลือกนั้นไว้เอง อีกอย่างฟังผู้ใหญ่ไว้บ้าง แม้ท่านอาจอยู่คนละยุคคนละสมัยกับเราจนดูเหมือนท่านไม่เข้าใจวัยรุ่น แต่ยังไงท่านก็มองเห็นอะไรได้ไกลกว่าเรา อาจจะพูดง่ายๆ ว่า “อาจไม่ต้องทำตามซะหมด แต่ก็ให้ฟังไว้บ้าง” ไม่มีอะไรเสียหายนี่คะ

อืม ลูกโฟมคนนี้ช่างเป็นสาวช่างคิดเสียจริงๆ น้องว่าไหม ยังไง ใครอยากชมฝีมือของลูกโฟม พบ “Man of La Mancha” ของค่าย Exact Scenario ได้ ละครเวทีเรื่องนี้ออกฉายวันที่ 13 มิถุนายนนี้ ที่รัชดาลัย เธียเตอร์

 
Meet # 124 : ลูกโฟม
Interviewer : อตินเอง
 
 
 
 
 
Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

กระทู้นี้ถูกปิดการแสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น