|
บ่อยครั้งที่เดี๋ยวนี้เรามักได้ยินใครต่อใครพูดกันอยู่เสมอว่า เดี๋ยวนี้ใครจะเป็นดีเจ ต้องหล่อต้องสวย เสียงต้องดี เล่นละครได้ ไม่งั้นไม่มีใครจ้างหรอก เพราะมันไม่คุ้ม... นี่อาจจะทัศนคติหนึ่งที่มีต่ออาชีย ดีเจ
และในรอบปีที่ผ่านมาเป็นที่น่าสังเกตว่าอาชีพดีเจเองดูจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่ทั้งนี้ก็เป็นที่น่าสังเกตอีกเช่นกันว่า ในความคึกคักที่ว่านี้หาใช่เพราะความเข้มข้นจากบทบาทหน้าที่อันควรจะเป็นในการให้สติปัญญา ความรู้ หรือประสบการณ์เกี่ยวกับบทเพลงเหมือนเฉกเช่นในอดีตแต่อย่างใด
*เสียงดี-หน้าใส ดีเจพันธุ์ใหม่ พ.ศ. นี้!?
ถ้าถามว่าความใฝ่ฝันในวัยเด็กอาชีพเหล่านี้มักเป็นอาชีพยอดนิยมของเด็กและวัยรุ่นวัยเรียนหลายๆ คน แต่หากมาถามเด็กยุคนี้ แน่นอนว่าอาชีพที่เพิ่มเข้ามาคงหนีไม่พ้นอาชีพในวงการบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง ศิลปิน นายแบบ นางแบบ ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุของความมีชื่อเสียง เงินทอง หรือค่าตอบแทน อาชีพในแวดวงบันเทิงก็ยังคงได้รับความสนใจจากคนทุกเพศทุกวัยไม่เคยเปลี่ยนและมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ดีเจ-นักร้อง คือเป้าหมายของวัยรุ่นในยุคปัจจุบันอย่างปฏิเสธไม่ได้ จะเห็นได้จากการก้าวสู่ขั้นบันไดดาวจากเวทีต่าง ไม่ว่าจะเรียลีตี้โชว์ อย่างอะคาเดมี่แฟนเทเชีย, เดอะสตาร์ และเวทีค้นหาศิลปินอีกหลายเวที
แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ดีเจยุคนี้คงต้องบอกว่านอกจากเสียงจะใสแล้ว หน้าตาก็ยังต้องใส บุคลิกดี อีกทั้งยังจะต้องมีความสามารถในด้านการร้องเพลงอยู่บ้างชนิดที่เรียกว่า นอกจากเสียงใส หน้า (ก็) ใสไม่แพ้ดาราละครเลยทีเดียว
*ดีเจหน้าใส : บันไดสู่การเป็นนักร้องจริงหรือ?
หนุ่มน้อยหน้าใส ดีเจบิ๊ก-พล วุทราพงษ์วัฒนา วัย 18 ปี จัดรายการวิทยุช่วงเสาร์-อาทิตย์ 10.00น.-14.00น. ก้าวเข้ามาเป็นดีเจหน้าใสให้กับคลื่นซี้ด 97.5 หนึ่งในกลุ่มดีเจซี้ดยังบลัด (seed young blood) ที่กำลังจะมีอัลบั้มซี้ดดีเจโชว์โปรเจ็กต์ ซึ่งเส้นทางชีวิตการก้าวเข้ามาเป็นดีเจ เจ้าตัวบอกแท้ที่จริงแล้วมีลำดับขั้นตอน อีกทั้งเชื่อว่าแม้ดีเจจะหน้าตาดี แต่หากไม่มีคาแร็กเตอร์ก็คงเข้ามาทำอาชีพนี้ไม่ได้
หน้าตาดีมาเป็นดีเจอะไรแบบนี้นะหรือ ตรงนี้บิ๊กมองอย่างนี้นะ ก็คือโอเคสมัยก่อนดีเจ ก็อาจจะฟังแค่เสียงแต่สมัยนี้ อะไรเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ เมื่อก่อนแค่รับโทรศัพท์ ฟังกันแค่ทางเสียง แต่เดี๋ยวนี้เจอกันทางอินเตอร์เน็ต ทีวี เรามีช่องทางในการสื่อสารมากขึ้น ไม่ได้เปิดวิทยุมาแค่ฟัง แต่มีอยากจะเป็นเพื่อนกันก็มี ก็อยากเห็นหน้าตา คนที่เราฟังหน้าตาอย่างไรนะ เขาฟังเราตอนแรก เขาจะรู้จักเราก็ต้องฟังจากเสียงเราถูกมั้ยครับ ถ้าเสียงไม่น่าฟังเขาคงเปลี่ยนคลื่นไปแล้ว แล้วเขาอาจเห็นตามสื่อ เจอหน้าเราในสื่อ ในอินเตอร์เน็ต เขาอาจจะชอบเรา
บางทีดีเจมันก็ไม่ใช่แค่หน้าตานะ คือถ้าเลือกเฉพาะคนหน้าตาดี มาเป็นดีเจหมด บิ๊กว่าไม่นะครับ แต่บิ๊กว่ามันอยู่ที่คาแร็กเตอร์มากกว่า มันไม่ใช่แค่คนนี้หล่อ แล้วมาเป็นดีเจสิ สมมติเปิดมาเจอเรา เห็นเราทางสื่อ มันต้องมีอะไรดีที่เขาชอบเราน่ะครับ ไม่ใช่แค่หน้าตาหรอกนะบิ๊กว่า เพราะถ้าจัดรายการไม่ได้เรื่อง เขาก็ไม่ฟัง
แล้วถ้าให้คะแนน บิ๊กคงให้ตัวเอง เต็ม 10 บิ๊กให้ 7 น่ะ อีก 3 มันคือการพัฒนาที่มันรอบิ๊กอยู่ ก็อยากให้ดูต่อไปเรื่อยๆ อย่างบิ๊กเป็นดีเจได้ไม่นาน เราพัฒนาต่อไปได้อีก
เจ้าตัวให้ทรรศนะต่อการเป็นนักร้องของเหล่าดีเจทุกวันนี้ว่า แท้จริงแล้วดีเจแค่สื่อกลางของศิลปินเท่านั้น ไม่ใช่ใบเบิกทางไปสู่อาชีพเสียทั้งหมด เชื่อว่าดีเจกับนักร้องเส้นทางต่างกัน
บิ๊กว่าที่จริงนักร้องกับดีเจมันต่างกันโดยสิ้นเชิงนะ ดีเจก็คือเราเป็นสื่อกลางระหว่างนักร้องกับคนฟังใช่มั้ยครับ ดีเจทุกคนก็ไม่ได้มาเป็นนักร้อง ถ้ารักการเป็นดีเจก็ทำดีเจ ไม่เหมือนกันครับ โปรเจกต์ที่ซี้ดทำคือขอบคุณคนฟังนะครับ เราไม่ได้เอาเงินมาเป็นรายได้ ทุกบาททุกสตางค์เราก็เข้าการกุศลหมด ไม่ได้ทำออกมาขายน่ะครับ ทำออกมาขอบคุณจากใจจริงๆ ไม่ใช่ทำให้คนรู้จักซี้ดมากขึ้น ทำออกมาขอบคุณ ไม่ใช่ใบเบิกทางหรอกครับ
คือถ้าใครเขามีฝันอยากจะทำอะไรก็ไปตามฝันนั้นเลยดีกว่า สำหรับน้องๆ ที่จะตามบิ๊กมาทำงานดีเจ เพราะจริงๆ แล้วบิ๊กว่าถ้าเราไปในทางที่เรารักเลยเนี่ย มันจะได้ไม่เสียเวลา อย่างบิ๊ก บิ๊กมีโอกาสได้ทำที่คลื่น met 107 มาก่อน แล้วก็ย้ายมาอยู่ซี้ด ส่วนเรื่องการเป็นนักร้องนี่ก็แล้วแต่อนาคตน่ะครับ ถ้ามีโอกาสได้ทำบิ๊กก็อยากลองทำ แต่ตอนนี้หลักๆ คือชอบและรักกับการเป็นดีเจครับ
*ทำไมดีเจต้องออกเทป!?
ต้นแบบของการออกเทปดีเจ โปรเจ็กต์ออกเทปนั้นต้องยกให้คลี่นซี้ด 97.5 คลื่นเมล็ดพันธุ์ใหม่ของคนวัยมันส์ คลื่นวิทยุที่ขึ้นชื่อเรื่องความหล่อและสดใสของเหล่าบรรดาดีเจรุ่นบุกเบิกที่เรียกว่า ซี้ดซีเนียร์ (seed senior) และ ฮอตเวฟ 91.5 สองคลื่นนี้ไม่เคยยอมแพ้ทำอัลบั้มให้เหล่าดีเจร่วมร้องกันแบบไม่มีใครยอมใคร
ดีเจเลิฟ-ดนัยภัทร พิบูลสงคราม ดีเจรุ่นบุกเบิก หน้าสไตล์เกาหลีแห่งคลื่นซี้ด เผยว่าส่วนตัวแล้วตนมองข้อวิจารณ์เกี่ยวกับการเป็นดีเจแล้วร้องเพลงดีได้อย่างไรนั้น สำหรับตนแล้วเชื่อว่าการออกเทปหรือทัวร์คอนเสิร์ต คือการพัฒนาบุคลิกภาพของดีเจอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่การพาณิชย์ไปเสียหมดทุกอย่าง อีกทั้งเชื่อว่าการเปิดเพลงจากการเป็นดีเจ ช่วยในเรื่องของการฟังกันเสียงเพี้ยนในการร้องเพลงได้ จุดที่ทำเพลงขึ้นมาแรกเลย คือไม่คิดจะทำเพลงแต่ว่าตอนนั้นคลื่นประมาณ 2 ปี คลื่นเป็นอันดับหนึ่งมาปีหนึ่งแล้ว ซี้ดเนี่ย 76 จังหวัดก็ต้องไปตามจังหวัดขึ้นไปพูดอย่างเดียวด้วย คนที่เขามา เขาอยากให้ร้องเพลง แรกๆ ก็ร้องเพลงคนอื่นหลังๆ ทำรวมกันก็ทำ ก็เลยได้เป็นเพลง 2 เพลงไม่ได้เป็นอัลบั้มไม่ได้มีอะไรเลย ร้องไปร้องมาเหมือนกับว่าคนเขาก็บอก ลองรวมอะไรดูแล้วปีที่แล้วก็เป็นปีมหามงคลในหลวงครบ 80 พรรษาพอดีพี่ตุ้ย (ธีรภัทร์ สัจจกุล) เขาปิ๊งขึ้นมาว่างั้นเรามาทำๆ อะไรดีๆ ดีกว่าแต่ว่าก็ไม่ได้ทำเป็นพาณิชย์ มีวงอีทีซีซึ่งวงแต่ละวงอันดับหนึ่งทั้งนั้น พี่โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ พี่บอย ตรัย ภูมิรัตน มาแต่งเพลงให้
อีกข้อหนึ่งคือจะได้มีอะไรเวลาที่ไปโชว์ แล้วก็เป็นการพัฒนาบุคลิกภาพในหลายๆ อย่างซึ่งดีเจแต่ละคน จะเห็นว่าบางคนถามว่าดีเจร้องเพลงเป็นไหม อันนี้ผมจะแยกออกมาเป็นอีกข้อหนึ่งนะว่า ในอัลบั้มดีเจแต่ละคนร้องเพลงไม่เท่ากัน ที่ผมจะบอกก็คือว่ามีพื้นฐานไม่เท่ากันก็ต้องร้องต่างกัน ใครมีพื้นฐานมากกว่า เสียงดีกว่าก็ร้องมากหน่อย เพราะอย่างผมเคยเรียนร้องเพลง มาแล้วประมาณ 2-3 ปี เรียนกับครูกาญจน์ ครูบีที่เป็นครูสอน AF เราก็ได้ร้องมากหน่อยครับ
"เรื่องเพลงเนี่ย ผมฟังเพลงมาตั้งแต่เด็ก เป็นดีเจเปิดเพลงบ่อยๆ ช่วยในการเป็นนักร้องได้ตรงการฟังมากกว่าผมว่านะ บางทีหูฟังถ้าเพี้ยนเราฟังเพลงมาเยอะเนี่ยมันก็ช่วยเรื่องการฟัง เสียงตอบรับของคนฟังนี่ส่วนใหญ่ก็ชมนะครับ ไม่ค่อยมีกล้าว่าต่อหน้ารึเปล่า ส่วนใหญ่เขาก็จะบอกร้องเพลงได้ด้วยหรือ ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าดีกว่าที่คิดไว้
พอถามถึงเส้นทางดีเจก่อนที่จะเข้ามาจัดรายการเจ้าตัวบอกไม่ได้ง่าย แต่โอกาสเข้ามามีมากกว่ายุคก่อน
"ผมขอใช้คำนี้แล้วกันว่า ง่ายมั้ยเนี่ยผมตอบไม่ได้ แต่ขอบอกว่า โอกาสมันมีมากกว่า สมัยนี้บางคนมองว่าเป็นดีเจง่าย ซึ่งเดี๋ยวนี้ผมว่ามันจำกัดนะ โอเค ดีเจต้องเป็นคนที่มีคนรู้จักอยู่แล้ว ต้องมีคาแร็กเตอร์หรือมีลักษณะภายนอกที่โดดเด่น มีอะไรซึ่งผมว่ามันเป็นด้วยเรื่องสื่อมากกว่า เพราะฉะนั้นผมว่าต่างประเทศก็เป็น ไม่ใช่เฉพาะดีเจ ผมว่าคนทำงานเบื้องหลังยังต้องมีบุคลิก อย่างผู้กำกับหนัง เดี๋ยวนี้ยังต้องมีบุคลิกที่ชัดเจนคนถึงอยากไปดูหนัง ผมว่าโลกมันเปลี่ยนไปยุคสมัยมันเปลี่ยนไปมากกว่า แต่ความยากง่ายผมว่าเท่าเดิมครับ"
ส่วนฝั่งคู่แข่งกลุ่มเป้าหมายเดียวกันอย่างคลื่น 91.5 ฮอตเวฟ ดีเจเป๊ก-เปรมนัช สุวรรณานนท์ ก็ผ่านการเป็นนักร้องรับเชิญในอัลบั้มชุด One Man Story 2 : Love Passion เรียกว่ามีโอกาสร้องเพลงถึง 2 เพลง แถมยังมีโอกาสออกเทปร่วมกับเพื่อนดีเจฮอตเวฟชุด "R U HOT ENOUGH?" ออกมาโชว์ความร้อนแรงผ่านบทเพลงของทั้ง 7 หนุ่ม แต่หนุ่มเป๊ก ยืนยันว่าแท้จริงแล้วการออกอัลบั้มเป็นเพียงโปรเจกต์หนึ่งที่ถูกทำขึ้นมาพิเศษ แต่ส่วนตัวแล้วตนไม่ได้มองเป็นบันไดไต่ไปสู่การเป็นนักร้องแต่ยอมรับว่าหน้าตามีส่วนกับการถูกเลือกมาเป็นดีเจ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องมีกึ๋นเช่นกัน
เรื่องหน้าตาเนี่ย ผมว่านะไม่ใช่ว่าดีเจสมัยนี้หน้าตาดี แล้วมาเป็นหรอก นี่ผมพูดตามที่ผมคิดนะ เพราะว่ากว่าจะได้มาเนี่ยไม่ง่าย ผมขอพูดแบบนี้ดีกว่าว่า เรามีโอกาสได้ทำก็โอเค แต่ไม่ใช่แค่หน้าตา โอเคหน้าตามีส่วน แต่ถ้าเราไม่มีคาแร็กเตอร์ของเราเอง จัดรายการไม่ได้เรื่อง ก็ไม่มีคนฟังเราหรอกครับ ที่ได้ไปร้องเพลงในโปรเจกต์ต่างๆ นี่ก็ถือว่าเป็นความพิเศษ เป็นโปรเจกต์ของคลื่นที่อยากทำ ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ร้องออกไป แต่ถามว่าจะมีโอกาสได้ออกอัลบั้มเดี่ยวมั้ย ผมว่ามันอยู่ที่อนาคตมากกว่า อยู่ที่คนยอมรับในสิ่งที่เราทำแค่ไหน
สำหรับผมนะดีเจก็คือดีเจ นักร้องก็คือนักร้องครับ มันคนละอย่างเลยน่ะผมว่า จะเรียกว่าใบเบิกทางผมว่าไม่ใช่นะ มันอยู่ที่ว่าตัวคนนั้นต้องมีอะไรบ้าง สำหรับเป๊กคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ซึ่งถ้าให้เทียบกับรุ่นดีเจก่อนๆ เนี่ยผมว่ามันคนละยุคกันเทียบกันยาก ยุคนี้เป๊กว่าสไตล์สำคัญที่สุด มีความเป็นตัวของตัวเอง แล้วก็พัฒนาตัวเองไปเรื่อย อัปเดตข้อมูลข่าวสาร เป๊กว่านี่คือหน้าที่ของดีเจนะ
พี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) เคยสอนว่าเวลามาเป็นดีเจเราต้องทำให้ทุกวันดีที่สุด เหมือนไม่มีพรุ่งนี้ ทุกวันต้องเป็นวันใหม่ของคนฟังเสมอ ซึ่งก่อนมาจัดรายการ ผมก็หาข้อมูลนะ ฟังคลื่นนั้นคลื่นนี้ เขามีอะไรบ้างข้อมูลข่าวสารเขาว่าอย่างไรบ้าง ไม่ใช่มาถึงนั่งจัดๆ ไป ไม่ฟังใคร มีแต่หน้าตาอย่างเดียว อันนั้นผมว่าก็ไม่ใช่นะ อีกอย่างเป๊กว่านะมันเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยแล้วน่ะครับ *มุมมองจากดีเจรุ่นเก่า
อีกฟากหนึ่งของดีเจรุ่นพี่อย่าง ดีเจเจเจ-จามจุรี จูลี่ แคสเชอร์ ดีเจรุ่นใหญ่ที่จัดรายการวิทยุมาร่วม 10 ปี ปัจจุบันจัดรายการที่คลื่น 95.5 เวอร์จิ้นต์ฮิตซ์ ทุกเช้าวันจันทร์-ศุกร์ 06.00-10.00 น. เผยว่าในยุคปัจจุบัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าดีเจนอกจากจะมีเสียงใส ปฏิภาณไหวพริบดีแล้ว ต้องมีแนวโน้มหน้าตาดีร่วมด้วย
ความจริงดีเจเนี่ยนอกจากมีความเป็นธรรมชาติ มีความเป็นตัวของตัวเองแล้ว มีความสามารถ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ หน้าตาก็ต้องดีค่ะ เราปฏิเสธไม่ได้หรอก สมัยนี้คู่แข่งก็มีทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เริ่มต้นจากการมีคู่แข่งเยอะ เราจะหยุดนิ่งก็ไม่ได้ ทุกอย่างแข่งขันกันหมด พอทุกอย่างเราต้องเอาใจตลาดมากๆ เราก็ต้องมีกระแส ต้องมีชื่อเสียง แล้วก็ต้องมีคุณภาพด้วย
เวอร์จิ้นต์ก็เพิ่งคัดเลือกดีเจไป มันเหมือนกับว่ากลับไปสู่ความดั้งเดิมจริงๆ เราคัดเลือกจากคนที่โนเนมเลย แล้วคัดตามความสามารถที่เดินเข้ามาสมัครเลย เหมือนสมัยก่อน ไม่ได้คัดจากคนรู้จัก ไม่ได้คัดจากโพรไฟล์ ไม่ได้คัดมาจากคนที่เป็นพิธีกรหรือดารา อะไรมาเลย เอาคนที่มาจากศูนย์เลย ให้เขาทำเดโมสดกับเรา บวกกับการที่เราเอามาประยุกต์ตอนเราออนแอร์ เราทำมา 2 ปีแล้ว เราค้นหาดีเจ เราให้เขาทำเดโมแบบว่าหน้าไมค์ได้ยินด้วย มีการแข่งขันกันแบบว่า การแข่งขันมันสูงมาก เราไม่มีเวลาให้เขาไปฝึกอะไรเยอะ เราให้เขาเห็นไหวพริบตรงนั้นเลย ดูเลยว่าเขาสร้างสรรค์ผลงานอย่างไร ดูว่าเขาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร
ดีเจชื่อดังยืนยันอาชีพดีเจยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่องและมีแนวโน้มสูงขึ้น พร้อมยอมรับมีไม่น้อยที่สมัครมาเป็นดีเจเพื่อหวังไต่บันไดดาวไปเป็นนักร้องและทำอาชีพอื่นในแวดวงบันเทิงอีกด้วย
ที่จริงมีหลายกรณีนะ คนที่มาสมัครเนี่ย เขาอาจจะชอบสนใจมานาน และมีจำนวนไม่น้อยเลยที่มาจากดีเจคลื่นอื่น ดารานางแบบที่กำลังร่อแร่ คนที่พยายามมากๆ ที่จะพยายามเข้ามา หน้าตาคุ้นแต่ไม่รู้จักชื่อก็เยอะ แล้วก็ทั่วไปก็คิดอะไรไม่ออกก็มุ่งมา เอาดีเจเป็นใบเบิกทางก็มีเหมือนกัน แต่ก็มองอีกอย่างว่าคนที่เข้ามาแล้วไม่โด่งดังก็เข้ามาก็มีเหมือนกัน
ดีเจมักจะเป็นทางเลือกของเขาที่จะกู้ชีวิตของเขาได้ ซึ่งเราก็ไม่ได้เห็นด้วยหรอกนะ แต่ถ้าเขาสามารถพิสูจน์ความสามารถของเขาได้ เจเจก็ไม่ว่าหรอกนะ ก็มีคนหลายๆ วงการทำได้แบบนี้ แต่บางคนเนี่ยได้กระแสปุ๊บแล้วเอาตัวเองไปทำอย่างอื่น เอาการเป็นดีเจเป็นนักร้องก็เห็นเยอะเหมือนกัน ส่วนน้องที่มาแบบความสามารถเต็มๆ หน้าตาอาจจะสู้เขาไม่ได้ แต่เราก็ต้องเลือกอีกทีน่ะค่ะ
กระแสของอาชีพนี้ก็ยังมีนิยมต่อเนื่องนะคะ แนวโน้มเยอะขึ้นแน่ๆ เพราะน้องๆ เขามองว่ามันสนุก ผลตอบแทนก็ดี แถมยังเหลือเวลาทำอะไรอีกเยอะ แสนสบาย ตอบสนองชีวิตเขา คิดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย แล้วก็จะเด็กลงเรื่อยๆ แต่ว่าไม่เด็กมากเพราะเขาก็เรียนอยู่ น่าจะถึงจุดที่อีกไม่นานก็กลับไปสู่พื้นเดิมว่าคนที่อยากได้ดีเจที่มีคุณภาพ สาระ และสนุก มันมีวัฏจักรน่ะค่ะ เพราะตอนนี้มันเกร่อมาก ใครที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ คนเหล่านั้นก็น่าจะเป็นดีเจที่มีคุณภาพ
สำหรับมุมมองของนักจัดรายการวิทยุที่คร่ำหวอดในวงการมาร่วม 30 ปีอย่าง มาโนช พุฒตาล เผยมุมมองต่อกรณีนี้ว่า ตนไม่เคยคิดเปรียบเทียบดีเจสมัยนี้กับดีเจสมัยเก่า เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปตาม ตนเข้าใจดี แต่สำหรับตนแล้วมองว่าคนไทยโดนยัดเยียดให้ฟังรายการตามตลาด ซึ่งแท้ที่จริงแล้วหลากหลายองค์ประกอบที่ทำให้ดีเจในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไป ควรเลือกเอาดีสักอย่างจะเป็นดีเจหรือนักร้อง
ที่ผ่านมาเนี่ยที่ผมไม่อยากให้ใครเรียกผมว่าดีเจ เพราะว่าแวดวงดีเจมันเสียมานานแล้ว เพราะคนไม่ได้นับถือตัวดีเจไง... ผมเลยเรียกตัวเองว่านักจัดรายการวิทยุดีกว่า อยากให้ตัวเองดูดีขึ้นมานิดหนึ่ง (หัวเราะ) คืออย่างดีเจที่เปิดแผ่นตามร้านเขาอาจไม่ต้องมานั่งคิดอะไรมาก เอาแค่คนในร้านเอาอยู่ก็ได้แต่ถ้าได้มานั่งจัดรายการตามคลื่นมันต้องรับผิดชอบคนฟังมากกว่านั้นนะ
ผมก็เคยฟังนะที่เขาจัดกันอยู่ทุกวันนี้น่ะ ผมมองอย่างนี้ว่า ผมเองเนี่ยคงไม่ไปเปรียบเทียบหรือว่าตำหนิ หรืออะไรทั้งนั้น เพราะว่าในยุคสมัยนี้ กับสมัยเมื่อ 30 ปีที่แล้วเนี่ยมันไม่เหมือนกันไงครับ สมัยนี้หน้าตาดี เสียงดี มาเป็นคนจัดรายการ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปมาก มันกลายเป็นว่าเป็นดีเจก็ไม่ดี เป็นนักร้องก็ไม่ดี คือหาจุดลงตัวยาก ซึ่งถ้าถามผม ผมชอบรสนิยมแบบว่าที่ผมชอบสมัยก่อน เราไม่ว่ากันไงครับ วัยรุ่นก็อยากฟังวัยรุ่นด้วยกันจัด
ส่วนเรื่องอายุของน้องๆ ดีเจสมัยนี้ ผมว่าอาจไม่เกี่ยวนะ ยอมรับได้ เพราะบางคนก็อายุน้อยแต่มีวุฒิภาวะสูงก็มาจัดรายการได้ ทีนี้จะไปโทษใครล่ะ นายทุนหรือตัวดีเจ มันก็คงต้องหลายๆ อย่างรวมกันนั่นแหละถึงออกมาเป็นอย่างนี้ ถูกมั้ย ตลาดต้องการแบบนี้น่ะ ไปโทษเด็กก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะมันหลายๆ อย่างประกอบกัน ยุคบริโภคนิยมแบบยัดเยียดน่ะ เหมือนเวลาเราใช้มือถือน่ะ นึกออกมั้ยว่าบางทีบางโฆษณา บางแมสเสจที่ขายของเราไม่ได้อยากได้เลยนะ ทุกอย่างมันคือกลไกตลาดไปหมด
ก่อนทิ้งท้ายว่านักจัดรายการวิทยุที่ดีควรมีข้อมูลที่มากกว่าคนทั่วไปรู้เพราะถือเป็นผู้ชี้นำสังคม
นักจัดรายการวิทยุมันคือนักนิเทศศาสตร์ที่ต้องมี หลักในการสื่อสารที่ดี เข้าใจว่าหน้าที่ของสื่อมวลชนคืออะไร เป็นนักนิเทศศาสตร์ที่ดี ไม่ใช่แค่มีลักษณะนะ แต่ต้องมีลักษณะแล้วต้องเอาลักษณะที่มีนั้นมาปรับใช้ด้วย จึงจะเป็นนักจัดรายการวิทยุ แล้วเราต้องมาดูว่าหลักการจัดรายการวิทยุที่ว่าเนี่ยเราจัดรายการเกี่ยวกับอะไร หาข้อมูลให้มาก นักจัดรายการควรมีอะไรที่มากกว่า หรือเหนือกว่าคนที่นั่งฟังอยู่ เพราะคุณคือผู้ชี้นำนะ
พี่เหมี่ยวขอขอบคุณ : ข้อมูลจากผู้จัดการออนไลน์ค่ะ |
4 ความคิดเห็น
คนแรกอะป่าวเนี่ย
ขอแก้นิดนึงๆ www.djbigfanclub.com/board ^3^