เป็นสิ่งอยากจะทำมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสสักที นั่นคือ การ แนะนำวิธีเขียนนิยายเบื้องต้น ความจริงผมเองก็ไม่ใช่นักเขียนที่มีฝีมือล้ำเลิศประเสริฐศรีหรือดีเด่อะไร ออกจะขาดนู่นขาดนี่อยู่เป็นประจำด้วยซ้ำ แต่ด้วยประสบการณ์ วัยวุฒิ(ไม่ อยากกล่าวถึงข้อนี้เล้ย) และการศึกษาจากหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่ง ชื่อหนังสือว่า เขียนนิยาย ของ รตชา ที่ให้ทั้งสาระและวิธีเขียนนิยายมากมาย อธิบายนู่นอธิบายนี่จนจำแทบไม่หวาด ไม่ไหว แต่ด้วยราคาและความหนา(เกือบเท่าพจนานุกรม) จึงทำให้ใครหลายไม่คน ไม่กล้าหยิบนัก เพราะกลัวจะเห่อเป็นพักๆแล้ววางจนฝุ่นจับหรือด้วยเหตุผล อะไรก็ตามแต่ เพราะฉะนั้นผมจึงขอหยิบยกหัวข้อดีๆในเล่มแล้วมาอธิบายในภาษา และประสบการณ์ของตัวเองให้นักเขียนหน้าใหม่ทุกท่านได้นำไปปรับปรุงผลงานของ ตัวเองกันนะครับ
=========================================
Chapter 1 : มุมมองผ่านสายตาหรือ POV(Point Of View)
คงจะมีคำถามขึ้นมาทันทีว่าไอ้เจ้า POV(ขอเรียกเพื่อความสะดวก)เนี่ย มันคืออะไร? ขออธิบายง่ายๆเลยนะครับ มันก็คือ วิธีการเล่าเรื่องในนิยายของเรานั่นเอง ซึ่งบางคนอาจจะเล่าผ่านตัวละครตัว ใดตัวหนึ่งหรือเล่าผ่านตัวละครหลายตัวก็ได้
บางคนอาจจะไม่รู้จัก POV ด้วยซ้ำ แต่ก็สามารถเขียนนิยายได้(ดีหรือไม่ดีอีกเรื่องหนึ่ง) ซึ่งถ้าพูด กันตามความเป็นจริงมันก็ถูก อ้าว!...งั้นเราจะต้องศึกษาไปทำไมในเมื่อใครๆ ก็สามารถเขียนนิยายได้...คำตอบคือถ้าหากเราใช้ POV ไม่ดี เรื่องที่เราเขียนก็จะกลายเป็นน้ำเปล่าที่ไร้รสชาติเหลว เป๋วไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
เพราะฉะนั้นการเล่าจึงมีความสำคัญพอๆกับพล็อตหรือตัวละครของ เรื่องเลยทีเดียว และหากเราเลือกวิธีการเล่าผิด ก็อาจจะทำให้แก้ไขยากหรือเรื่องไปตันในตอน หลัง พูดกันมานานแล้ว งั้นเราไปดูประเภทของ POV กันดีกว่าครับ
ประเภทของ Point Of View
แยกออกเป็น 3 ข้อใหญ่ๆ คือ...
1.) บุรุษที่หนึ่ง(First Person POV)
การเขียนแบบนี้ ผู้เขียนจะใช้การเล่าผ่านสายตาของตัวเอก ตัวรองหรือผู้ร้ายก็ได้ เชื่อว่าคงมีหลายคนใช้วิธีนี้ นั่นก็คือการใช้ สรรพนามจำพวก ผม, ฉัน, ข้า, กระผม, ดิฉัน อะไรทำนองนี้ ซึ่งจะเริ่มต้นกันตั้งแต่ย่อหน้าแรกหรือประโยคแรกของเรื่องเลยทีเดียว
ตัวอย่างเด่นๆ(จากภายในเว็บเด็กดี) เช่น
จะมีคนสักกี่คนที่มีประสบการณ์ชีวิตแบบผม มันเป็นความบังเอิญ เป็นความโชคดีหรือเป็นโชคชะตาที่ได้ถูกลิขิตไว้แล้วจากเบื้องบนก็สุดคาดเดา แต่ในความสุขสมมักมีความทุกข์ระทมซ่อนอยู่ด้านหลังเสมอ ผมพบสิ่งสวยงามที่ไม่คาดฝันแต่ก็ทำให้ผมสูญเสียอะไรไปมากมายกว่า ถึงกระนั้น ผมก็ยังคิดถึงช่วงเวลาแสนหวานอยู่เสมอมิเคยเลือนจากใจ
( ย่อหน้าแรกตอนแรกจากเรื่อง ซากุระในสายลมร้อน โดย คุณอันโตนิโอ ซึ่งมีการบรรยายผ่านสายตาของ เล็ก ได้อย่างยอดเยี่ยม และเข้าถึงอารมณ์ผู้อ่านมาก จนทำให้ใครหลายคนเสียน้ำตามาแล้ว)
ก็อย่างที่บอกแหละครับ ชื่อของผมคือนายถาวร นามสกุลอ่อนเดช (ไม่มีชื่อเล่นนะครับ แต่เพื่อนๆ มันชอบเรียกผมว่า ไอ้ลาว) ผมเป็นคนหน้าตาไม่ดีมาตั้งแต่เปิดตาดูโลกแล้วล่ะครับ ตัวเตี้ย ขนดก หน้า ยาวยังกะม้า ตาตี่ ดั้งไม่มี จมูกก็บี้อย่างกับก้อนขี้หมาปลายหน้าจระเข้ เชื้อจีนที่มีอยู่บ้างในตัวไม่ได้ส่งผลให้ผมแลดูเป็นตี๋อินเตอร์เลยแม้แต่ น้อย เพราะนอกจากผิวจะดำเป็นเหนี่ยงแล้ว แทนที่จะเรียบเนียนก็มีอันเป็น ตุ่มฝีบ้างสิวบ้างตามแต่โอกาสอันเอื้ออำนวย ผิวหน้าที่น่าจะเป็นตัวช่วยมัด ใจสาวก็เลยส่งผลลบแทนเสียนี่ เฮ้อ! เวรกรรม (ผู้หญิงนางใดสงสารชายไทยลักษณะนี้กรุณาเมล์มาคุยให้กำลังใจกันได้ตามที่ อยู่ที่ขึ้นให้ข้างล่างจอโทรทัศน์อยู่ตอนนี้นะครับ)
(ตอนกลเม็ดเด็ดดอกฟ้าจากเรื่อง รักต้องปล้ำ โดย พี่ปราปต์ ซึ่งโด่งดังจนได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือเรียบร้อยแล้ว)
โดยส่วนใหญ่แล้วสารคดีหรือเรื่องในหมวดไดอารี่จะนิยมใช้ POV แบบนี้มาก แต่หมวดอื่นก็มีบ้างเหมือนกันนะ ซึ่งทั้งนี้มันก็แล้วแต่ความ เหมาะสมของเรื่องนั้นๆ
ข้อดี
ผู้อ่านซึมซับความรู้สึกของตัวละครได้ดีกว่า POV แบบอื่นๆ(เข้าถึงผู้อ่าน) เพราะผู้อ่านมักจะสวมบทบาทเป็นตัวละครที่เล่าโดย ไม่รู้ตัว และมักจะลุ้นให้ตัวละครตัวนั้นประสบความสำเร็จจนตัวโก่งเลยที เดียว(ผมก็เคยเป็นในหลายๆเรื่อง)
ข้อเสีย
ผู้เขียนสามารถเล่าผ่านได้เพียงความคิดหรือความรู้สึกของตัว ละครตัวนั้น ความรู้สึกของตัวอื่นๆต้องคาดเดาเอา เช่น ผมคาดว่าหล่อนคง มองผมเป็นตัวตลก , เคทต้องรู้สึกเหมือนฉันแน่ๆ เป็นต้น และไม่สามารถจะพูดโอ้อวดยกยอตัวเอง ได้(อาจทำได้ แต่จะถูกหมั่นไส้เอา) นอกจากนั้นยังสามารถเล่าเรื่องผ่านสาย ตาตัวละครได้เพียงตัวเดียว ทำให้เรื่องอยู่ในมุมค่อนข้างแคบ เช่น หากตัว ละครของคุณสลบไปสามวัน ระหว่างสามวันนั้นผู้อ่านจะไม่สามารถรับรู้เรื่อง ราวของตัวละครอื่นๆได้เลย(เพราะตัวละครซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้เล่าสลบอยู่) จนกว่าตัวละครของคุณจะตื่นขึ้นและมีคนมาเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟัง
2.) บุรุษที่สอง(Second Person POV)
เป็นการยากที่จะเล่าผ่านมุมมองนี้แล้วน่าสนใจ และต่อให้ใน เว็บเด็กดีซึ่งมีสองหมื่นกว่าบทความก็ยังหาได้ยากเต็มที เพราะสรรพนามบุรุษ ที่สองคือ คุณ แล้วเราจะสามารถใช้คำว่า คุณ ตลอดทั้งเรื่องได้หรือ? คำตอบคือแทบจะไม่มีทาง ถ้าทำได้ก็คงเป็นเพียงบท ความสั้นๆเพียงไม่กี่ย่อหน้าเท่านั้น
ตัวอย่างสั้นๆ เช่น
คุณไปเที่ยวทะเล มองเห็นน้ำทะเลสีครามดูสดใส คุณยืนชื่นชม มันอยู่ใต้ต้นสนใหญ่ แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อมีโจรวิ่ง ราวได้ชิงกระเป๋าของผู้หญิงคนหนึ่งไปต่อหน้าต่อตา
คุณไม่หยุดยืนคิดหรือรีรออะไรทั้งสิ้น ความมีมนุษยธรรมหรือ จะสัญชาตญาณก็ช่างได้สั่งให้คุณวิ่งตามเจ้าโจรชั่วไปทันที แต่เมื่อวิ่งไป ได้เพียงสิบก้าว คุณก็สะดุดขาตัวเองหกล้มลงจนหน้าคะมำห่างจากกองขี้หมาไป ไม่ถึงคืบ คุณสูดลมหายใจเฮือกสั้นๆเพียงเพื่อให้รู้ว่านี่เป็นความจริงอัน น่าอับอาย ก่อนจะกลั้นหายใจแล้วพลิกตัวนอนหงายเมื่อรู้ว่านี่เป็นความจริง ที่น่าขายหน้ามากกว่าน่าอับอายเสียอีก เธอคนนั้นกระวีกระวาดเข้ามาประคอง คุณ และขอบคุณคุณแม้จะไม่สามารถช่วยเธอไว้ได้ก็ตาม
คุณยิ้มให้เธอ แล้วถามเธอว่า
คุณชื่ออะไรครับ เธอมองคุณแบบแปลกๆ หน้าแดงขึ้นเล็กน้อย แล้วเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรซักคำ
คุณมองตามหลังเธอไปอย่างงงๆ แต่เมื่อคุณลองสำรวจตัวเองก็พบว่า...
คุณไม่ได้รูดซิป!!!
ตัวอย่างเดียวที่ผมหาได้ในเว็บเด็กดี
เบื้องหน้าของคุณคือโทรทัศน์เครื่องโปรด เชื่อได้ว่าคุณจะ ต้องปล่อยให้พิธีกรในรายการประลองเชาว์ปัญญาของเด็กนักเรียนมัธยมปลายอ่านคำ ถามเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ในไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ในมือขวาของคุณมีพิซซ่าที่ถูกกัดไปแล้วครึ่งหนึ่ง มือซ้ายมีแก้วโค ล่า สิ่งที่คุณจะทำต่อจากนั้นคือกัด เคี้ยว และดื่มมันอย่างสนุกปาก พร้อมกับรอฟังคำตอบที่นักเรียนระดับหัวกะทิแย่งกันตอบอย่างเอาเป็นเอาตาย และหลังจากได้ฟังคำเฉลย คุณจะเบิกตาโตด้วยความอึ้ง ทึ่ง แต่ไม่เสียวกับ คำตอบเหล่านั้น และค่อยมารู้สึกว่าเรื่องพวกนี้สมัยมัธยมปลายคุณเองก็เคย เรียนด้วยเหมือนกัน
ทันใดนั้นอยู่ ๆ คุณก็ต้องประหลาดใจเมื่อภาพรายการเกมควิซโชว์ในจอหยุดค้างไปเฉย ๆ ก่อนที่หน้าจอจะเปลี่ยนเป็นตัวหนังสือสีน้ำเงินอมม่วงเขียนคำว่า CNN บน แบ็คกราวน์สีฟ้า ต่อจากนั้นจึงปรากฏภาพกราฟฟิคทรงกลมของลูกโลกลอยอยู่ทาง ขวามือในจอโทรทัศน์ ใกล้กับลูกโลกมีภาพวัตถุก้อนเล็ก ๆ ขนาดประมาณผลมะนาวหากเทียบให้โลกเป็นผลแตงโม โดยมีลูกศรสีแดงเป็นเสมือนตัว กำกับทิศทางบอกใบ้ว่ามันจะพุ่งตรงมายังโลก ผู้ประกาศข่าวที่อยู่ทางด้าน ซ้ายของแบบจำลองเริ่มต้นรายงานอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับเรื่องที่คุณไม่เคยคาด คิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น สีหน้าของผู้ประกาศหนุ่มเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก คุณเองก็ตื่นตระหนกเมื่อได้ฟังเช่นกัน พิซซ่าในมือคุณหล่นไปกองอยู่กับ พื้นพร้อมกับแก้วเครื่องดื่ม โคล่าสีดำไหลนองจากปากแก้วพลาสติกเปรอะอยู่บน พรมสีเลือดหมู คุณพยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่านี่ต้องเป็นเรื่องตลกร้ายกา จขององค์การนาซ่าแน่ ๆ เอ หรือว่านี่เป็นวันเอพริลฟูล
( ตอนอรัมภบทจากเรื่อง ...Last Civilization... โดย พี่ J-KidZ จะมีสักกี่บทความให้คุณได้เรียนรู้วิธีการเขียน POV บุรุษที่สองแล้วน่าสนใจ รีบเข้าไปอ่านด่วน!!!)
ถ้าเราลองเปลี่ยนสรรพนามจาก 'คุณ' เป็น 'ผมหรือเขา' เราก็จะพบว่าเรื่องนี้สามารถให้อารมณ์มากกว่าที่มันทำได้ในสรรพนามบุรุษที่สองอย่างแน่นอน
3.) บุรุษที่สาม(Third Person POV)
มี 2 วิธี คือ แบบจำกัดผู้เล่า และแบบไม่จำกัดผู้เล่า
3.1) แบบจำกัดผู้เล่า(เล่าเพียงคนเดียว)
การเล่าแบบนี้จะนำเสนอคำพูด ความรู้สึก การกระทำผ่านตัวละครเพียงตัวเดียว เช่นเดียวกับการเล่าแบบบุรุษที่หนึ่ง เพียงแต่เปลี่ยนสรรพนามจาก ผม เป็น เขา , ฉัน เป็น หล่อน ซึ่งการเล่าแบบนี้มักจะให้อารมณ์ที่ลึกซึ้งกว่าการเล่าแบบไม่จำกัดผู้เล่า
ตัวอย่างเด่นๆ(จากภายในเว็บเด็กดี) เช่น
ในที่สุดทอมก็มาถึงโรงเรียนจนได้ นี่คงเป็นการมาโรงเรียนที่ทุลักทุเล และยากลำบากที่สุดเลยในชีวิตสำหรับเขา ไม่เพียงแต่ทอมจะมาสายเท่านั้น ตอนนี้ เขาเริ่มเจ็บและแสบที่แผลหลายที่เลยทีเดียว ทอมเดินเข้าไปในอาคารสูงสี่ชั้นที่ก่อสร้างด้วยอิฐสีส้มหม่นๆ ภายในตัวอาคารมีห้องเรียนต่างๆที่ดูใหม่เอี่ยมและสะอาด เขามุ่งหน้าไปตามทางเดินที่ทอดยาวออกไปจนเกือบจะสุดทาง ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปบนชั้นสอง และมองหาห้องเรียนที่มีป้ายติด '1D' ระหว่างทางทอมได้เดินสวนกับกลุ่มเด็กผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่ดูจะโตกว่าเขา พวกหล่อนแต่งตัวเปรี้ยวและพากันหัวเราะเสียงดังเมื่อทอมเดินผ่าน บางคนก็ทำหน้าแปลกๆใส่ และมีเด็กผู้หญิงผมบ็อบคนหนึ่งที่ทำท่ารังเกียจเมื่อเขาเดินเข้าไปไกล้ ทอมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเธอถึงต้องมองเขาด้วยสายตาแบบนั้น
( บทที่ 1 จากเรื่อง Adventure in monster world โดย nj venus โดดเด่นมากในการเล่าแบบนี้ แม้แต่ตอนหนึ่งที่ยาวๆก็ยังเผลออ่าน จบไปโดยไม่รู้ตัว)
ดวงอาทิตย์ที่ลับหายไปทำให้เหลือเพียงแสงสีส้มจาง ๆ ไต่เป็นริ้วอยู่บนขอบเส้นตัดของภูเขา เอมิลค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ ความมืดดำค่อย ๆ กลืนท้องฟ้ามาจากทางด้านหลังราวกับโลกเป็นลูกแก้วใส ๆ และมีมือยักษ์ไล่ระบายสีน้ำเงินเข้มอยู่ด้านนอก ม้าขนาดใหญ่ที่ตอนนี้เหลือ เพียงจุดสีขาวเล็กกระจิดริดเดินจากไปตามเส้นทางขรุขระที่ทอดเข้าสู่ตัวเมือง จิตสำนึกของเขาถูกอาบอิ่มด้วยคลื่นความคิดที่ประสมปนเป ทั้งประหลาดใจ ตื่นตระหนก เร่าร้อน ทว่าอบอุ่น อารมณ์หลากหลายผุดขึ้นพร้อมกันโดยที่เขาเองก็ไม่เข้าใจ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร รายละเอียดแทบทุกกระเบียดนิ้วของเด็ก ชายบนหลังม้าก็ถูกบรรจุเก็บลงในกล่องความทรงจำของเอมิลไปเรียบร้อย ช่วง ระหว่างการพบปะเพียงสั้น ๆ ทำให้เอมิลรู้สึกเหมือนกับอะไรบางอย่างได้สูบเอาประสบการณ์เลวร้ายที่สั่ง สมอยู่ในหัวใจออกไปพร้อมกับแทรกเอาปริมาณของความอบอุ่นเข้าไปแทนที่ในช่อง ว่างนั้นจนเต็ม ก่อให้เกิดคลื่นความสุขแผ่สะพัดไปทั่วร่างกายน้อย ๆ
( มิตรภาพราคาแพง(2) จากเรื่อง วีรบุรุษสีเลือด[Emile the grave] โดย พี่ J-KidZ ซึ่งเล่าได้เข้าถึงอารมณ์ของเอมิลมาก จนเราอดที่จะสงสารตัวละครผู้ โชคร้ายคนนี้ไม่ได้)
ข้อดีและข้อเสียคล้ายการเล่าแบบบุรุษที่หนึ่งครับ
3.2) แบบไม่จำกัดผู้เล่า(เล่าได้หลายคน)
หมายถึงการเล่าโดยผ่านผู้เล่าหลายคนหรือที่ฝรั่งเรียกว่า God View คือผู้เขียนเป็นพระเจ้า สามารถล่วงรู้ความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้หมดทุก ตัว สามารถย้อนไปอดีตไปอนาคตได้อย่างอิสระเสรี เปลี่ยนมุมมองเปลี่ยนผู้ เล่าได้ทุกเวลาที่ต้องการ เหมาะสำหรับเรื่องยาวๆที่มีตัวละครมากจนใช้ผู้ เล่าคนเดียวไม่ไหว(เรื่องของผมใช้วิธีนี้) หรือเนื้อเรื่องค่อนข้างซับซ้อน
ตัวอย่างเด่นๆ(จากท้องตลาด) เช่น
ถ้าเป็นนิยายโด่งดังในท้องตลาดและใช้การเขียนวิธีนี้ได้อย่างโดดเด่นที่สุด ผมคงต้องยกให้เรื่อง เพชรพระอุมา ของคุณ พนมเทียน ด้วยความยาวของเรื่องนับหมื่นหน้าจึงทำให้ไม่สามารถเล่าผ่านบุคคลเพียงคน เดียวได้ และยังต้องมีการตัดฉากไปมาเวลาคณะเดินทางหลงป่า หรือเมื่อตอนที่รพินทร์พระเอกของเรื่องเข้าป่าไปแล้วหลายวัน แล้วต้องตัด ฉากมาที่ดาริน(นางเอก)ฝันถึงรพินทร์พอดี(บ้านอยู่กรุงเทพ) ด้วยเหตุการณ์ นี้ทั้งคู่อยู่กันคนละสถานที่จึงไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้(เพราะสมัย นั้นยังไม่มีมือถือ)
นอกจากการสลับเหตุการณ์ณ์แล้ว เรื่องนี้ยังมีการสลับผู้เล่า บางครั้งก็มักจะเข้าไปในความคิดของดาริน บางครั้งก็มักจะเข้าไปในความคิด ของเชษฐา(พี่ชายของดาริน) จึงไม่น่าแปลกใจที่อมตะวรรณกรรมเรื่องนี้จะใช้ POV บุรุษที่สามแบบไม่จำกัดผู้เล่า
จากที่ได้อธิบายข้างต้น นักเขียนหน้าใหม่หลายคนจะถามทันทีเลยว่า
ถ้าวิธีนี้มันเขียนง่ายขนาดนั้น ทำไมเราไม่เขียนวิธีนี้ไปซะเลยล่ะ ง่ายดี ได้เป็นพระเจ้าด้วย
โปรดชะลอความคิดนั้นไว้ก่อนครับ เพราะถึงแม้คุณจะเป็นพระ เจ้าก็จริง แต่พระเจ้าก็ไม่สามารถช่วยบรรเทาทุกข์คนทั้งโลกได้พร้อมๆกัน( ไม่งั้นคงถูกหวยรางวัลที่ 1 พร้อมกันทั้งประเทศไทย) แม้แต่คุณเองยังทำงานสองอย่างพร้อมๆกันไม่ได้เลย อย่าเถียง!...เพราะถึงทำได้มันก็จะไม่ดีเหมือนตั้งใจทำอะไรอย่างเดียว(เพราะ ฉะนั้นก็ควรรักเดียวใจเดียวด้วยนะครับ)
การเขียนแบบที่มีผู้เล่าหลายคน บางครั้งเมื่อลองอ่านดูมันจะกลายเป็นไม่ เจาะจงอยู่กับตัวใดตัวหนึ่งเป็นพิเศษ เรียกอีกอย่างก็คือ คุณให้ความสำคัญของตัวละครเท่ากันหมด!!! เพราะฉะนั้นการจะเขียนวิธีนี้ให้ได้ดี ต้องรู้จักจัดสรรปันส่วนแจกบทละคร ให้ตามความสมควร ไม่ใช่ให้คนรับใช้มามีบทมากกว่าพระเอกหรือนางเอก ยกเว้น ว่าเรื่องนั้นจะให้พลพรรคคนรับใช้เป็นตัวเอก(ภาพยนตร์เรื่อง 'แจ๋ว' ไง)
วิธีเลือก POV ที่เหมาะกับเรื่องตัวเอง
ลองจับตอนแรก(หรือตอนไหนก็ได้)ของคุณมาใส่ POV แบบต่างๆดู แล้วลองอ่านให้ถี่ถ้วน เพื่อตรวจดูว่าแบบไหนอ่านแล้วลื่นไหล มากที่สุด แบบไหนเราลุ้นตามตัวละครมากที่สุด(ง่ายๆ...สนุกที่สุดอ่ะ) แต่ ต้องอ่านอย่างจริงใจนะครับ ห้ามลำเอียงเข้าข้าง POV ที่เราถนัด แล้วคุณจะพบว่าตัวคุณและเรื่องของคุณเหมาะกับ POV แบบไหนในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน.
=======================จบ Chapter 1=======================
Chapter 2 : บทสนทนา(Dialouge)
นักเขียนหน้าใหม่ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับบทสนทนามากจนเกินไป ดูจากเว็บ เด็กดีก็จะมีกันให้เห็นอย่างมากมาย สังเกตได้จากเมื่อลองเปิดหน้าหนึ่งขึ้น มาอ่าน เราจะพบสามอย่างทันที นั่นคือ การพูด...พูด...แล้วก็พูด จะเรียกว่า น้ำท่วมทุ่งผักบุ่งโหรงเหรง ก็ไม่ผิด ทั้งๆที่การพูดในชีวิตจริงแล้วค่อนข้างน่าเบื่อ อาจจะมีหลายคน ที่ค้านขึ้นมาทันทีว่า ก็พูดเรื่องตลกซะสิ ไม่เห็นยาก ถามหน่อยเถอะครับว่ามีใครดูรายการตลก ทั้งวันบ้าง มันก็ต้องดูข่าวหาความรู้ใส่หัว(แม้จะน่าเบื่อก็ต้องดู เดี๋ยวตกยุค) ดูละครหาความบันเทิงใส่ตัว(กรุณาอย่าดูทั้งวัน) ดูหนังนอก บ้านซะบ้าง(อย่าไปกับแฟน เพราะต้องเลี้ยง) อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นเรา ต้องทำทุกอย่างให้สมดุลกันหรือเดินสายกลางนั่นแหละครับ เพราะฉะนั้นจึงควร ให้ความใส่ใจกับสี่รูปแบบที่เหลือด้วย อันได้แก่ การบรรยาย(Description) , การกระทำ(Action) , ความนึกคิด(Thought) , การชี้แจง(Exposition) ครับ
บทสนทนาที่มากไปบางครั้งมันก็เหมือนกับเสียงดังนะ ครับ เจี๊ยวจ๊าวๆ ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ในขณะเดียวกันถ้าบทบรรยายมากไป จน แทบไม่มีบทสนทนาเลย นั่นก็จะกลายเป็นสารคดี ทำให้เรื่องเงียบเกินไป เพราะฉะนั้นเดี๋ยวเรามาดูปัญหาเบื้องต้นกัน ว่าจะทำยังไงให้บทสนทนาของคุณดีขึ้น
ปัญหาใหญ่ที่พบเป็นประจำ
1.) รีบร้อนใช้บทสนทนาเปิดเรื่อง(หรืออาจจะทั้งเรื่อง)
เราสามารถเปิดเรื่องได้ทุกรูปแบบ ถ้าลืมแล้วกรุณากลับไปดูย่อหน้าแรกแล้ว อ่านใหม่(ความจริงอยู่บรรทัดสุดท้ายครับ) ถ้าเรารู้จัก จัดสรร มันตามความเหมาะสม ทีนี้ความเหมาะสมมันอยู่ตรงไหนล่ะ คำตอบคือ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะนิยายแต่ละเรื่องก็แตกต่างกันไป นั่นหมายความ ว่าคุณต้องเลือกเอง เหมือนกับการเลือก POV นั่นแหละ(ลืมแล้วยังเอ่ย?)
การเปิดเรื่องด้วยบทสนทนาทางที่ดีควรจะดูก่อนว่า บทสนทนาที่ใช้เปิดเรื่องบอกอะไรผู้อ่านบ้าง ถ้ามันไม่บอกภูมิหลัง ไม่บอก อนาคต ไม่กล่าวถึงพล็อตหลักหรือไม่กล่าวถึงอะไรเลย คุณควรพับเก็บโครงการ การเปิดเรื่องด้วยบทสนทนาไว้เสีย แล้วหันไปดูตัวเลือกอื่น ก็บอกแล้วไงว่า มีตั้งห้าตัวเลือก แถมเลือกผิดก็ยังเลือกใหม่ได้ ใช่ติดศูนย์ซะเมื่อไหร่ ล่ะ(เฮ้ออออ!) แต่เลือกใหม่ให้ดีแล้วกัน จะได้ไม่เสียเวลา บอกตามตรงว่า เปิดเรื่องครั้งแรกผมก็เลือกผิด เพราะหลายคนอ่านแล้วรู้สึกเหมือนมันเริ่ม เร็วไป ผมจึงเพิ่มบทนำเข้าไปใหม่(ตอนแรกไม่มีบทนำ)เพื่อปูทางไว้ก่อน คน อ่านจะได้เดิน(อ่าน)ง่ายไปด้วย
ต่อมาคือการใช้บทสนทนาทั้งเรื่อง อันนี้บอกตามตรงว่ามันไม่สนุกเลยที่จะมา นั่งดูคนพูดกันแล้วเห็นเครื่องหมายคำพูด(อัญประกาศ)เปิด-ปิดตลอดทั้งเรื่อง ทางที่ดีควรพิจารณาความเหมาะสมหน่อยนะครับ เพราะเวลาคุณดูหนังที่มีแต่คน สองคน(หรือมากกว่านั้น)พูดกันปาวๆ แล้วไม่ได้เห็นวิวทิวทัศน์ ไม่ได้เห็น ฉากสวยๆงามๆของหนังเรื่องนั้น คุณก็แทบจะอยากเดินออกจากโรงแล้วล่ะ จริงมั้ย?
2.) การบอกว่าใครเป็นเจ้าของบทสนทนาหรือป้ายแขวนชื่อผู้พูด
เดี๋ยวจะขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบกันให้เห็นชัดๆเลยนะครับ(แต่งสดอีกแล้ว)
ตัวอย่างแรก
สวัสดีค่ะ นักเรียนทุกคน ครูพูด
สวัสดีครับคุณครู นักเรียนทั้งห้องพูดพร้อมกัน
วันนี้เราจะมาเริ่มเรียนกันเลยนะจ๊ะ เอ้า!...เปิดหน้าสามสิบ ครูสั่ง
คร้าบ/ค่า นักเรียนขานรับ
แล้วจู่ๆครูก็ถามขึ้นว่า เธอดูสีหน้าไม่ดีเลยนะ มานี
มานีตอบว่า หนูเป็นหวัดนิดหน่อยค่ะ
ให้แก้วพาเธอไปห้องพยาบาลดีกว่านะ ครูบอกแก้ว
แก้วตอบว่า ค่ะ
กับ
ตัวอย่างที่สอง
สวัสดีค่ะ นักเรียนทุกคน ครูสายใจเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับหอบแฟ้มกองใหญ่ไว้ในอ้อมแขน
เดชาเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง พลางมองไปรอบๆเหมือนหาคนช่วย แต่เมื่อไม่มีใครอาสา ในที่สุดเขาก็ต้องตัดสินใจลุกขึ้น
ให้ผมช่วยมั้ยครับ โดยไม่รอคำตอบ เขาก็ปราดเข้าไปหยิบแฟ้มบนสุดมาไว้ที่แขนอีกข้างหนึ่งทันที
ขอบใจจ๊ะ ครูสายใจขยับรอยยิ้มบาง
ไม่เป็นไรครับ
ระหว่างที่เขาได้ช่วยเหลือครูสายใจอยู่นั้น นักเรียนหญิง หลายคนก็มีประกายตาแห่งความชื่นชมปรากฏขึ้นทันที หลายคนซุบซิบกันราวกับว่า เดชาได้ทำเรื่องพิลึกพิลั่นที่สุดลงไป แต่ส่วนใหญ่ก็ชอบการกระทำของเขา
เมื่อเดชานักเรียนชายผู้เป็นสุภาพบุรุษนำแฟ้มไปวางไว้บนโต๊ะของครู จู่ๆไอ้เหม่งก็เปรยขึ้นมาลอยๆว่า
ทำดีเอาหน้า เท่านั้นแหละ คนทั้งห้องพลันหันไปมองไอ้เหม่งเป็นตาเดียว แต่ผิดคาด!!! เดชากลับไม่ใส่ใจไอ้เหม่งอย่างที่ทุกคนคิด เขาเดินอย่างสงบเสงี่ยมกลับไป ที่โต๊ะและนั่งลงทันทีที่ไปถึง ดูเหมือนครูสาวจะไม่ได้ยินสิ่งที่ไอ้เหม่ง ปรารภ เธอจึงเริ่มใช้ชอล์คขีดๆเขียนๆบนกระดานดำ
ความเงียบเข้าครอบคลุมเหมือนหมอกที่ลงจัด เดชานั่งนิ่งอยู่ อึดใจเหมือนไตร่ตรองอะไรบางอย่าง จากนั้นจึงหันกลับไปมองไอ้เหม่งช้าๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า
ไอ้เหม่ง! ข้าจะบอกอะไรเอ็งให้อย่างนะ เพื่อนทุกคนเงี่ยหูฟังโดยไม่รู้ตัว เขาเบะปาก ยักคิ้วหลิ่วตาให้คู่กรณี พร้อมกับต่อประโยคจนจบว่า ทำดีเอาหน้า ดีกว่าเอาหมาใส่ปากว่ะ เท่านั้นแหละ เสียงหัวเราะครืนแห่งชัยชนะก็ดังลั่นไปทั่วสารทิศทันที ไอ้ เหม่งหน้าถอดสีหันมองเลิ่กลั่ก ก่อนจะมองไปที่ครูสายใจเป็นคนสุดท้าย และเขาก็ต้องพบกับความผิดหวังอย่างแรง เมื่อ...
ครูสายใจกำลังหัวเราะเสียงดังยิ่งกว่าทุกคน!!!
อ่านแล้วได้อะไรบ้างครับ ถ้าได้ ก็แสดงว่าคุณเข้าใจในความ หมายยของป้ายแขวนชื่อผู้พูดแล้ว แต่ถ้าไม่เข้าใจก็ฟังทางนี้ ป้ายแขวนชื่อ ผู้พูดมีความหมายตรงตัวอยู่แล้ว นั่นคือ การบอกชื่อผู้พูดก่อนประโยคสนทนา กลางประโยคสนทนา หรือหลังประโยคสนทนานั่นเอง ตัวอย่างแรกคือการใช้ป้ายแขวนชื่อผู้พูดที่ผิด มหันต์(บอกตลอดเรื่อง) ซ้ำร้ายยังไม่มีอะไรดึงดูดใจผู้อ่านไว้เลย การทำ อย่างนี้ก็เท่ากับการฆ่าตัวตายนั่นแหละครับ แต่พอมาดูตัวอย่างที่สองจะเห็น ได้ว่า ทุกอย่างทำได้ค่อนข้างลงตัว มีการสลับการใช้ชื่อบ้าง(เดชา) สรรพนามแทนชื่อบ้าง(เขา) ละชื่อผู้พูดบ้าง(ประโยค ไม่เป็นไรครับ) ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นสำหรับบทสนทนาเป็นอย่างยิ่ง ถ้าคุณไม่อยากให้เรื่องของคุณน่าเบื่อ
สรรพนามแทนชื่อนอกจากคำว่าเขา เธอหรือหล่อนแล้ว ยังมีอย่างอื่นอีกนะครับ สมมติว่าตัวละครของคุณเป็นทหาร คุณก็อาจจะใช้สรรพนามว่า ชายวัยกลางคน , ทหารหนุ่ม(หรือแก่) , ร้อยโท , ชายในชุดเครื่องแบบ , รั้วของชาติ เป็นต้น จะเห็นได้ว่ามันมากมายเหลือเกินในประเด็นนี้ เลือกเอาตามใจชอบได้เลยครับ
ถึงตอนนี้คุณต้องกลับไปดูเรื่องของคุณเสียใหม่ว่าขาดอะไรใน สามอย่างที่ผมแนะนำไปบ้าง(การใช้ชื่อ , สรรพนามแทนชื่อ , การละชื่อ) แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะขาดการละชื่อผู้พูดนะครับ เพราะฉะนั้นถ้า บทสนทนาตรงไหนไม่จำเป็นต้องบอกกิริยาท่าทางของผู้พูดหรือชื่อของผู้พูดล่ะก็ อย่าใส่เลยจะดีที่สุดครับ โดยเฉพาะการคุยกันระหว่างคนสองคน ด้วยเพราะ ผู้อ่านย่อมรู้อยู่แล้ว สมมติว่าเดชากำลังพูดกับมานี
สวัสดีครับ เดชาพูด(บอกก่อนว่าใคร อาจจะเป็นสมเดชก็ได้ใครจะไปรู้)
สวัสดีค่ะ มานียิ้มรับอย่างเขินๆ
หลังจากสองประโยคนี้เป็นต้นไปคุณไม่จำเป็นต้องใส่ชื่อตลอด เวลาอีกแล้ว อาจจะบอกแค่กิริยาท่าทางบ้างเป็นบางโอกาส เพราะถ้าประโยคที่ สามปิดท้ายประโยคด้วย ครับ อีกล่ะก็ เชื่อว่าคงไม่ใช่มานีที่พูดประโยคนี้อย่างแน่นอน(ยกเว้นเดชาสาว แตก) เพราะฉะนั้นคุณไม่จำเป็นต้องบอกว่าประโยคนี้เดชาพูดนะหรือประโย ดนี้มานีพูดอยู่ตลอดเวลา มันจะทำให้ประโยคสนทนาเยิ่นเย้อเสียเปล่าๆ(ไม่จบ ซักที)
แต่ถ้าที่อธิบายไปยังไม่เข้าใจอีกล่ะก็ ผมมีทางเลือกสุดท้ายให้ครับ นั่นคือ ไปอ่านเรื่อง หัวขโมยแห่งบารามอส ของ Rabbit ซะ เพราะ Rabbit ถือเป็นนักเขียนที่ผมยกย่องในเรื่องเหล่านี้มาก มีการใช้สรรพนามแทนชื่อได้ หลากหลายที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลยล่ะ และที่สำคัญคือเรื่องนี้ใช้ บทสนทนาที่ให้แง่คิด เกือบหกสิบเปอร์เซ็นของเรื่อง การเรียนรู้จากหนังสือนิยายเล่มนี้จึงน่าจะให้ประโยชน์กับคุณได้มากทีเดียว
3.) การจัดช่วงตอนของประโยคสนทนา
การจัดช่วงตอนของสนทนามีความสำคัญมากในเรื่องของการทำให้บท สนทนานั้นน่าสนใจ ซึ่งโดยหลักๆแล้วมีการตัดแบ่งอยู่สามวิธีด้วยกัน คือ ก่อนประโยคสนทนา กลางประโยคสนทนา หรือหลังประโยคสนทนา ซึ่งคุณต้องเลือกจากหนึ่งในสาม(อีกแล้ว)
โดยหลักๆแล้วเราจะใช้การจัดแบบก่อนและหลังประโยคสนทนากันมาก แต่ที่ทำให้กระทบใจคนอ่านได้มากที่สุด ผมกลับเห็นว่าอยู่ที่การจัดให้มัน อยู่ตรงกลางบทสนทนา
ตัวอย่าง เช่น
ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกผมหรือเค้าครับ? ผมถาม
กับ
ถ้าเป็นคุณ... ผมนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามไปในที่สุด คุณจะเลือกผมหรือเค้าครับ?
เห็นได้ชัดว่าตัวอย่างแรกถ้าเปรียบเป็นอะไรซักอย่างก็คงเหมือนท่อนไม้ แข็งๆ ทื่อๆ ไร้ศิลปะ แต่ตัวอย่างที่สอง เรียกได้ว่า เป็นคนละเอียดอ่อนหรือไม่ก็โรแมนติกเชียวล่ะ(แน่นอนว่าผมเป็นแบบตัวอย่างที่สอง)
ส่วนแบบก่อนและหลังประโยคสนทนานั้นคล้ายคลึงกัน เพียงแต่คุณต้องไม่เน้นอันหนึ่งใดมากน้อยไปกว่ากันเท่านั้นเอง
4.) ระวังประโยคสนทนาที่ยาวจนเกินไปกับการ ใส่ผงชูรส
สาเหตุที่ผมให้ระวังข้อนี้ก็เพราะว่า คนจริงๆมักไม่พูดกัน ยาวๆ เพราะบางคนทั้งวันอาจไม่พูดกับใครเลยก็ได้(ประเภทนี้เข้าขั้นเก็บกด ถึงบ้า) ถึงแม้จะมีคนประเภทที่พูดน้ำไหลไฟดับ(ประเภทนี้เข้าข่ายบ้าน้ำลาย) อยู่บ้างก็ตาม แต่คนพูดมากก็ไม่มีทางพูดอยู่คนเดียว(เพราะถ้าพูดคนเดียวคือ บ้าของแท้) จะต้องมีคู่สนทนาหรือคนรับฟังเสมอ แล้วคิดว่าคนรับฟังจะไม่ เอ่ยแทรกเลยหรืออย่างไร? คนฟังคุณพูดไม่ได้เป็นใบ้นะครับ แล้วคิดว่าคนพูด จะไม่หยุดพักหายใจหรือ แสดงสีหน้าท่าทาง , การกระทำ , ความนึกคิด บ้างหรืออย่างไร? เพราะฉะนั้นคุณควรจะเอาไอ้สีหน้าท่าทาง การกระทำ และความนึกคิดนี่แหละ ไปใส่ในหัวข้อที่สามซะ(การจัดช่วงฯ) แล้วบทสนทนาของ คุณจะสมบูรณ์ขึ้นอีกมากโขทีเดียว
ตัวอย่าง เช่น
แรงสั่นสะเทือนบริเวณพื้นผลักผมให้รีบวิ่งหนีเจ้าสัตว์ประหลาดยักษ์ไปพร้อมกับเดวิดจนสุดทางเดิน
นายจะเอาไง เดวิดถามผม ทางตันแล้ว
ผมยังคงหอบหายใจอยู่ พลางปาดเหงื่อไปด้วย
ไม่มีทางเลือก ผมบุ้ยใบ้ไปทางหน้าต่างที่อยู่ข้างๆ ในขณะที่เสียงฝีเท้าราวช้างสารของเจ้า สัตว์ประหลาดยังดังไล่ใกล้เข้ามาทุกขณะจิต
นายจะเอาจริงเหรอ เดวิดยิ้มแหยๆ พลางเลิกคิ้วขึ้นสูง
ผมแทบจะตบหัวมันในวินาทีนั้น แต่ก็ต้องอดกลั้นไว้ก่อน
ชีวิตสำคัญกว่า!!!
ผมไม่ตอบ รีบลากข้อมือของเจ้าเพื่อนตัวดีไปข้างหน้าต่าง ก่อนจะถีบแรงๆ เพียงครั้งเดียวกระจกก็แตกกราวร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องล่าง สายลมพัดปะทะใบหน้าทันทีที่หน้าต่างไร้กระจก
ชั้นมีอะไรจะบอกนาย
อะไรอีกเล่า ผมโคลงศีรษะถามอย่างรำคาญใจ เพราะเดวิดรั้งผมไว้เมื่อเท้าข้างหนึ่งพาดอยู่ บนขอบที่ตั้งหน้าต่างแล้ว ผมใจเต้นตึกตักพลางหันมองเจ้าสัตว์ประหลาดยักษ์ เกือบตลอดเวลา
เดวิดทำหน้าปุเลี่ยน ขมวดคิ้วอย่างอึดอัดใจ นัยน์ตาดูแปลกๆพิกล ในที่สุดเขาก็บอกกับผมว่า
ชั้นกลัวความสูงว่ะ!!!
เหตุการณ์นี้เข้าข่ายอันตรายถึงขั้นวิกฤติ จึงควรให้ตัวละคร หลีกเลี่ยงบทสนทนาที่ยืดเยื้อ เพราะขืนพูดมากเกินไปอาจถูกสัตว์ประหลาดงาบ เอาได้ นอกจากนั้นยังมีการใส่สีหน้าท่าทางบวกการกระทำของตัวละครลงไปด้วย จึงทำให้บทสนทนาที่ใช้ดำเนินเรื่องข้างต้นค่อนข้างสมบูรณ์เกือบร้อยเปอร์ เซ็น แต่มีสิ่งหนึ่งที่ในตัวอย่างไม่มี ลองดูดีๆครับว่ายังขาดอะไรไป ใช่ แล้วครับ! ขาดการนึกคิดนั่นเอง แต่ก็ไม่ถือว่าผิดนะ เพราะถ้าอยู่ใน สถานการณ์จริงเราคงไม่มีเวลามานั่งคิดถึงกับข้าวเย็นนี้หรอก เพราะฉะนั้น ถ้าผมจะเปรียบบทสนทนาเป็นอะไรซักอย่าง สำหรับผมบทสนทนาจะถูกเปรียบเป็นอาหาร คุณต้องปรุงรสมันด้วยสีหน้าตัวละคร ตกแต่งมันด้วยการกระทำ(Action) และใส่ ผงชูรส(ความรู้สึกนึกคิด...แต่กินมากๆไม่ดีนะครับ)เสียหน่อย แค่นี้บทสนทนา ของคุณก็จะอร่อยสมใจคนอ่านแล้วล่ะครับ
วิธีฝึกเขียนบทสนทนาให้ได้ดี
ผมจนใจที่จะต้องบอกว่าไม่มีทางลัดสำหรับกรณีนี้ คุณต้อง หมั่นฝึกเขียนและขยันอ่านเอาเอง ผมมีตัวอย่าง 2-3 เรื่องในเว็บเด็กดีที่สามารถจะช่วยคุณได้ บทสนทนาของเขาเหล่านี้โดดเด่นจน น่าจับตามองเชียวล่ะ แต่ก่อนอื่นกรุณาหลับตาลงก่อนครับ และคิดว่าคุณจะทำสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่
- คุณต้องอ่านเรื่องที่ผมแนะนำอย่างจริงใจ
- คุณห้ามเข้าข้างตัวเองว่าคุณเขียนดีกว่า วินาทีที่คุณอ่านเรื่องของเขาเหล่านั้นคุณคือผู้พิพากษา ต้องเป็นกลาง ห้ามลำเอียง
- คุณต้องทำตามสองข้อข้างบน(อยากเขียนให้ครบสามข้ออ่ะ)
ถ้าคุณทำตามสามข้อที่ผมบอกได้ แสดงว่าคุณโกหก! เพราะคุณลืม ตาตลอดเวลา ก็ผมบอกให้หลับตาไง(เจอมุขนี้เข้าไปเป็นไงล่ะ) ล้อเล่นน่ะครับ แต่ก็ควรทำตามนะ ตอนนี้มาดูทางลัดสู่เรื่องของเขาเหล่านั้นกันเลยครับ
Source :: บันทึกของ Braveheart(ชิดชื่น) โดย Braveheart [writer]
44 ความคิดเห็น
จะลองไปแก้ไขดูนะค่ะ ขอบคุณมากๆ
เป็นความรู้ที่ดีมาก สำหรับนักเขียนมือไหม่อยางเค้าเลย
ขอบคุณครับ
(ปล. แนวการเขียนที่มี Symbolism นั้นพูดง่ายแต่ทำยาก ผมเองยังทำไม่ได้ถึงขนาดขั้นนั้นเลย แต่เคยเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เฉยๆ - - )
โดยเฉพาะทางด้านการสนทนาการบรรยาย ไม่ ไม่ ไม่มีคำว่าโดยเฉพาะแล้วทุกเรื่องเลยยากจริงๆ
สงสัยต้องนั่งสมาธิก่อนแต่งแล้วล่ะ ขอตัวไปนั่งสมาธิก่อนนะคะ...บาย
===============================
ชาลิสา - สาธุ ว่าแต่เคยเห็นผมเหรอครับ หุหุ ^^"
===============================
kwand - ไม่เป็นไรครับผม
===============================
ป่าน - พยายามเข้านะครับ ^^
===============================
ไร้นามและน้ำยา - ถ้าน้องอยากเป็นนักเขียน สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ต้องทำก็คือ "เริ่มเขียน" ครับ เพราะถ้าไม่เริ่มเราก็จะไม่มีผลงานให้ใครติชมได้เลย เริ่มแรกเราอาจจะเขียนเรียงความก่อนก็ได้ อันนี้มีส่วนสำคัญเหมือนกันนะ เพราะจะทำให้เราได้ฝึกฝน จากนั้นก็ลองให้อาจารย์ภาษาไทยอ่านดู เขาก็พอจะรู้ว่าภาษาเรามีข้อบกพร่องตรงไหน พี่เองก็ฝึกหลายปีดีดักเหมือนกันนะครับ แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่ชอบเรื่องของตัวเองเลย เหอ ๆ -_-"
ขั้นต่อไปก็คือ หลังจากที่เริ่มมีความมั่นใจในฝีมือมากขึ้นแล้วก็ลองวางพล็อตเรื่องคร่าว ๆ ดูครับ(แนะนำให้เขียนเรื่องสั้นก่อนนะครับ เพราะไม่ต้องใช้เวลานานมากนัก) โดยแบ่งเป็น
- ช่วง Begining
- ช่วง Middle
- ช่วง Ending
สิ่งสำคัญคือช่วงระหว่าง 'ช่วงหลัก' ที่เราวางไว้สามส่วนใหญ่ ๆ การจะเขียนไปให้ถึงตรงจุดนั้นต้องใช้ความพยายามพอสมควรทีเดียว น้องลองอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ดูนะครับ พี่คิดว่าคงจะเป็นประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อยล่ะ แล้วหลังจากนี้มีปัญหาอะไรก็มาโพสถามไว้อีกนะ ^^
http://my.dek-d.com/writer/story/viewlongc.php?id=51745&chapter=4
===============================
แวบ ><
หมวยว่านะ
เพชรพระอุมา เป็นอะไรที่เจ๋งมากสำหรับ POV แบบข้าคือพระเจ้า
เพราะอ่านแล้วหมวยแต่งนิยายที่มี POV ประเภทนี้ได้ดีขึ้นเยอะ
(ถึงจะไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน ประเภทแต่งแล้วลบ แต่งแล้วลบ)
ดีมากๆเลยเนอะ ขอบคุณมากค่ะ
หมวยน้อย
ปล. เพชรพระอุมาสนุกมากๆเลย ว่ามะ ^^