/>

5 ไอเดียเปิดเรื่องยังไง โดนใจคนอ่าน []

วิว
 
        มีชาว Dek-D Writer คนไหนที่มีปัญหากับการเขียนนิยาย ไม่ได้เริ่มเขียนสักทีเพราะไม่รู้จะเริ่มยังไงหรือเปล่าคะ บางทีเรามีพล็อตเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบอยู่ในหัวแล้ว แต่ไม่รู้จะเริ่มด้วยฉากไหนก่อน ก็ติดอยู่ตรงนั้น ไม่ไปไหนสักที
        วันนี้พี่น้องจะมาสอนวิธีการเขียนฉากเปิดเรื่อง และวิธีเลือกฉากเพื่อให้เข้ากับงานของเรากันค่ะ

การเปิดเรื่อง

        สมัยก่อนงานเขียนประเภทเรื่องแต่งแบบนี้ มักมีกลวิธีไม่ซับซ้อน แพรวพราวเหมือนปัจจุบัน อย่างเทวตำนานหรือนิทานก็มีวิธีการเล่าเรื่องจาก 1 ไป 2 ไป 3 ด้วยสำนวนเรียบๆ เหมือนฟังคุณปู่เล่านิทานข้างเตียงอย่างไรอย่างนั้น
        แต่ปัจจุบันนี้สื่อบันเทิงมีมากมายหลายแขนง ในกลุ่มงานเขียนเองก็มีคู่แข่งอยู่เยอะ ทำให้นักเขียนต้องงัดกลวิธีแพรวพราวทั้งหลายออกมาใช้เพื่อดึงความสนใจคนอ่าน นอกจากพล็อตเรื่องน่าสนใจแล้ว การเปิดเรื่องที่ช่วยดึงคนอ่านก็สำคัญ
        เราจะไม่มาเล่าเรื่องแบบ "A เป็นเด็กชายอายุ 11 ปี อาศัยอยู่ในบ้านหลังน้อยกับคุณพ่อและคุณแม่" เพราะการเล่าเรื่องที่ตรงไปตรงมาแบบนี้ คงจะมีแต่เด็กเท่านั้นที่ยังไม่หาวใส่
        มาดูกันว่าเรามีวิธีเปิดเรื่องยังไงบ้าง แล้วแต่ละวิธีเหมาะกับพล็อตเรื่องแบบไหน ข้อดี-ข้อเสียของมันคืออะไร
 

1. เปิดเรื่องด้วยการแนะนำตัวละคร

        แบบเบสิกก็อย่างที่พี่น้องยกตัวอย่างไปก่อนหน้านี้ แต่อันนั้นมันเหมาะกับงานเขียนประเภทนิทาน ที่ไม่ต้องซ้บซ้อนตีความมากนัก เดี๋ยวเด็กตามไม่ทัน
        ถ้าเราอยากให้มันน่าสนใจ เราต้องเปิดเรื่องด้วยการแนะนำตัวละครแบบอ้อมๆ เช่น บทนำของเรื่องอาร์ทิมิส ฟาวล์ ผู้เขียนไม่ได้เปิดมาด้วยการบรรยายนิสัยหรือ 'ความพิเศษ' ของอาร์ทิมิสตรงๆ แต่เลือกใช้บันทึกของนักจิตวิทยาที่ดูแลอาร์ทิมิสอยู่ ให้เป็นตัวเล่าเรื่องแทน


 
        เมื่ออ่านปุ๊บ เราจะรู้เลยว่าเด็กผู้ชายที่ชื่ออาร์ทิมิสคนนี้ไม่ธรรมดาแน่ เขามีนิสัยบางอย่างที่ถึงกับทำให้นักจิตวิทยาต้องกุมขมับ และถ้าเราอยากรู้ว่า 'ทำไม' ดอกเตอร์คนนี้ก็ได้รวบรวมวีรกรรมของอาร์ทิมิสมาให้เราอ่านแล้ว
        การเปิดเรื่องด้วยการแนะนำตัวละครดูจะเป็นวิธีที่ใช้ได้ดีและได้ผลตลอดมา เพราะตัวละครเป็นองค์ประกอบสำคัญของเรื่อง นิยายส่วนใหญ่มักมีตัวเอกที่ 'แตกต่าง' จากคนทั่วไปอยู่แล้ว การเปิดเรื่องด้วยอะไร 'แปลกๆ' แบบนี้จึงดึงความสนใจคนอ่านได้
        แต่วิธีเปิดเรื่องแบบนี้จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อตัวละครของเรามีคุณสมบัติพิเศษ และนำเสนอได้น่าสนใจจริงๆ นะ
        เช่น พี่น้องจะเขียนนิยายเกี่ยวกับตำรวจคนหนึ่งที่ตาบอดสนิททั้งสองข้าง แต่กลับได้เป็นตำรวจที่ยิงปืนแม่นที่สุดของกรมตำรวจเพราะเขาหูดีมาก พี่จะไม่เปิดเรื่องด้วยการเขียนบอกคนอ่านไปโต้งๆ แบบนี้ แต่พี่น้องจะเขียนว่า...


 
        จากตัวอย่างพี่น้องก็ใช้ แม็กซ์ เพื่อนร่วมงานของอดัมมาพูดถึงตัวเอกของเราแทน คนอ่านจะได้รู้ว่าอดัมตาบอด และยิงปืนเก่งมาก รวมทั้งได้รู้ด้วยว่าแม็กซ์อิจฉาอดัมอยู่ลึกๆ และพยายามจะเอาชนะเขาด้วยการยิงปืนโดยไม่มองเป้า
        จะเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องให้ตัวเอกแนะนำตัวเองโดยตรง เราใช้ตัวละครอื่นแนะนำตัวละครหลักได้ หรือแม้แต่ใช้ตัวละครหลักแนะนำตัวละครอื่นเพื่อให้คนอ่านเห็นทัศนคติของเขาที่มีต่อคนรอบข้าง
 

2. เปิดเรื่องด้วยบทสนทนา

        เห็นได้บ่อยในนิยายรักหวานแหววหรือไลท์โนเวลที่เน้นบทสนทนามากกว่าการบรรยาย จู่ๆ ก็เปิดเรื่องมาเป็นบทสนทนาระหว่างตัวละครเลย โดยที่เรายังไม่รู้ว่าใครเป็นใคร หรือ ณ จุดนั้นเกิดอะไรขึ้น
        พี่น้องยกตัวอย่างจากนิยายชื่อดังอย่าง A Song of Ice and Fire เขียนโดยจอร์จ อาร์. อาร์. มาร์ติน หรือที่รู้จักกันในชื่อซีรี่ย์ A Game of Throne นะคะ (ไม่ใช่นิยายรักหวานแหววแต่อย่างใด)


 
        การเริ่มด้วยบทสนทนามีข้อดีคือคนอ่านจะรู้สึก "ตื่นตัว" กว่าการเริ่มด้วยบทบรรยาย และมักจะไม่ใช่เรื่องทั่วๆ ไป แต่เป็นหัวข้อที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่อมาของเรื่อง จากตัวอย่างที่พี่น้องให้มา ลุงมาร์ตินเริ่มเรื่องด้วยการลาดตระเวนของหน่วยไนท์วอช กลุ่มคนที่ทำผิดกฎของอาณาจักรและเลือกถูกเนรเทศมาประจำการที่กำแพงทางเหนือ จะได้ไม่ต้องโดนตัดมือ แต่แล้วระหว่างการลาดตระเวนก็ดันไปเจอสิ่งที่เรียกว่า 'ไวท์วอล์กเกอร์' ซึ่งคนในอาณาจักรส่วนใหญ่เชื่อว่าไม่มีอยู่จริง
        หน่วยลาดตระเวนคนหนึ่งหนีกลับมาได้ แต่การละทิ้งหน้าที่ถือว่าทำผิดกฎหน่วยไนท์วอช เขาจึงต้องโดนตัดหัว ซึ่งก็จะนำไปสู่ฉากเปิดตัว ตัวละครสำคัญคนหนึ่งของเรื่อง และนอกจากคนอ่านจะได้รู้ว่าเขาเป็นใคร เกี่ยวข้องอะไรกับหน่วยไนท์วอชแล้ว ยังช่วยให้รู้ด้วยว่าเขาเป็นคนที่ยึดมั่นในกฎที่ตัวเองสร้างขึ้นขนาดไหน
        ดังนั้น ถ้าเราเลือกเปิดเรื่องด้วยบทสนทนา ก็ต้องดูให้ดีว่าบทสนทนานั้นมันนำไปสู่เหตุการณ์ต่อไปหรือเปล่า คำพูดที่เราเลือกมาต้องมีที่มาที่ไป มีความหมาย ไม่ใช่แค่เอามาใส่เพื่อให้มันมีบทนำเฉยๆ นะ
 

3. เปิดเรื่องด้วยการพูดถึงสถานที่/วัตถุ/บางสิ่งที่สำคัญต่อเรื่องทั้งหมด

        ถ้าหากนิยายที่เราเขียนนั้นมีวัตถุบางอย่าง สถานที่บางอย่าง สิ่งมีชีวิตบางอย่าง หรือแม้แต่ระบบบางอย่างที่สำคัญต่อเรื่องตั้งแต่ต้นยันจบ เราก็เลือกพูดถึงสิ่งเหล่านั้นในบทนำก็ได้ เช่น มหากาพย์ไตรภาคอย่าง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ โดย เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน อุทิศ 26 หน้า (ต้นฉบับภาษาไทย) ให้กับ...ฮอบบิท


 
        เราอาจจะสงสัยนะว่าทำไมไม่พูดถึง 'แหวน' ก็ในเมื่อแหวนเป็นวัตถุสำคัญของเรื่องนี้ แต่คุณโทลคีนเลือกเขียนถึงฮอบบิท
        ทำไมน่ะหรือ แหวนเป็นของเซารอนก็จริง แต่สุดท้ายเมื่อเซารอนพลาดท่า เมื่อมนุษย์พลาดท่า เมื่อเอลฟ์ทำเฉย ใครล่ะที่ได้แหวนไป ก็ฮอบบิทใช่ไหม ใครล่ะที่ทำลายแหวน ก็ฮอบบิท พูดง่ายๆ ว่าฮอบบิทคือเผ่าพันธุ์สำคัญที่ทำให้นิยายเรื่องนี้ 'เกิดขึ้น' และ 'จบลง' ก็เลยเปิดเรื่องด้วยการพูดถึงธรรมชาติของเผ่าพันธุ์นี้สักหน่อย
        มาดูอีกตัวอย่างดีกว่า อันนี้น่าจะเห็นได้ชัดอยู่แล้วคือนิยายออนไลน์ พี่น้องขอยกตัวอย่างบทนำของเรื่อง DWO 7 การ์ดราชันย์ครองพิภพ ของ Season Cloud ที่เปิดด้วยฉากเล่นเกมเลย


 
        เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรคือ 'เกรดิออส' 'หญิงสาว' ที่กำลังเล่นเกมนี้อยู่คือใคร เรารู้แต่ว่าพวกเขากำลังเล่น 'การ์ดเกม' อยู่ และถ้าเราอยากจะรู้ว่าการ์ดเกมนี้คืออะไร สองคนนี้เป็นใคร ทำไมต้องมาสู้กัน ก็ต้องเปิดอ่านต่อไป
        ตัวอย่างสุดท้ายจากเรื่อง ไดเวอร์เจนท์ ของ เวโรนิก้า รอธ นิยายเรื่องนี้เป็นวรรณกรรมวัยรุ่น (Young Adult) ธีมดิสโทเปีย จึงต้องสร้าง 'สังคมใหม่' สำหรับโลกนี้ ซึ่งแบ่งกันเป็น 'เผ่า' และจะมีการคัดเลือกคนเข้าเผ่าเมื่ออายุถึงเกณฑ์ คนที่จะเกริ่นถึงสังคมใหม่ให้เราเข้าใจก็คือ...ตัวนางเอกเองค่ะ



 
        เมื่อเราอ่านไป ที่เราสนใจไม่ใช่ตัวนางเอก ไม่ใช่แม่นางเอก แต่เป็นคำว่า 'เผ่า' ที่นางเอกพูดถึง ทำไมเผ่าถึงมีห้ามใช้กระจก ทำไมเผ่าถึงมีสิทธิห้ามไม่ให้ทำกิจกรรมส่วนตัวได้ เผ่าคืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับสังคมนี้นัก
 

4. เปิดเรื่องด้วยคำคม

        นิยายส่วนใหญ่ก็จะมีแก่นเรื่องหรือธีมเป็นของตัวเอง หรือข้อคิดบางอย่างที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอให้คนอ่านเอากลับไปคิด เช่น ธรรมะย่อมชนะอธรรม, ความโลภนำมาซึ่งการสูญเสีย หรืออะไรทำนองนี้ แต่ถ้าเรื่องไหนที่เน้นธีมของเรื่องเป็นหลัก ไม่ได้เน้นที่ตัวละคร วัตถุวิเศษ หรือฉากอลังการงานสร้าง ก็อาจจะเปิดเรื่องด้วยคำคมๆ หรือข้อคิดที่เกี่ยวกับธีมหลักของเรื่อง อย่างเช่น บทนำของเรื่อง Alive หัวหน้าผมเป็นยมทูต โดย ข้าเจ้า


 
        บทนำเปิดมาด้วยการพูดถึงตาบอด ตาไม่บอด แรกๆ อ่านก็อาจจะงง ต้องการสื่ออะไร แต่คนเล่าก็แค่จะบอกว่าคนที่ไม่มีจุดหมายในชีวิต ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม ก็เหมือนคนที่ตาบอด มองไม่เห็นอะไร บางทีคิดว่าตายเสียได้ก็ดี แต่แล้วก็มีบางอย่างมาทำให้เขาคิดได้ บางอย่างที่ว่าก็คือ 'การได้เป็นยมทูตรับจ้าง' ส่วนการเป็นยมทูตรับจ้างคืออะไร ทำไมมันถึงทำให้เขาคิดได้นั้น คนอ่านก็ต้องไปตามอ่านต่อเอาเอง
 

5. เปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ซึ่งเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด

        ถ้านิยายเรื่องนั้นไม่ได้มีตัวละครพิเศษ ไม่ได้อยู่ในสังคมพิเศษ ไม่ได้มีวัตถุพิเศษ เป็นเพียงเรื่องธรรมดาๆ ที่มี 'เหตุการณ์' พิเศษ เราก็ต้องเลือกเปิดด้วยเหตุการณ์นั้น เช่น ฉากเปิดของวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง เด็กชายในชุดนอนลายทาง เขียนโดย จอห์น บอยน์


 
        คนเขียนไม่ได้อธิบายให้เราฟังว่าบรูโน ตัวเอกของเรื่องเป็นคนยังไง แต่พูดถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้น นั่นคือ 'การย้ายบ้าน' ซึ่งเกิดจากพ่อของเขาที่เป็นทหารหน่วยเอสเอสต้องไปประจำการที่ค่ายกักกัน พอบรูโนย้ายไปเลยทำให้เขาได้รู้ความจริงเบื้องหลัง 'ฟาร์ม' และ 'บ้านใหม่' แห่งนี้
 
        ที่จริง ยังมีวิธีการเปิดเรื่องอีกหลายแบบมาก ขึ้นอยู่กับพล็อตเรื่องของเราเอง ดังนั้นเวลาที่เราจะเขียนนิยายสักเรื่อง อย่างน้อยเราควรจะมีรายละเอียดคร่าวๆ อยู่ในหัวแล้วว่านิยายของเราจะเกี่ยวกับอะไร เปิดเรื่องด้วยอะไรถึงจะเข้ากับพล็อตที่เราวางไว้มากที่สุด
        สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการเปิดเรื่องขึ้นมาลอยๆ ไม่มีที่มา และไม่รู้จะไปที่ไหน คนเขียนก็งง คนอ่านก็งง บทนำ หรือบทแรกที่เปิดเรื่องควรจะเป็นเหมือนไฟฉายหรือป้ายบอกทาง ให้คนอ่านรู้ว่ากำลังจะเจอกับอะไร อย่าเป็นแค่กิ่งไม้ข้างทางที่ไม่รู้ว่ามีไว้ทำไมนะคะ
 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nong

พี่น้อง - ผู้เขียน

คอลัมนิสต์

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #เปิดเรื่อง #การเขียน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?