สวัสดีน้องๆ ชาวเด็กดีทุกคนเลย พี่อตินเองคับ วันนี้ กลับมาพร้อมกับบทความกลเม็ดเคล็ดลับ ซึ่งหัวข้อของเราในวันนี้ ขอนำเสนอเรื่อง Writer’s Block” อ่านจบ น้องๆ หลายคนอาจจะขมวดคิ้วนิ่วหน้า อะไรหว่า มันแปลว่าอะไร พี่ตินขอสรุปง่ายๆ ว่า Writer’s Block หมายถึงการที่นักเขียนเขียนงานไม่ออก ไปต่อไม่ได้ ไม่รู้ว่าควรต่อประโยคอย่างไร หรือร้อยเรียงเรื่องต่ออย่างไร ให้พูดให้ดราม่ากว่านั้นก็คือ สมองว่างเปล่า เค้นเท่าไหร่ก็ไม่มีอะไรออกมา ฟังแล้วรู้สึกยังไง ทั้งน่ากลัว น่าหงุดหงิด แล้วก็เซ็งสุดๆ เลยเนอะ
 
เอาหละ เข้าใจความหมายของ Writer’s Block แล้ว ต่อไปเรามาพูดถึงสาเหตุกันดีกว่าว่า Writer’s Block เกิดขึ้นได้เพราะอะไร มาจากไหนกันแน่
 
สาเหตุของการเขียนไม่ออก
เราสามารถแบ่งสาเหตุการเขียนไม่ออกได้เป็น 2 หัวข้อใหญ่ๆ นั่นคือ ความกลัว และ ข้อจำกัดทางความเชื่อ เรามาเริ่มจากหัวข้อความกลัวกันก่อนดีกว่า
 
ความกลัว ทุกครั้งที่เขียนงาน เราต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงหลายๆ อย่างอยู่แล้ว และหลายครั้งเรากังวล ไม่แน่ใจว่าควรเขียนอะไรลงไป นักเขียนทุกคนมีแนวโน้มจะเอาตัวเองไปแทนตัวละคร คิดแทน วางแผนการกระทำแทน ซึ่งหลายๆ ครั้ง เราเองก็ไม่แน่ใจว่าเขียนแบบนี้ไปแล้ว ผู้อ่านจะรู้สึกอย่างไร มีสองสถานการณ์คือ เรากลัวว่าสิ่งที่เขียนอาจแรงเกินไปหรือไม่ก็กลัวว่าจะไม่ตรงกับความคิดของผู้อ่าน เมื่อเรารู้สึกไม่แน่ใจ เราก็ไม่กล้าเขียน เพราะกลัวจะไม่ได้รับการยอมรับ กลัวเรื่องจะน่าเบื่อ คนอ่านไม่ซื้อ รับไม่ได้ เป็นต้น และเพราะความกลัวนี้เอง มันก็จะบล็อกความคิดของเรา ทำให้เราไม่กล้าที่จะเขียน ยิ่งสำหรับคนที่เป็นนักเขียนที่มีผลงานตีพิมพ์ หลายครั้ง การเขียนเรื่องกลายเป็นเรื่องน่ากังวล เพราะเราต้องมานั่งคิดระวังนู่นระวังนี่ เขียนแบบนี้ไป สังคมจะยอมรับได้ไหม จะโดนว่าหรือเปล่า ดราม่ามั้ย โดนวิจารณ์ไหม ใครจะไม่พอใจบ้างไหม ข้อจำกัดทั้งหลายนี้ กลายเป็นความกลัว ทำให้เราไม่กล้าที่จะเขียนงานให้ได้ดังใจ
 
ข้อจำกัดทางความเชื่อ เกี่ยวกับข้อนี้ เรายกตัวอย่างง่ายที่สุดให้ฟังแล้วกันนะ สมมติว่าน้องๆ เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ พ่อแม่เลี้ยงมาอย่างไข่ในหินเลย ไอ้นู่นก็ห้าม ไอ้นี่ก็ห้าม ไม่ให้กินอาหารแบบนี้ๆ บอกว่าไม่ดี ไม่ได้ ห้ามลอง ไม่ให้ไปลองทำอะไรแปลกใหม่ ให้อยู่แต่ในบ้าน สัตว์ก็ไม่ให้เลี้ยง งานก็ไม่ให้ทำ ฯลฯ เราไม่ได้บอกว่ามันเป็นเรื่องผิด แต่ว่าการที่คนเราถูกจำกัดด้วยเรื่องเหล่านี้มากๆ เข้า มันก็กลายเป็นความเชื่อฝังหัว และสุดท้ายแล้ว เราก็ไม่กล้าทำคิดอะไรนอกเหนือจากนี้ เมื่อเรามาเขียนหนังสือ พล็อตของเราอาจจะโดนบล็อกโดยไม่รู้ตัว เพราะข้อจำกัดมากเหลือเกิน ตัวละครของเราก็จะไม่ทำในสิ่งที่เราไม่ชอบหรือรู้สึกว่าไม่โอเค และนั่นแหละ มันอาจทำให้เราไปต่อไม่ได้ คิดไม่ออก เพราะว่าเราสร้างข้อจำกัดให้กับตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ
 
รู้สาเหตุไปแล้ว ต่อจากนี้ เราก็มาเคลียร์ปัญหาเรื่อง Writer’s Block แบบเป็นข้อๆ กันดีกว่า พี่ตินอยากให้น้องๆ เห็นภาพมากขึ้น เข้าใจมากขึ้น แล้วจะได้จัดการปัญหานี้ได้ง่ายขึ้น ก็เลยคิดว่าแยกออกมาเป็นข้อๆ น่าจะชัดเจนกว่าพูดแบบเหมารวม ยังไงลองอ่านแล้วคิดตามนะ
  
10 ปัญหาหลักๆ ที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Writer’s Block    
ข้อหนึ่ง คิดไอเดียไม่ออก
เคยไหม เปิดหน้าเวิร์ดเปล่าๆ ทิ้งไว้เฉยๆ พิมพ์ข้อความลงไป แล้วก็กดลบ ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรออกมาดี ไม่มีเรื่องในหัว ไม่รู้จะเล่าอะไร คือยังไม่ทันเริ่มก็ตันเสียแล้ว คำแนะนำนะ ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการทำแบบฝึกหัดของเรา คิดไม่ออกใช่ไหม ลองนึกถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในชีวิต จะดีหรือร้ายก็ได้ หรือนึกถึงคนที่คุณชอบมากๆ หรือคนที่เกลียดมากๆ ใครก็ได้ที่มีอิทธิพลกับคุณอย่างมาก แล้วก็ลองฝึกถ่ายทอดมันออกมาเป็นภาษาเขียน เล่าออกมาเป็นเรื่องให้ได้
 
ข้อสอง มีไอเดียแต่เยอะเกินไป ไม่รู้จะเรียบเรียงอย่างไร
อันนี้อาจจะยากกว่าข้อแรกหน่อย แต่ขอให้บอกตัวเองไว้ว่าอย่างน้อยๆ เราก็มีไอเดียนะ ยังมีข้อมูลนู่นนี่ คำเตือนที่อยากบอก ไอเดียเยอะๆ น่ะไม่แปลก ใครๆ ก็มีกัน แต่ไอเดียที่ใช่นี่สิ หายากกว่า อะไรที่จะเป็นของเราเอง น่าสนใจ แตกต่าง ไม่เหมือนใคร อะไรที่เขียนออกมาแล้ว คนอ่านจะร้องว้าว หายากมากนะ
 
เพราะฉะนั้น ทางแก้ไขที่เราแนะนำเลยคือ ถ้าไอเดียเยอะนัก พิมพ์เลย หรือถ้าไม่สะดวกจะเขียนก็ได้ จัดลงในกระดาษรัวๆ เขียนออกมาเป็นข้อๆ หลังจากเขียนเสร็จ ก็ไล่อ่านไปทีละบรรทัด แล้วดูว่า... อันไหนเข้าท่า อันไหนไม่เข้าท่า อันไหนจับกลุ่มเข้ากับอันไหน อันไหนไม่เข้าพวก แยกออกมาเป็นกลุ่มๆ และในส่วนของการเรียบเรียงนี้ บอกเลยว่าเวิร์ดช่วยได้ ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นมากๆ เพราะเรากด copy paste หรือว่ากด cut ได้ง่ายมาก สามารถแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ได้อย่างสบาย หลังจากแบ่งไอเดียออกเป็นข้อๆ แล้ว ก็ค่อยๆ ไล่อ่านใหม่ แล้วเลือกแต่ไอเดียที่ใช่ ไอเดียที่เราโอเค ข่าวดีหรือข่าวร้ายไม่รู้ แต่ขอบอกเลยว่า หลายครั้งที่เราทำแบบนี้ เรามักพบว่า... ไม่มีไอเดียไหนเลยที่ใช้ได้จริง (อย่าเพิ่งปิดจอหนีพี่ตินนะ 555) แต่บางครั้ง ถ้าโชคดีพอ เราก็มีโอกาสได้ไอเดียแจ่มๆ เหมือนกัน ใครเจอปัญหาแบบนี้ ลองวิธีนี้ดูนะ 
 
ข้อสาม เขียนเอ๊าท์ไลน์ลำดับเหตุการณ์ไว้แล้ว แต่ว่า... ลงรายละเอียดในแต่ละฉากไม่ได้  
นักเขียนบางคนนี่เขียนเอ๊าท์ไลน์เก่งมาก เขียนออกมาเป็นฉากๆ ตอนที่ 1 ตอนที่ 2 ตอนที่ 3 เราจะเขียนแบบนั้นแบบนี้ แต่หลังจากเขียนเอ๊าท์ไลน์แล้ว พอต้องมาลงรายละเอียดในแต่ละฉากจริงๆ กลับสอบตก งงไปซะอย่างนั้น คือไม่รู้ว่าจะเขียนยังไงต่อดี ก็... เอาจริงแล้ว การเขียนเอ๊าท์ไลน์กับการเขียนเล่าเรื่องน่ะ แตกต่างกันมาก เหตุผลที่คุณสับสน เขียนต่อไม่ได้ เราสรุปให้เลยแล้วกันนะ
 
  1. มีข้อผิดพลาดในเอ๊าท์ไลน์ น้องๆ บอกว่า เฮ้ย พี่ติน ไม่มีทางหรอก ไม่เชื่อ แต่มันเกิดได้จริงๆ นะ บางที เราอาจเผลออาจลำดับเหตุการณ์ผิด จาก A ข้ามไป C ลืม B ไปซะเฉยๆ แล้วพอถึงเวลาเขียนจริง ความสมเหตุผลก็จะหายไป เพราะมันขาดฉาก B นั่นเอง คือถ้าไม่มี B ฉากทั้งหมดก็จะเป็นไปไม่ได้ ไม่อาจเกิดขึ้นจริง ถ้าหากรู้เหตุผลนี้ ก็รีบๆ หาทางใส่ฉาก B แทรกเข้าไปซะ ก็จะเหมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อเสร็จสมบูรณ์
  2. เอ๊าท์ไลน์เขียนดี แต่เรานั่นแหละที่พลาด อันนี้ น่าจะเป็นข้อผิดพลาดของเราเอง เช่น ตอนนั้น สมองของเราอาจจะตื้อๆ แล้วไม่รู้ว่าจะบรรยายเนื้อหาที่เขียนสรุปเอาไว้ออกมาอย่างไร จะให้รายละเอียดกับฉากอย่างไร ทางแก้ก็ต้องหยุดก่อน แล้วย้อนกลับไปทำตามข้อสอง นั่นคือลองเขียนแต่ละฉาก สมมติตัวเองว่าเป็นตัวละครในสถานการณ์นั้นๆ แล้วค่อยๆ บรรยายออกมา เพิ่มลูกเล่นอีกนิด อาจจะสมมติตัวเองผ่านมุมมองของพระเอก นางเอก ตัวร้าย แล้วลองเขียนออกมาทีละมุม ดูว่ามุมไหนน่าอ่านกว่ากัน ก็เลือกมุมนั้นมานำเสนอ
     
และจริงๆ แล้ว ก็ยังมีคำตอบที่สามด้วย นั่นคือยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม เคยไหม เขียนงานไปหมดแล้ว กลับพบว่า เฮ้ย เราเพิ่มฉากนี้ได้นี่หว่า เอ้า โอเค ลบให้หมด แล้วเขียนเอ๊าท์ไลน์ใหม่ เพราะงั้นบางที ตอนมีปัญหากับเอ๊าท์ไลน์ ก็แค่หยุดสักพัก รอจังหวะ แล้วค่อยไปต่อ แค่นี้ก็โอเคแล้ว
 
ข้อสี่ จู่ๆ ก็ติดขัด ไปต่อไม่ได้ นึกไม่ออกว่าฉากต่อไปจะเป็นอะไรดี  
ปัญหานี้ ต่างจากปัญหาข้อที่แล้ว เพราะคุณยังไม่มีเอ๊าท์ไลน์ด้วยซ้ำ หรือไม่ก็อยู่ระหว่างการเขียน ยังไม่แน่ใจว่าจะลงรายละเอียดในแต่ละตอนอย่างไร ไม่รู้จะเขียนอะไร คิดอะไรไม่ออก อะไรมันนัวๆ กันไปหมด เอาละ หยุดก่อน เราเข้าใจแล้ว หน้าที่ที่ต้องทำเลยนะ หยุดคิดไปก่อนเลย แล้วย้อนกลับไปอ่านทวนที่เขียนไปเมื่อกี้ทั้งหมด ถ้ายังคิดไม่ออก ก็อย่าเพิ่งคิด หยุดไปก่อน ไปเดินเล่น ไปพักผ่อน ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้สบายใจ อย่าไปยึดติดอยู่กับเรื่องเก่า เดี๋ยวสบายใจแล้วค่อยกลับมาเขียนน่าจะโอเคกว่า แต่... ถ้าสารภาพว่า เป็นมาสักพักแล้ว แล้วเขียนต่อไม่ได้ อันนี้ เราคิดว่ามีปัญหาที่เนื้อเรื่องแล้วหละ อาจจะต้องลองหาจุดเด่นใหม่ๆ ลูกเล่นใหม่ๆ เพื่อใส่ในเนื้อหาของคุณ ลองนึกภาพแบบนี้นะ การเขียนก็เหมือนการเดินทาง สมมติเราเลือกว่าจะไปสยาม ทางไปน่ะมีเยอะ รถไฟฟ้าก็ได้ มอเตอร์ไซค์ก็ได้ แท็กซี่ก็ได้ ตุ๊กตุ๊กก็ได้ เมื่อรู้สึกว่าเดินทางนี้แล้วตัน ลองเปลี่ยนวิธีการเดินทางดู คิดว่าน่าจะช่วยให้ได้ไอเดียใหม่ๆ และไม่ติดขัดอีก
 
ข้อห้า เขียนใกล้จบแล้วถึงรู้ว่าพลาด แต่ถ้าแก้ ต้องแก้ใหม่ทั้งหมด  
ฟังแล้วปวดใจไหม 555 แบบว่า... พอมาถึงตอนจบแล้ว เพิ่งรู้สึกว่าไอ้ที่เราเขียนมาน่ะ มันพลาดไปหมด แต่ถ้าจะรื้อ... หรือจะตัดหรือจะลบ มันก็ต้องแก้ใหม่ทั้งเรื่อง... อ่า... ปัญหาระดับชาติของแท้ แต่ว่า... ถ้ารู้สึกจริงๆ ว่าที่เขียนมาเนี่ยผิดทาง ไม่เหมาะสม มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะดันทุรังเขียนต่อ สิ่งที่ต้องทำคือ หาจุดผิดพลาดให้เจอ ไล่อ่านใหม่ตั้งแต่ต้นเลยนะ แล้วหาให้ได้ว่า...  เราพลาดไปที่ตรงไหน และถ้าหากว่าปรับแล้ว จะทำให้เส้นเรื่องเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ค่อยๆ ดูทีละตอนก็ได้ ในส่วนนี้ เราจึงมีเคล็ดลับมานำเสนอนั่นคือ เวลาเขียนนิยาย ถ้าเป็นไปได้ เขียนแบ่งออกเป็นตอนๆ ก็จะทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนกว่าเขียนไฟล์เดียวเดี่ยวๆ และทำให้ตัดง่ายได้มากขึ้นด้วย
 
แต่ถ้าหากว่าลองอ่านดูแล้ว หาจุดผิดพลาดไม่เจอ มีอีกวิธีคือ ทำไทม์ไลน์เลย ไล่ระยะเวลาให้หมดว่านิยายเรื่องนี้ใช้เวลากี่เดือน หรือกี่ปี แล้วตัวละครทำอะไรอยู่ในช่วงเวลาไหนบ้าง วิธีนี้จะทำให้เห็นภาพชัดเจน และเราจะรู้ได้เลยว่าในช่วงเวลาไหนตัวละครทำอะไรบ้าง


 
ข้อหก เบื่อตัวละคร ไม่รู้จะเขียนให้ทำอะไรแล้ว
การสร้างตัวละครถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากเป็นอันดับต้นๆ เพราะตัวละครมีส่วนสำคัญทำให้เนื้อหาดำเนินต่อไปได้ ผลงานทั้ง 2-300 หน้าของเราจะเป็นอย่างไร ตัวละครเหล่านี้นี่แหละคือผู้ขับเคลื่อนและสร้างเรื่องราว ถ้ารู้สึกเบื่อ ไม่รู้จะเขียนให้ทำอะไร บอกเลยมีปัญหาใหญ่แล้ว ในกรณีที่ตัวละครนั้นไม่สำคัญ เราแนะนำว่าให้ตัดทิ้งไปได้เลย คงไว้ก็แต่พวกที่สำคัญจำเป็นก็พอ 
 
ถ้าหากเกิดความสับสน ไม่แน่ใจตัวละคร ขอให้หยุด แล้วลองใช้วิธีของเรา นั่นคือการทำแผนภาพ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของตัวละคร เช่น พระเอก มีพ่อแม่คือ มีน้องไหม มีพี่ไหม เขียนออกมาให้ชัดเจนไปเลย ต่อจากพระเอกก็นางเอก เขียนกระจายออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ การเขียนแผนภาพความสัมพันธ์จะทำให้เรามองเห็นได้ว่า ตัวละครแต่ละตัวควรทำอะไร อย่างไรบ้าง ถ้าหากรู้ชัดแล้ว เราก็สามารถหาบทบาทที่เหมาะสมให้กับทุกตัวได้
 
ข้อเจ็ด เขียนๆ ไป แล้วหยุดเพราะมโนว่าถ้าเขียนไปคนอ่านจะไม่ชอบ จะเกลียด งั้นไม่เขียนดีกว่า
อันนี้เป็นวิกฤติภายในตัวเองแล้วหละ เหมือนว่ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเขียนฉากนี้ดีไหม คิดไปคิดมา เอ ถ้าเขียนแล้วคนอ่านไม่ชอบจะทำอย่างไร มันเหมือนเป็นการโต้แย้งอยู่ภายใน ถ้าเมื่อไหร่รู้สึกแบบนี้ ต้องหยุดด่วนๆ แล้วก็ทบทวนเสียใหม่ว่าสิ่งที่เราต้องการสื่อคืออะไร และเป้าหมายของเราคืออะไร ถ้าหากว่ายังไม่แน่ใจ ก็อย่าเพิ่งเขียน เอาให้แน่ใจเสียก่อน คิดให้ตกก่อน ถ้าเมื่อไหร่ที่โอเคและมั่นใจจริงๆ เมื่อนั้นค่อยเขียนก็ไม่สาย 
 
ข้อแปด เขียนยังไงก็รู้สึกว่าข้อความไม่สวย ไม่สื่อความต้องการของเราสักที
อันนี้ พี่ตินเองก็มีปัญหา คือรู้หมดแล้วแหละ ว่าเรื่องเป็นอย่างไร ต้องเขียนแบบไหน แต่ว่า... ไม่รู้จะหาคำไหนมาอธิบายให้คนอ่านเข้าใจเหมือนที่เราคิดเอาไว้ในหัว ซึ่งเวลาเกิดปัญหานี้ บ่อยครั้งที่พี่ตินนั่งมองหน้าเวิร์ดเปล่าๆ นิ่งๆ แล้วก็นั่งทบทวนดูว่าเรามีคำอะไรในหัว จะแก้ประโยคนี้อย่างไรดี เอาแบบไหนดี แล้วสุดท้าย อ้าว หมดวันไปซะงั้น ไม่มีประโยชน์แล้ว ทางแก้นะ น้องๆ จำไว้เลย เราอย่าเพิ่งเร่งรีบแก้ ไปรอตอนรีไรท์ทีเดียวตอนจบ คือบางทีถ้าเราไม่แน่ใจ ไม่รู้จะเลือกคำไหน มันอาจเพราะว่าเรากำลังเบื่อฉากซ้ำๆ ซากๆ การได้ขยับไปเขียนฉากอื่นจะทำให้เราลืมปัญหาเก่าๆ แล้วเมื่อกลับมาอีกครั้ง คำที่เหมาะสมมันอาจจะผ่านเข้ามาเองโดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยยากด้วยซ้ำไป แต่ถ้าหากว่า รีไรท์แล้วยังเจอปัญหาเดิมอีก อันนี้ ก็ขอบอกให้แก้แบบเดิมนะ นั่นคือ ข้ามไปรีไรท์ส่วนอื่นก่อน แล้วค่อยกลับมาอีกครั้ง ถ้ายังหาคำที่ดีกว่าไม่ได้ ก็แปลว่าคำที่เราเลือกมา คงจะดีที่สุดแล้วหละ ไม่ต้องคิดมากแล้วนะ
 
ข้อเก้า เรื่องในหัวสุดยอดมาก แต่พอเขียนออกมาเป็นคำๆ แล้ว ทำไมอ่านแล้วไม่สนุกเลย
อันนี้ต้องถามย้ำก่อนว่าอ่านแล้วไม่สนุกจริงๆ เหรอ แน่ใจนะว่าไม่สนุก หรือว่าแค่คิดไปเอง... มโนหรือเปล่า เครียดเกินไปหรือเปล่า ถ้ายังยืนยันว่า ไม่ได้คิดไปเอง รู้สึกแย่จริงๆ ก็แปลว่า... เรามีปัญหาการนำเสนอผลงานแล้วหละ ทางแก้นะ ลบทิ้งเขียนใหม่ หลายคนทำหน้าเหวอ พี่อตินพูดอะไรออกมา นี่พูดเลยว่าพูดจริงๆ ชัดเจน ไม่ได้พูดเล่นด้วย เพราะมีหลายครั้งที่พี่ตินอ่านแล้วไม่พอใจงานตัวเอง พี่ตินก็แยกไฟล์เซฟไว้ต่างหาก แล้วเขียนใหม่หมด ซึ่งพี่ตินเองก็ไม่แน่ใจหรอกว่างานใหม่จะดีกว่า แต่ก็ลองเขียนออกมาก่อน พอเขียนเสร็จ ก็ลองเอามาอ่านเปรียบเทียบกันดู บางที ก็ผสมสองเรื่อวงเข้าด้วยกันเสียเลย หรือบางที ก็เลือกอันใหม่ แต่บางที ก็เลือกอันเก่า เพราะคิดว่ามันดีอยู่แล้ว ข้อนี้ทางแก้จะเหมือนกับข้อสาม นั่นคือ ลองเขียนโดยเปลี่ยนมุมมองของตัวละครดู น่าจะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ไม่มากก็น้อย
 
ข้อสิบ อ่านทวนงาน แล้วรู้สึกว่า งานไม่สนุก ไม่ชัดเจน ขาดตัวตน
การรีไรท์นี่บอกเลยยิ่งกว่านรก! ยิ่งเราเขียนรอบแรกแบบเร็วๆ ไว้ก่อน ตอนรีไรท์นี่แหละจะโหดหนักมาก การรีไรท์ เป็นกระบวนการที่กินเวลานาน และไปแบบไวๆ ไม่ได้ หลายครั้งเราเสียเวลากับกระบวนการนี้ยิ่งกว่าการเขียนเสียอีก ถ้าหากว่า อ่านแล้วรู้สึกว่าไม่สนุก ไม่โอเค คำแนะนำของเราคือ ลองหาตัวช่วย อาจเป็นใครก็ได้ที่รู้จักผลงานเราดี หรือพวกนักอ่านเก่งๆ (ลองหานักวิจารณ์ในเด็กดีสักคนสองคนก็ได้นะ) หรือถ้าง่ายกว่านั้น โพสต์ลงเว็บเด็กดีเลยค่ะ น้องๆ คะ (เชื่อว่าทุกคนทำอยู่แล้ว) แล้วก็รอคนอ่านมาเมนต์ การได้ฟังความเห็นคนอื่น ก็จะทำให้เราเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น และทำให้เรารู้ว่าต้องปรับแก้อย่างไร จัดการกับผลงานอย่างไรบ้าง
 
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่อยากให้นักเขียนหน้าใหม่ เชื่อฟังนักอ่านมากจนเกินไป อยากให้ยึดตัวเองไว้ด้วยส่วนหนึ่ง เพราะผลงานเป็นของเรา ถ้าเรามั่นใจแล้วว่าดี และคิดว่าโอเค ก็นั่นแหละค่ะ คิดว่าดีก็ทำต่อไป แต่ถ้าตรงไหน อ่านแล้วรู้สึกว่า เออ เป็นประโยชน์กับงานเรานะ เมื่อนั้นก็ลองเอามาปรับดูบ้าง ไม่เสียหายเลยจริงๆ
 
เอาหละ จบลงไปทั้งหมดสิบข้อแล้ว เป็นบทความที่ย้าวยาวจริงๆ แต่พี่ตินก็เชื่อว่าน่าจะให้ประโยชน์กับน้องๆ ทุกคนบ้าง ไม่มากก็น้อย หวังว่าจะชอบกัน และได้รับสิ่งดีๆ จากบทความของพี่ตินนะ
 
อ่านจบอยากให้รู้จักและเข้าใจ Writer’s Block มากขึ้นนะ
เข้าใจกันบ้างแล้วยัง ^ ^
 
อตินเอง
 
พี่อติน
พี่อติน - Writer Editor ผู้ดูแลหมวดนักเขียนที่หลงใหลการอ่านแบบสุดๆ และไม่เคยพลาดทุกข่าวสารในวงการวรรณกรรม!

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

crayontoey Member 15 ก.ค. 58 16:17 น. 2

Writer's block ของเรานี่ส่วนใหญ่จะเป็นอาการหมดไฟค่ะ เหมือนแบบเราวางพล๊อตไว้เสร็จเรียบร้อย สำหรับตอนย่อย โดยตอนย่อยมันต้องอิงพล๊อตใหญ่ แต่ว่าพอทำตรงนี้เสร็จ เหลือแค่พิมพ์ แล้วเรามีสิ่งล่อตาล่อใจหลายอย่างจนเกิดอาการ ไม่และ เดี๋ยวค่อยทำ พอจะมานั่งพิมพ์ใหม่ เราก็เริ่ม เห่ย...จะเอาตามที่วางไว้จริงหรอ จนไปๆมาๆเริ่มหมดไฟ(บางทีเราก็คิดว่าสิ่งที่ทำไปมันสนุกหรือเปล่า) พอหมดไฟแล้วเราก็เกิดอาการดองนิยายเลยค่ะ

2
Starlit42 Member 16 ก.ค. 58 18:43 น. 2-1
คล้ายกันค่ะ ตอนกำลังแต่งนิยายที่เราตั้งใจมากๆเหมือนกับจรวดติดไฟพร้อมที่จะไปอวกาศ แต่พอหมดไฟแล้ว ไม่ว่าจะหาวิธีปลุกไฟให้ลุกขึ้นมาใหม่วิธีไหนก็ไม่เข้ากับสไตล์สักที -^- นิยายที่ว่านี้ดองไปเกือบปีแล้วมั้งเนี่ย--เหนื่อยใจ....
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
hippo/14 Member 21 ก.ค. 58 06:26 น. 19

ที่พี่บอกมานี่ ตอนนี้เป็นเกือบทุกข้อเลยค่ะ เราพยายามเขียนออกมาให้ดีที่สุดนะ แต่เราก็ไม่มั่นใจว่าคนอ่านจะชอบมั้ย? หลายครั้งที่เขียนแล้วก็แก้ บางอันก็ลบทิ้ง ลบทิ้งเป็นบทๆก็มี เราอยากได้คำแนะนำกับความเห็นของคนอ่านบ้าง จะได้รู้ว่ามันโอเคมั้ย? แต่ก็ไม่ค่อยมีใครเม้นเลย มันนอยด์อะ รู้สึกหมดแรงด้วย

0
กำลังโหลด
Haruka Fuji Member 20 ก.ค. 58 19:37 น. 17

ของเราคงเป็นความขี้เกียจพิมพ์นั่นเอง ฮ่าๆๆๆ

ไม่ก็คึกจะเขียนในเวลาที่ไม่น่าจะเขียน เย้

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด

30 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
crayontoey Member 15 ก.ค. 58 16:17 น. 2

Writer's block ของเรานี่ส่วนใหญ่จะเป็นอาการหมดไฟค่ะ เหมือนแบบเราวางพล๊อตไว้เสร็จเรียบร้อย สำหรับตอนย่อย โดยตอนย่อยมันต้องอิงพล๊อตใหญ่ แต่ว่าพอทำตรงนี้เสร็จ เหลือแค่พิมพ์ แล้วเรามีสิ่งล่อตาล่อใจหลายอย่างจนเกิดอาการ ไม่และ เดี๋ยวค่อยทำ พอจะมานั่งพิมพ์ใหม่ เราก็เริ่ม เห่ย...จะเอาตามที่วางไว้จริงหรอ จนไปๆมาๆเริ่มหมดไฟ(บางทีเราก็คิดว่าสิ่งที่ทำไปมันสนุกหรือเปล่า) พอหมดไฟแล้วเราก็เกิดอาการดองนิยายเลยค่ะ

2
Starlit42 Member 16 ก.ค. 58 18:43 น. 2-1
คล้ายกันค่ะ ตอนกำลังแต่งนิยายที่เราตั้งใจมากๆเหมือนกับจรวดติดไฟพร้อมที่จะไปอวกาศ แต่พอหมดไฟแล้ว ไม่ว่าจะหาวิธีปลุกไฟให้ลุกขึ้นมาใหม่วิธีไหนก็ไม่เข้ากับสไตล์สักที -^- นิยายที่ว่านี้ดองไปเกือบปีแล้วมั้งเนี่ย--เหนื่อยใจ....
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
pinno_tea Member 15 ก.ค. 58 21:02 น. 5

มันใช่หลายข้อเลย ของเราคือเราเป็นคนจินตนาการสูง (เรียกง่ายๆว่าเพ้อเจ้อ) เราคิดพลฮตในหัวเยอะมาก เรื่องบางเรื่องเราเปลี่ยนมาเป็นสิบๆรอบ เลยไม่จบสักที หรือไม่แต่งๆไปยังไม่จบก็เปลี่ยนไปแต่งเรื่องใหม่แล้ว อีกประการคือบางทีพลอตรวมมันได้แล้ว แต่ฉากย่อยมันคิดไม่ออก 5555

ตอนนี้ต้องพยายามบังคับใจให้เขียนให้จบเป็นเรื่องๆไป แต่ก็ยากเหลือเกิน เสียใจ

0
กำลังโหลด
pinno_tea Member 15 ก.ค. 58 21:02 น. 6

มันใช่หลายข้อเลย ของเราคือเราเป็นคนจินตนาการสูง (เรียกง่ายๆว่าเพ้อเจ้อ) เราคิดพลฮตในหัวเยอะมาก เรื่องบางเรื่องเราเปลี่ยนมาเป็นสิบๆรอบ เลยไม่จบสักที หรือไม่แต่งๆไปยังไม่จบก็เปลี่ยนไปแต่งเรื่องใหม่แล้ว อีกประการคือบางทีพลอตรวมมันได้แล้ว แต่ฉากย่อยมันคิดไม่ออก 5555

ตอนนี้ต้องพยายามบังคับใจให้เขียนให้จบเป็นเรื่องๆไป แต่ก็ยากเหลือเกิน เสียใจ

0
กำลังโหลด
parini Member 15 ก.ค. 58 23:22 น. 7

เป็นเกือบทุกข้อเลยค่ะ สมองมันตื้อมากๆเลย คิดอะไรไม่ค่อยออก  ขอบคุณมากๆนะค่ะ สำหรับคำแนะนำดีๆแบบนี้ ว้าว

0
กำลังโหลด
พลอยนิล-อะเมะยูคิ Member 15 ก.ค. 58 23:36 น. 8

เรื่องความกลัวนี่ เป็นมากเวลาเขียนนิยายแนวผู้ใหญ่ค่ะ (ไม่ได้ติดเรทน้าาาาาา) รู้สึกเหมือนตัวเองถนัดแนววัยรุ่นมากกว่า

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
JOVXQ Member 16 ก.ค. 58 11:38 น. 10

สุดยอดค่ะ คือมันตรงทุกอย่าง แม้แต่สถานะการณ์ที่กำลังประสบอยู่ในตอนนี้ ปัจจัยภายนอก ภายในจีกันให้อินุงตุงนังไปหมดเลยค่ะ ได้บทความนี้มาตอบโจทย์ในชีวิต มันถูกทุกข้อจริงๆ ค่ะ 

ขอบคุณพี่ตินมากๆ ค่ะ เย้

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
เด็กน้อยในวันฤดูใบไม้ผลิ Member 16 ก.ค. 58 21:51 น. 12

เป็นแค่ 5-9-10 คือมันหงิดจริง ๆ นะแบบ เห้ยแต่งแล้วไมแบบนี้วะ ยิ่งแต่งแอคชั่นออกบู๊นะ แก้เป็นสิบรอบ ดูการ์ตูนจนจำบทได้ ดูหนังจนแม่ถามว่า "ไม่เบื่อบ้างหรอ"

ที่เหลือก็จะเป็นกับแค่แฟนฟิคที่แบบกลับมาอ่าน ๆ แล้ว "ตอนนั้นคงง่วงมากสินะเลยได้ออกมาแบบนี้" พอมาเขียนนิยายจริง ๆ "แน่นทั้งเอาท์ไลน์และเนื้อเรื่องเลย" คือเก็บทุกองค์ประกอบ

เวลาเขียนไม่ออกเพราะพักผ่อนไม่พอนี่ เอาสมุดที่เขียนโครงเรื่อง เอาท์ไลน์ ฉาก บลา ๆ มานั่งกางจ้องศึกษาเข้าไป ฮ่าา ๆ

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
I am ink Member 18 ก.ค. 58 13:21 น. 14

หนูเป็นประเภท ตกม้าตายค่ะ

เริ่มต้นก็โออยู่หรอกค่ะ....แต่สุดท้ายตายน้ำตื้น! เสียใจ #ร้องไห้หนักมากกกกกกกก

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Haruka Fuji Member 20 ก.ค. 58 19:37 น. 17

ของเราคงเป็นความขี้เกียจพิมพ์นั่นเอง ฮ่าๆๆๆ

ไม่ก็คึกจะเขียนในเวลาที่ไม่น่าจะเขียน เย้

0
กำลังโหลด
ABC123 Member 20 ก.ค. 58 22:03 น. 18

เขิลจุง เราวางพล็อตไว้ตั้งแต่ป.หก เรียบเรียงไว้ในหัว คิดไปคิดมา บทสรุปจบเป๊ะ พอดีตอน ม.สาม ตอนนี้ม.4 แล้วเพิ่งได้เป็นตัวหนังสือ ฮ่าๆๆๆๆ บทนำยังไม่จบเลย ปลายภาคเริ่มเข้าใกล้แล้วเย้

0
กำลังโหลด
hippo/14 Member 21 ก.ค. 58 06:26 น. 19

ที่พี่บอกมานี่ ตอนนี้เป็นเกือบทุกข้อเลยค่ะ เราพยายามเขียนออกมาให้ดีที่สุดนะ แต่เราก็ไม่มั่นใจว่าคนอ่านจะชอบมั้ย? หลายครั้งที่เขียนแล้วก็แก้ บางอันก็ลบทิ้ง ลบทิ้งเป็นบทๆก็มี เราอยากได้คำแนะนำกับความเห็นของคนอ่านบ้าง จะได้รู้ว่ามันโอเคมั้ย? แต่ก็ไม่ค่อยมีใครเม้นเลย มันนอยด์อะ รู้สึกหมดแรงด้วย

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด