เรียนรู้ 6 ทักษะการเขียนจากในหลวงรัชกาลที่ ๙ ผ่านพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก”

 

เรียนรู้ 6 ทักษะการเขียนจากในหลวงรัชกาลที่ ๙
ผ่านพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก”



สวัสดีชาวนักเขียนนักอ่านเว็บไซต์เด็กดีทุกคนค่ะ เชื่อว่าทุกคนคงรู้ดีอยู่แล้วว่าในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของเราทรงมีพระปรีชาสามารถและเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ทั้งศาสตร์และศิลป์ หนึ่งในนั้นคือ ทักษะด้านการประพันธ์ พระองค์ทรงประพันธ์งานเขียนที่ทรงคุณค่าเพื่อมอบให้ชาวไทยทั้งประเทศเป็นจำนวนหลายเล่ม หนึ่งในนั้นคือพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับกษัตริย์ผู้มีความเพียร แนวคิดสำคัญของเรื่องคือ มุ่งสอนให้ผู้อ่านตระหนักถึงความเพียรเพื่อที่จะฝ่าฝันทุกอุปสรรคให้ผ่านพ้น โดยบทพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์ในปีกาญจนาภิเษก เมื่อทรงครองสิริราชสมบัติครบรอบ ๕๐ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๕๓๙  

น้องๆ นักเขียนนักอ่านคนไหนสนใจ สามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ได้ในบทความ พระมหาชนก วรรณกรรมจากพ่อที่เป็นยิ่งกว่าคำสอน ค่ะ 
 
อย่างที่บอกไปแล้วเบื้องต้นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านวรรณศิลป์ไม่แพ้นักเขียนท่านไหนๆ พระองค์เรียนรู้ทั้งภาษาละติน อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน ดังนั้น เมื่อพระองค์ทรงแปลและเรียบเรียงพระราชนิพนธ์พระมหาชนก (ตลอดจนเรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระและติโต) พระองค์จึงใช้วิธีอ่านรวดเดียวจนจบเสียก่อน เพื่อจะได้ทำความเข้าใจว่าผู้เขียนต้องการสื่อความคิดใด จากนั้นจึงทรงอ่านรายละเอียดทีละตอนใหม่อีกครั้ง เพื่อเก็บทุกความคิดให้ครบถ้วน ทรงแปลผลงานวันละเล็กละน้อย โดยทรงเขียนกำกับไว้ว่าวันใดแปลจากตอนใดถึงตอนใด เมื่อเป็นเรื่องของพระราชนิพนธ์แปล พระองค์จะใช้เวลามากเป็นพิเศษ และยังได้ใส่ข้อความที่เป็นพระราชวินิจฉัยแทรกไว้ในหลายๆ ตอน เพื่ออธิบายเพิ่มเติมให้คนไทยได้เข้าใจเนื้อหาชัดเจนมากขึ้น
 
ในส่วนของพระราชนิพนธ์พระมหาชนก มีสิ่งที่ชาวนักเขียนควรศึกษาไว้คือ วิธีการนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ และพระปรีชาในการสอดแทรกสัจธรรมของตัวละครอย่างพระมหาชนก ผู้มีความเพียรพยายามอุตสาหะ อดทนว่ายน้ำโต้คลื่นอยู่ในมหาสมุทรกว้างใหญ่ และทั้งๆ มองไม่เห็นฝั่ง แต่พระมหาชนกก็ไม่เคยถอดใจหรือยอมแพ้ ผู้อ่านอ่านแล้วจะได้แง่คิดในเรื่องความเพียร และสามารถนำแง่คิดนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
 
ในวันนี้ แอดมินขอสรุปเคล็ดลับและทักษะที่พระองค์ทรงใช้ในการประพันธ์ “พระมหาชนก” มาไว้ด้วยกันทั้งหมด ๖ ข้อ เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อชาวนักเขียนเด็กดีไม่มากก็น้อย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นจากพระองค์ท่าน
 

 
ใช้สำนวนภาษาให้เหมาะสมกับช่วงเวลา แต่ไม่ทิ้งสำนวนเก่าโดยสิ้นเชิง
เนื่องจากต้นเรื่องพระมหาชนกเดิม ใช้สำนวนโบราณที่อาจจะทำให้เข้าใจยาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ จึงทรงเลือกศัพท์อย่างระมัดระวัง โดยเลือกคำที่เข้าใจง่าย อย่างไรก็ตาม พระองค์ไม่ได้ทิ้งสำนวนเก่า แต่ยังใส่ความเป็นนิทานชาดกเอาไว้ด้วย
 
ใช้การอธิบายเปรียบเทียบเพิ่มเติม  
เนื่องจากศัพท์ในบทประพันธ์เดิมค่อนข้างเข้าใจยาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ จึงทรงใส่คำอธิบายความแทรกทั้งในตอนท้ายและในเรื่องด้วย เพื่อให้คนอ่านทำการเปรียบเทียบและเข้าใจได้ง่าย เช่น เมื่อจะพูดถึงระยะทางไกล 30 โยชน์ ทรงใช้คำว่า "โยชน์" อยู่ แต่จะทรงเทียบให้เห็นว่าไกลแค่ไหน ในวงเล็บท้าย 30 โยชน์ก็จะระบุไว้ว่า 145 กิโลเมตร
 
ใช้ภาษาอื่นกำกับเพื่อนักอ่านประเทศอื่น
ถ้าใครเคยอ่าน จะพบว่าในบทพระราชนิพนธ์พระมหาชนกมีภาษาอังกฤษ และเทวนาครีกำกับอยู่ด้วย ทรงมีพระราชดำรัสว่าเพื่อให้ใช้เป็น TEXTBOOK (คู่มือ) คนที่รู้ภาษาหนึ่งจะได้เทียบกับอีกภาษาหนึ่งได้
 
ใช้ภาพประกอบเล่าเรื่อง
เนื่องจากพระมหาชนกเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงอดีตกาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ จึงทรงใช้ภาพประกอบเพื่อสื่อเรื่องราวให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น จุดเด่นคือ ภาพฝีพระหัตถ์จำนวน ๔ ภาพ เป็นภาพแผนที่ที่แสดงตำแหน่งของเมืองต่าง ๆ ที่เป็นฉากของเรื่อง ถ้าใครเคยอ่านนิทานชาดกจะรู้สึกว่า ฉากนั้นเป็นเมืองที่เราไม่คุ้น เช่น เมืองพาราณสี มิถิลา จัมปา หรือแม้แต่สุวรรณภูมิ ชื่อเหล่านี้ไม่ใช่ชื่อที่ใช้ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัว แผนที่จะทำให้คนอ่านนั้นรู้สึกถึงความสมจริงของเรื่องมากขึ้นว่า เมืองเหล่านั้นไม่ใช่ฉากในจินตนาการ "บทพระราชนิพนธ์ ได้สะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านวรรณกรรม ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างเลิศล้ำยิ่งนัก"
 
ใช้ศัพท์ง่ายๆ ตรงไปตรงมา
ในบทพระราชนิพนธ์ พระองค์ทรงเลือกใช้ถ้อยคำง่ายๆ ตรงไปตรงมา ทว่าคำง่ายๆ นี้ กลับสามารถสื่ออารมณ์ ความรู้สึก และน้ำเสียงของบุคคลในเรื่องได้อย่างชัดเจน ยกตัวเอย่างเช่น ตอนที่พระราชาอริฎชนกตรัสแก่พระมเหสีว่า “ยอดรัก การรบแพ้หรือชนะนั้นไม่อาจรู้ได้ ถ้าพี่มีอันเป็นอันตราย น้องจงรักษาครรภ์ให้ดี”  ตรัสดังนี้แล้วเสด็จกรีธาทัพออกจากพระนคร
 
ใช้โวหารภาพพจน์ประกอบ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงใช้โวหารภาพพจน์ในเรื่อง เพื่อส่งเสริมความงดงามทางภาษา และทำให้เรื่องน่าอ่านขึ้น นอกจากโวหารภาพพจร์ พระองค์ทรงใช้เทคนิคและทักษะทางการเขียนอีกหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น
 
  • อุปมาอุปไมย หรือการเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนอีกสิ่งหนึ่ง โดยใช้คำเปรียบเทียบที่ชัดเจน เช่น ไม่นานนักพระนางก็ประสูติพระโอรสมีวรรณะดังทอง, มหาชนเป็นภักษาแห่งปลาและเต่า, น้ำโดยรอบมีสีเหมือนโลหิต, พระมหาสัตว์เป็นไปอยู่ในคลื่นซึ่งมีสีดังแก้วมณี เหมือนท่อนต้นกล้วยทอง ,พระมหาสัตว์ทรงว่าน้ำข้ามสมุทรอยู่เจ็ดวันเหมือนว่ายข้ามวันเดียว
  • นามนัย การแทนคำเพื่อนำไปสู่ความหมายที่ต้องการ ทรงใช้นามนัยเพื่อให้เกิดความหมายโดยนัยที่ไพเราะและโวหารภาพพจน์ที่งดงามยิ่ง ดังนี้ ความสิเน่หาของพระอริฏฐชนกราชต่อพระอนุชา ทนทานคำอาบพิษอันซ้ำซากไม่ได้
  • สัญลักษณ์ ทรงเลือกหาคำอื่นมาแทนอีกสิ่งหนึ่ง ดังนี้ พระองค์จะมอบเศวตฉัตรหรือจะเข้ายุทธภูมิกัน
  • บุคลาธิษฐาน เป็นการสมมุติสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ให้มีกิริยาอาการและความรู้สึกนึกคิดประหนึ่งมนุษย์ ดังนี้ ทรงกล่าวถึงการปลอมพระองค์ของพระมเหสีของพระอริฎฐชนกว่า ทรงปลอมพระองค์ด้วยภูษาเก่าเศร้าหมอง ทรงใช้คำ เศร้าหมอง ประกอบกับคำว่า ภูษา เพื่อเน้นอารมณ์เรือแล่นด้วยกำลังคลื่นที่ร้ายกาจ คำร้ายกาจ ช่วยเน้นอารมณ์เสมือนว่าเป็นคน
     
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก” ด้วยความประณีต และทรงตั้งพระทัยเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ให้เป็นเครื่องเตือนใจประชาชน เข้าถึงจิตใจผู้คน เพื่อก่อให้เกิดสัมมาทัศนะในการดำเนินชีวิตและในทิศทางการพัฒนาประเทศ แอดมินอยากให้นักเขียนและนักอ่านเด็กดีทุกคน รับสิ่งดีๆ จากบทพระราชนิพนธ์นี้
 
ทีมงานนักเขียนเด็กดี  
 
ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก
https://th.wikipedia.org/wiki/พระมหาชนก
ทีมงาน writer

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด