สู่สวรรคาลัย : รู้จักสวรรค์จากไตรภูมิพระร่วง
สวัสดีค่ะ ชาวนักเขียนนักอ่านเด็กดีทุกคน ยังคงอยู่ในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าเสียใจของคนไทยทั้งประเทศ และคำที่ช่วงนี้เราได้ยินบ่อยมากๆ คงไม่พ้นคำว่า “สู่สวรรคาลัย” ที่ปวงชนชาวไทยเลือกใช้เขียนไว้อาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ผู้ทรงเป็นที่รักและเคารพของพวกเรา
ได้ยินคำว่า “สวรรคาลัย” บ่อยๆ ทำให้แอดมินเกิดความสงสัย และอยากจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของคำคำนี้ แต่ไหนแต่ไรมา เรามักได้ยินคำว่า “ถ้าทำความดีตายไปก็จะขึ้นสวรรค์ แต่ถ้าทำความชั่วก็จะลงนรก” เราได้เห็นภาพของสวรรค์ในแง่สีขาวสว่าง เป็นที่สถิตของเทพเทวดา (ตรงกันข้ามกับภาพของนรก ที่มีสีแดงและดำเป็นหลัก และเป็นที่อยู่ของคนบาปทั้งหลาย) แต่ข้อมูลละเอียดนั้น เราไม่รู้ (และคงไม่มีวันรู้) อย่างไรก็ตาม ได้มีข้อมูลเรื่องของสวรรค์ ปรากฎในวรรณกรรมไทยอันเก่าแก่อย่าง “ไตรภูมิพระร่วง”
ไตรภูมิพระร่วงคืออะไร
ไตรภูมิพระร่วง หรือชื่อว่า ไตรภูมิกาถา คือวรรณกรรมชิ้นเอกที่เขียนขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย นักประวัติศาสตร์สรุปชัดเจนว่าไตรภูมิพระร่วงคือวรรณคดีเรื่องแรกของไทย เป็นพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช หรือที่รู้จักกันในชื่อ พระมหาธรรมราชาลิไท (บางตำราก็เรียกพระยาลิไทย) เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๘๘ วรรณคดีเรื่องนี้มีอิทธิพลต่อสังคมไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบัน ตัวพระมหาธรรมราชาลิไทผู้ประพันธ์นั้น มีพระปรีชารอบรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก และยังทรงเชี่ยวชาญในวิชาโหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ และไสยศาสตร์ จนถึงขั้นทรงบัญญัติคัมภีร์ศาสตราคมเป็นปฐมธรรมเนียมสืบต่อมา
เนื้อหาหลักๆ ของ “ไตรภูมิพระร่วง” คือการรวบรวมเอาคติความเชื่อทุกแง่มุมของทุกชนชั้นมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวให้ผู้อ่านรู้จักและเข้าใจคำว่า “บาปบุญคุณโทษ” ทำให้ผู้อ่านรู้จักยำเกรงต่อการกระทำบาป และเกิดความปิติยินดีในการทำบุญทำกุศล ตลอดจนพรรณนาถึงเรื่องการเกิด การตายของสัตว์ทั้งหลายว่า การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภูมิทั้งสามคือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ด้วยอำนาจของบุญและบาปที่ตนได้กระทำแล้ว
ในหนังสือไตรภูมิพระร่วงได้กล่าวถึงที่ตั้งของภูมิทั้งหลาย ได้แก่ สวรรค์ โลกมนุษย์ และนรกกับอสูรกายภูมิ ว่ามีเขาพระสุเมรุอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยเขาบริวารและมหาสมุทรสลับกันอย่างละ ๗ ชั้น (มหาสมุทรที่ว่านี้ ในวรรณคดีเรื่อง “กากี” เรียกว่า “สีทันดร”) ถัดออกมาเป็นทวีปทั้ง ๔ ที่มนุษย์อยู่อาศัย (บางครั้ง ในวรรณคดีจึงเรียกอินเดียว่า ชมพูทวีป) แล้วล้อมด้วยกำแพงจักรวาลเป็นชั้นสุดท้าย
สวรรค์แยกออกเป็น ๓ ประเภท
สวรรค์ในไตรภูมิพระร่วงแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทใหญ่ๆ คือ
- ประเภทกามาวจร คือยังเกี่ยวข้องกับความรักความใคร่ ผู้ที่อาศัยอยู่บนสวรรค์ประเภทนี้จึงมี ๒ เพศคือเทวดาเพศชายและนางฟ้าเพศหญิง
- ประเภทรูปาจร คือพรหมที่มีรูป (พรหมตามคติพุทธมีมากมายหลายองค์ ตามแต่ที่ทำบุญไว้ ไม่ได้เป็นผู้สร้างโลกหรือจักรวาล แตกต่างจากพรหมของพราหมณ์) มีด้วยกัน ๑๖ ชั้น อยู่สูงขึ้นไปจากฉกามาวจร โดยจะมีความสูงเพิ่มทวีคูณขึ้นไปเรื่อยๆ จากชั้นต้นไปถึงชั้นสูงสุด
- ประเภทอรูปาวจร หรือพรหมไม่มีรูป พรหมโลกประเภทนี้มี ๔ ชั้น อยู่สูงขึ้นไปอีก พระพรหมที่อยู่ ณ ที่นี้ จะมีแต่จิต ไม่มีรูปร่าง
สวรรค์ประเภทกามาวจร
สวรรค์ประเภทนี้แบ่งออกเป็น ๖ ชั้นย่อยๆ ได้แก่
- ชั้นแรก จตุมหาราชิกา มีความสูงน้อยที่สุด ระดับเดียวกับยอดเขายุคนธร คือ ๔๒,๐๐๐ โยชน์จากมหาสมุทร เป็นที่อยู่ของเทพยดาชาวฟ้า มีท้าวมหาราช ๔ พระองค์ปกครอง คือ ท้าวธตรัฐมหาราช ท้าววิรุฬหกมหาราช ท้าววิรูปักษ์มหาราช ท้าวเวสสุวัณมหาราช (ท้าวกุเวร) ผู้ที่จะได้อยู่สวรรค์ชั้นนี้ พบว่าเมื่อเป็นมนุษย์ ชอบทำความดี สันโดษ ยินดีแต่ของๆ ตน ชักชวนให้ผู้อื่นประกอบการกุศล ชอบให้ทาน มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน และเป็นผู้มีศีล ฯลฯ
- ชั้นที่สอง ดาวดึงส์ มีความสูงเหนือขึ้นไปเป็นเท่าตัว สูงเสมอยอดเขาพระสุเมรุ ที่เรียกว่าไตรตรึงษ์หรือดาวดึงส์ เป็นเมืองใหญ่มี ๑,๐๐๐ประตู มีพระเกศจุฬามณีเจดีย์ มีไม้ทิพย์ ชื่อ ปาริชาตกัลปพฤกษ์ สมเด็จพระอมรินทราธิราชหรือพระอินทร์เป็นผู้ปกครอง ผู้ที่จะได้อยู่สวรรค์ชั้นนี้ พบว่าเมื่อเป็นมนุษย์ มีจิตบริสุทธิ์ยินดีในการบริจาคทาน ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ ไม่มีการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า “ตายแล้วเราจักได้เสวยผลทานนี้” แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า “การให้ทานเป็นการกระทำดี” งดงามด้วยพยายามรักษาศีล ไม่ดูหมิ่นผู้ใหญ่ในตระกูล ฯลฯ
- ชั้นที่สาม ยามา เป็นที่อยู่ของเทพยดาผู้มีแต่ความสุขอันเป็นทิพย์ เป็นที่อยู่ของพระสยามเทวาธิราช ผู้ที่จะได้อยู่สวรรค์ชั้นนี้ พบว่าเมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ พยามสร้างเสบียง ไม่หวั่นไหวในการบำเพ็ญบุญกุศล ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า “การให้ทานเป็นการกระทำที่ดี” แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า “บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้ เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี” รักษาศีล มีจิตขวนขวายในพระธรรม ทำความดีด้วยใจจริง
- ชั้นที่สี่ ดุสิต เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าผู้มีความยินดีแช่มชื่นเป็นนิจ มีท้าวสันดุสิตเทวราชปกครอง เชื่อกันว่าเป็นที่ประทับของพระโพธิสัตว์ก่อนจะมาประสูติเป็นพระพุทธเจ้า ผู้ที่จะได้อยู่สวรรค์ชั้นนี้ พบว่าเมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ ยินดีมากในการบริจาคทาน ในการให้ทานเป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า “บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้ เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี” แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า “เราหุงหากิน แต่สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายไม่ได้หุงหากิน เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงหากิน ย่อมเป็นการไม่สมควร” ทรงศีล ทรงธรรม ชอบฟังพระธรรมเทศนา หรือเป็นพระโพธิสัตว์รู้ธรรมมาก ฯลฯ
- ชั้นที่ห้า นิมมานรตีภูมิ เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าผู้ยินดีในกามคุณอารมณ์ ซึ่งเนรมิตขึ้นมาตามความพอใจ มีท้าวสุนิมมิตเทวราชปกครอง ผู้ที่จะได้อยู่สวรรค์ชั้นนี้ พบว่าเมื่อเป็นมนุษย์มีจิตใจบริสุทธิ์ ยินดียิ่งในการบริจาคทาน ในการให้ทานเป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตใจผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทาน ด้วยความคิดว่า “เราหุงหากินได้ แต่สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายไม่ได้หุงหากิน เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ ผู้ไม่หุงหากิน ย่อมเป็นการไม่สมควร” แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า “เราจักจำแนกแจกท่านเช่นเดียวกับฤๅษีทั้งหลายในกาลก่อน” ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ พยามรักษาศีลไม่ให้ขาดได้ มีใจสมบูรณ์ด้วยศีล และมีวิริยะอุตสาหะในการบริจาคทานเป็นอันมาก เพราะผลวิบากแห่งทาน และศีลอันสูงเท่านั้น จึงอุบัติเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้
- ชั้นที่หก ปรนิมมิตวสวัตตี เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าซึ่งเสวยกามคุณอารมณ์ แบ่งเป็น ฝ่ายเทพยดา มีท้าวปรนิมมิตเทวราช ปกครอง กับ ฝ่ายมารมีท้าวปรนิมิตวสวัตตีมาราธิราชเป็นผู้ปกครอง อายุ ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์ (๙,๒๑๖ ล้านปีมนุษย์) ผู้ที่จะได้อยู่สวรรค์ชั้นนี้ พบว่าเมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ อุตส่าห์ก่อสร้างกองการกุศลให้ยิ่งใหญ่เป็นอุกฤษฏ์ อบรมจิตใจสูงส่งไปด้วยคุณธรรม เมื่อจะให้ทานรักษาศีลก็ต้องบำเพ็ญกันอย่างจริงๆ มากไปด้วยความศรัทธาปสาทะอย่างยิ่งยวดถูกต้อง ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไมได้ให้ทานด้วยความคิดว่า “เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เช่นเดียวกับฤๅษีทั้งหลายแต่กาลก่อน” แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า “เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตของเราจะเลื่อมใส จะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส” เพราะวิบากแห่งทาน และศีลอันสูงส่งยิ่งเท่านั้น จึงอุบัติเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้
สวรรค์ประเภทรูปาจร
แบ่งออกเป็น ๑๖ ชั้น นิยมเรียกกันว่าพรหมโลก
- ชั้นที่หนึ่ง พรหมปริชชาภูมิ
- ชั้นที่สอง พรหมปโรหิตาภูมิ
- ชั้นที่สาม มหาพรหมาภูมิ
- ชั้นที่สี่ ปริตตาภูมิ
- ชั้นที่ห้า อัปปมาณาภูมิ
- ชั้นที่หก อาภัสสรภูมิ
- ชั้นที่เจ็ด ปริตตสุภาภูมิ
- ชั้นที่แปด อัปปมาณสุภาภูมิ
- ชั้นที่เก้า สุภกิณหาภูมิ
- ชั้นที่สิบ เวหับผลาภูมิ
- ชั้นที่สิบเอ็ด อสัญญีภูมิ
- ชั้นที่สิบสอง อวิหาภูมิ
- ชั้นที่สิบสาม อดับปาภูมิ
- ชั้นที่สิบสี่ สุทัสสาภูมิ
- ชั้นที่สิบห้า สุทัสสีภูมิ
- ชั้นที่สิบหก อกนิฏฐาภูมิ
สวรรค์ประเภทอรูปาวจร
เป็นสวรรค์ที่อยู่สูงสุด แบ่งออกเป็น ๔ ชั้นย่อย จุดเด่นคือ พระพรหมที่สถิตอยู่จะมีแต่จิต ไม่มีรูปร่าง
- ชั้นที่หนึ่ง อากาสานัญจายตน
- ชั้นที่สอง วิญญาณนัญจายตน
- ชั้นที่สาม อากิญจัญญายตน
- ชั้นที่สี่ เนวสัญญานาสัญญายตน
น้องๆ หรือเพื่อนๆ นักอ่านอาจจะสงสัยว่าทำไมข้อมูลเกี่ยวสวรรค์ประเภทรูปาจรและอรูปาวจรจึงมีน้อยกว่าสวรรค์ประเภทกามาวจรและไม่ละเอียดเท่า คำตอบง่ายๆ ก็คือ สวรรค์สองประเภทแรกอยู่สูงมาก มีแต่ผู้มีบุญในระดับสูงมากจึงจะมีโอกาสได้เห็น ในขณะที่สวรรค์ประเภทกามาวจรนั้น มนุษย์ที่มีบุญญาธิการสูงในระดับหนึ่ง เช่น พวกคนที่ชอบนั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม ประกอบความดีเป็นประจำ ก็มีโอกาสจะมองเห็น ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นพวกพระผู้ใหญ่ เจ้าอาวาส หรือนักบุญผู้เคร่งครัดทั้งหลาย กลุ่มคนพวกนี้สามารถถอดจิตเดินทางไปถึงสวรรค์ประเภทกามาวจรได้ และได้นำสิ่งที่พบเห็นมาบันทึกเป็นข้อมูลต่างๆ ไว้อย่างละเอียดลออนั่นเอง
สุดท้ายแอดมินหวังว่าข้อมูลเรื่องสวรรค์นี้จะเป็นข้อมูลที่ดีมีประโยชน์แก่น้องๆ นักอยากเขียนได้ไม่มากก็น้อย เผื่อใครอยากเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับสวรรค์ ก็ขอให้นำข้อมูลนี้ไปใช้ได้ค่ะ หรือจะศึกษาจากไตรภูมิพระร่วงเพิ่มเติมก็ได้เช่นกัน
สำหรับครั้งนี้ แอดมินนำเสนอเรื่องสวรรค์ก่อนค่ะ ถ้าใครอยากอ่านเรื่องของนรกหรือพระยายมราช ก็สามารถคอมเมนต์ไว้ได้นะคะ ครั้งหน้าน่าจะมีโอกาสนำมาบอกเล่ากันอีก
แอดมินนักเขียนเด็กดี
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
หนังสือเรื่องกำเนิดเทวดา โดยมาลัย




3 ความคิดเห็น
ที่น่าสงสัยคือ ถ้าก่อนตายไม่ได้ทำความดีมากพอจะขึ้นสวรรค์ หรือไม่ได้ทำชั่วมากจนลงนรกล่ะคะ วิญญาณจะไปไหน 555
'
จริงๆ ก็อยากไปสวรรค์นะคะ น่าอยู่ ชีวิตคงจะแฮปปี้มากๆ แต่...ความดีหามีไม่ /ร้องไห้เบาๆ