ความสัมพันธ์ที่แอบแฝง… ความเชื่อเรื่อง ‘Shamanism’ กับประเทศเกาหลีใต้


ความสัมพันธ์ที่แอบแฝง…
ความเชื่อเรื่อง ‘Shamanism’ กับประเทศเกาหลีใต้ 

 

เร็วๆ นี้หลายคนน่าจะเห็นประเด็นที่กำลังเป็นที่น่าจับตามองที่ว่า เมื่อประธานาธิบดีหญิงของประเทศเกาหลีใต้ต้องเผชิญกับการชุมนุมขับไล่ เพราะเธอมีอำนาจของลัทธิลึกลับคอยควบคุมในการบริหารประเทศ!? แล้วลัทธิลึกลับที่ว่าด้วยการทรงเจ้า และเชื่อในภูติ ผี เหล่านั้นเป็นยังไงนะ วันนี้พี่หวานมีคำตอบให้แล้วค่ะ

ต้องขอเกริ่นก่อนเข้าเรื่องนิดนึงนะคะว่าถ้าน้องๆ ติดตามศิลปินเกาหลีกันอยู่บ้างจะพบว่าในประวัติที่จะเปิดเผยเรื่องศาสนา แม้จะมีสัญชาติเกาหลีแต่ศิลปินหลายคนก็ไม่ได้มีศาสนาประจำตัวที่เหมือนกันอย่างที่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย ศิลปินบางคนก็นับถือศาสนาพุทธ แต่ที่เห็นส่วนมากจะเป็นศาสนาคริสต์ หรือบางคนก็ไม่นับถือศาสนาใดๆ ลักษณะนี้ไม่ใช่แค่ศิลปินเท่านั้นนะคะ แต่ในปัจจุบันหากพบคนทั่วไปที่ไม่นับถือศาสนาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร และถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คนเกาหลีก็จะไม่ถามถึงศาสนาค่ะ

ในมุมมองของคนเกาหลีนั้นชอบในความเป็นธรรมชาติของสิ่งที่มีอยู่ ชอบในการไม่ปรุงแต่ง นั่นก็เพราะว่าสมัยก่อนประเทศเกาหลีเป็นประเทศเกษตรกรรมค่ะ ซึ่งในช่วงที่ทำการเกษตรนั้นแต่ละฤดูที่ผ่านไปมีความแตกต่างกันและส่งผลต่อวิถีชีวิตของผู้คนแตกต่างกันอย่างชัดเจนด้วย คนเกาหลีในตอนนั้นจึงให้ความสำคัญต่อการเกษตรในแต่ละฤดูอย่างมาก เช่น เมื่อเข้าฤดูใบไม้ผลิก็เริ่มหว่านเมล็ด ฤดูใบไม้ร่วงก็เก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงรู้สึกถึงความสำคัญของธรรมชาติและสภาพอากาศที่ส่งผลให้การทำเกษตรกรรมนั้นได้ผลดีและดำรงอยู่ด้วยหัวใจที่รู้สึกขอบคุณธรรมชาติอยู่เสมอ ก่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมจะเข้ามาอย่างจริงจัง คนเกาหลีส่วนมากจึงใช้ชีวิตผ่านการเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติส่งผลให้มีการปรับตัวเข้ากับธรรมชาติอยู่ตลอดเวลาค่ะ
 

 
อย่างที่เล่าไปข้างต้นนั้น พี่หวานจะขอขยายความตรงที่ว่า พวกเขามีหัวใจขอบคุณธรรมชาติ นั่นก็คือคนเกาหลีเชื่อว่าในธรรมชาตินั้นมีวิญญาณ มีเทพเจ้าคอยดูแลอยู่ จึงมีคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นคนทรง(Shaman / ภาษาเกาหลีคือ무당)  ตั้งตัวเองขึ้นมาและกล่าวว่าตนนั้นเป็นศูนย์กลางในการติดต่อระหว่างเทพเจ้าและมนุษย์บนโลก โดยจะใช้วิธีออกมาร่ายรำหรือระบำเข้าจังหวะเพลงค่ะ ซึ่งในประเทศเกาหลีพบว่ามีคนที่เป็นคนทรงอยู่มากมายแทบทุกพื้นที่จนต้องมีการขึ้นทะเบียนคนทรงเลยล่ะค่ะ และ Shamanism ก็คือบรรดาบุคคลที่เชื่อในเรื่องเทพเจ้าและใช้การติดต่อผ่านคนทรง พวกเขาเชื่อว่ารูปร่าง ใบหน้า ไปจนถึงดวงชะตาตามวันเกิดบอกนิสัยคนได้ เป็นต้น

แน่นอนว่าความเชื่อเหล่านี้ไม่เคยหายไปจากสังคมเกาหลีที่แม้ในปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าไปไกลมากแค่ไหนก็ตาม ถ้าใครที่เคยไปเที่ยวประเทศเกาหลีคงจะพบร้านที่เป็นร้านดูไพ่ทาโร่เรียงรายกันเป็นแถว และแต่ละร้านก็มีคนเกาหลีเข้าไปใช้บริการอยู่ไม่ขาด นั่นเพราะว่าคนเกาหลีมีความเชื่อในแบบ Shamanism ติดมาโดยไม่รู้ตัวนั่นเองค่ะ การดูไพ่ทำนายดวงชะตาจึงไม่ใช่เรื่องเเปลกอะไรซ้ำยังเป็นเรื่องที่คนทั่วไปทำอยู่เรื่อยมาอีกด้วย
 

คำว่า 타로 ในภาษาเกาหลีก็คือไพ่ทาโรต์ หรือไพ่ยิปซีบ้านเรานี่เองค่ะ
จะเห็นว่ามีร้านแบบนี้หลายร้านอยู่ติดๆ กันเลยใช่มั้ยคะ

 
ความเชื่อเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมเกาหลีมายาวนานจริงๆ ค่ะ และเนื่องจากพี่หวานเป็นคอซีรีส์เกาหลีก็เลยจะขออนุญาตกล่าวถึงความเชื่อเรื่อง Shamanism ที่พบจากซีรีส์ก็แล้วกันนะคะ เผื่อว่าน้องๆ จะได้เห็นภาพมากขึ้น
 

อิทธิพลและอำนาจของคนทรง
ที่ปรากฏในเรื่อง The moon that embrace the sun.



จากซีรีส์เรื่องนี้นะคะ น้องๆ คงจะเห็นตั้งแต่ต้นเรื่องเลยว่าความเชื่อเรื่องโชคชะตา และการติดต่อกับเทพเจ้าผ่านคนทรงนั้นมีบทบาทต่อการปกครองประเทศในสมัยนั้นด้วย(ความเชื่อเหล่านี้มีมาตั้งแต่สมัยโชซอนกันเลยทีเดียว) มีทั้งการปรึกษาว่าเด็กผู้หญิงคนไหนเหมาะสมที่จะเป็นมเหสีของรัชทายาท หรือเมื่อตอนรัชทายาทป่วย ก็มีการนำคนทรงมารักษา ซึ่งเป็นความเชื่อว่าถ้านำยันต์มนุษย์เข้ามาวางไว้ในห้องของกษัตริย์ได้ก็จะขับไล่ความโชคร้ายต่างๆ ได้นั่นเองค่ะ



(ยันต์มนุษย์ในเรื่องก็คือนางเอกของเรานั่นเองค่าา)

"ที่ต้องเป็นนางเอกก็เพราะว่าดวงชะตานางเอกถูกทำนายไว้ว่า 'เเม้การเข้าใกล้ดวงตะวันจะทำให้เกิดความวิบัติในชีวิต เเต่นางกลับเป็นผู้มีชะตาชีวิตเหมือนดวงจันทร์ที่ถูกลิขิตมาให้อยู่เคียงข้างเเละปกป้องเขาผู้เป็นดั่งดวงตะวัน' เเม้จะไม่ได้อยู่ในฐานะมเหสีเเต่นางเอกก็ยังได้อยู่เคียงข้างพระเอกในฐานะยันต์มนุษย์เพื่อปกป้องภัยอันตรายดั่งคำทำนาย "


ถ้าจะใช้ความคิดในยุคปัจจุบันตัดสินเรื่องราวในอดีตว่าทำไมคนสมัยนั้นถึงทำแบบนั้นหรือเชื่อแบบนั้นคงจะเป็นไปไม่ได้ แต่พี่หวานคิดว่าลักษณะนี้ก็เหมือนกับการปล่อยให้ธรรมชาติเยียวยาตัวเรา เมื่อไม่สบายถ้าได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอไม่นานก็คงหาย ในส่วนของยันต์ขับไล่ความโชคร้ายนั้นคงจะเป็นความเชื่อในเรื่องการพกเครื่องราง ให้ตัวคนพกหรือผู้คนรอบข้างสบายใจมากกว่าค่ะ

ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องยันต์และเครื่องรางขับไล่สิ่งชั่วร้ายนี้แล้ว พี่หวานจะขอยกตัวอย่างซีรีส์อีกเรื่องซึ่งเรื่องนี้เป็นซีรีส์ในยุคปัจจุบันนี่เองค่ะ 
 

เมื่อคำพูดของคนทรงเปรียบเหมือนเครื่องชี้นำชีวิต
จากเรื่อง Lucky Romance.

สังเกตที่ชุดนางเอกจะเห็นว่าไม่ซ้ำกันเลยใช่มั้ยคะ ที่พี่หวานแคปรูปมานี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เเต่ในเรื่องนางเอกของเราไปหาคนทรงเพื่อขอคำแนะนำในการจัดการกับปัญหาและการดำเนินชีวิตในเเต่ละวันบ่อยมากๆ เลยล่ะค่ะ


เพราะนางเอกมีความเชื่อว่าตัวเองเป็นโชคร้ายสำหรับคนอื่น จึงอาศัยปรึกษากับคนทรงที่เธอเคารพอยู่เสมอว่าจะจัดการกับโชคร้ายต่างๆ ได้ด้วยวิธีไหนบ้าง จากพล็อตเรื่องหลักก็มีทั้งให้ตามหาผู้ชายเกิดปีเสือ หากได้นอนในห้องเดียวกับคนเกิดปีเสือหนึ่งคืนแล้วอาการป่วยของน้องสาวจะดีขึ้น(นางเอกจึงออกตามหาผู้ชายเกิดปีเสืออย่างเอาเป็นเอาตายจนเกือบโดนหลอกแล้วด้วย โชคดีที่พระเอกของเราช่วยไว้ทัน ซึ่งนางเอกก็มารู้ทีหลังว่าพระเอกนี่เองที่เกิดปีเสือ> <) เเม้เเต่ในบ้านตัวเองหรือโต๊ะทำงานก็มีการนำยันต์ไปติดไว้เช่นกัน นอกจากนั้นเเล้วนางเอกยังคอยแอบเอายันต์กันโชคร้ายไปยัดเยียดให้พระเอกอยู่ตลอดเวลา และยังไม่พอนางเอกก็ได้เอาเกลือโรยรอบๆ โต๊ะ เพราะคนทรงบอกเธอว่าเกลือจะช่วยป้องกันความโชคร้ายจากตัวเธอไม่ให้ออกไปสู่คนอื่นได้ เป็นต้น


เป็นยังไงบ้างคะ นี่แค่ตัวอย่างเล็กน้อยเท่านั้นนะคะน้องๆ ถ้าใครพอจะจับจุดได้จะพบว่าความเชื่อเรื่อง Shamanism เป็นความเชื่อที่ยากจะแยกออกจากสิ่งรอบตัวของคนเกาหลีไปแล้ว เมื่อมองรอบๆ ตัวเรื่องราวเกี่ยวกับฮวงจุ้ย โหงวเฮ้งก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของ Shamanism เช่นกันค่ะ จะเห็นได้ชัดในอีกกรณีหนึ่งก็คือตอนที่คนเกาหลีมีการโยกย้ายเปลี่ยนที่อยู่ เมื่อเข้าบ้านใหม่พวกเขามีความเชื่อว่าจะต้องเอาหม้อข้าววางไว้ตรงกลางห้องนั่งเล่น มีการห้อยธงรูปเสือขาวในบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล หรือสิ่งที่เห็นได้บ่อยๆ ผ่านซีรีส์หรือรายการวาไรตี้ก็คือ การนำต็อกถั่วแดง(팥시루떡) ไปแจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้าน เพราะคนเกาหลีถือว่าต็อกถือเป็นอาหารที่แทนความโชคดี เช่น ในกรณีที่เด็กๆ บ้านไหนมีสอบเข้าก็นิยมให้กินต็อกก่อนไปสอบเพราะเชื่อว่าความเหนียวของต็อกจะทำให้สอบติดค่ะ ที่สำคัญต็อกถือเป็นผลผลิตที่ได้จากธรรมชาติและนิยมรับประทานกันเป็นประจำในทุกฤดูอีกด้วย
 


หน้าตาของต็อกถั่วแดง(팥시루떡) ที่นิยมนำไปมอบให้เพื่อนบ้านเวลาย้ายบ้านค่ะ
(รูปภาพจาก : 
http://www.ohmynews.com/NWS_Web/View/at_pg.aspx?CNTN_CD=A0000395167)


แต่สำหรับนัยนี้พี่หวานมองว่าการมอบต็อกให้แก่เพื่อนบ้านก็เหมือนเป็นการเชื่อมสัมพันธ์กันและกันเอาไว้นั่นเองค่ะ แม้ว่าในปัจจุบันเรื่องความเชื่อตามแบบ Shamanism จะไม่ชัดเจนเหมือนสมัยก่อน แต่ลึกๆ แล้วผู้คนก็ยังมีความเชื่อเหล่านั้นอยู่
 

อ่านมาถึงตรงนี้น้องๆ หลายคนคงจะพอเข้าใจความเชื่อเรื่อง Shamanism ของคนเกาหลีได้ชัดเจนกันมากขึ้นแล้วใช่มั้ยคะ โดยส่วนตัวพี่หวานคิดว่าเรื่องศาสนาและความเชื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคลค่ะ เราควรเคารพในความเชื่อของผู้อื่นตราบใดที่ความเชื่อนั้นไม่สร้างความเดือดร้อนต่อส่วนรวม พี่หวานกลับชอบซะอีกนะคะที่ประเทศเกาหลีสามารถนำความเชื่อเรื่อง Shamanism มาประยุกต์เข้ากับบทละครหรือซีรีส์ได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์พีเรียดหรือซีรีส์ปัจจุบัน ครั้งหนึ่งพี่หวานก็เคยคิดจะเขียนนิยายที่นางเอกเป็นหมอดูไพ่ยิปซีเหมือนกันค่ะ(ฮา) เรื่องแบบนี้นี่แล้วแต่คนจริงๆ นะคะ

หวังว่าน้องๆ เด็กดีไรท์เตอร์ทุกคนจะได้รับข้อมูลสาระดีๆ กันไม่มากก็น้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้น้าา พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ ^___^


พี่หวาน
 

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพบางส่วนจาก
14pryy
เอกสารประกอบการศึกษา 한국인의 가치관과 종교
http://hellolara.com/?p=61040&ckattempt=1
http://kcm.kr/dic_view.php?nid=41215
http://blog.daum.net/lyg9532/12836107

 



 

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

PPON : )) Member 30 ธ.ค. 59 02:17 น. 1

ความเชื่อ ศาสนา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากจริงๆนะคะ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลย ชอบการยกตัวอย่างจากซีรีย์จังค่ะ ดูใกล้ตัว ดูเป็นปัจจุบันแล้วก็เข้าใจง่าย

เยี่ยม

1
PASS21 Member 7 ม.ค. 60 15:08 น. 1-1
พยายามเล่าให้เข้าใจเเละเห็นภาพค่ะ พอมีปรากฏในซีรีส์เลยยกมาใส่ คนน่าจะเข้าใจกันได้เยอะ ร้องเพลง
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด