ใช่ว่าผู้หญิงจะใจดีเสมอไป! เปิดประวัติ 9 ฆาตกรต่อเนื่องฝ่ายหญิงที่โหดร้ายที่สุดในโลก!


ใช่ว่าผู้หญิงจะใจดีเสมอไป!
เปิดประวัติ 9 ฆาตกรต่อเนื่องฝ่ายหญิงที่โหดร้ายที่สุดในโลก! 
 

 
สวัสดีค่ะชาวนักเขียนนักอ่านเด็กดี แอดมินได้ทำบทความเกี่ยวกับฆาตกรมาหลายต่อหลายครั้ง ทั้งฆาตกรชนชั้นสูง ฆาตกรต่อเนื่อง ฆาตกรใจโหด ฯลฯ และในครั้งนี้ แอดมินก็เลือกนำเสนอบทความเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องทางฝ่ายหญิงค่ะ ใครๆ ว่าเพศหญิงอ่อนหวาน อ่อนโยน แต่แท้จริงแล้ว ไม่ว่าหญิงหรือชาย ถ้าได้โกรธขึ้นมา ก็ล้วนแต่โหดได้ไม่ต่างกัน 
 
ไปดูกันว่าฆาตกรต่อเนื่องฝ่ายหญิงของเรา มีใครเข้าติดอันดับบ้าง
 
1 เอลิซาเบ็ธ บาโธรี่ (Elizabeth Bathory)
80 ศพในทรานซิลเวเนีย 
เอลิซาเบ็ธเกิดในตระกูลสูงส่ง เมื่ออายุได้ 15 ปี เธอสมรสกับ ท่านเคานต์ ฟีเรนซ์ นาดาสดี้ (Ferenc Nadasdy) และย้ายเข้าไปอยู่ในปราสาทเซติส (Csejthe Castle) ที่ซึ่งสามีของเธอได้สร้างห้องแห่งการทรมานให้เธอโดยเฉพาะ เพื่อที่เขาและเธอจะได้สนุกสนานร่วมกัน ทั้งคู่เลือกทรมานทาสสาววัยรุ่นเป็นหลัก หลังจากสามีเสียชีวิตไปแล้ว เอลิซาเบ็ธได้รับความช่วยเหลือจากอดีตพยาบาลส่วนตัวอย่าง ไอไลน่า โจ (Ilona Joo) และโดโรเธีย เซสเตส (Dorottya Szentes) หญิงผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด ในการลักพาตัวเด็กสาวชาวบ้านที่ฐานะยากจน มาทรมานต่อเนื่อง เอลิซาเบ็ธชอบกินเนื้อสดๆ ของเหยื่อและนำเลือดของเหยื่อมาอาบน้ำ ด้วยความเชื่อว่าจะทำให้เธอดูสาวและสุขภาพดี เธอยังบรรลุความสุขทางเพศ โดยวิธีการทรมานที่เธอเลือก ล้วนแต่ทำเพื่อรีดเลือดจากเหยื่อให้ได้มากที่สุด ครอบครัวของเธอคอยช่วยปิดบังพฤติกรรมนี้ จนกระทั่ง เอลิซาเบ็ธเริ่มหันมาสนใจเหยื่อจากตระกูลผู้ดีบ้าง นั่นแหละ ความจริงปิดไม่มิด เรื่องเข้าหูกษัตริย์แมทเทียสที่ 2 ผู้ซึ่งเข้ามาตรวจสอบและพบศพของเด็กสาวมากมายถูกทรมานอย่างเหี้ยมโหด เชื่อกันว่ามีศพมากกว่า 100 ศพ และมีเด็กสาวตายไปมากกว่า 650 คน ทว่าด้วยสถานะทางสังคม ทำให้เอลิซาเบ็ธได้รับโทษด้วยการขังเดี่ยวตลอดชีวิต และเสียชีวิตในห้องขังนั่นเองเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1614
  
2 ลีโอนาร์ด้า เชียนซุลลี่ (Leonarda Cianciulli)
3 ศพในอิตาลี 
ลีโอนาร์ด้า เชียนซุลลี่ ฆาตกรต่อเนื่องชาวอิตาลี ผู้ถูกขนามนามว่า “นักทำสบู่แห่งคอร์เรจจิโอ” เธอแต่งงานกับ ราฟฟาเอล พันซาร์ดี (Raffaele Pansardi) ในปี ค.ศ. 1914 และตั้งท้องถึง 17 ครั้ง โดยแท้งไปทั้งหมด 3 ครั้ง และในจำนวนลูก 14 คนของเธอ 10 คนตายตั้งแต่ยังเล็ก ดังนั้น ลีโอนาร์ด้าจึงปกป้องลูก 4 คนที่เหลืออย่างหนัก จนกระทั่งต่อมา เซปเป้ ลูกชายคนโตของเธอถูกเรียกเกณฑ์ทหารเพื่อเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ลีโอนาร์ด้าศึกษามนต์ดำอย่างเต็มตัวและเริ่มฆ่าคน เพราะเชื่อว่าจะทำให้ลูกชายรอดชีวิต โดยเหยื่อของเธอไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเพื่อนบ้านที่เธอสนิทสนมด้วย เหยื่อสองรายแรก ฟัวทิน่า เซ็ททิ (Faustina Setti) และ ฟรานเซสก้า โซวี่ (Francesca Soavi) ถูกฆ่าและตัดร่างกายออกเป็น 9 ท่อน พร้อมเลือดที่ถูกรองไว้ในอ่างอาบน้ำ หลังจากเลือดเริ่มจับตัวแล้ว ลีโอนาร์ด้านำไปผสมทำเค้กเพื่อเลี้ยงแขก เหยื่อรายที่สามคือ เวอร์จิเนีย แคคซีออพโป (Virginia Cacioppo) แม้จะถูกฆ่าด้วยวิธีเดียวกับสองรายแรก แต่มีเรื่องที่แตกต่างคือ ลีโอนาร์ด้าประทับใจกับชั้นไขมันในร่างกายของเวอร์จิเนียมาก ก็เลยตัดสินใจนำเลือดของเหยื่อไปผสมกับน้ำหอม และนำไปต้มเพื่อทำสบู่ ท้ายที่สุด ลีโอนาร์ด้าก็ถูกจับได้ และเธอสารภาพความจริงทั้งหมด โทษของเธอคือจำคุก 30 ปี ระหว่างที่จำคุกอยู่นั้นลีโอนาร์ด้าได้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองยาว 700 หน้า ชื่อว่า “คำสารภาพของลีโอนาร์ด้า (Confessions of a Bitter Soul)” เนื้อหายาวว่า 700 หน้า โดยเนื้อหาเป็นการเล่าประวัติชีวิตของเธอและอธิบายรายละเอียดในการก่ออาชญากรรมทั้งหมด ลีโอนาร์ด้าเสียชีวิตจากโรคลมชักสมองในบ้านอนาถาอาชญากรปอซซูโอลิ เมื่อ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1970  
 
3 ไอลีน วอร์นอส (Aileen Wuornos) 
7 ศพในสหรัฐอเมริกา 
ไอลีน วอร์นอส เกิดเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1956 ที่โรเชสเตอร์ มิชิแกน แต่ต่อมาได้เดินทางไปที่ฟลอริด้า และประกอบอาชีพโสเภณี วอร์นอสฆ่าลูกค้าของเธอทั้งหมด 7 คนในช่วงเวลาหนึ่งปี ศพของเหยื่อรายแรก ริชาร์ด มัลเลอรี่ ถูกค้นพบในเดือนธันวาคม ปีค.ศ. 1989 ส่วนศพที่หก ถูกพบในวันที่ 19 พฤจิกายน ค.ศ. 1990 ทุกศพตายจากการถูกยิงซ้ำๆ วอร์นอสพบรักกับไทเรีย มัวร์ในปี ค.ศ. 1986 อย่างไรก็ตาม มัวร์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมทั้งหลายแหล่นี้ เมื่อวอร์นอสถูกจับ ทั้งคู่ก็เลิกรากัน และมัวร์ย้ายกลับไปที่เพนซิลวาเนีย จนกระทั่งวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1992 วอร์นอสถูกตัดสินว่าผิดจริงข้อหาฆาตกรรมริชาร์ด มัลเลอรี่ เธอรับสารภาพและออกชื่อเหยื่อเพิ่มอีกหกรายที่ไม่มีใครหาศพพบ เรื่องราวของวอร์นอสกลายเป็นแรงบันดาลใจ มีการเขียนหนังสือและสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วย เรื่องที่ทุกคนรู้จักกันดีคือ Monster รับบทโดยชาลิซ เธอรอน 
 
4 อมิเลีย ไดย์เออร์ (Amelia Dyer)
200 ศพในอังกฤษ 
อมิเลีย ไดย์เออร์ ทำอาชีพพยาบาล เธอคนนี้ กลายมาเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ ในฐานะพยาบาล อมิเลียมีโอกาสใกล้ชิดคุณแม่จำนวนมาก เมื่อทราบว่า ใครไม่ต้องการเด็ก เธอก็รับเด็กมาเองโดยอ้างว่าจะเลี้ยงดูอย่างดี แต่ความเป็นจริงคือ เธอฆ่าเด็กเหล่าทั้งอย่างเลือดเย็น ช่วงแรก ก็ปล่อยให้ตายเพราะอดอาหารก่อน สำหรับประเด็นนี้ อมิเลียถูกจับได้และติดคุกหกเดือน หลังถูกปล่อยตัว อมิเลียก็ทำแบบเดิมอีก คราวนี้ เธอทรมานเด็กและกำจัดศพไม่ให้ใครเห็น เชื่อกันว่าภายในเวลา 20 ปี อมิเลียฆ่าเด็กทารกไปมากกว่า 200 คน บ้างก็ว่าจำนวนอาจสูงถึง 400 เลยทีเดียว วิธีหลบหนีความผิดของอมิเลียคือ ย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ และเปลี่ยนชื่อ ท้ายที่สุด อมิเลียถูกจับเพราะนำศพทารกไปทิ้งในแม่น้ำเทมส์ และถูกตัดสินประหารชีวิตเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1896  
 
5 ฮวนน่า บาร์ราซ่า (Juana Barraza) 
11 ศพในเม็กซิโก 
ฮวนน่า บาร์ราซ่า เป็นนักมวยปล้ำอาชีพในเม็กซิโก โดยมีนามแฝงในวงการคือ La Dama del Silencio แปลว่าสตรีแห่งความเงียบงัน แม่ของฮวนน่าติดเหล้าและนำฮวนน่าไปเร่ขายเพื่อแลกเงินมาซื้อเหล้า ดังนั้น เหยื่อของเธอจึงล้วนแต่เป็นผู้หญิงสูงวัย เพราะผู้หญิงเหล่านั้นทำให้เธอนึกถึงแม่ตัวเอง ฮวนน่าจะแต่งกายอย่างดีและพุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงสูงวัยที่มีฐานะทางการเงินดี พร้อมที่จะบริจาค เธอสร้างภาพให้ตัวเองดูน่าเชื่อถือ หลังจากหลอกล่อเหยื่อได้ก็ฆ่าทิ้งด้วยวิธีรัดคอ หรือบางทีก็ใช้กระบองตี หลังฆ่าเหยื่อ ฮวนน่าจะขโมยทรัพย์สินของทุกคน หลังจากฆาตกรรมอย่างสนุกสนานได้พักใหญ่ ก็มีพยานที่เห็นฺฮวนน่าใกล้ๆ กับบ้านของเหยื่อ พวกเขาแจ้งความและตำรวจก็บุกจับกุมเธอ ฮวนน่าโทษแม่ของเธอในทุกๆ อย่าง ผลสุดท้าย เธอถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 759 ปี  
 
6 เจน ท็อพแพน (Jane Toppan) 
30 ศพในสหรัฐอเมริกา 
เจน ท็อพแพนเกิดที่โฮโนร่า เคลลี่ย์ ในแมสซาชูเซตต์ เมื่อปี ค.ศ. 1857 เจนเป็นกำพร้าตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อของเธอเป็นบ้าหลังจากแม่เสียชีวิต แต่ก็โชคดีที่ครอบครัวท็อพแพนรับตัวเธอไปอุปการะ ต่อมาเจนเข้าศึกษาที่โรงพยาบาลเคมบริดจ์ และออกมาทำงานเป็นพยาบาลอิสระ เหยื่อรายแรกของเธอคือ สามีภรรยาเจ้าของที่ดินที่เธอเข้าไปดูแล เจนใช้วิธีวางยาพิษพวกเขาทั้งคู่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1895 ต่อมาในปี ค.ศ. 1899 เจนใช้ยาสตริกนินกับ เอลิซาเบ็ธ พี่สาวบุญธรรม จนเสียชีวิต เจนยังรอดพ้นมาได้ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1901 เธอก็วางแผนฆาตกรรมครอบครัวเดวิสยกครัว เรื่องเริ่มจากคุณนายแมตตี้ เดวิส เมื่อนาเงดินทางมาเยี่ยมเจน และเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนา ต่อมาเจนย้ายเข้าไปที่บ้านเดวิส และเหยื่อรายแรกของเธอก็คือ แอนนี่ กอร์ดอน ลูกสาวคนโต ผู้ถูกฉีดยาจนตาย ต่อมา อัลเดน เดวิส และแมรี่ กิบบ์ส ลูกสาวคนเล็ก ก็ตายด้วยเหตุผลเดียวกัน พวกญาติๆ เริ่มสงสัยและขอให้มีการชันสูตรศพ ผลพบว่าทุกคนถูกวางยาพิษ เจนถูกจับเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 1901 เธอสารภาพว่าวางยาพิษผู้คนไปมากกว่า 31 ราย ทว่าศาลตัดสินว่าเธอเสียสติและเจนได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล Taunton Insane Hospital ที่ซึ่งเธอเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1938
 
7 แนนนี่ ดอสส์ (Nannie Doss) 
10 ศพในสหรัฐอเมริกา 
แนนนี่ ดอสส์ฆ่าสมาชิกในบ้านของตัวเองด้วยวิธีการวางยาพิษ โดยยาที่เธอเลือกคือสารหนู เหยื่อสองรายแรกคือลูกของเธอที่เกิดจากสามีคนแรก หลังเด็กๆ เสียชีวิต ทั้งคู่หย่ากัน และชาร์ลส์ เบร็คส์ ผู้นี้ กลายเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว เหยื่อรายที่สามของแนนนี่คือ หลานชายของเธอเอง สามเดือนต่อมา สามีคนที่สอง แฟรงค์ ฮาร์เรลสัน ก็ป่วยและตายภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ ต่อมา ริขาร์ด แลนนิ่ง สามีคนที่สามของแนนนี่ก็เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1952 ตามมาด้วยแม่ พี่สาวสองคน และสามีหมายเลข 4 ริชาร์ด มอร์ตัน ทุกคนถูกวางยาพิษ และต่อมาสามีคนที่ห้า ซามูเอล ดอสส์ เสียชีวิตหลังแต่งงานกันได้เพียงสี่เดือน ครั้งนี้มีการชันสูตรศพ และพบความจริงว่า... แนนนี่วางยาสามีของเธอ หลังจากไต่สวนและสืบย้อนหลัง ตำรวจพบว่า... แนนนี่มีความผิดข้อหาฆาตกรรม และถูกพิพากษาว่าผิดจริงเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1955 เธอถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตและตายในเรือนจำเมื่อปี ค.ศ. 1965
  
8 มิยูกิ อิชิคาว่า (Miyuki Ishikawa)
85 ศพในญี่ปุ่น 
ฆาตกรต่อเนื่องหญิงที่โหดที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ผู้บริหารโรงพยาบาลโคโตบูกิ เด็กที่เกิดในโรงพยาบาลส่วนใหญ่แล้วล้วนแต่มีพ่อแม่ที่มีฐานะยากจน และสังคมสงเคราะห์ก็ยังเข้าไม่ถึง มิยูกิเลยเลือกวิธีการจัดการคือ ฆ่าทารกเหล่านั้นเสีย โดยมีผู้ช่วยคนสำคัญคือ ทาเคชิ อิชิคาว่า สามีของเธอเอง อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ร่วมมือกับคนทั้งคู่คือ ดร. ชิโร่ นาคายาม่า ผู้ช่วยปลอมแปลงเอกสารการเสียชีวิตของบรรดาทารก ท้ายที่สุด มิยูกิถูกจับได้ หลังชันสูตรศพ พบว่าทารกล้วนไม่ได้ตายตามธรรมชาติ ศพที่โรงพยาบาลมีจำนวนมากกว่า 40 ศพ และยังมีที่วัดอีกกว่า 30 ศพ มิยูกิและสามีโต้แย้งว่า... คนทำผิดน่าจะเป็นพวกพ่อแม่ที่ยากจนมากกว่า ไม่ใช่พวกเขาแต่ไม่สำเร็จ สุดท้าย มิยูกิต้องโทษขังคุกนาน 8 ปี ส่วนสามีและดร. ชิโร่โดนไปคนละ 4 ปี การกระทำของมิยูกิ นำไปสู่กฎหมายทำแท้งเสรีของญี่ปุ่น ที่ออกประกาศเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ปีค.ศ. 1949 
 
9 โดโรเธีย พูเอนเต้ (Dorothea Puente)
7 ศพในสหรัฐอเมริกา 
โดโรเธีย พูเอนเต้ ได้รับฉายาว่าแม่พระนักฆ่า ช่วงแรกๆ เธอก่อคดีเล็กๆ น้อยๆ และเข้าๆ ออกๆ คุกจนชินชา ต่อมา เธอหันมาทำงานด้านพยาบาล ดูแลผู้ป่วยชราและผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และนั่นแหละ เป็นจุดเริ่มต้นการฆาตกรรมของเธอ ต่อมาโดโรเธียได้ซื้อบ้านหลังใหญ่ที่ซาคราเมนโต้ เพื่อใช้สำหรับดูแลผู้ป่วยทั้งหลาย แรกเริ่ม โดโรเธียใช้วิธีขโมยเงินประกันสังคมเล็กๆ น้อยๆ จนถึงกับต้องโทษเข้าคุกนานสามปี แต่แล้วเมื่อถูกปล่อยตัว โดโรเธียเปลี่ยนวิธีจากการขโมยเป็นการฆาตกรรม และผู้ป่วยในบ้านก็เริ่มหายตัวไปทีละคนสองคน โดยต่อมา มีการพบศพคนเหล่านั้นที่สวนหลังบ้านของโดโรเธีย และแม้จะพบศพเพียง 7 ศพ แต่ยังมีผู้ป่วยที่หายตัวไปอีกจำนวนมาก ท้ายที่สุด โดโรเธียถูกตัดสินว่าผิดจริงและต้องโทษคุมขังตลอดชีวิต   
 
ทีมงานนักเขียนเด็กดี
 
ขอบคุณข้อมูลจาก  
http://listverse.com/2016/09/11/10-disturbing-facts-about-the-woman-who-inspired-dracula/ 
http://list25.com/25-most-evil-serial-killers-of-the-20th-century/ 
http://listverse.com/2017/06/27/top-10-notorious-women-serial-killers/ 
https://the-line-up.com/9-female-serial-killers 
 
ทีมงาน writer

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

Yin & Yang Member 3 ต.ค. 60 09:10 น. 2

เอลิซาเบธ บาโธรี่ ฆ่าหญิงสาววัยรุ่นเพื่อเอาเลือดเธอมาทาตัวอย่างเดียว ไม่ได้กินเลยสักนิด ส่วนศพเธอก็เอาไปเก็บไว้ในห้องใต้ดินแต่เพราะศพเยอะเก็บไม่ไหว เลยเอาไปทิ้งจนในที่สุด มีคนเห็นแล้วเอาไปแจ้งทางการแล้วเธอก็โดนลงโทษ ถึงจะบอกว่าเธอเป็นฆาตกรที่น่ากลัว แต่ก็มีเครื่องมือที่เธอใช้รีดเลือดจากเหยื่อ ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือในตำนานอย่างไอรอนเมเดน (ชื่อไม่แน่ใจ แต่ประมาณนี้)

ฮวนน่า บาร์ราซ่า ถ้าจะบอกว่าติดคุกเป็นเวลา 759 ปี อย่าบอกเวลาเลย บอกว่าติดคุกตลอดชีวิตจะดีกว่า เพราะไม่มีใครอายุเกิน 150 หรอกค่ะ

3
sherlan123 Member 3 ต.ค. 60 11:41 น. 2-1

รู้สึกเธอจะไม่ได้ใช้ไออ่อนเมนเดลนะ แต่เป็นคนอื่นแล้วคนเค้าก็เอาเนื้อเรื่องมาโยงกันเอง

0
กำลังโหลด
ohio-12 Member 6 ต.ค. 60 21:09 น. 3
ยุคหลังๆมีข้อสันนิษฐานใหม่เชื่อว่าเรื่องที่ อลิซาเบท บาโธรี่ อาบเลือดอาจไม่จริงค่ะ แต่เป็นเพราะตระกูลบาโธรี่เป็นเจ้าหนี้ของกษัตริย์ พอสามีนางที่เป็นผู้นำตระกูลตายเหลือนางเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ตระกูลหมดอำนาจเลยโดนกษัตริย์เล่นงาน
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
FusionGuy Member 6 ต.ค. 60 22:09 น. 5

เอลลิซาเบท บาโทรี่เธอเป็นไอดอลต่างหาก ส่วนร่างที่ฆ่าคนคือคามิวล่าตัวตนของเธอตอนโต แต่ทำไมไม่มีนิโตคริส #ซู๊ดเฟทมา

0
กำลังโหลด

8 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
Yin & Yang Member 3 ต.ค. 60 09:10 น. 2

เอลิซาเบธ บาโธรี่ ฆ่าหญิงสาววัยรุ่นเพื่อเอาเลือดเธอมาทาตัวอย่างเดียว ไม่ได้กินเลยสักนิด ส่วนศพเธอก็เอาไปเก็บไว้ในห้องใต้ดินแต่เพราะศพเยอะเก็บไม่ไหว เลยเอาไปทิ้งจนในที่สุด มีคนเห็นแล้วเอาไปแจ้งทางการแล้วเธอก็โดนลงโทษ ถึงจะบอกว่าเธอเป็นฆาตกรที่น่ากลัว แต่ก็มีเครื่องมือที่เธอใช้รีดเลือดจากเหยื่อ ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือในตำนานอย่างไอรอนเมเดน (ชื่อไม่แน่ใจ แต่ประมาณนี้)

ฮวนน่า บาร์ราซ่า ถ้าจะบอกว่าติดคุกเป็นเวลา 759 ปี อย่าบอกเวลาเลย บอกว่าติดคุกตลอดชีวิตจะดีกว่า เพราะไม่มีใครอายุเกิน 150 หรอกค่ะ

3
sherlan123 Member 3 ต.ค. 60 11:41 น. 2-1

รู้สึกเธอจะไม่ได้ใช้ไออ่อนเมนเดลนะ แต่เป็นคนอื่นแล้วคนเค้าก็เอาเนื้อเรื่องมาโยงกันเอง

0
กำลังโหลด
ohio-12 Member 6 ต.ค. 60 21:09 น. 3
ยุคหลังๆมีข้อสันนิษฐานใหม่เชื่อว่าเรื่องที่ อลิซาเบท บาโธรี่ อาบเลือดอาจไม่จริงค่ะ แต่เป็นเพราะตระกูลบาโธรี่เป็นเจ้าหนี้ของกษัตริย์ พอสามีนางที่เป็นผู้นำตระกูลตายเหลือนางเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ตระกูลหมดอำนาจเลยโดนกษัตริย์เล่นงาน
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
FusionGuy Member 6 ต.ค. 60 22:09 น. 5

เอลลิซาเบท บาโทรี่เธอเป็นไอดอลต่างหาก ส่วนร่างที่ฆ่าคนคือคามิวล่าตัวตนของเธอตอนโต แต่ทำไมไม่มีนิโตคริส #ซู๊ดเฟทมา

0
กำลังโหลด
Marina Cator Member 10 ต.ค. 60 13:43 น. 6

ดูเหมือนฆาตกรส่วนใหญ่จะเป็นอะไรที่เกี่ยวกับพยาบาลนะคะ แล้วแต่ละคนนี่ เราว่าได้รับโทษไม่สาสมเลย

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
QueenArther Member 22 ต.ค. 60 21:39 น. 8

เราว่าเด็กผู้หญิงคนนึงที่เอาขวานจามใส่พ่อตัวเองไม่ยั้งแล้ว เอาศพที่ฆ่ามาแขวนก็โหดนะคะจำชื่อไม่ได้ น่าจะมีเพลงที่ใช้ร้องตอนฆ่าด้วยค่ะ เด็กสมัยนั้นมักชอบร้องเล่นกัน จำชื่อไม่ได้ด้วย ใครพอทราบข้อมูลวอนช่วยบอกด้วยนะคะ

1
กำลังโหลด
กำลังโหลด