เปิดเรื่องพื้นบ้าน 'ตำนานไกรทอง' วีรกรรมระหว่างคนกับจระเข้



เปิดเรื่องพื้นบ้าน ตำนานไกรทอง
ความรักข้ามเผ่าพันธุ์ของคนกับจระเข้

 

สวัสดีค่ะน้องๆ เด็กดี^^ วันนี้พี่หวานก็มีบทความเกี่ยวกับตำนานพื้นบ้านมาฝาก เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินตำนานจากเรื่องของคนกับจระเข้กันมาบ้างเเล้ว เเต่ก็น่าจะยังมีหลายคนที่ไม่รู้ว่าเรื่องเล่าที่ว่านั้นเป็นมายังไง คราวนี้พี่หวานเลยได้ลองหาข้อมูลเเล้วเรียบเรียงมาให้เเล้วค่ะ ในวรรณคดีนั้นนอกจากพระอภัยมณีที่เป็นคนเเล้วได้นางเงือกเป็นภรรยาแล้ว ก็ยังมีตัวพระในวรรณคดีที่เป็นคนแล้วได้จระเข้เป็ภรรยาด้วย! นั่นก็คือเรื่องเล่าของ ไกรทอง นั่นเอง ความพิสดารของวรรณคดีไทยก็น่าสนใจแบบนี้แหละค่ะ ถ้าพร้อมเเล้วเลื่อนลงมาอ่านได้เลย

 

เรื่องเล่าขานถึงตำนานของเหล่าจระเข้


เเน่นอนว่าถ้าพูดชื่อ ชาลวัน ขึ้นมาคงจะคุ้นกันดีอยู่เเล้วใช่มั้ยคะว่าเป็นชื่อของพญาจระเข้ที่ยิ่งใหญ่ ผู้ครองถ้ำแก้วใต้น้ำเเห่งเมืองพิจิตร ที่มีอิทธิฤทธิ์คือเป็นกลางวันตลอดเวลา จระเข้ตัวใดที่เข้ามาอยู่ในบริเวณถ้ำแก้วนี้ก็จะกลายร่างเป็นมนุษย์ มีการอิ่มทิพย์โดยไม่ต้องกินอาหาร เเต่เดิมถ้ำแห่งนี้มีจระเข้ชื่อท้าวรำไพเป็นผู้ดูเเลปกครองบริวารจระเข้อื่นๆ มีลูกชายชื่อท้าวโคจร เเละท้าวโคจรก็มีลูกชื่อชาลวัน ในที่นี้จึงสามารถลำดับชั้นญาติได้ว่าท้าวรำไพเป็นปู่ของชาลวัน

ขนาดมนุษย์บนดินยังมีการแบ่งขอบเขตพื้นที่ เผ่าพันธุ์ใต้น้ำก็ต้องมีการจัดการอาณาเขตเช่นกัน ในส่วนของลำนำถัดลงมาจากเขตจังหวัดพิจิตรนั้น มีจระเข้สองตัวคือท้าวพันตา กับท้าวพันวังเป็นพี่น้องคอยดูแลอยู่ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็อยู่กันด้วยดีมาตลอดจนกระทั่งมีจระเข้บริวารของฝ่ายเหนือเข้าไปหากินล้ำเขตของฝ่ายใต้เเละเกิดการปะทะกัน เรื่องถึงท้าวโคจรรู้ข่าวก็มีความคิดอยากกำจัดเหล่าจระเข้ฝ่ายใต้ให้ได้ จึงใช้อุบายมากมายมาลอบจัดการ ซึ่งท้าวพันตาก็หลงกลเข้ามาต่อสู้จนเพลี่ยงพล้ำไป ต่อมาท้าวพันวังรู้ข่าวพี่ชายก็จัดการรับช่วงไปสู้ต่อ เดิมทีกำลังจะแพ้ต่อกำลังของท้าวโคจร เทวดาเห็นท่าไม่ดีเพราะเป็นเจ้าถิ่นจึงเข้าช่วย เเต่เพราะอุบายของท้าวโคจรที่หลอกล่อให้ท้าวพันวังหลงคิดว่าทั้งหมดเป็นพละกำลังตนเองไม่ได้มีเทวดามาช่วยทั้งนั้น เหล่าเทวดาที่ได้ยินก็ไม่พอใจละทิ้งท้าวพันวังไปในที่สุด เเละท้าวโคจรก็เป็นผู้ชนะ การต่อสู้เจ็ดวันเจ็ดคืนของจระเข้ในคราวนั้นส่งผลกระทบต่อชาวบ้านมากมาย หลังจากฝ่ายใต้สูญเสียผู้ดูแลทั้งสองคนจระเข้บริวารก็เหิมเกริมขึ้นมาหากินรุกรานชาวบ้าน เทวดาจึงแต่งตั้งจระเข้ตัวหนึ่งชื่อ ด่างเกยไชย มาเป็นผู้ดูแลโดยนับจากนี้เหล่าจระเข้ฝ่ายใต้จะต้องกินเเต่คนที่ถึงฆาตเท่านั้น เเละจะไม่สร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้านอีกเด็ดขาด ตั้งเเต่นั้นมาเหล่าจระเข้ก็ยู่กันด้วยดี เเต่น้องๆ รู้มั้ยคะว่า ด่างเกยไชตตัวนี้เองที่เคยต่อสู้กับพ่อของไกรทองจนถึงแก่ชีวิต เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ไกรทองตัดสินใจร่ำเรียนวิชาเพื่อเดินตามรอยพ่อมาเป็นผู้มีอาคมสำหรับปราบจระเข้
 

(รูปภาพจาก : http://thaiastro.nectec.or.th/library/article/191/)
 

วีรกรรมของพญาชาลวัน


หลังจากที่ท้าวรำไพเริ่มแก่ตัวก็ได้มอบอำนาจให้ชาลวันผู้เป็นหลานดูเเลลำน้ำต่อจากตน ชีวิตของพญาชาลวันเป็นจระเข้ที่สุขสบายที่สุดก็ว่าได้ นอกจากจะตัวใหญ่สง่างาม มีพละกำลัง เเล้วยังมีเขี้ยวแก้วกายสิทธิ์ทนทานต่ออาวุธต่างๆ พญาจระเข้ตัวนี้มีคู่ครองอยู่สองตัวด้วยกันชื่อ นางวิมาลา กับ เลื่อมลายวรรณ เเต่ด้วยนิสัยเกเรที่มีอยู่เดิมทำให้นึกสนุกขึ้นไปจับคนกินเป็นบางครั้งก็ได้พบกับนาง ตะเภาแก้ว ตะเภาทอง ลูกสาวของศรษฐีเมืองพิจิตรมาเล่นน้ำที่ท่าน้ำ ชาลวันเกิดประทับใจนางตะเภาทองจึงคาบนางลงมาอยู่กินด้วยกันที่ถ้ำใต้น้ำโดยระหว่างที่อยู่กับนางตะเภาทองก็จะกลายร่างเป็นชายหนุ่มรูปงาม จนบรรดาเมียจระเข้สองตัวที่มาก่อนไม่พอใจเกิดทะเลาะวิวาทขึ้น

ทางด้านเศรษฐีที่คิดว่าลูกสาวคงถูกจับกินไปเเล้วก็ประกาศว่าใครที่สามารถกำจัดพญาชาลวันได้มีรางวัลให้อย่างงาม เเต่กี่คนต่อกี่คนก็ไม่มีใครสามารถทำได้ ในที่สุดเศรษฐีก็บอกว่าจะยกสมบัติให้ครึ่งหนึ่งเเละยกลูกสาวคนเล็กคือนางตะเภาแก้วให้ด้วย ข่าวรู้ถึงไกรทองจึงนึกอยากปราบจระเข้ตัวนี้ให้ได้นั่นเอง

 

การต่อสู้ระหว่างไกรทองกับพญาชาลวัน



อย่างที่พี่หวานเล่าไปข้างต้นว่าพ่อของไกรทองได้ต่อสู้กับด่างเกยไชยซึ่งเป็นพญาจระเข้ที่มีเทวดาดูเเลจนถึงแก่ความตาย ตัวของเขาที่ซึมซับเหตุการณ์ทุกอย่างไว้จึงตัดสินใจเรียนอาคมเพื่อปราบเหล่าจระเข้อย่างจริงจัง หลังจากที่ได้ข่าวว่าเศรษฐีตามหาคนมาจัดการจระเข้ยักษ์ชาลวันที่จับลูกสาวไปก็นึกสนใจเเละได้นำไปปรึกษาพระครูที่สอนอาคมให้ได้ความว่าไกรทองต้องมีหอกสัตตโลหะจึงจะสามารถจัดการชาลวันได้ เมื่อได้รับมอบหอกศักดิ์สิทธิ์นั้นมาจากพระครูเเล้วไกรทองก็ไปอาสาจัดการกับชาลวัน

ฝ่ายชาลวันก็ฝันไปว่าไฟไหม้ถ้ำที่อาศัยและมีเทวดาถือหอกมาเเทงตนก่อนจะตัดหัวไป ท้าวรำไพเมื่อได้ฟังก็รู้ว่าชะตาของชาลวันกำลังจะถึงฆาต จึงได้บอกให้บริวารเอาก้อนหินมาอุดปากถ้ำไว้เเละให้ชาลวันรักษาศีลอยู่เเต่ในถ้ำจนกว่าจะพ้นเคราะห์ เเต่ไกรทองที่ได้ร่ำเรียนวิชามามากมายก็ร่ายมนต์จนทำให้พญาชาลวันร้อนรุ่นทนไม่ไหวต้องพังกำแพงหินออกมาจากถ้ำ เเต่ในที่สุดไกรทองก็จัดการจนได้ ตามมาระเบิดถึงถ้ำทิพย์ หลังจากจัดการชาลวันเสร็จไกรทองก็สงสัยว่านางตะเภาทองน่าจะยังมีชีวิตอยู่จึงตามหานางในถ้ำทิพย์ได้พบกับบรรดาคู่ของชาลวันที่เเปลงกายเป็นคนก็เกิดหลงใหล เเต่สุดท้ายเมื่อเจอตัวนางตะเภาทองก็นำกลับขึ้นไปบนน้ำเเละรักษานางจนหายดี เเละเศรษฐีก็ได้มอบสมบัติเเละลูกสาวทั้งสองคนให้ตามที่ตกลงไว้

 

ความรักระหว่างคนกับจระเข้


หลังจากเรื่องวุ่นวายของการต่อสู้จบลง ไกรทองกลายมาเป็นลูกเขยของเศรษฐีที่ได้เเต่งทั้งกับตะเภาเเก้วเเละตะเภาทอง พร้อมทั้งได้ดูแลสมบัติของเศรษฐีเมืองพิจิตรอีกครึ่งหนึ่ง เเต่ด้วยความเป็นพระเอกในรรณคดีไทยย่อมต้องมีลักษณะข้อหนึ่งที่เป็นขนบก็คือความเจ้าชู้นั่นเองค่ะ น้องๆ ยังจำตอนที่ไกรทองลงไประเบิดถ้ำของชาลวันได้มั้ย ที่เขาตามหาจนเจอตัวนางตะเภาทอง เเต่ก่อนนั้นก็ได้พบกับนางวิมาลากับเลื่อมลายวรรณ จระเข้เเปลงเป็นหญิงสาวอยู่ในถ้ำก็เกิดตกหลุมรักในความงามของนางทั้งสองเกี้ยวพาราสีจนได้ทั้งสองเป็นภรรยาเพิ่มอีกในที่สุด 

หลายคนที่ติดตามเรื่องราวในวรรณคดีไทยคงจะพอสังเกตได้ว่าไกรทองนั้นมีลักษณะที่เหมือนกับตัวพระในวรรณคดีไทยเรื่องอื่นอีกหลายเรื่อง ทั้งรูปงาม เก่งกาจ เเละเจ้าชู้ จนในที่สุดความเจ้าชู้จึงนำมาซึ่งความวุ่นวายนี่เองค่ะ จากที่ได้เเต่งงานอยู่กับลูกสาวของเศรษฐีทั้งสองคนเเล้วไกรทองก็ยังไม่พอใจ เฝ้าคิดถึงนางจระเข้ทั้งสองอยู่จนต้องออกอุบายโกหกเพื่อกลับลงไปในถ้ำใต้น้ำอีกครั้งเเละได้พาทั้งสองคนขึ้นมาอยู่กินบนบกด้วยกัน เเต่ก็ถูกตะเพิดตบตีจากนางตะเภาเเก้ว ตะเภาทองจนต้องกลับไปอยู่ในถ้ำดังเดิม ส่วนไกรทองก็ได้พระครูมาพูดกล่อมให้กลับมาอยู่กับสองภรรยาบนบกได้ดังเดิม

 

ข้อคิดสำคัญจากเรื่องนี้



(รูปภาพจาก : https://www.tmd.go.th/photos_source.html)

ผลงานเรื่องไกรทองได้รับการเล่าขานต่อกันมาเป็นเรื่องพื้นบ้านที่ทั้งเชื่อว่ามีอยู่จริง บ้างก็เชื่อว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าที่เเต่งขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านระมัดระวังตัวตอนที่ออกเรือหาปลาในแม่น้ำ เเต่จากหนังสอที่พี่หวานใช้อ่านอ้างอิงข้อมูลได้บอกว่าผลงานเรื่องไกรทองนี้ได้รับพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่จากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพื่อใช้เล่นละครหลวงด้วย

เรื่องไกรทองสะท้อนสภาพสังคมในอดีตเเละสะท้อนถึงค่านิยมที่มีการสร้างตัวพระให้เป็นคนเจ้าชู้ ทั้งๆ ที่สาเหตุนั้นได้นำพาความวุ่นวายมาสู่ครอบครัวทั้งสิ้น ยิ่งในภาคลูกๆ ของไกรทองด้วยเเล้วยิ่งวุ่นวายเลยค่ะ ฝ่ายลูกที่เกิดกับนางจระเข้ทั้งสองก็กลายมาเป็นเด็กที่รู้สึกว้าเหว่เเละขาดพ่อ เพราะตัวไกรทองอยู่เเต่กับครอบครัวบนบก เเละสุดท้ายโชคชะตาก็นำพาให้พ่อกับลูกต้องสู้กันเอง เเต่ด้วยความที่ค่านิยมผู้ชายเป็นใหญ่เหล่าลูกๆ ต่างก็ยอมเเพ้ขอขมาต่อไกรทองเเละกลับไปอยู่ในถ้ำตามเดิมโดยไม่เรียกร้องอะไรอีก

 
พอเป็นเรื่องเล่าพื้นบ้านต่อกันมาอย่างนี้เราก็จะสัมผัสได้ถึงความเชื่อและวัฒนธรรมหลายอย่างที่แฝงมาด้วย ทั้งการใช้ชีวิตริมท่าน้ำ เเละตำนานต่างๆ ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตอย่างเรื่องของจระเข้ที่ดูเเลเขตใต้น้ำนั่นด้วย พี่หวานยังรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้มีขึ้นเเค่เพื่อความสนุกสนานเท่านั้น เเต่เรายังได้รับข้อคิดหลายอย่างตามมาด้วย เอาไว้บทความหน้าพี่หวานจะหาเรื่องราวน่าสนใจมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ ^____^

 
พี่หวาน


Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น