รู้มั้ย “แก่นเรื่องนิยาย” ให้อะไรกับนักอ่านมากกว่าที่คิด! []

วิว

 

รู้มั้ย "แก่นเรื่องนิยาย" ให้อะไรกับนักอ่านมากกว่าที่คิดนะ

 

 

สวัสดีค่ะชาวนักเขียนเด็กดีทุกคน กลเม็ดเคล็ดลับฉบับนี้ขอพาน้องๆ มาพบกับเรื่องของ “แก่นเรื่อง (Theme) ของนิยาย เชื่อว่าน้องๆ นักเขียนมือใหม่อาจเคยสับสนว่าแก่นเรื่องคืออะไร เอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่แปลกหรอกที่เราจะงง เพราะแก่นเรื่องเป็นอะไรที่ค่อนข้างยากที่จะเข้าใจ ถึงอย่างนั้น เราอาจเคยเรียนในโรงเรียนว่าแก่นเรื่องหรือธีมคือ “เมสเสจ (Message)” ที่ซ่อนอยู่ในเรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพยายามสื่อถึงผู้อ่าน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีคำนิยามอย่างชัดเจนว่า “แก่นเรื่อง (Theme)” คืออะไร

เคยสังเกตตัวเองไหมคะว่าทำไมเราชอบเขียนนิยายแนวเดิมๆ? ทำไมเราถึงต้องเขียนตัวละครแบบนี้ด้วย? แล้วทำไมแก่นเรื่องของนิยายแต่ละเรื่องถึงแตกต่างกันล่ะ? เอาล่ะค่ะน้องๆ ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมเราชอบเขียนนิยายแนวเดิมๆ เราอาจจะเข้าใจความหมายของแก่นเรื่องอย่างแท้จริง แล้วถ้าเราเข้าใจความหมายของแก่นเรื่อง มันก็จะช่วยให้เราหาวิธีทำให้นักอ่านประทับใจในงานเขียนของเราได้มากขึ้นค่ะ

 

รู้มั้ย “แก่นเรื่องนิยาย” ให้อะไรกับนักอ่านมากกว่าที่คิด!

 

ทำไมเราถึงชอบเขียนนิยายแนวเดิมๆ

ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ความคิดและความเชื่อบางอย่างสะท้อนถึงตัวตนของเราจริงๆ ที่อยู่ลึกลงไปข้างใน ไม่ว่าจะเป็นการมองโลกในแง่ดีหรือในแง่ร้าย พระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่ รักแท้เป็นไปได้หรือเปล่า คิดว่าคนทั่วไปเป็นคนดีหรือเห็นแก่ตัว เทคโนโลยีช่วยเราหรือฆ่าเรา และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นตัวตนที่อยู่ในตัวเราลึกๆ

เชื่อหรือไม่ งานเขียนของเรานี่แหละที่เป็นตัวสะท้อนถึงโลกลึกๆ ของเรา ถ้ายังไม่เชื่อ ขอท้าพิสูจน์ด้วยการมองย้อนไปยังนิยายแต่ละเรื่องของเราที่เคยเขียนหรือกำลังเขียน เราจะพบว่ามันยากมากเมื่อเราเขียนตัวละครที่มีนิสัยและความเชื่อต่างจากเรา เราอาจรู้สึกอึดอัด ลำบากใจ บางคนก็อาจจะตันได้ง่ายๆ เมื่อเขียน แหงล่ะ เพราะนั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา มันเลยทำให้การเขียนนิยายออกมาไม่ไหลลื่น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเชื่อว่าจริงๆ แล้วเนื้อแท้ของทุกคนเป็นคนดี เราก็ไม่ค่อยเขียนเรื่องที่ “พิสูจน์” ว่าคนทุกคนเห็นแก่ตัวหรือชั่วร้าย

พูดมาซะยืดยาว ขอกล่าวโดยสรุปก็คือ แก่นเรื่องในนิยายสะท้อนถึงมุมมองโลกทัศน์ของเราค่ะ ดังนั้นจึงเป็นคำตอบที่ว่าเหตุใดเราจึงเขียนนิยายแนวเดิม ธีมเดิมซ้ำๆ กัน

 

แก่นเรื่องสะท้อนถึงนักอ่านยังไง?

เคยรู้มั้ยคะว่า เมสเสจของเรื่องหรือแก่นเรื่องเป็นสิ่งที่พยายามโน้มน้าวนักอ่านให้มองโลกอีกมุมหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น สิ่งที่ให้คุณค่า, สิ่งที่จะเชื่อ, สิ่งที่หวัง, สิ่งที่มุ่งหวัง ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้จะไม่ได้ปรากฏออกมาให้นักอ่านรู้ว่า “เฮ้ ฉันเป็นเมสเสจของเรื่องที่นักเขียนพยายามจะสื่อถึงพวกเธอ” หรอกนะ ตรงกันข้าม แก่นเรื่องจะปรากฏออกมาในรูปแบบนัยยะหรือความหมายที่ซ่อนอยู่ (subtext) ในเรื่องราวของเรา ตามบทสนทนาหรือฉากต่างๆ ที่ดำเนินในเรื่องค่ะ

Subtext เป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก อย่างไรก็ตาม นักอ่านอาจปฏิเสธที่จะรับข้อมูลเหล่านี้ถ้าเราเขียนออกมาแบบไม่มีศิลปะ เขียนแบบพยายามยัดเยียดให้นักอ่าน ประมาณว่า “เธอต้องเชื่อเรื่องนี้นะ! ค่ะ และ Subtext จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเมื่อเราถ่ายทอดมันออกมาในรูปแบบวลี โดยเฉพาะตอนรีไรท์นิยายนะ เราสามารถปรับปรุงธีมเรื่องให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยการสอดแทรกเมสเสจที่เราต้องการสื่อผ่านองค์ประกอบต่างๆ ในนิยายของเรา ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร บทสนทนา การกระทำ หรือฉากต่างๆ

 

รู้มั้ย “แก่นเรื่องนิยาย” ให้อะไรกับนักอ่านมากกว่าที่คิด!
 

ประเภทของธีมต่างๆ

หน้าที่ของนักเขียนอย่างเรานอกจากจะให้ความบันเทิงแก่นักอ่านแล้ว การพยายามโน้มน้าวนักอ่านให้เปิดรับโลกของเรานับว่าเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน นั่นจึงเป็นเหตุว่าทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับองค์ประกอบต่างๆ ในเรื่อง แล้วน้องๆ รู้มั้ยคะว่า “ทุกสิ่งทุกอย่าง” ที่ปรากฏในนิยายสามารถกลายเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงแก่นเรื่องได้ ไม่ว่าจะเป็น

 

ธีมเรื่อง: สมมติฐานของเรื่องนี้คืออะไร? ใครควรจะชนะหรือแพ้ - และทำไม?

สิ่งที่ต้องทำ: โน้มน้าวผู้อ่านด้วยการนำเสนอหลักฐานและรายละเอียดที่ตรงกับคุณค่าและความเชื่อของโลกที่เราสร้างขึ้น

 

ธีมของตัวละคร: ตัวละครเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลาของเรื่องได้อย่างไร? ตัวละครได้เรียนรู้อะไร?

สิ่งที่ต้องทำ: โน้มน้าวผู้อ่านด้วยการนำเสนอตัวละครที่ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

ธีมของพล็อต: ในช่วงจุดเปลี่ยนของเรื่อง ตัวละครพยายามทำอะไร? พวกเขาประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว - และทำไม?

สิ่งที่ต้องทำ: โน้มน้าวผู้อ่านด้วยการสร้างหลักฐานที่พิสูจน์ว่าธีมเรื่องของเราเป็นยังไง

 

ธีมของตัวเลือก: ตัวละครตัดสินใจจะทำอะไร และอะไรคือตัวเลือกที่พวกเขาเลือก? ผลลัพธ์ของมันตรงกับธีมเรื่องหรือธีมของตัวละครหรือไม่? (ตัวเลือกที่ดีควรสอดคล้องกับธีมที่เรากำหนดไว้นะ)

สิ่งที่ต้องทำ: โน้มน้าวให้ผู้อ่านรู้สึกสมจริงด้วยการนำเสนอหลักฐานที่สนับสนุนธีมเรื่องหรือธีมของตัวละคร

 

ธีมของตัวร้าย: ความเชื่อของวายร้ายคืออะไร? พวกเขาช่วยส่งเสริมหรือหักล้างธีมเรื่อง?

สิ่งที่ต้องทำ: โน้มน้าวให้ผู้อ่านรู้สึกสมจริงด้วยการนำเสนอหลักฐานที่สนับสนุนธีมเรื่องหรือธีมของตัวละคร

 

รู้มั้ย “แก่นเรื่องนิยาย” ให้อะไรกับนักอ่านมากกว่าที่คิด!

 

อีกหนึ่งธีมที่สำคัญ!

5 ธีมด้านบนที่กล่าวถึงเป็นเพียงแค่ธีมย่อยๆ เท่านั้น เพราะธีมที่แท้จริงที่ขาดไม่ได้เมื่อเราเริ่มต้นเขียนนิยายคือสิ่งนี้ต่างหาก “แนวของเรื่อง” ไงล่ะ! หลักๆ ที่ต้องพิจารณาเลยก็คือ แนวเรื่องของเราเป็นแบบไหน? ต้องการจะสื่ออะไรถึงผู้อ่าน? แล้วเรื่องนี้เป็นอย่างไร? และที่สำคัญ สิ่งที่เราควรตระหนักไว้เสมอก็คือ นิยายของเราไม่จำเป็นต้องมีแค่แนวเดียวค่ะ ง่ายๆ ก็คือ นิยาย 1 เรื่องมีได้มากกว่า 1 แนว ยกตัวอย่างเช่น

 

นิยายแนวระทึกขวัญ

เมื่อนักอ่านนิยายแนวระทึกขวัญเดินเข้าร้านหนังสือและพุ่งตรงไปหยิบนิยายแนวระทึก สิ่งที่พวกเขาคาดหวังคือพวกเขาจะได้พบกับเรื่องราวที่เต็มไปด้วยการเผชิญหน้ากับคนร้าย การแข่งขันและการเอาตัวรอด รวมทั้งเหตุการณ์ต่างๆ ที่บีบรัดหัวใจ ส่วนมากมักดำเนินเรื่องแบบฉับไว ดังนั้นถ้าเรื่องไหนดำเนินช้าๆ นักอ่านแนวนี้ก็มักจะไม่ปลื้ม แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องราวที่วายร้ายทำลายล้างโลกก็ตาม ดังนั้นธีมเรื่องของนิยายแนวระทึกขวัญอาจจะเป็น

Survivor is possible.

นิยายแนวลึกลับ

เช่นเดียวกับนักอ่านแนวระทึกขวัญ นักอ่านแนวลึกลับก็คาดหวังที่จะได้พบกับเรื่องราวที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม ความลึกลับ การไขปริศนาด้วยวิธีที่น่าพึงพอใจ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่นิยายของเราไม่มีสิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบ เมื่อนั้นมันก็ไม่สามารถทำให้นักอ่านแนวนี้ประทับใจได้ ดังนั้นธีมเรื่องของนิยายแนวลึกลับอาจจะเป็น

Justice is possible.

 

นิยายโรแมนติก

เช่นเดียวกับนักอ่านแนวระทึกขวัญและแนวลึกลับ นักอ่านนิยายสายโรแมนติดคาดหวังที่จะได้อ่านเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความรัก ความสัมพันธ์ที่ดี รวมทั้งตอนจบที่แฮปปี้เอนดิ้ง ดังนั้นถ้าขาดองค์ประกอบเหล่านี้ มันก็ไม่สามารถทำให้นักอ่านประทับใจได้ (เว้นแต่นักอ่านจะชอบตอนจบที่ไม่สมหวัง) ดังนั้นธีมเรื่องของนิยายแนวโรแมนติกอาจจะเป็น

Happiness is possible.

 

นิยายแฟนตาซี

ดูเหมือนว่านิยายแฟนตาซีจะเป็นนิยายที่สอดแทรกหลายประเภทรวมอยู่ในนี้ ไม่ว่าจะเป็นความรัก มิตรภาพ สืบหาคนร้าย หรือแม้กระทั่งการต่อสู้และการรบราฆ่าฟัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่นักเขียนพึงระลึกไว้เสมอเมื่อเขียนนิยายแนวนี้ก็คือ อย่าลืมใส่ความเหนือจริงและเหนือธรรมชาติลงไปด้วย เพราะนั่นคือสิ่งที่นักอ่านตามหาในนิยายของเรา ไม่อย่างนั้นนักอ่านคงไม่เลือกอ่านนิยายแฟนตาซีหรอก ถูกมั้ยคะ ดังนั้นธีมเรื่องของนิยายแนวแฟนตาซีอาจจะเป็น

Impossible is possible.
 

อย่างที่บอกไปว่านิยายหนึ่งเรื่องสามารถมีได้หลายแนว แต่อยากให้เราระบุแนวหลักไว้เฉพาะเจาะจงเลย เช่น แฟนตาซีก็คือแฟนตาซี (แต่สามารถแทรกเรื่องความรักลงไปได้) หรือสยองขวัญก็คือสยองขวัญค่ะ การที่เรารู้แนวนิยายที่เราเขียนชัดเจนจะช่วยให้เราเข้าใจถึงสิ่งที่เราต้องการจะสื่อถึงนักอ่าน (แก่นเรื่อง) ได้ง่ายขึ้น และนั่นทำให้นักอ่านประทับใจค่ะ

ก่อนจากกันวันนี้อยากฝากให้น้องๆ นักเขียนได้รู้อีกสักหน่อย น้องๆ คะ นักอ่านส่วนมากมักอ่านหนังสือหลากหลายแนว แต่เวลาที่พวกเขาเลือกอ่านนิยายระทึกขวัญแทนที่จะอ่านนิยายลึกลับ มันหมายความว่าพวกเขาต้องการความตื่นเต้น และเมื่อนักอ่านเลือกอ่านนิยายโรแมนติกมากกว่านิยายไซไฟ แปลว่าพวกเขามักต้องการสัมผัสตอนจบที่แฮปปี้เอนดิ้ง

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าน้องๆ จะเขียนนิยายแนวไหน การตั้งแก่นเรื่องไว้ตั้งแต่แรกจะช่วยให้เราเขียนนิยายได้ง่ายขึ้นค่ะ ^o^

 

พี่น้ำผึ้ง :)

 


ขอบคุณรูปภาพจาก pixabay
ขอบคุณข้อมูลจาก

https://jamigold.com/2016/03/what-does-your-genres-theme-promise-to-readers/


 

Deep Sound แสดงความรู้สึก

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nampueng

พี่น้ำผึ้ง - ผู้เขียน

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์นักเขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #แก่นเรื่อง #ธีม #theme #ธีมนิยาย

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    #2
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    สำหรับนิยายวาย mpreg ที่เป็นแนวถนัดของเรา... mpreg is possible

    สรุปบทความนี้สั้นๆ everything is possible(if you make it)

    ง่ายๆคือคุณต้องเชื่อในพล็อตของคุณว่ามันเกิดขึ้นจริงประหนึ่งคุณไปเดินอยู่ในเรื่องเลย ถ้าคุณไม่เชื่อพล็อตของคุณ คนอ่านก็ไม่เชื่อคุณเช่นกัน

    justice is possible แนวคิดเก่าไปนะ

    ที่คนอ่านต้องการจริงๆเดี๋ยวนี้อาจจะเป็นความพลิกแพลงและบิดเบี้ยว ไม่ใช่แค่เอาหลักฐานปาใส่หน้ากันเฉยๆ จิตวิทยาจะทำให้เรื่องน่าอ่านขึ้นการหลอกคนอ่านที่ฉลาดมากเป็นไปไม่ได้เลยบางมุกที่เราคิดตั้งนานบางคนที่อ่านสามารถดักได้ง่ายๆเพียงแค่มองด้วยซ้ำ พอโดนดักบ่อยๆก็กลายเป็นเสียความน่าสนใจ บางครั้งการให้สิ่งที่คนอ่านเอาไปใช้ได้ไม่ใช่ว่าคดีพิศดารเกิดยังไงเพราะคนรู้ว่ามันไม่เกิดขึ้นได้อยู่แล้ว แต่เกิดเพราะอะไรทำไมจึงเกิด ความบิดเบี้ยวและมายาในสังคมคือสิ่งน่ากลัวที่ทำให้เกิดคดี เอาง่ายคือคดีเรียบง่ายที่แฝงความบิดเบี้ยวเอาไว้ ไม่ใช่แค่เน้นตัวนักสืบแต่คนร้ายเป็นอีกหนึ่งตัวสำคัญด้วย สรุปการนำจิตวิทยาเข้ามาในเรื่องเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับสมัยใหม่

    ตอบกลับ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?