Chemistry: หัวใจสำคัญในการสร้างนิยายรัก []

วิว
 

Chemistry: หัวใจสำคัญในการสร้างนิยายรัก

สวัสดีค่ะชาวนักเขียนเด็กดีทุกคน ในการเขียนนิยายรักสักเรื่อง (หรือนิยายแนวไหนก็ได้ที่มีความสัมพันธ์แบบโรแมนติกอยู่) นักเขียนมักสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเพื่อให้ตัวละคร A และ B ได้ใช้เวลาร่วมกัน ก่อนจบลงที่ต่างฝ่ายต่างตกหลุมรักกัน นิยายทุกเรื่องก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ คำถามก็คือ น้องๆ จะทำยังไงให้ความรักของตัวละครน้องเป็นเรื่องที่ไม่เหมือนใคร? จะทำพล็อตให้ซับซ้อนมากขึ้น หรือสร้างสถานการณ์ปั่นหัวนักอ่านดี?

แม้ว่าเหล่านั้นจะเป็นความคิดที่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่นักเขียนไม่ควรพลาดคือสิ่งที่เรียกว่า “เคมี (Chemistry)” ระหว่างพระ - นาง! ทำไมน่ะเหรอ? เพราะมันค่อนข้างสำคัญในความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกน่ะสิ ถ้าเคมีของพระ - นางดี นิยายก็ปัง แต่ถ้าเคมีไม่ตรงกัน นิยายเราก็พังทลายได้

 

Chemistry: หัวใจสำคัญในการสร้างนิยายรัก
(via: Diolli.com)
 

เคมี (Chemistry) คืออะไร?

อย่าเพิ่งตกใจไป เคมีในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวิชาเคมีที่เรียนกันในโรงเรียน แต่หมายถึงเคมีระหว่างตัวละครต่างหาก มันคือสิ่งที่บ่งบอกว่าตัวละคร 2 ตัวเข้ากันได้ดีขนาดไหน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่มั่นคงมั้ย? มีบทสนทนาที่ไหลลื่นไปเรื่อยๆ หรือเปล่า แน่นอนว่าไอ้เจ้าเคมีนี่แหละที่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ตัวละครทั้งสองดึงดูดเข้าหากันและคลิกกัน

จากประสบการณ์ของพี่น้ำผึ้ง จริงๆ แล้วเรามีวิธีหลากหลายในการสร้างเคมีของพระนางให้ตรงกัน แต่ที่พี่อ่านเจอในนิยายส่วนใหญ่มักให้ฟีลไม่น่าเชื่อถือ เหมือนกำลังบังคับให้ตัวละครรักกันอยู่ ที่เจอส่วนใหญ่ก็จะประมาณว่า จับตัวละครสองตัวมาอยู่ในที่ลับตาคน บังคับให้พวกเขามีบทสนทนาที่แสนน่าเบื่อ (cliché) แล้วพอรู้ตัวอีกทีตัวละครก็ดันรักกันซะแล้ว อะไรกัน ยังไม่ทันอินเลย!

ปัญหาคืออะไรล่ะ? หนึ่งเลยนะ มันเร็วเกินไปจ้า แน่นอน ในโลกนิยาย นักเขียนสามารถสร้างอะไรก็ได้ตามใจฉัน นักเขียนสามารถทำให้ตัวละครคลิกกันได้ในฉากเดียวได้ แต่รู้มั้ย นี่เป็นเหตุผลที่ดิสนี่ย์เทพล็อตประมาณว่า “เราเพิ่งเจอกัน มาแต่งงานกันเถอะที่รัก”

นอกจากนี้มันทำให้นักอ่านไม่เข้าใจว่าทำไมตัวละครถึงคลิกกันอย่างง่ายดาย มันเป็นเพราะว่าทั้งคู่มีอดีตชาติร่วมกันหรือเปล่า? หรือเป็นเพราะทั้งคู่เชื่อในพรหมลิขิต แต่ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไร มันก็ควรจะเป็นสิ่งที่แตกต่าง มันควรเป็นสิ่งที่บทสนทนาของพวกเขาสนับสนุนให้เป็นอย่างนั้น แน่นอน มันควรจะเป็นอะไรที่สร้างความบันเทิงและน่าเชื่อถือแก่ผู้อ่านด้วย

 

Chemistry: หัวใจสำคัญในการสร้างนิยายรัก
Troye Sivan และ Ariana Grande เองก็มีเคมีที่ตรงกันมากๆ
(via:  MV Dance to This)

 

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องของ “เคมีตรงกัน”

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น นักเขียนหลายคนคิดว่าการโยนตัวสองตัวละครลงไปในสถานการณ์หนึ่งและตกหลุมรักกันอย่างรวดเร็ว (ในที่นี้ก็เช่น เอะอะจูบ เป็นต้น) คือการสร้างเคมีระหว่างพระนาง แต่ความจริงแล้ว ความโรแมนติกเป็นอะไรที่ค่อนข้างซับซ้อนมากกว่านั้นนะ ด้านล่างต่อไปนี้คือตัวอย่างความเข้าใจผิดๆ ของคำว่า "เคมีตรงกัน" ที่พบได้บ่อยในนิยาย
 

ดึงดูดกันทางกายภาพเท่านั้น

แน่นอนว่านี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้ทางร่างกาย แต่มันไม่ใช่เหตุผลที่คนจะตกหลุมรัก หากเป็นเช่นนั้น นี่ก็อาจไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ดีเท่าไหร่นะ เพราะมันอาจทำให้เรื่องราวของเราขัดแย้ง ยังไงก็ตาม ไม่ควรเน้นเรื่องของความโรแมนติกเชิงกายภาพอย่างรวดเร็ว เช่น กอดหรือจูบ เพราะมันทำให้นิยายของเราไม่น่าเชื่อและไม่น่าอ่าน
 

พูดจาโอหัง

ในบทสนทนา หลายคนคิดว่าการมีบทสนทนาที่ตอบโต้กันอย่างชาญฉลาดเป็นวิธีที่ดีในการสร้างเคมีของคู่พระนาง แต่ความจริงแล้วการให้ตัวละครพูดจาหยิ่งยโสโอหัง หรือพ่นวาจาร้ายกาจใส่กันเป็นอะไรที่ไม่น่ารักเลย แถมยังทำให้ตัวละครของเราดูก้าวร้าวด้วย 
 

อดีตอันแสนเจ็บปวด

นี่เป็นสิ่งที่พบได้ในนิยายรักที่มีเส้นเรื่องประมาณว่า “ผู้หญิงแสนดีเจอกับหนุ่มแบดบอย” แล้วทันใดนั้นนางเอกแสนหวานของเราก็ตกหลุมรักแบดบอยซะอย่างนั้น เพราะเธอดันเห็นเนื้อแท้ของชายหนุ่มว่าจริงๆ แล้วเขาแสนดี และสาเหตุที่เขากลายเป็นแบดบอยเพราะต้องการจะลืมอดีตอันน่าเจ็บปวด

สูตรสำเร็จนี้ไม่ได้นำมาสู่ความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคงต่อไปในอนาคตเท่านั้น แต่ยังเป็นพล็อตที่ cliché และไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ การที่เรารู้สึกสงสารใครบางคน ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องตกหลุมรักเขานะ! แน่นอนว่าเราเจอพล็อตประมาณนี้บ่อยมากในนิยายรัก แต่อยากจะบอก นั่นไม่ได้เรียกว่าเคมีตรงกันเลย

คำแนะนำที่ดีที่สุดคือลองสร้างสิ่งที่แตกต่างมากกว่านี้ ท้าทายตัวเองด้วยการเขียนอะไรใหม่ๆ อย่าลืมนะว่ามันมีมากกว่าหนึ่งหรือสองเหตุผลที่ทำให้คนเราชอบกันได้ ดังนั้นนั่งลงพร้อมกับตัวละครของเราและคิดดูว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขาเข้ากันได้ดี แล้วทำไมพวกเขาจึงตกหลุมรักกัน!

 

Chemistry: หัวใจสำคัญในการสร้างนิยายรัก
องค์ประกอบของเคมีในความรัก
(via: powerofpositive.com)


 

4 องค์ประกอบของเคมีในความรัก : ตัวละครของเรามีครบไหม?

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น เคมีในความรัก (Romantic Chemistry) หรือเคมีของตัวละครที่ดีนั้นมีมากกว่าแรงดึงดูดทางเพศ เพราะแรงดึงดูดทางเพศไม่เพียงพอที่จะสร้างความสัมพันธ์ให้มั่นคงได้ ดังนั้นนักเขียนจำเป็นต้องใส่ 4 องค์ประกอบของเคมีความรัก เพื่อให้ตัวละครของเรามีเคมีที่ตรงกันอย่างสมจริง ถามว่า 4 องค์ประกอบนี้มาจากไหน บอกเลยว่ามีการวิจัยอย่างเป็นจริงเป็นจังในงานวิจัยที่มีชื่อว่า "Sex Differences in Mate Preferences Revisited: Do People Know What They Initially Desire in a Romantic Partner?" ของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ประเทศสหรัฐอเมริกาค่ะ โดย 4 องค์ประกอบที่ว่านี้ได้แก่
 

เคมีเชิงกายภาพ (Physical Romantic Chemistry)

อาการที่ตัวละคร A และ B อยู่ใกล้ๆ กันแล้วมือไม้เริ่มซุกซน นั่นแหละเรียกว่าเคมีทางกายภาพ ตัวละครของเราจะมีอาการหลงใหลรูปลักษณ์ของอีกฝ่าย อยากอยู่ใกล้ๆ อยากสัมผัส อยากใช้เวลาร่วมกัน อยากมองตากันอย่างหวานซึ้ง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่พบบ่อยในนิยาย และการจะเขียนให้นักอ่านรู้สึกว่าทั้งคู่มี Physical Romantic Chemistry ที่ดีได้นั้น นักเขียนต้องบิ้วต์อารมณ์นักอ่านมาก่อนหน้านั้น หลักๆ เลยก็คือ นักเขียนต้องปูความสัมพันธ์ของตัวละครให้หนักแน่นและมั่นคง มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสมเหตุและผล อีกทั้งสำนวนการเขียนเองก็สำคัญ ไม่ว่าจะด้วยการบรรยายฉากหรือการบรรยายอารมณ์ตัวละคร
 

เคมีเชิงอารมณ์ (Emotional Romantic Chemistry)

เคมีลักษณะนี้จะเป็นเคมีที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า เขาช่างน่าดึงดูดเหลือเกิน ซึ่งมันเกิดขึ้นเพราะอารมณ์ของเรา แน่นอนว่ามันต้องเป็นอารมณ์เชิงบวก ดังนั้นนอกจากเคมีเชิงกายภาพแล้ว เราควรสร้างอารมณ์เชิงบวกให้แก่ตัวละครของเราด้วย เช่น ตัวละคร A รู้สึกดีและมีความสุขเวลาอยู่ใกล้ๆ ตัวละคร B

นอกจากนี้ หากตัวละครจำเป็นต้องทะเลาะหรือขัดแย้งกัน มันจะมีอารมณ์ลบเกิดขึ้น นักเขียนอย่างเราก็สามารถเปลี่ยนจากอารมณ์ลบให้กลายเป็นอารมณ์บวกได้ ยกตัวอย่างเช่น นางเอกโกรธพระเอก แต่ไม่ยอมบอกความรู้สึกของเธอตรงๆ เราก็แก้ได้ด้วยการด้วยการจับพวกเขามานั่งเปิดใจและพูดถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง เมื่อต่างฝ่ายต่างสามารถทำความเข้าใจสภาวะอารมณ์ของแต่ละคนได้ มันเป็นสัญญาณที่ดีของ “เคมีตรงกัน” แล้วล่ะ

นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องของความสัมพันธ์โรแมนติกและความฉลาดทางอารมณ์เคยกล่าวว่า “บุคคลที่มีความเข้าใจดีในอารมณ์คนอื่นๆ ร่วมกับการเข้าใจอารมณ์ของตัวเองอาจสร้างความสัมพันธ์กับคู่รักและเข้ากันได้ดีกว่า สมรรถภาพทางอารมณ์อาจมีแนวโน้มที่ทำให้คนเหล่านี้สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและทำให้อีกฝ่ายพึงพอใจได้ เนื่องจากพวกเขามีความสามารถในการเข้าใจและจัดการอารมณ์ของตนเอง รวมทั้งมีความสามารถในการรับรู้ ทำความเข้าใจและช่วยควบคุมอารมณ์และความรู้สึกกของอีกฝ่าย”

ในงานวิจัยยังกล่าวอีกว่า การขาดความฉลาดทางอารมณ์ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายสำหรับคู่รักเพราะพวกเขาสามารถเรียนรู้ทักษะนี้ได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยได้เสนอว่า “ถ้าความฉลาดทางอารมณ์ทำให้คู่รักมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีขึ้น การฝึกทักษะทางอารมณ์ให้คู่รักอาจช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ได้ โดยงานวิจัยล่าสุดแสดงให้ว่ามีความไปได้ที่ระดับความฉลาดทางอารมณ์จะได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อถูกฝึก”

ยังไงลองหยิบคำแนะนำของนักวิจัยไปปรับดูนะ ถ้าจำเป็นต้องเขียนให้ตัวละครพระนางทะเลาะกัน 

 

Chemistry: หัวใจสำคัญในการสร้างนิยายรัก
เคมีของเอ็ดเวิร์ดและเบลล่าเองก็ตรงกันจนฟิน
(via: libertaddigital.com)

 

เคมีเชิงจิตวิญญาณ (Spiritual Romantic Chemistry)

ความเชื่อของคนเราไม่จำเป็นต้องเป็นความเชื่อทางศาสนาเท่านั้น สำหรับคู่รักบางคู่ พวกเขาอาจค้นพบว่าเคมีของเราสองคนช่างตรงกันซะเหลือเกิน เพราะทั้งคู่มีความเชื่อที่คล้ายคลึงกันในด้านต่างๆ เช่น สิ่งแวดล้อม การกินอาหารมังสวิรัติ แพชชั่นในการใช้ชีวิต หรือความเชื่อเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่ศาสนา ในทางกลับกันบางคู่มีมุมมองที่ลึกซึ้งด้านศาสนา แล้วพวกเขาก็ต้องการให้คู่รักของตนนับถือศาสนาเดียวกับตน

แล้วถ้าตัวละครของเรามีความเชื่อที่ต่างกันล่ะ เคมีเชิงจิตวิญญาณของพวกเขาจะมีสิทธิ์ตรงกันมั้ย? ตอบเลยว่ามีค่ะ เราสามารถสร้างเคมีให้เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาได้ ซึ่งคำตอบนี้อยู่ในงานวิจัยที่ศึกษาการแต่งงานระหว่างศาสนาในหมู่คาทอลิกและได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Marriage and the Family โดยงานวิจัยกล่าวว่า ต่อให้ชาวคาทอลิกจะแต่งงานกับคนที่เป็นโปรเตสแตนต์ พวกเขาก็ยังคงเชื่อในคาทอลิกอย่างหนักแน่น ดังนั้นน้องๆ ไม่ต้องกังวลถ้าจะให้ตัวละครเรามีความเชื่อที่แตกต่างกัน เพียงแต่เรามักรู้สึกว่าอีกฝ่ายน่าดึงดูดเมื่อเขาชื่นชอบอะไรคล้ายๆ กับเรา สังเกตดูสิ ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็ โป๊ะเช๊ะจ้า นั่นแหละที่เรียกว่าเคมีเชิงจิตวิญญาณ
 

เคมีเชิงปัญญา (Intellectual Romantic Chemistry)

ความเข้ากันได้ดีของระดับสติปัญญาเป็นองค์ประกอบสุดท้ายของเคมีความรัก อย่างไรก็ตาม นั่นอาจหมายถึงว่าตัวละครพระนางอาจมีระดับการศึกษาที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง (เช่นมัธยมกับมหาวิทยาลั) อาจชอบอ่านหนังสือคนละเเนว หรือมีการรับรู้ในระดับที่แตกต่างกันไปก็ได้ ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ได้หมายความว่าสองคนนั้นจะเข้ากันไม่ได้ เพราะในเรื่องอื่นๆ คนสองคนอาจเข้ากันได้ดี

ยกตัวอย่างเช่น การสามารถพูดคุยเกี่ยวกับแนวคิดต่างๆ ได้อย่างเปิดเผย การท้าทายความเชื่อของกันและกัน การช่วยกันส่งเสริมการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน หรือแม้กระทั่งการเเบ่งปันสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างได้เรียนรู้ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเคมีเชิงสติปัญญาทั้งนั้น มันจะทำให้นักอ่านรู้สึกว่าตัวละครสองตัวนี้มีเคมีตรงกัน

นอกจากนี้อย่าลืมว่ายังมีความฉลาดด้านอื่นๆ อีกด้วย เช่น เกษตรกรมีความรู้ด้านพืชมากกว่าที่เรารู้ และช่างซ่อมรถยนต์เองก็มีความสามารถในการซ่อมรถมากกว่าเรา ลองลิตส์ดูว่าตัวละครแต่ละตัวของเรามีความถนัดด้านไหน แล้วหยิบความถนัดหรือความฉลาดของพวกเขามาสร้างบทสนทนาที่ทำให้นักอ่านลืมไม่ลง แค่นี้ตัวละครก็คลิกกันแล้ว

 

เป็นยังไงบ้างคะกับเรื่องของเคมีที่ไม่ใช่วิชาเคมีที่พี่น้ำผึ้งนำมาฝากในวันนี้ จะเห็นได้ว่าถ้านิยายของเรามี 4 เคมีนี้เป็นองค์ประกอบ มันจะช่วยให้ตัวละครของเราเข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาดใจ เหมือนกับว่าทั้งสองเกิดมาเพื่อคู่กันเลยล่ะ เพราะนี่เป็นสิ่งที่ทำให้คนเราคลิกกันในชีวิตจริง ยังไงน้องๆ ลองนำไปปรับใช้ดูได้นะคะ พี่น้ำผึ้งมั่นใจว่าต้องทำให้นิยายของเราน่าสนใจมากขึ้นแน่นอน

 พี่น้ำผึ้ง :) 

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://nearlycomplete.net/blog/chemistry-in-romance/
https://www.powerofpositivity.com/elements-romantic-chemistry/


 

Deep Sound แสดงความรู้สึก

 

 

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nampueng

พี่น้ำผึ้ง - ผู้เขียน

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์นักเขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #chemistry #เคมีตรงกัน #กลเม็ดเคล็ดลับ #ความสัมพันธ์ของตัวละคร

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?