7 ข้อง่ายๆ ของคนตกหลุมรักที่ช่วยให้ตัวละครอินเลิฟแบบสมจริง []

วิว

7 ข้อง่ายๆ ของคนตกหลุมรัก
ที่ช่วยให้ตัวละครอินเลิฟแบบสมจริง

สวัสดีค่ะชาวนักเขียนเด็กดีทุกคน ในการเขียนนิยายสักเรื่อง เราควรตั้งเป้าหมายไว้ว่า “จะทำยังไงให้นักอ่านรู้สึกอินไปกับตัวละคร” เพราะถ้าหากนักอ่านรู้สึกว่าตัวละครของเรามีตัวตนจริงๆ พวกเขาก็จะอินไปกับเนื้อเรื่องและติดนิยายของเรางอมแงม โดยเฉพาะนิยายรัก การเขียนตัวละครให้มีความสมจริงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เนื่องจากพล็อตและคอนเซปท์ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นจากความรู้สึกของตัวละครเหล่านั้น! 

น้องๆ  นักเขียนทั้งหลาย การที่ตัวละครตัวหนึ่งจะตกหลุมรักใครสักคนได้นั้น มันมีมากกว่าการจับตัวละครมามองตากันในสถานที่สุดแสนโรแมนติกและใส่บทสนทนาชวนฟิน ความจริงแล้ว “การกระทำ” และ “พฤติกรรม” ของพวกเขาในช่วงดำเนินเรื่องต่างหากที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าตัวละครคู่นี้กำลังปิ๊งกัน ไม่ว่าจะเป็นตอนเจอกัน อยู่ห่างกัน หรือตัวละครอยู่คนเดียว ดังนั้นหัวใจในการทำให้นักอ่านรู้สึกคอนเนคกับตัวละครเราก็คือ "ทำให้พวกเขาสมจริงมากที่สุด ถ้าพวกเขาตกหลุมรัก ก็ทำให้เหมือนกับคนที่กำลังอินเลิฟจริงๆ!!"

คำถามต่อมาก็คือ… แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าตัวละครของเรากำลังอยู่ในช่วง ตกหลุมรักขึ้นไม่ไหว เธอใช่มั้ยเป็นคนผลักฉัน? บอกเลยว่ามีวิธีง่ายๆ ผ่านงานวิจัย 7 ฉบับต่อไปนี้ ซึ่งพี่น้ำผึ้งก็ไม่พลาด นำมาฝากทุกคนด้วย กระซิบเลยว่านี่แหละเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยให้ “การตกหลุมรักของตัวละคร” สมจริงสมจัง ชนิดที่นักอ่านอ่านแล้วยังอึ้ง ว่าแล้วก็มาดูกันดีกว่า สัญญาณที่บ่งบอกว่าตัวละครของเรากำลังมีความรักและความผูกพันมีอะไรบ้าง

 

7 ข้อง่ายๆ ของคนตกหลุมรักที่ช่วยให้ตัวละครอินเลิฟแบบสมจริง

 

เสพติดอีกฝ่าย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ความรักเปลี่ยนการทำงานของสมองได้นะ จากงานวิจัย Reward, Motivation, and Emotion Systems Associated With Early-Stage Intense Romantic Love ของ Arthur Aron และทีมพบว่า ในระยะแรกของความสัมพันธ์ คนเราจะรู้สึกสบายใจและเคลิบเคลิ้มอย่างเป็นสุขเวลาที่คิดถึงคนๆ นั้น อาการนี้ทำให้พื้นที่ที่เต็มไปด้วยโดพามีน (Dopamine) ในสมองเกิดการทำกิจกรรมทางประสาทที่สูงขึ้น รวมทั้งพื้นที่สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาผลตอบแทนอย่างระบบรางวัล (reward system) ด้วย 

นอกจากนี้อาการที่เราคิดถึงใครอย่างหมกมุ่นมากๆ ยังส่งผลต่อพื้นที่บางส่วนในสมองอย่าง anterior cingulate ด้วยค่ะ นั่นจึงเป็นเหตุที่ว่าทำไมเราถึงคิดถึงใครบางคนไม่หยุด แล้วก็รู้สึกเสพติดเขาคนนั้นมากๆ อยากเจออยู่ตลอดเวลา เพราะอาการตกหลุมรักสามารถเปลี่ยนสมองของเราได้ 

ขณะเดียวกัน ทางงานวิจัย Neural correlates of long-term intense romantic love ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2011 ได้พูดถึงอาการเสพติดคนรักไว้ว่า เมื่อความสัมพันธ์ดำเนินไปในระยะยาว การคิดถึงสิ่งที่อีกฝ่ายทำจะช่วยกระตุ้นศูนย์กลางของระบบรางวัล เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ ในสมองที่เกี่ยวข้องกับความผูกพัน เราจะยังคิดถึงอีกฝ่าย เพียงแต่จะไม่คิดอย่างหมกมุ่นแล้ว

ดังนั้นอาการแรกที่ขาดไม่ได้เวลาที่ตัวละครเพิ่งจะตกหลุมรักคือ “เสพติดอีกฝ่ายมากๆ” นักเขียนควรเขียนให้ตัวละครรู้สึกหมกมุ่น คิดถึงตลอดเวลา อะไรประมาณนี้ มันจะช่วยให้เรื่องของเราสมจริงมากขึ้น รวมทั้งเมื่อเวลาผ่านไป เราสามารถลดอาการคิดถึงอย่างหมกมุ่นของตัวละครได้ค่ะ แต่ถ้าไม่ลดก็ไม่เป็นไรนะ ไม่ว่ากัน 

 

ต้องการให้เพื่อนและครอบครัวชอบคนๆ นี้

ไม่แปลกใจหรอกกับพฤติกรรมที่เราอยากให้คนรอบตัวของเราประะทับใจคนที่เราแอบชอบ เพราะพวกเขามีอิทธิพลต่อเราพอสมควร งานวิจัยชิ้นใหม่อย่าง Support marshaling for romantic relationships: Empirical validation of a support marshaling typology ชี้ให้เห็นว่า ผู้คนมักมองหาแรงจูงใจมาสนับสนุนพวกเขาว่ากำลังเดตถูกคนแล้ว ประมาณว่าหนุ่มคนนั้นดีนะ สาวคนนี้เริดเวอร์ คบเลยๆ ซึ่งสอดคล้องกับความคิดในงานวิจัยชื่อ The influence of social networks on romantic relationships: Through the lens of the social network ที่ระบุว่า คนรอบข้างเราล้วนมีอิทธิพลต่อเรามากๆ โดยความสัมพันธ์ของเราจะปังหรือพังก็อยู่ที่คนรอบข้างด้วย ดังนั้นการที่คนพยายามทำให้ครอบครัวหรือเพื่อนของพวกเขาประทับใจในคนที่เราแอบชอบเป็นสัญญาณที่ดีค่ะ นั่นหมายถึง เรากำลังผูกพันกับคนๆ นั้นและตกหลุมรักเข้าแล้ว

หากน้องๆ ต้องการให้นักอ่านรู้สึกว่าตัวละครของเราอินเลิฟกับตัวละครนี้จริงๆ การให้ตัวละคร A แคร์ว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับตัวละคร B ที่เขาตกหลุมรักก็เป็นไอเดียที่ดีนะคะ ลองนำไปปรับใช้ดู เพราะในชีวิตจริง ส่วนมากพวกเราก็แคร์ความคิดและความรู้สึกของคนรอบข้างอยู่แล้ว

 

7 ข้อง่ายๆ ของคนตกหลุมรักที่ช่วยให้ตัวละครอินเลิฟแบบสมจริง
(via: freepik.es)
 

เฉลิมฉลองไปกับความสำเร็จของคนๆ นั้น

เวลาที่เราตกหลุมรักใครสักคน แล้วคนๆ นั้นทำบางสิ่งบางอย่างสำเร็จ แม้ว่านั่นจะไม่ใช่ความสำเร็จของเราก็ตามที่ เราก็จะยินดีและตื่นเต้นไปพร้อมกับเขาด้วย โดยเรื่องนี้ทีมนักวิจัยหัวข้อ Being better than you is better for us ออกมากล่าวว่า ถ้าเราตกหลุมรักใครบางคน เรามักมีพฤติกรรมและปฏิกิริยาที่ผิดปกติตอนเห็นพวกเขายอดเยี่ยมในสิ่งที่เราไม่ได้ทำ เพราะความจริงแล้ว คู่รักโรแมนติกมักรู้สึกภาคภูมิใจและอารมณ์ดีเมื่อเห็นคู่ของตนประสบความสำเร็จ หรือทำในสิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้ แถมยังไม่มีความรู้สึกลบหรือรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าอีกด้วยค่ะ

ลองดูตัวอย่างง่ายๆ สมมติ ตัวละคร A กับตัวละคร B ลงแข่งขันรายการทำอาหารเป็นทีมในรายการชื่อดัง แต่ตัวละคร A ดันตกหลุมรักตัวละคร B นี่สิ พอผลการแข่งขันประกาศออกมาก็พบว่าทีมของตัวละคร B ชนะ แทนที่ตัวละคร A จะอิจฉาหรือก่นด่าแบบเพื่อนๆ ในทีม เขากลับยินดีและชื่นชมไปกับชัยชนะของตัวละคร B แบบนี้แหละที่เรียกว่า “ยินดีกับอีกฝ่ายแม้เราจะล้มเหลวก็ตาม” จริงๆ ก็เป็นการกระทำที่น่ารักดีนะคะ ว่ามั้ย?

 

เราชอบเขา แล้วเขาก็ชอบเรา

จริงๆ แล้วความชอบเป็นสิ่งที่เเตกต่างจากความรัก แต่มันก็เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการตกหลุมรัก ในการศึกษาข้ามวัฒนธรรมของงานวิจัยที่มีชื่อว่า Experiences of falling in love: Investigating culture, ethnicity, gender, and speed นักวิจัยพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ได้รับการยอมรับว่าต้องมาก่อนการตกหลุมรักคือ “ต่างฝ่ายต่างชอบกันทั้งคู่” โดยคนสองคนจะต้องแสดงออกอย่างชัดเจนเลยว่าพวกเขาชอบกันนะ

นอกจากนี้จากการทดลองของการวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า บุคคลที่มีบุคลิกภาพน่าดึงดูมีแนวโน้มว่าจะเป็นคนที่ตกหลุมรักง่ายด้วย ดังนั้น ถ้าหากตัวละครสองตัวอ่อยกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร การอ่อยกันนี่แหละจะนำมาสู่ความชอบ แล้วถ้าต่างฝ่ายต่างเริ่มชอบกันเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละ เรียกว่า “ตกหลุมรัก” ได้เลยจ้า

 

7 ข้อง่ายๆ ของคนตกหลุมรักที่ช่วยให้ตัวละครอินเลิฟแบบสมจริง
เบลล่ากับเอ็ดเวิร์ดที่ต่างฝ่ายต่างชอบกัน
(ขอบคุณรูปภาพจากภาพยนตร์)

 

คิดถึงอีกฝ่ายมากๆ เมื่ออยู่ห่างกัน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ยิ่งเราคิดถึงอีกฝ่ายมากเท่าไหร่ มันยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าชีวิตเราขึ้นอยู่กับคนนี้มากขึ้นเท่านั้น นั่นหมายถึงว่า การคิดถึงใครสักคนที่อยู่ห่างกันเป็นสัญญาณดีที่ชี้ให้เห็นว่าเรากำลังตกหลุมรักคนๆ นั้น โดยเลอและทีมวิจัยของเขาได้ทำการศึกษาและพบว่า คนที่คิดถึงซึ่งกันและกันมีแนวโน้มที่จะผูกมัดกันในอนาคต 

ดังนั้นหากเรากำลังตั้งคำถามว่า ตัวละครของเรารักใครสักคนหรือเปล่า? ให้ลองสมมติว่าตัวเองเป็นตัวละครนั้น (ให้ว่า ตัวละคร A) จากนั้นพิจารณาดูว่าถ้าเราเป็นเขา เราจะคิดถึงตัวละคร B หรือเปล่า? แล้วตัวละคร B จะคิดถึงเหมือนกันมั้ย? หากคำตอบออกมาว่าคิดถึงเหมือนกันทั้งคู่ แปลว่าพวกเขากำลังตกหลุมรักกันค่ะ!

หัวใจหลักง่ายๆ ของข้อนี้เลยก็คือ จงสร้างความรู้สึกของตัวละครสองตัวให้คิดถึงกันมากๆ เพราะการที่ต่างฝ่ายต่างคิดถึงใครสักคน มันเป็นสัญญาณของการตกหลุมรักซึ่งกันและกันนั่นเองค่ะ

 

ยิ่งรู้จัก ยิ่งเปลี่ยนไป

เมื่อคนตกหลุมรักกัน ความรู้สึกของพวกเขาจะเปลี่ยนไป อย่าว่าแต่ความรู้สึกเลย พฤติกรรมเองก็เปลี่ยนไปด้วย จากงานวิจัย Falling in love: Prospective studies of self-concept change ที่ตีพิมพ์ในปี 1995 กล่าวว่า เมื่อคนเราเริ่มตกหลุมรักอีกฝ่าย พวกเขาจะเปลี่ยนนิสัย คาแร็กเตอร์และพฤติกรรมของตัวเองให้เป็นไปอย่างที่อีกฝ่ายต้องการ หรือพยายามปรับตัวเข้ากับอีกฝ่าย เช่น จากคนที่นอนเร็วก็เปลี่ยนเป็นนอนดึกเพื่อรอคุยกับอีกฝ่าย แม้ว่านั่นจะไม่ใช่พฤติกรรมดั้งเดิมของเขาก็ตามที

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ตัวเราก่อนตกหลุมรักกับเราตอนตกหลุมรักต่างกันโดยสิ้นเชิง! บางทีเราอาจจะรู้สึกว่าเราเปลี่ยนไป บางทีคนอื่นอาจสังเกตว่าเราเปลี่ยนไป แต่แน่นอน ชัดเจนเลยก็คือสิ่งที่เราแคร์ นิสัยของเรา การใช้เวลาของเรา สิ่งเหล่านี้ล้วนได้รับอิทธิพลจากคนรักของเราทั้งนั้น

ดังนั้น สิ่งที่นักเขียนอย่างเราทำได้เพื่อให้ความสัมพันธ์ของตัวละครสมจริงก็คือ พฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของตัวละครที่กำลังตกหลุมรัก สมมติว่าตัวละคร A กับตัวละคร B ตกหลุมรักกัน ลองลิสต์ดูว่าพฤติกรรมของทั้งคู่ก่อนตกหลุมรักเป็นยังไง แล้วหลังตกหลุมรัก พวกเขาเปลี่ยนไปเพราะอีกฝ่ายอย่างไร จากนั้นนำมาเป็นองค์ประกอบในนิยายของเรา แค่นี้ก็สมจริงเวอร์แล้วจ้า

 

หึงนะ แต่ไม่สงสัยหรอก

สำหรับหัวข้อสุดท้ายนี้ พี่น้ำผึ้งมั่นใจว่าปรากฎในนิยายรักเยอะมาก มันคือเรื่องของ “ความหึงหวง” นั่นเอง บางครั้งอาการหึงก็ไม่ได้เป็นพิษภัยต่อความสัมพันธ์ของเราซะหมดหรอก จากมุมมองหนึ่งในงานวิจัย Jealousy and commitment: Perceived threat and the effect of relationship alternatives ได้กล่าวว่า ความหึงหวงเป็นการปรับตัวอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ไม่หยุดชะงัก เนื่องจากเป็นการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่ากำลังมีภัยคุกคามเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ และนั่นมีสิทธิ์นำมาสู่การผูกมัดหรือตกลงปลงใจเป็นแฟนกัน เพราะคนขี้หึงมีแนวโน้มจะตัดสินใจผูกมัดอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันผลขงงานวิจัยเรื่อง Differentiating Reactive And Suspicious Jealousy เองก็สอดคล้องกับงานวิจัยข้างต้นว่า การหึงไม่ใช่เรื่องแย่ในความสัมพันธ์ถ้าคนที่หึงเชื่อใจและไว้วางใจคู่รักของเขา มันเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าคนตกหลุมรักอีกฝ่าย ตรงข้ามกับคนที่หึงแล้วมีพฤติกรรมจ้องจับผิด เช่น แอบเช็คโทรศัพท์อีกฝ่าย คนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเป็นโรควิตกกังวล เห็นคุณค่าในตัวเองต่ำ และรู้สึกไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ ถ้าเกิดอาการแบบนี้ แน่นอนว่าเข้าข่ายความสัมพันธ์ที่เป็นพิษต่อเราแล้วค่ะ

ดังนั้นน้องๆ สามารถเขียนให้ตัวละคร A หึงตัวละคร B ได้ นักอ่านก็จะเริ่มรู้แล้วแหละว่า A ชอบ B เรื่องมันก็จะแบบมีความกรุบกริบอยู่หน่อยๆ ลุ้นอยู่นิดๆ ตื่นเต้นไปอีก แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ A เริ่มตามสืบ B ตามส่องไอจี คอยเช็คโทรศัพท์และทำให้ B อึดอัด เมื่อนั้นมันเกินกว่าคำว่า “ตกหลุมรัก” แล้วจ้า น้องๆ ลองไปคิดดูแล้วกันนะว่าเราอยากให้ทิศทางของความสัมพันธ์ของตัวละครเป็นแบบไหนและถ่ายทอดมันออกมาค่ะ

 

เป็นอย่างไรบ้างคะกับเรื่องที่พี่น้ำผึ้งนำมาฝากในวันนี้ สุดท้ายแค่อยากจะบอกว่า อาการเหล่านี้เป็นอาการของคนเราจริงๆ เวลาที่ตกหลุมรักใครสักคน เห็นได้จากงานวิจัยที่รองรับในแต่ละข้อ ดังนั้นหากน้องๆ อยากสร้างความสัมพันธ์ของตัวละครให้สมจริง การใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ลงไปจะช่วยเพิ่มโอกาสให้นักอ่านอินในผลงานของเราได้ค่ะ ยังไงลองนำไปปรับใช้กันดูนะ  ^ ^

 พี่น้ำผึ้ง :) 

ขอบคุณข้อมูลจาก
Acevedo, B., Aron, A., Fisher, H. and Brown, L. (2011). Neural correlates of long-term intense romantic love. Social Cognitive and Affective Neuroscience, 7(2), pp.145-159.

Aron, A., Fisher, H., Mashek, D., Strong, G., Li, H. and Brown, L. (2005). Reward, Motivation, and Emotion Systems Associated With Early-Stage Intense Romantic Love. Journal of Neurophysiology, 94(1), pp.327-337.

CROWLEY, J. and FAW, M. (2014). Support marshaling for romantic relationships: Empirical validation of a support marshaling typology. Personal Relationships, 21(2), pp.242-257.

Riela, S. (2018). Experiences of falling in love: Investigating culture, ethnicity, gender, and speed - Suzanne Riela, Geraldine Rodriguez, Arthur Aron, Xiaomeng Xu, Bianca P. Acevedo, 2010. [online] Journals.sagepub.com. Available at: http://journals.sagepub.com/doi/10.1177/0265407510363508 [Accessed 21 Aug. 2018].

SPRECHER, S. (2010). The influence of social networks on romantic relationships: Through the lens of the social network. Personal Relationships, 18(4), pp.630-644.

Thai, S., Lockwood, P., Pinkus, R. and Chen, S. (2015). Being better than you is better for us. Journal of Social and Personal Relationships, 33(4), pp.493-514.

Aron, A., Paris, M. and Aron, E. (1995). Falling in love: Prospective studies of self-concept change. Journal of Personality and Social Psychology, 69(6), pp.1102-1112.

Rydell, R. and Bringle, R. (2007). DIFFERENTIATING REACTIVE AND SUSPICIOUS JEALOUSY. Social Behavior and Personality: an international journal, 35(8), pp.1099-1114.

Rydell, R., McConnell, A. and Bringle, R. (2004). Jealousy and commitment: Perceived threat and the effect of relationship alternatives. Personal Relationships, 11(4), pp.451-468.

Deep Sound แสดงความรู้สึก

 

 

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nampueng

พี่น้ำผึ้ง - ผู้เขียน

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์นักเขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #ตัวละคร #สร้างตัวละคร #สร้างตัวละครให้รักกัน #นิยายรัก #กลเม็ดเคล็ดลับ #เขียนนิยายรัก #สัญญาณตกหลุมรัก #ตกหลุมรัก #การตกหลุมรัก #รู้ได้ไง ตกหลุมรัก

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?