5 เทคนิคน่าสนใจ! เขียนนิยายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยทฤษฎี 21 วัน! []

วิว

5 เทคนิคน่าสนใจ!
เขียนนิยายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้วย
ทฤษฎี 21 วัน! 


สวัสดีค่ะชาวนักเขียนเด็กดีทุกคน เชื่อว่าแถวนี้น่าจะมีน้องๆ มือใหม่หัดเขียนอยู่หลายคน แต่ว่าติดปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน, เพื่อน, งาน หรือแม้แต่ความขี้เกียจของตัวเอง พาลทำให้รู้สึกไม่มีเวลา อารมณ์ไม่ต่อเนื่อง ไม่อยากเขียนต่อ มาคิดๆ ดูก็น่าเสียดายเหมือนกันนะคะที่พฤติกรรมพวกนี้จะกลายเป็นอุปสรรค ทำให้เราไม่อาจเขียนงานออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้น วันนี้ พี่แนนนี่เพนจึงได้เตรียมวิธีแก้ไขที่น่าสนใจมาเพื่อเป็นกำลังใจให้กับทุกคนค่ะ ทางแก้ไขนั้นก็คือ ทฤษฎีที่มีชื่อว่า ทฤษฎี (เปลี่ยนตัวเองให้ได้ภายใน) 21 วันนั่นเอง 
 
5 เทคนิคน่าสนใจ! เขียนนิยายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยทฤษฎี 21 วัน!

 

ทฤษฏีนิสัย 21 วัน คือ..

หลายๆ คนคงเคยได้ยินทฤษฎีนิสัย 21 วันมาบ้างแล้ว ในเว็บเด็กดีเองก็มีกระทู้ที่กำลังได้รับความนิยมมากๆ ที่ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ด้วย (สามารถเข้าไปอ่านได้เลยค่ะ กับกระทู้ "มาทดลองกัน! ทฤษฎี 21 วัน ช่วยสร้างนิสัยได้จริงๆ มั้ย?") พี่แนนนี่เพนมองว่าทฤษฎีนี้น่าจะช่วยน้องๆ ที่มีปัญหาการเขียนได้ แต่จะทำได้ยังไง มาอ่านไปพร้อมๆ กันดีกว่าค่ะ  
 
สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อทฤษฎีนี้มาก่อน ขอเล่าย่อๆ ว่า ทฤษฎีนิสัย 21 วัน หรือ 21-Day habit theory ของ ดร. แม็กซ์เวลล์ มอลท์ซ (Dr. Maxwell Maltz) มีเขียนอยู่ในหนังสือพัฒนาตนเองชื่อว่า Psycho-Cybernetic ดร. แม็กซ์เวลล์เป็นแพทย์ทางศัลยกรรมตกแต่ง และพบว่าคนไข้ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 21 วันในการสร้างความคุ้นเคยหลังจากการทำศัลยกรรม รวมถึงคนที่ผ่าตัดด้านอื่นๆ ก็ด้วย ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 21 วันในการปรับตัวให้คุ้นชินกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย แนวคิดนี้ได้รับความนิยมอย่างมากแม้จะมีคนออกมาโต้แย้งอยู่เป็นระยะ แต่ขณะเดียวกันก็มีคนนำไปปรับใช้จริงๆ และได้ผลลัพธ์ที่ดีจำนวนมากเช่นกัน พี่แนนนี่เพนจึงอยากให้ทุกคนมองกันที่ประโยชน์และข้อดีไว้ก่อน น่าจะดีกว่าค่ะ  
 
ใจความหลักของแนวคิดนี้ก็คือ ถ้าหากคนเราทำอะไรซ้ำๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 21 วัน ก็จะทำให้เกิดเป็นนิสัยใหม่ขึ้นได้ เหมือนว่า... ถ้าเราอยากเปลี่ยนตัวเอง ก็ให้ทำอะไรต่อเนื่องให้ครบ 21 วัน แล้วเราจะสามารถเปลี่ยนเป็นคนใหม่ได้แบบไม่ติดนิสัยแบบเดิมๆ อีก ในความเป็นจริงแล้ว ตามทฤษฏีของ ดร. แมกซ์เวลล์ นั้นไม่ได้ระบุว่าการทำซ้ำๆ ในเวลา 21 วันจะเกิดนิสัยใหม่ให้กับคนเรา เหตุผลที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังน่าจะเป็นเพราะคนคนนั้นมีความปรารถนาอยากจะให้มันเป็นดังที่หวังต่างหาก 
 
"ก่อนอื่น ต้องเชื่อว่าเราเป็นคนที่อยากจะเป็นได้" 
 
หากลองไปศึกษาข้อมูลดู จะพบว่าส่วนใหญ่แล้ว คนที่ประสบความสำเร็จมากๆ ล้วนมีพฤติกรรมที่เหมือนกันคือ "ไม่หยุดนิ่งและทำสิ่งที่รักอย่างสม่ำเสมอ" ยกตัวอย่างเช่น ไมเคิล จอร์แดน นักกีฬาบาสเก็ตบอลที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เขาคนนี้ขึ้นชื่อมากในเรื่องความอดทนและความขยัน เชื่อกันว่าจอร์แดนฝึกกระโดดชู้ตหลายร้อยครั้งในช่วงพักฤดูกาล มีคำถามน่าสนใจอยู่ค่ะว่า จะต้องซ้อมไปทำไมในเมื่อเป็นช่วงพักผ่อน เอาเวลาไปพักให้เต็มที่ไม่ดีกว่าหรือ หรือแม้แต่เซเรน่า วิลเลียมส์ นักเทนนิสดาวรุ่งที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก สมัยยังเป็นวัยรุ่น เธอก็ตื่นนอนตอนหกโมงเช้าเพื่อฝึกตีลูกเทนนิสเข้ากำแพงก่อนไปโรงเรียนทุกวัน ถ้าหากเราเป็นเซเรน่า เราคงจะคิดแค่ว่า... ตื่นให้ทันไปเรียนและไม่สายก็พอใช่ไหมล่ะคะ จะเหนื่อยไปทำไม ในเมื่อแค่ที่เป็นอยู่ก็ดีมากพออยู่แล้ว
 
หากเราลองถอดรหัสนิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จดู จะพบว่าพวกเขาทำสิ่งเดิมซ้ำๆ อยู่ตลอดเวลา และพฤติกรรมที่ทำอยู่เป็นประจำทุกวันนั้นเอง ช่วยพัฒนานิสัยและสร้างวินัยในตัวเองให้กับเจ้าตัว จนกระทั่งทำให้คนเหล่านั้นประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

เอาล่ะค่ะ พี่แนนนี่เพนจะขอเล่าเพิ่มเติมอีกสักนิดว่า... ระหว่างทางการปรับเปลี่ยนตัวเอง ขั้นตอนที่ส่งเสริมการสร้างนิสัยและวินัยให้กับคนที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ เป็นอย่างบ้าง
 
5 เทคนิคน่าสนใจ! เขียนนิยายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยทฤษฎี 21 วัน!
 

3 ขั้นตอนระหว่างการสร้างนิสัยและวินัย ช่วยให้ประสบความสำเร็จ 

ขั้นตอนที่ 1 ช่วงเวลาฮันนีมูน (Honeymoon) 
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรกๆ ของการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ส่วนใหญ่แล้ว ตอนเริ่มต้นทุกคนมักจะรู้สึกว่า "ก็แค่ง่ายๆ" ก็เหมือนกับที่เขามักบอกว่าคู่แต่งงานใหม่มีช่วงฮันนีมูนน่ะแหละ เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่มันจะต้องจบลง แต่ก่อนที่จะจบ ช่วงระหว่างนั้น... เป็นช่วงที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเราได้ดีมาก มันทำให้เรามีพลัง ทำให้เรามีพลังบวกที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะฉะนั้น ต้องใช้ให้คุ้มค่าและเต็มที่ 
 
ขั้นตอนที่ 2 ช่วงเวลาของการต่อสู้ (ต้องผ่านไปให้ได้) (The Fight Thru) 
เมื่อช่วงฮันนีมูนผ่านไป แน่นอนว่าแรงบันดาลใจย่อมลดลง และในช่วงเวลานี้ เราจะพบกับช่วงเวลาลำบาก ต้องต่อสู้ดิ้นรน และพยายามละทิ้งนิสัยเก่าให้ได้ ประมาณว่าทำตัวให้ชินกับนิสัยใหม่นั่นเอง การจะก้าวข้ามผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้ มีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยเหลือเราอยู่สองสามข้อ มาดูกันว่ามันคืออะไร 
- ตระหนักให้ดีว่ากำลังเผชิญกับอะไร : ในช่วงเวลาแห่งการต่อสู้เพื่อก้าวข้ามผ่านไปให้ได้ ควรมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ และบอกตัวเองว่า เราต้องเอาชนะมัน ต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้ และถ้าเราผ่านช่วงเวลานี้ไปแล้ว ก็ยังจะต้องเจอกับปัญหาใหม่ๆ อีก แน่นอนมันไม่ได้จบลงแค่นี้หรอกค่ะ
- ถามตัวเองด้วยสองคำถามสำคัญ : ถ้าทำสำเร็จ ฉันจะรู้สึกอย่างไร และ ถ้าไม่สำเร็จล่ะ ฉันจะรู้สึกอย่งไร ลองถามตัวเองและชั่งน้ำหนักดูว่า... ระหว่างการทำให้สำเร็จ ก้าวข้ามสิ่งนี้ไปให้ได้ กับการปล่อยให้ตัวเองติดอยู่กับนิสัยเก่าๆ อะไรมันดีหรือแย่กว่ากัน แล้วเลือก 
- คิดถึงอนาคต : ถ้าสองเทคนิคด้านบนยังไม่ช่วย ก็ลองคิดดูว่า อีกห้าปีชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ถ้าหากเรายังอยู่แบบเดิมๆ ซ้ำๆ ไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง เราแนะนำให้คุณจริงใจกับตัวเอง และกล้าที่จะคิดอย่างตรงไปตรงมา มองโลกตามความเป็นจริง เมื่อเข้าใจแล้วว่า... การเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญต่ออนาคตของเรา ก็จงปรับตัวและจงเปลี่ยนแปลง 

ขั้นตอนที่ 3 ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ธรรมชาติที่สอง (Second Nature) 
เมื่อก้าวผ่านขั้นตอนที่สองมาแล้ว เราก็ก้าวเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า ธรรมชาติที่สอง ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมบางอย่างที่ถูกฝึกฝนทำซ้ำจนเป็นนิสัย พฤติกรรมนี้ไม่ได้เป็นธรรมชาติที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้น จึงทำให้มีอุปสรรคมากมายพอสมควร จนอาจจะทำไม่สำเร็จก็ได้ อุปสรรคที่ว่านี้ได้แก่
- ท้อแท้ รู้สึกหมดหวัง :หตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อเรารู้สึกว่า... สิ่งที่ทำไปมันไม่เห็นจะมีประโยชน์ตรงไหน แถมยังทำให้เหนื่อยอีกต่างหาก 
- ภาวะชะงัก : ภาวะนี้เกิดขึ้นได้เมื่อเราอยากจะพักบ้าง เพราะรู้สึกว่าทำซ้ำๆ แบบนี้มันเหนื่อยจัง ไปพักร้อนไหม ไปหาอะไรสบายๆ ทำดีไหม ทำไมต้องมาเหนื่อยแบบนี้ เราทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร  
- ช่วงเย้ายวนใจ ล่อลวงใจ หลงติดกับความสำเร็จ : เวลาฝึกฝนมากๆ เราจะแอบหลงระเริงหรือเหลิงไปเองว่า ทำแค่นี้ก็ดีแล้ว เก่งมากแล้ว ไม่เห็นจำเป็นจะต้องทำมากกว่านี้เลย และนั่นอาจจะฉุดรั้ง ทำให้เราไม่อาจก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาของธรรมชาติที่สองไปได้ 

* หมายเหตุ คำว่าธรรมชาติที่สองนี้ มีที่มาจากคัมภีร์ไบเบิ้ล เป็นคำที่ยากอบได้พูดถึงชีวิตผู้เชื่อที่ควรจะเติบโตมาถึงจุดที่พระวจนะพระเจ้าเป็นจริงในชีวิตหรือเป็นธรรมชาติที่สอง โดยยากอบใช้คำว่า “ปลูกฝัง” (Implant) 

ถ้าหากว่า... คนเรามีจิตใจที่ไม่เข้มแข็งมากพอ ก็อาจจะทำให้หลงติดกับในกับดัก และสุดท้าย ก็ต้องย้อนกลับไปสู่ขั้นตอนที่สอง นั่นคือการพยายามก้าวข้ามผ่านอีกครั้ง แต่ถ้าคนไหนมีจิตใจที่แข็งแกร่งพอ ก็จะก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาของธรรมชาติที่สองไปจนได้ และสามารถปรับเปลี่ยนนิสัยตัวเองได้สำเร็จตามทฤษฎี 21 วันนั่นเองค่ะ

สำหรับน้องๆ ที่สนใจอยากลองทำตามทฤษฎีนี้ พี่แนนนี่เพนขอเปรียบเทียบว่า มันคงเหมือนการฝึกฝนเขียนนิยายให้ได้ทุกวัน ช่วงแรกๆ ซึ่งเป็นช่วงของการฮันนีมูน เราอาจจะทำให้มากหน่อยเพราะยังสนุกกับมันอยู่ เมื่อเข้าสู่ช่วงก้าวข้ามผ่าน อาจเจออุปสรรคให้ท้อแท้บ้าง อยากแว่บไปทำอย่างอื่นบ้าง และเมื่อเข้าสู่ช่วงสุดท้าย ธรรมชาติที่สองนี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุด เหนื่อยที่สุด พี่แนนนี่เพนเองยังเป็นเลยค่ะ บางทีอยากเขียนนิยาย แต่ก็อยากดูทีวี อยากจะเล่นเฟซ อยากจะนอนอ่านหนังสือสบายๆ ซึ่งถ้าเราอยากประสบความสำเร็จจริงๆ ก็ต้องทำจิตใจให้เข้มแข็งและต้องก้าวข้ามผ่านสามขั้นตอนนี้ไปให้ได้ ไม่อย่างนั้น เราก็คงไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยตัวเองได้หรอกค่ะ  อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ การจะทำตามทฤษฎีนี้ให้ได้นั้น ใช้เวลาเพียงวันละ 15 นาทีเท่านั้นค่ะ! เพราะงั้นพี่แนนนี่เพนว่า เราก็คงพอจะอดใจสามารถทำได้อยู่นะ เขียนวันละ 15 นาที น่าลองนะว่าไหม 

 
5 เทคนิคน่าสนใจ! เขียนนิยายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยทฤษฎี 21 วัน!
 

เอาล่ะค่ะ ตอนนี้ถ้ากายพร้อมใจพร้อมแล้ว
พี่แนนนี่เพนมีอีก 5 เทคนิคพิเศษ
สำหรับมือใหม่หัดเขียนทั้งหลาย
ลองไปฝึกดูนะคะ คิดว่าน่าจะประยุกต์ใช้กับทฤษฎีนี้ได้ดีมากๆ


 

เทคนิคที่ 1 จดไอเดียไว้ 

ตามชื่อหัวข้อเลยค่ะ แนะนำว่าคิดไอเดียอะไรเกี่ยวกับการเขียนออกให้จดไว้ก่อน! ไม่ว่าจะเป็นพล็อต ฉาก ตัวละคร หรือบทสนทนาที่ชอบ จะวาดภาพแทนการเขียนก็ได้ค่ะ เทคนิคนี้จะทำให้เรามองเห็นและเข้าใจความคิดของตัวเองมากขึ้น ว่าอยากเขียนอะไร เรื่องที่เขียนจะเป็นแนวไหน เมื่อเข้าใจตัวเองแล้วเรื่องราวต่อจากนั้นจะค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเองค่ะ อย่างน้อยแนะนำให้จดไอเดียวันละหนึ่งครั้งนะคะ บันทึกความคิดตัวเองไว้ พอครบ 21 วันลองกลับมาอ่านดูจะรู้ว่างานเขียนที่เราต้องการเป็นแบบไหน อย่าคิดมากถ้าพบว่าคำที่เขียนมันซ้ำๆ ซากๆ เพราะนั่นคือคำตอบที่บอกตัวตนของน้องๆ ได้ดีว่าอยากจะเขียนอะไร!

เทคนิคที่ 2 เขียนไปจนกว่าจะพอใจ

เทคนิคนี้คล้ายๆ กับการบันทึกไดอารี่เลยค่ะ เขียนเล่าไปเรื่อยๆ โดยเริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราพบเจอในแต่ละวัน เขียนไปก่อนแม้จะรู้สึกว่าเขียนยังไม่ดี ไม่สละสลวย ทำไปทั้งๆ ที่ขี้เกียจนั่นแหละค่ะ เขียนเสร็จแล้วลองอ่านดู หรือจะอ่านในวันถัดไปก็ได้ เทคนิคนี้จะช่วยให้เราได้ทบทวนความคิดและการเล่าเรื่องค่ะ ลองคิดตามนะ ถ้าเราเข้าใจเรื่องที่จะเขียนจนสามารถเล่าเป็นฉากๆ ได้ แต่เขียนออกมาแล้วไม่ตรงตามที่คิด เราคงหงุดหงิดมากๆ เลยใช่ไหม ลองทำตามดูค่ะ สิ่งนี้แหละที่จะช่วยพัฒนาการเขียนและการเล่าเรื่องของเราให้ดีขึ้นได้

เทคนิคที่ 3 เขียนต่อยอดจากเดิมทุกวัน 

ต่อยอด คือ การเพิ่ม เสริม เติมแต่ง ให้มากกว่าเดิม น้องๆ สามารถเขียนต่อจากที่เขียนในเทคนิคที่ 1 หรือ 2 ได้เลยค่ะ การเขียนเพิ่มจากเดิมจะทำให้งานเขียนของเรามีเรื่องราวมากขึ้น แม้จะยังไม่ปะติดปะต่อ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเล่าเรื่องค่ะ งานเขียนสามารถแก้ไขได้ทุกเวลา ดังนั้นน้องๆ ไม่ต้องกังวลว่าจะเขียนได้ไม่ต่อเนื่อง เทคนิคนี้ป็นการฝึกให้น้องๆ ได้เล่าเรื่องต่อจากเดิม ทำให้เรื่องสั้นกลายเป็นเรื่องยาวได้ด้วยความสม่ำเสมอของเรา

เทคนิคที่ 4 เขียนสิ่งที่อยากทำหรืออยากเป็นทุกวัน

เทคนิคนี้สำคัญมากๆ เลยนะคะ แนะนำให้น้องๆ เขียนออกมาตามใจเลย เช่น วันนี้เราอยากกินอะไร อยากไปเที่ยวที่ไหน นัดเพื่อนทำงานกี่โมง หรืออยากสวย อยากเรียนเก่ง เขียนได้ตามสบายเลยค่ะ แต่.. เมื่อเขียนเสร็จแล้วให้น้องๆ สร้างอุปสรรคให้กับตัวเองด้วย เช่น น้องนัดเพื่อนไปดูหนัง ก็ให้ฝึกเขียนเล่าเรื่องว่าระหว่างทางที่ไปหาเพื่อน เกิดอะไรขึ้นบ้างก่อนจะได้ดูหนัง ระหว่างทางที่ว่าอาจจะเป็นการขึ้นรถเมล์ผิดสาย ลงรถเลยป้าย หรือเจอคนที่อยากเจอและไม่อยากเจอ เป็นต้น เทคนิคนี้จะช่วยให้เราได้ฝึกสร้างเหตุการณ์และตัวละคร สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวละครของเรามีอุปสรรค ไม่ว่าตัวละครเหล่านั้นอยากจะเป็นอะไร หวังอะไรไว้ เราจะต้องเขียนให้ตัวละครทำอะไรบางอย่างแลกกับสิ่งที่เขาหรือเธอต้องการ เพื่อให้เราได้เห็นวิธีคิด และการแก้ปัญหาของตัวละคร 

เทคนิคที่ 5 เขียนปัญหาของตัวเองแล้วลองแก้ไข

เมื่อมีปัญหาเราต้องหาทางแก้ไข เทคนิคสุดท้ายอยากให้น้องๆ เขียนโต้ตอบกับตัวเองถึงปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งจากตัวเอง จากเพื่อน และครอบครัว การได้เขียนอธิบายเรื่องราวจะทำให้เราเห็นภาพรวมของปัญหาชัดเจนที่สุด คล้ายกับการสร้างปมและคลายปมด้วยเหตุและผล ในส่วนนี้หากเราฝึกบ่อยๆ จะช่วยพัฒนาความมีเหตุมีผลของเราได้แน่นอน ทั้งยังช่วยให้เรามองเห็นความเป็นไปได้ของตัวละคร บทสนทนา และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ดีกว่าเดิม
 
5 เทคนิคน่าสนใจ! เขียนนิยายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยทฤษฎี 21 วัน!
 
เป็นอย่างไรกันบ้างคะน้องๆ เทคนิคสำหรับมือใหม่ 5 ข้อ เจอแต่เขียนๆๆๆๆ จนใกล้จะมึนกันแล้วใช่ไหม ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ถ้าอยากเป็นนักเขียน สิ่งสำคัญก็คือ "ต้องเขียนค่ะ"
 
สุดท้ายสิ่งสำคัญอีกเรื่องที่อยากฝากถึงน้องๆ มือใหม่หัดเขียนทุกคนคือ เราต้องเชื่อก่อนว่าสามารถทำได้ ในกรณีนี้น้องๆ ต้องเชื่อมั่นเข้าไว้นะคะว่า เราเป็นนักเขียนได้! พี่แนนนี่เพนขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ พยายามเข้านะคะ
 
พี่แนนนี่เพน

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก

 
Deep Sound แสดงความรู้สึก
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #เคล็ดลับ #21-Day habit theory #ทฤษฏี 21 วัน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?