ดิน่า ซานิชาร์ ชายหนุ่มที่เขาว่ากันว่า
เป็นต้นกำเนิดของตัวละครขวัญใจเด็กๆ อย่าง
"เมาคลีลูกหมาป่า"
สวัสดีทักทายชาวเด็กดีทุกคนค่ะ ไหนมีใครในที่นี้เคยอ่านเมาคลีลูกหมาป่ากันมาแล้วบ้าง? สำหรับพี่นั้นอ่านมานานมากกกกกกกกก (ก. ไก่ล้านตัว) แล้ว อ่านมาจนแทบจะจำเนื้อหาไม่ได้แล้วว่ามันเกี่ยวกับใคร อะไร ยังไง โชคดีที่ได้มาทำบทความนี้ เลยได้มีการไปหามาอ่านแล้วเป็นที่เรียบร้อย และสำหรับน้องคนไหนที่จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขอแค่เราไม่ลืมตัวละครอย่าง ‘เมาคลี’ กันก็พอ เพราะบทความวันนี้พี่จะพาน้องๆ ทุกคนไปทำความรู้จักกับชายหนุ่มชาวอินเดียคนหนึ่ง ที่เขาว่ากันว่าเป็นต้นกำเนิดของตัวละครขวัญใจเด็กๆ อย่าง ‘เมาคลี’ เอาแล้วล่ะสิ อยากทำความรู้จักกับตัวละครตัวนี้กันแล้วใช่ไหมล่ะ ถ้างั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปทำความรู้จักกับ ‘ดิน่า ซานิชาร์’ หรือเมาคลีลูกหมาป่าตัวจริงเสียงจริงกันเลยดีกว่า!
มีหลายคนเชื่อว่า ดิน่า ซานิชาร์ ชายหนุ่มชาวอินเดียคนนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจ เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังตัวละครที่มีชื่อเสียงอย่าง ‘เมาคลี’ ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยผลงานการสร้างสรรค์ของ รัดยาร์ด คิปลิง กวีและนักเขียนชาวอังกฤษ ผู้เขียนหนังสือ The Jungle Book หรือเมาคลีลูกหมาป่าที่เรารู้จักกัน โดยเหตุผลว่าทำไมต้องเป็นดิน่านั้น อาจจะเป็นเพราะว่าดิน่า ถูกเลี้ยงดูมาโดยหมาป่าเหมือนเมาคลี และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีชีวิตที่มหัศจรรย์อย่างเมาคลีก็ตาม แต่ดิน่า ซานิชาร์ ก็ได้เป็นบุคคลผู้ให้กำเนิดของตัวละครขวัญใจเด็กๆ อย่างเมาคลีลูกหมาป่าไปแล้ว
ซึ่งใครจะไปรู้ว่า รัดยาร์ด คิปลิง นักเขียนชาวอังกฤษคนนี้เกิดที่ประเทศอินเดีย และอาศัยอยู่ที่นั้นมาตลอดจนกระทั่งอายุได้ 6 ขวบ เขาได้ย้ายถิ่นฐานจากอินเดียมาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ สถานที่ที่ควรจะเป็นบ้านเกิดที่แท้จริงของเขา 10 ปีต่อมาเขาได้ออกหนังสือที่มีชื่อว่า The Jungle Book ซึ่งบังเอิญเป็นปีเดียวกันกับที่ ดิน่า ซานิชาร์ เสียชีวิต และถึงแม้ว่าดิน่าจะไม่ใช่มนุษย์เพียงคนเดียวที่อาศัยอยู่กับสัตว์ แต่เขากลับเป็นคนเพียงคนเดียวที่มีลักษณะบางอย่างที่ดึงดูดความสนใจจากรัดยาร์ด มากที่สุด!
‘เมาคลีลูกหมาป่า’ เป็นหนังสือวรรณกรรมสำหรับเด็กที่ว่ากันด้วยเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘เมาคลี’ โดยเมาคลีถูกเลี้ยงมาโดยฝูงหมาป่า อีกทั้งยังมีสัตว์ชนิดอื่นๆ ตบเท้าเข้ามาร่วมแจมด้วยอีกมากมาย ถือว่าเป็นหนังสือที่ทำให้คนอ่านอย่างเราประทับใจในมิตรภาพระหว่างคนกับสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น หมาป่า, หมี, ลิง, ช้าง หรือแม้กระทั่งเสือ โดยอาจจะเป็นเพราะสาเหตุนี้ที่ทำให้ตัวละครอย่างเสือกลายเป็นสัตว์ที่ดูเหมือนจะเป็นมิตรในสายตาของเด็กๆ ขึ้นมา แถมหลังจากนั้นได้เกิดหนังสือสำหรับเด็กที่มีตัวละครเอกเป็น ‘เสือ’ ตามมาอีกนับไม่ถ้วน นอกจากนั้นแล้วเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับที่มาที่ไปของหนังสือเมาคลีลูกหมาป่าเล่มนี้ยังมีอะไรที่รอให้เราได้ทำความรู้จักกันอีกเยอะ ถ้าไม่เชื่อก็ลองเลื่อนลงไปอ่านกันได้เลย…
รัดยาร์ด คิปลิง เขียนหนังสือ The Jungle Book เล่มนี้ระหว่างใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา
รัดยาร์ด คิปลิง มีเพื่อนสนิทเป็นนักเขียนและบรรณาธิการชาวอเมริกันที่มีชื่อว่า วอลคอท บาเลสเทอร์ แถมเขายังได้ก้าวเข้ามาเป็นคนในครอบครัวเดียวกันกับวอลคอทด้วยการแต่งงานกับน้องสาวของเขาอย่าง แคโรไลน์ แครี่ บาเลสเทอร์ และได้ปลูกบ้านอยู่ด้วยกันที่รัฐเวอร์มอนต์ ในช่วงเวลาขณะนั้นเขาได้มีชีวิตอันผาสุขกับครอบครัวและได้ใช้เวลาว่างในการเริ่มต้นเขียนหนังสือ The Jungle Book เล่มนี้ด้วย...
การเป็นพ่อคน ได้ทำให้รัดยาร์ดอยากเขียนหนังสือเพื่อเด็ก
หลังจากที่คลุกคลีกับ The Jungle Book มาเรื่อยๆ ในที่สุดรัดยาร์ดก็ได้มีลูกคนแรกกับภรรยา โดยเขาได้ตั้งชื่อให้สาวน้อยหน้าตาน่ารักคนนี้ว่า โฌเซฟีน โดยสำนักข่าว BBC ได้มีการรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ของขวัญชิ้นแรกที่รัดยาร์ดได้มอบให้กับลูกของเขานั่นก็คือหนังสือ The Jungle Book ที่เขาได้ลงมือเขียนอย่างตั้งใจมาได้สักพักหนึ่งแล้ว และนอกจากหนังสือแล้ว ยังมีกระดาษโน้ตแปะแนบไปด้วยว่า “หนังสือที่เขียนโดยพ่อเล่มนี้ได้ตกเป็นของ โฌเซฟีน คิปลิง สมาชิกใหม่คนแรกของครอบครัวเรียบร้อยแล้ว”
อีกหนึ่งปีต่อมา ภรรยาของเขาก็ได้ให้กำเนิดบุตรสาวอีกหนึ่งคน โดยคนนี้เขาได้ตั้งชื่อให้เธอว่า “เอลซี” ก่อนจะตามมาด้วย “จอห์น” ลูกชายในอีกสองปีต่อมา แต่เป็นที่โชคร้ายเพราะโฌเซฟีน บุตรสาวคนโตได้มีชีวิตอยู่แค่เพียง 6 ปี เพราะเธอได้ป่วยหนักเป็นโรคปอดบวมในปี 1899 ก่อนจะเสียชีวิตลงในที่สุด การเสียชีวิตของแก้วตาดวงใจในครั้งนี้ได้ทำให้รัดยาร์ดเสียใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่สามารถที่จะเยียวยาหรือฟื้นฟูใดๆ ให้กับการสูญเสียในครั้งนี้ได้ แถมเขายังได้ตั้งมั่นไว้ว่า เพื่อเป็นการระลึกถึงลูกสาวของเขา เขาสัญญาว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างสรรค์ผลงานวรรณกรรมให้แก่เด็กๆ โดย The Jungle Book เองก็เป็นหนึ่งในนั้น
เอาแหละจ้ะ ต่อไปก็ได้เวลาที่เราจะมาทำความรู้จักกับชายหนุ่มที่เขาว่ากันว่าเป็นต้นกำเนิดของตัวละครเมาคลีกันแล้ว โดย ดิน่า ซานิชาร์ ถูกพบครั้งแรกในปี 1867 ซึ่งในตอนนั้นเขามีอายุได้แค่เพียง 6 ปี แต่ใครจะไปเชื่อว่าในระหว่าง 6 ปีเหล่านั้น เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ในป่า แถมการใช้ชีวิตนั้นก็เป็นการใช้ชีวิตร่วมกับ ‘หมาป่า’ มาตลอดอีกด้วย!
ดิน่า ได้ถูกพบโดยฝีมือของนายพราน โดยจากคำบอกเล่าของนายพรานนั้นได้พูดในทำนองที่ว่า เขาเห็นเด็กคนนี้เดินตามหมาป่าตัวใหญ่เข้าไปในถ้ำ พวกเขาเลยพากันเข้าใจผิดคิดว่าเด็กต้องได้รับอันตรายแน่ๆ เลยจัดการสุมกองไฟ หวังว่าจะทำให้เจ้าหมาป่าตัวนั้นออกมา ซึ่งหมาป่าก็ได้ออกมาจริงๆ มิหนำซ้ำยังถูกพวกเขายิงตายไปในที่สุด และหลังจากหมาป่าได้ตายลงไปแล้ว พวกเขาเลยรีบพากันเข้าไปในถ้ำเพื่อไปพาตัวของเด็กคนนั้นออกมา ซึ่งโชคดีที่เด็กคนนั้นไม่ได้รับบาดเจ็บหรือได้รับอันตรายอะไร (อ่านแล้วแอบสงสารหมาป่าตัวนั้นเหมือนกันนะเนี่ย)
ดิน่า ซานิชาร์ ไม่เคยถูกสอนให้พูดหรือเขียนมาก่อน
ในขณะที่เด็กส่วนใหญ่มีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะอะไรหลายๆ อย่าง ได้หัดพูดคำว่า ‘พ่อแม่’ ได้หัดเขียน หัดอ่าน และมีโอกาสที่จะพัฒนาทักษะต่างๆ เหล่านั้นให้เพิ่มพูนไปทุกวันๆ แต่ทว่าเด็กวัยหกขวบอย่างดิน่า ซานิชาร์กลับไม่เคยได้รับโอกาสนั้นมาตลอด 6 ปี เขาไม่สามารถสื่อสารได้ แม้แต่ภาษามือเองก็แทบจะสื่อสารกันไม่เข้าใจ ซึ่งอาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมในป่าที่ผ่านมาไม่มี ‘สัตว์’ ชนิดไหนที่สื่อสารได้อย่างมนุษย์ ดังนั้นมันเลยไม่สามารถที่จะสอนดิน่าให้พูดหรือเขียนได้ แต่มีอยู่สิ่งเดียวที่ดิน่าสามารถทำได้ก็คือ การส่งเสียงเลียนแบบสัตว์ และนั่นที่ทำให้ใครหลายคนเข้าใจว่าเป็นการสื่อสารที่เขาได้ทำมาตลอดระยะเวลา 6 ปี
เขาได้สร้างมิตรภาพใหม่ (ที่เป็นคน) ณ สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า
อาจจะเป็นเพราะว่าดิน่าใช้ชีวิตส่วนใหญ่มากับสัตว์ ไม่เคยได้ใกล้ชิดกับมนุษย์เหมือนอย่างเรามาก่อน มันเลยค่อนข้างยากสำหรับเขาที่จะเรียนรู้และสร้างมิตรภาพกับมนุษย์ แต่ทว่าเขากลับมีเพื่อนใหม่เป็นเด็กกำพร้าที่อยู่ในสถานที่รับเลี้ยงเด็กกำพร้าเช่นเดียวกันกับเขา แถมเพื่อนใหม่ของเขาคนนี้ก็ได้สอนให้ดิน่าดื่มน้ำจากแก้วอีกด้วย
ดิน่าชอบกินเนื้อดิบ และเขามักจะเหลาฟันของเขาด้วยการแทะกระดูก
ปกติเวลาเราเห็นเด็กๆ ทานอาหาร เรามักจะพบว่าอาหารส่วนใหญ่ที่พวกเขากินมักจะเป็นอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย และง่ายต่อการเคี้ยว แต่ต้องบอกว่าอาหารของดิน่านั้นไม่เข้าข่ายคำว่าอาหารเด็กเลยด้วยซ้ำ เพราะอะไร? เพราะว่าเขาโตมากับอาหารจำพวกเนื้อดิบ คือเรียกได้ว่าหมาป่ากินอะไร ดิน่าก็กินด้วย จนกินไปกินมาเกิดชินเลยทำให้เขาคุ้นเคยกับอาหารเหล่านั้นมาโดยตลอด พอเขาได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า แล้วต้องมาเจอกับอาหารที่ปรุงสุกแล้ว มันเลยทำให้เขาไม่ชอบ และที่สำคัญก็คือ เขามักจะเหลาฟันของเขาให้คมอยู่เสมอด้วยการ… “แทะกระดูก” นั่นเอง
หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ดิน่าก็ไม่ได้พัฒนาอะไรไปมากนัก
ดีน่าได้ใช้ชีวิตอยู่ ณ สถานที่รับเลี้ยงเด็กกำพร้าเกือบๆ 10 ปี แต่สมองของเขาก็ไม่ได้พัฒนาเหมือนอย่างที่ได้ตั้งเป้าไว้ น้องๆ คิดดูกันเองก็แล้วกันนะ ขนาดดีน่าอายุได้ 18 ปีแล้ว เขายังสูงขึ้นเพียงแค่ 5 นิ้ว หรือประมาณ 12 เซนติเมตรเท่านั้น รัดยาร์ด คิปลิง ผู้เขียนหนังสือ The Jungle Book ได้เล่าว่า ตอนที่เขาเจอดิน่าครั้งแรก ดิน่าได้สร้างความประหลาดใจให้กับเขาด้วยฟันซี่ใหญ่ และหน้าผากที่แคบ จนเมื่อมองไปนานๆ ดิน่าก็เริ่มทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งไม่ใช่แค่เขาคนเดียว แต่รวมไปถึงคนที่สถานที่รับเลี้ยงเด็กเองก็เช่นกัน
คนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในป่าไม่ได้มีแค่ดิน่าเพียงคนเดียวเท่านั้นนะ!
ถ้าน้องๆ คนไหนกำลังตื่นตาตื่นใจกับเรื่องราวของดิน่าอยู่ พี่นัทตี้ต้องบอกเลยว่า นอกจากดิน่าแล้วยังมีคนอื่นๆ ในประเทศอินเดียที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในป่าอีกหลายคน! โดยในปี 1892 มิชชันนารีได้พบเด็กคนหนึ่งในป่า หลายปีต่อมามีคนพบเด็กคนหนึ่งกำลังเอร็ดอร่อยกับการกินกบอยู่ในป่าอีกเช่นกัน (ดูแปลกๆ ชอบกลนะ) และในปี 1898 เด็กสี่คนถูกพบในป่า ซึ่งสังคมที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่กันนั้น ไม่ใช่สังคมแบบที่มนุษย์ควรจะเป็น แต่คนที่มาเหนือสุดเห็นทีจะหนีไม่พ้นดิน่าที่ใช้ชีวิตอยู่กับหมาป่ามาตลอดหกปีไงจะใครล่ะ!
ส่วนใหญ่คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่ามักจะถูกฆ่าตายโดยเสือหรือไม่ก็สัตว์ดุร้ายตัวอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในป่า
และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมช่วงวัยของมนุษย์ที่เราพบในป่าส่วนใหญ่มักจะเป็นเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ และอย่าว่าแต่ผู้ใหญ่เลย เด็กเองก็น่าจะมี แต่คนที่รอดมาได้นับว่าโชคดีแบบสุดๆ และพี่ก็ไม่อยากให้ความเห็นว่าคนที่อยู่กับหมาป่าจะรอดเสมอ หรือว่าหมาป่าเป็นสัตว์ที่ไม่ทำร้ายมนุษย์ เพราะมันได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ดุร้าย คนอย่างเราก็ควรจะระวังๆ ไว้หน่อยน่าจะดี ซึ่งในหนังสือเมาคลีลูกหมาป่านั้น ศัตรูตัวฉกาจของเมาคลีก็คือ “แชร์คาน” หรือเสือตัวใหญ่ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากความเป็นจริง เพราะในประเทศอินเดียนั้น สิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในป่า ล้วนแต่เป็นเป้าหมายที่ดีของเจ้าเสือกันทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ เพราะมนุษย์วิ่งไม่ได้เร็วเท่ากับสัตว์ชนิดอื่นๆ เลยทำให้ง่ายต่อการถูกทำร้าย และเราเองก็ไม่รู้หรอกว่ามีศพคนตายอยู่ในป่าแห่งนั้นเป็นจำนวนเท่าไหร่ เพราะชิ้นส่วนต่างๆ ภายในร่างกายคงโดนกัดกินไปเรียบร้อยแล้วโดยฝีมือของสัตว์ดุร้ายอย่างเสือ
ดิน่า ซานิชาร์ หรือแรงบันดาลใจของตัวละคร ‘เมาคลี’ จากหนังสือเมาคลีลูกหมาป่านั้น สุดท้ายแล้วเขาได้เสียชีวิตลงด้วยโรควัณโรค โดยสาเหตุที่แท้จริงนั้นอาจจะมาจากพฤติกรรมการเสพยาสูบหนักมากของเขานั่นเอง
และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวที่น่าสนใจของ ‘ดิน่า ซานิชาร์’ ชายผู้อยู่เบื้องหลังตัวละครขวัญใจของเด็กๆ อย่างเมาคลี รวมถึงเรื่องราวที่น่าสนใจของ รัดยาร์ด คิปลิง ผู้เขียนหนังสือ The Jungle Book ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ากว่าจะมาเป็นหนังสือที่เด็กๆ ทั่วโลกชอบกันนั้น ล้วนแต่จะต้องแลกมาด้วยเรื่องราวอันน่าใจหาย แถมยังน่าประหลาดใจ ทำเอาคนที่เคยอ่านเมาคลีลูกหมาป่าอย่างเราคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว ซึ่งพี่ก็หวังว่าน้องๆ ทุกคนคงจะชอบเนื้อหาในบทความที่พี่เลือกมานำเสนอกัน ถ้าใครชอบก็อย่าลืมแชร์ต่อ หรือคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันได้ และไว้เรามาเจอกันใหม่ครั้งหน้า สำหรับวันนี้สวัสดีจ้า
พี่นัทตี้ :)
ขอบคุณแหล่งที่มาที่น่าสนใจจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/The_Jungle_Book
https://www.smashinglists.com/10-feral-human-children-raised-by-animals/
https://www.history.com/news/6-famous-wild-children-from-history
https://www.biography.com/news/the-jungle-book-rudyard-kipling-facts
https://www.ranker.com/list/life-of-dina-sanichar/nicky-benson?ref=browse_list_4&l=2&pos=112







1 ความคิดเห็น