Brave New World โลกที่วัฒนธรรมและอารยธรรมล่มสลาย กับมนุษย์ที่มีชีวิตแต่ไร้จิตใจ []

วิว

Brave New World
โลกที่วัฒนธรรมและอารยธรรมล่มสลาย
กับมนุษย์ที่มีชีวิตแต่ไร้จิตใจ 

 

สวัสดีน้องๆ ชาวเด็กดีทุกคนค่ะ ถามก่อนเลยว่าน้องๆ รู้จักนิยายแนวดิสโทเปียกันบ้างไหมเอ่ย? ถ้าน้องๆ ยังไม่แน่ใจพี่ขอยกตัวอย่างนิยายแนวดิสโทเปียที่แฝงมารูปแบบของนิยายแฟนตาซีให้ได้คุ้นๆ กันก่อน อย่างเช่นนิยายเรื่อง Divergent, The Hunger Game และ The Maze Runner เป็นต้น หากสังเกตให้ดีเราจะเห็นว่านิยายเหล่านี้ล้วนมีวิทยาการที่ก้าวหน้ากว่าโลกของเราอยู่มาก มีนักวิทยาศาสตร์หรือเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ฉลาดสุดๆ ไปเลย ซึ่งนี่ถือเป็นแก่นหลักของนิยายแนวดิสโทเปียเลยก็ว่าได้ 
 
วันนี้พี่แนนนี่เพนจะมาเล่าถึงสังคมแนวดิสโทเปียให้น้องๆ ได้รู้จักกันมากขึ้น ผ่านนิยายชื่อดังอย่างเรื่อง “เบรฟนิวเวิลด์ (Brave New World)” หรือ “โลกใหม่อันกล้าหาญ” ผลงานการเขียนของอัลดัส ฮักซเลย์ (Aldous Huxley) ที่ตีพิมพ์มานานมากแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 นู่น.. โดยเบรฟนิวเวิลด์เป็นเรื่องราวของโลกที่มนุษย์ทุกคนมีความสุขมาก แต่เป็นความสุขแบบปลอมๆ ที่เกิดจากการควบคุมโดยรัฐเผด็จการ ซึ่งพี่บอกได้เลยว่านิยายเรื่องนี้เสียดสีสังคมได้จริงมากๆ ถ้าใครรู้จักหรือเคยอ่านผลงานของจอร์จ ออร์เวลอย่างเรื่อง 1984 จะรู้ได้เลยว่าทั้งสองเรื่องนี้มีประเด็นในสังคมที่คล้ายกันมากในเรื่องของการปกครองแบบเผด็จการ รวมถึงนิยายเรื่องแฮนด์เมดส์ เทล ของ มาร์กาเร็ต แอทวู้ด ก็มีความเป็นดิสโทเปียอยู่เหมือนกัน (สามารถเข้าไปอ่านบทความแฮนด์เมดส์ เทลได้เลย “วิจารณ์หนังสือ : เรื่องเล่าของสาวรับใช้ อ่านแล้วสงสัยเรื่องสิทธิเสรีภาพและความหมายของเพศหญิง”
 
แม้ว่านิยายเรื่องเบรฟนิวเวิลด์ของอัลดัส ฮักซเลย์ จะเขียนมานานแล้ว แต่เชื่อพี่ได้เลยว่าเนื้อหาในหนังสือไม่มีวันเก่าอย่างแน่นอน เพราะนี่เป็นนิยายที่เล่าถึงโลกอนาคตในอีกหกร้อยปีข้างหน้า ซึ่งนับๆ ดูแล้วโลกที่เราอาศัยอยู่ยังห่างไกลจากโลกในหนังสืออีกมาก โดยหนังสือเรื่องเบรฟนิวเวิลด์มีแปลไทยในชื่อ “โลกวิไลซ์” โดย ธีรพงศ์ ธนสุทธิพิทักษ์ และแปลไทยในชื่อ “โลกที่เราเชื่อ” โดย กมล ญาณกวี ซึ่งทั้งสองชื่อนี้สามารถสื่อความหมายที่สะท้อนเรื่องราวในเรื่องได้ดีมากๆ เลยค่ะ หากน้องๆ อยากรู้ว่าเบรฟนิวเวิลด์เป็นสังคมดิสโทเปียแบบไหน เรามารู้จักไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ 
 
Brave New World โลกที่วัฒนธรรมและอารยธรรมล่มสลาย กับมนุษย์ที่มีชีวิตแต่ไร้จิตใจ
 

สังคมแบบยูโทเปีย VS สังคมแบบดิสโทเปีย

พี่แนนนี่เพนอยากเล่าให้น้องๆ ได้รู้จักทั้งสองคำนี้ก่อนที่เราจะไปรู้จักกับโลกในเบรฟนิวเวิลด์กัน สังคมแบบยูโทเปีย (Utopia) และสังคมแบบดิสโทเปีย (Dystopia) มีความคล้ายกันตรงที่เชื่อในความสามารถทางวิทยาศาสตร์ และมองว่าวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำสังคมไปสู่ความก้าวหน้าในอนาคตได้ ซึ่งนี่ถือเป็นแนวคิดทางสังคมที่ดีมากเลยใช่ไหมคะ เพราะเราทุกคนย่อมอยากอยู่ในโลกที่สะดวกสบายและมีเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกในชีวิตให้เราได้ แต่ความแตกต่างของทั้งสองสังคมนี้ เกิดขึ้นจากการมองโลกที่ต่างกันนั่นเอง 
 
สังคมแบบยูโทเปียเป็นแนวคิดเรื่องโลกในอุดมคติของ โทมัส มอร์ (Thomas More) ที่มองว่าโลกที่เราอยู่ควรมีความเท่าเทียมกัน มนุษย์ทุกคนควรได้ใช้ชีวิตและเวลาอย่างมีประโยชน์ เป็นสังคมที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีใครเห็นแก่ตัว ทุกคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันด้วยความรักและความเมตตา และมนุษย์ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ ซึ่งแนวคิดนี้ถือเป็นภาพในฝันของมนุษย์ทุกคนที่ห่างไกลจากความเป็นจริงมากๆ สังคมแบบยูโทเปียไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้เลย เช่น การให้ทุกคนในสังคมสวมใส่เสื้อผ้าที่มีความเรียบง่ายและคล้ายคลึงกันไปตลอดชีวิต เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันและไม่ทำให้เกิดการแบ่งแยกของคนในสังคม เรื่องราวเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากไม่มีกฎหรือข้อบังคับเพื่อควบคุมคนในสังคม ที่มี “ความคิด” เป็นของตัวเอง..
 
เพราะเหตุนี้ จึงเกิดสังคมแบบดิสโทเปียขึ้นมาเพื่อต่อต้านความสมบูรณ์แบบของยูโทเปียที่ดูเพ้อฝันจนเกินไป ให้มนุษย์ได้เห็นโลกแห่งความจริงว่าการจะเป็นโลกที่สมบูรณ์แบบได้นั้น เราจะต้องถูกควบคุม ถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพจนไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์ และใช้ชีวิตด้วยการถูกครอบงำจากบางสิ่งบางอย่าง เพื่อให้สังคมสงบสุขและเท่าเทียมกัน โดยสังคมแบบดิสโทเปียเนี่ย ไม่ได้เป็นสังคมที่เล่าถึงเรื่องการครอบงำโดยรัฐที่ปกครองเท่านั้นนะคะ อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องของการเมืองอย่างเดียว เพราะยังมีเรื่องราวในด้านอื่นๆ อีกมาก เช่น เรื่องความทันสมัยของวิทยาศาสตร์, เรื่องชนชั้นวรรณะ รวมถึงเรื่องที่เรามีสิทธิและเสรีภาพมากเกินไปด้วย นิยายเรื่องเบรฟนิวเวิลด์ จึงเป็นเรื่องที่เหมาะจะนำมาเล่าสู่กันฟังให้น้องๆ ได้รู้จักนิยายแนวดิสโทเปียในอีกหลายๆ แง่มุม 
 
Brave New World โลกที่วัฒนธรรมและอารยธรรมล่มสลาย กับมนุษย์ที่มีชีวิตแต่ไร้จิตใจ
โรงงานผลิตเด็กทารก
 

เบรฟนิวเวิลด์กับชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้ 

ยิ่งกว่าละครดราม่าหลังข่าว ต้องยกให้เบรฟนิวเวิลด์เป็นเรื่องรันทดที่สุดของ “ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้” เลยค่ะ  เบรฟนิวเวิลด์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกอนาคตราวๆ หกร้อยปีหลังจากศตวรรษที่ 20 เป็นต้นไป เป็นเรื่องราวของโลกที่รัฐควบคุมการเกิดของมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ ด้วยการละทิ้งระบบครอบครัวที่มีพ่อแม่คอยเลี้ยงดู และผลิตเด็กจากโรงงานวิทยาศาสตร์ขึ้นมาเอง ซึ่งต้องเล่าให้น้องๆ ได้รู้ก่อนว่าโลกแห่งนี้ได้รับแนวคิดและอิทธิพลมาจากลัทธิฟอร์ดนิยม (Fordism) หรือเฮนรี่ ฟอร์ด เจ้าของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ดนั่นเอง ลัทธิฟอร์ดนิยมมีความเชื่อเรื่องการผลิตสินค้าให้ได้จำนวนมาก มีคุณภาพ และมีความรวดเร็ว โดยการสร้างโรงงานสายพานขนาดใหญ่ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งโลกใบนี้ได้นำแนวคิดของฟอร์ดมาปรับใช้กับมนุษย์ด้วยการผลิตเด็กจากโรงงานให้ได้จำนวนมากและมีคุณภาพเท่าเทียมกัน โดยอาศัยการปรับแต่งพันธุกรรมให้ได้เด็กตามที่รัฐต้องการนั่นเอง ในเรื่องนี้ฟอร์ดจึงเป็นเหมือนศาสดาที่คนในโลกนี้ให้ความเคารพนับถือแทนพ่อแม่และศาสนา 
 
การเกิดของเด็กในเรื่องนี้ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่ากระบวนการโบคานอฟสกี้ (Bokanovsky) คือ การโคลนนิ่งเด็กจากไข่ใบเดียวกัน แล้วสร้างมนุษย์ฝาแฝดกว่าร้อยคนขึ้นมาพร้อมๆ กัน โดยรัฐได้คัดเลือกเด็กทางพันธุกรรมและแบ่งแยกชนชั้นหน้าที่ให้เด็กตั้งแต่ยังไม่เกิด! 
 
สำหรับใครที่คิดว่าทำไมชีวิตเราถึงเกิดมาเป็นแบบนี้ พี่อยากให้ลองคิดใหม่อีกครั้งว่าที่ชีวิตเราเป็นแบบนี้เพราะอะไรกันแน่ เพราะเราเลือกทางเดินด้วยตัวเอง หรือเพราะมีใครกำหนดทางเดินให้เรา พี่คิดว่าเราเกิดมาในโลกที่โชคดีมากๆ เลยนะคะ แม้ว่าโลกที่เราอยู่จะไม่สมบูรณ์ แต่ชะตาชีวิตของเราสามารถกำหนดได้ด้วยตัวเอง ไม่เหมือนกับเด็กเหล่านี้ที่แม้จะเกิดมาในโลกที่สมบูรณ์แต่กลับไม่สามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้.. น้องๆ คิดว่าโลกแบบนี้น่าอยู่ไหมคะ 
 
Brave New World โลกที่วัฒนธรรมและอารยธรรมล่มสลาย กับมนุษย์ที่มีชีวิตแต่ไร้จิตใจ
การเลี้ยงดูเด็กด้วยวิธีการเดียวกัน
 

ไม่มีโลกไหนปราศจากชนชั้นวรรณะ  

สังคมที่มีความสงบสุขไม่ได้หมายความว่าเป็นสังคมที่เท่าเทียมกันนะคะ เพราะว่าเลือกเกิดไม่ได้ เด็กๆ ที่เกิดมาในโลกนี้จึงต้องใช้ชีวิตตามวรรณะที่ตัวเองถูกเลือกมาตั้งแต่เกิด ถ้าเป็นโลกของเราพี่คิดว่าชนชั้นที่ว่าก็คงวัดกันที่ฐานะทางการเงิน และชาติตระกูล ส่วนชนชั้นวรรณะในเบรฟนิวเวิลด์แบ่งออกเป็น 5 ประเภทค่ะ คือ Alpha, Beta, Gramma, Delta และ Epsilon โดยเรียงตามลำดับจากชนชั้นสูงไปชนชั้นต่ำ และเรียงตามลำดับตามความฉลาดของแต่ละชนชั้น ซึ่งแต่ละชนชั้นจะถูกล้างสมองตั้งแต่เกิดให้เชื่อในลำดับชั้นของตัวเอง โดยสองวรรณะแรกจะเติบโตเป็นชนชั้นนำในสังคมและเติบโตตามธรรมชาติ เช่น ชนชั้นเบต้าจะถูกปลูกฝังตั้งแต่ยังเป็นเด็กทารกให้พอใจในชนชั้นของตัวเองและไม่คบหากับชนชั้นแรงงานอย่างแอปซิลอน ส่วนสามวรรณะหลังเป็นชนชั้นแรงงานที่อ่านหนังสือไม่ออก และไม่สามารถเขียนหนังสือได้ เพราะในวัยทารกนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการเลี้ยงดูทารกเหล่านี้ด้วยการใช้ไฟฟ้าช็อตเพื่อควบคุมความประพฤติของเด็กๆ หากเด็กชนชั้นแรงงานคลานเข้าใกล้หนังสือพวกเขาจะใช้ไฟฟ้าช็อตเด็ก จนทำให้เด็กหวาดกลัวและไม่กล้ายุ่งกับหนังสืออีก..  
 
การเลี้ยงดูทารกของนักวิทยาศาสตร์ในโลกนี้ พี่คิดว่ามีลักษณะคล้ายกับการควบคุมสัตว์ของพาฟลอฟ ( Ivan Petrovich Pavlov ) ซึ่งเป็นการใช้จิตวิทยาที่ชื่อว่า “หมาหิว” เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของสัตว์ ด้วยการสั่นกระดิ่งเพื่อหลอกสุนัขว่าอาหารมาแล้ว หลังการทดลองพบว่า เมื่อสั่นกระดิ่ง แม้จะไม่มีอาหารให้สุนัขจริงๆ ก็ตาม สุนัขจะเกิดอาการน้ำลายไหลและสั่นหางเพื่อรอคอยอาหารเช่นนี้เสมอ ซึ่งพี่คิดว่าการล้างสมองเด็กตั้งแต่เกิดแบบนี้ ในโลกที่ “กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นโลกแห่งความสุข” ถือเป็นเบื้องหลังอันเลวร้ายที่ทำให้เราต้องกลับมาคิดทบทวนอีกครั้งว่า จริงๆ แล้ว เรากำลังเพ้อฝันถึงโลกแบบไหนกันแน่
 

โลกแห่งเสรี(สร้าง)ภาพ

เบรฟนิวเวิลด์ เป็นโลกที่มีเสรีภาพค่ะ แต่เป็นเสรีภาพที่ถูกตีกรอบโดยรัฐที่ปกครอง.. มนุษย์ทุกคนในเรื่องนี้คิดว่าตัวเองมีอิสระเสรีในการใช้ชีวิต สามารถทำอะไรได้ตามใจชอบ มีหน้าที่การงานที่มั่นคง สังคมสงบสุข และไม่มีสงคราม ดูเป็นสังคมในฝันแบบยูโทเปียมากๆ แต่ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่รัฐของโลกนี้สร้างภาพขึ้นมาทั้งหมด รัฐควบคุมและครอบงำให้เหล่าพลเมืองใช้ชีวิตอย่างสงบสุขโดยกำหนดทุกอย่างให้พวกเขามาตั้งแต่เกิดแล้ว ในหนังสือเล่าถึงชีวิตของพลเมืองว่าพวกเขาพอใจในชีวิต และพึงพอใจในสิ่งที่พวกเขาเป็นอยู่ ไม่ตั้งคำถามต่องานที่ทำ และไม่สงสัยว่ารัฐปกครองพวกเขาด้วยรูปแบบไหน ขอเพียงชีวิตพวกเขาปกติสุข ก็ถือว่าโลกใบนี้น่าอยู่สำหรับพวกเขาแล้ว หากจะถามหาเหตุผลว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงพอใจกับชีวิตในโลกนี้ คงเพราะพวกเขาถูกปลูกฝังตั้งแต่เกิดว่าพวกเขาเกิดมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเมื่ออายุครบหกสิบปี ทุกคนก็พร้อมตายโดยไม่มีใครมานั่งเสียใจกับการจากไป เพราะที่นี่ ไม่มีญาติพี่น้องให้พึ่งพาอาศัย ไม่มีครอบครัวให้ผูกพัน ทุกคนเกิดมาตัวคนเดียว และตายไปอย่างโดดเดี่ยวนั่นเอง 
 
จริงๆ แล้วตั้งแต่เราเกิดมา เราก็ถูกปลูกฝังค่านิยมประเพณีต่างๆ มากมายจนหล่อหลอมให้เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้ และเราทุกคนอยู่บนโลกที่ถูกจำกัดอิสรภาพเหมือนโลกในเบรฟนิวเวิลด์เลย เพียงแต่เราเรียกสิ่งที่จำกัดเสรีภาพนี้ว่าบรรทัดฐานทางสังคม หรือระเบียบทางสังคมที่เราปฏิบัติร่วมกันเพื่อให้สังคมสงบสุขนั่นเอง ซึ่งหากใครในสังคมของเราทำอะไรที่ร้ายแรงขึ้นมาก็จะมีกฏหมายมาคอยควบคุมใช่ไหมล่ะ โลกที่เราอยู่ในตอนนี้ก็คือโลกที่เริ่มเข้าใกล้ดิสโทเปียแต่ยังไม่ร้ายแรงถึงขั้นที่เราไร้จิตใจ และไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ซึ่งนี่คือความแตกต่างของมนุษย์ที่มีเสรีภาพกับมนุษย์ที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่มีเสรีภาพนั่นเอง  
 
Brave New World โลกที่วัฒนธรรมและอารยธรรมล่มสลาย กับมนุษย์ที่มีชีวิตแต่ไร้จิตใจ
เด็กๆ ไม่มีความเสียใจต่อการจากไปของคนในสังคม
 

มนุษย์ที่มีชีวิตแต่ไร้จิตใจ

จะเป็นอย่างไรหากเราใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ เพื่อรอวันตาย? คำถามนี้สามารถอธิบายโลกในเบรฟนิวเวิลด์ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ เริ่มแรกมนุษย์ทุกคนเกิดมาจากโรงงาน ไม่มีพ่อแม่ให้รักและผูกพัน พวกเขาถูกเลี้ยงดูให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีใครคิดแปลกแยกหรือแตกต่าง ชีวิตแบบนี้น่าจะมีความสุขดีเพราะดูไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่น่าเหลือเชื่อที่การทำเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ตลอดชีวิตจะทำให้พวกเขามีอาการใกล้เคียงกับโรคซึมเศร้า รัฐจึงสร้างยาตัวหนึ่งขึ้นมาชื่อว่าโซม่า (Soma) เป็นยาหลอนประสาทที่ทำให้ร่างกายหลั่งสารความสุขออกมา เพื่อให้พวกเขาพึงพอใจต่อสิ่งที่พวกเขาเป็นอยู่ และน่าแปลกที่ทุกคนในเบรฟนิวเวิลด์ใช้ยานี้กันเป็นเรื่องปกติมากๆ โดยเฉพาะชนชั้นแรงงาน ทุกคนเหมือนใช้ชีวิตเพื่อทำหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น ไม่มีความรักหรือความโรแมนติกใดๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น การมีเพศสัมพันธ์ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่สามารถทำได้โดยปราศจากความรัก โลกของการมีคู่ชีวิตเพียงหนึ่งเดียวใช้ไม่ได้กับโลกแห่งนี้ ทุกอย่างมีอิสรภาพและเสรีมากเกินไป 
 
และนี่ทำให้พี่คิดว่าโลกในเบรฟนิวเวิลด์เริ่มใกล้เคียงโลกของหุ่นยนต์มากขึ้น เพียงแต่ทุกคนบนโลกนี้คือมนุษย์ที่มีชีวิตจริงๆ แต่ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ไม่มีการเห็นอกเห็นใจหากใครจะเป็นจะตาย และที่สำคัญพวกเขาไม่มีความรักต่อเพื่อนมนุษย์เลย.. แบบนี้เรายังจะเรียกพวกเขาว่ามนุษย์ได้อีกเหรอคะ
 
Brave New World โลกที่วัฒนธรรมและอารยธรรมล่มสลาย กับมนุษย์ที่มีชีวิตแต่ไร้จิตใจ
ทุกคนไม่มีความผูกพันกัน
 

โลกที่วัฒนธรรมและอารยธรรมล่มสลาย

เบรฟนิวเวิลด์เป็นโลกที่มีความมั่นคงทางสังคม คือ ทุกคนมีหน้าที่การงานที่ตัวเองพึงพอใจ (ถ้าไม่พอใจก็กินยาซะ) มีสันติภาพ เพราะทุกคนไม่รู้ว่าสังคมที่พวกเขาอยู่จำเป็นต้องแก้ไขอะไร พวกเขาไม่มีความขัดแย้งกันเพราะพวกเขาต่างมีชีวิตเพื่อตัวเอง (ใช้ชีวิตไปวันๆ ตามหน้าที่ของตัวเอง) และที่เบรฟนิวเวิลด์เป็นสังคมที่พลเมืองปราศจากอารมณ์ความรู้สึกทั้งความรัก ความสวยงาม และความน่าเกลียด โลกที่พวกเขาอยู่คือความเรียบง่าย และไร้ซึ่งความสุข (ที่แท้จริง)

ที่สำคัญคือ ทุกคนปราศจากความสัมพันธ์.. ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญของการเป็น “มนุษย์” เลยก็ว่าได้ โลกในเบรฟนิวเวิลด์ไม่มีวัฒนธรรม หรือธรรมเนียมที่ต้องทำร่วมกัน ไม่มีกิจกรรมทางสังคมให้พวกเขาได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน นี่จึงเป็นสังคมแบบดิสโทเปียที่สะท้อนข้อเสียของวิทยาศาสตร์ที่เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตมนุษย์ และสะท้อนข้อเสียของการเฝ้าฝันอยากมีโลกที่สมบูรณ์แบบได้ดีที่สุด หากมองกลับกัน เราจะเห็นว่าความวุ่นวายในสังคมที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นเพราะมนุษย์มีความรู้สึก และต้องการสังคมที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่สังคมที่สงบสุขแต่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์เช่นโลกในเบรฟนิวเวิลด์.. 

 
สำหรับพี่แนนนี่เพนแล้ว เบรฟนิวเวิลด์ถือเป็น “โลกที่ไร้ความรู้สึก” และไม่น่าอยู่เอาเสียเลย นี่เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นว่าเทคโนโลยีที่เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตของเรา ไม่ได้ทำให้โลกเราดีขึ้นได้เสมอไป และพี่คิดว่าโลกของเรากำลังเข้าใกล้โลกแบบเบรฟนิวเวิลด์มากขึ้นเหมือนกัน เพราะหากสังเกตให้ดีเราจะเห็นว่าผู้คนในสังคมเริ่มเห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม และบางครั้งผู้คนก็เริ่มคิดว่าชีวิตที่เกิดมานั้นว่างเปล่าและไร้ความหมาย กลายเป็นมนุษย์ที่ทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพอย่างเดียว จนเริ่มกลัวว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะกลายเป็นมนุษย์ที่ไร้จิตใจขึ้นมา พี่หวังว่าน้องๆ จะเข้าใจโลกที่เราอยู่มากขึ้น และหวังว่าจะเห็นโลกในฝันของน้องๆ เป็นโลกที่ดีและไม่ใกล้เคียงกับโลกในเบรฟนิวเวิลด์นะคะ ^^
 
พี่แนนนี่เพน
 
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก
Deep Sound แสดงความรู้สึก
 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #Brave New World #Utopia #Dystopia

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป