ปรุงโอปป้า : อยากเป็นพี่ชายคนหนึ่งที่เล่าเรื่องราวดีๆ ให้น้องๆ ฟัง []

วิว

"พี่อยากเป็นพี่ชายคนหนึ่งที่สร้าง inspiration ให้กับน้องๆ ได้"

ปรุงโอปป้า

อันยองฮาเซโยน้องๆ ชาวเด็กดีทุกคนค่ะ ก่อนอื่นต้องถามน้องๆ ก่อนเลยว่ารู้จัก “พี่ปรุงเอสเอ็ม” กันบ้างไหมเอ่ย สำหรับใครที่ชื่นชอบวงการเพลงเกาหลีอยู่แล้ว พี่แนนนี่เพนเชื่อว่าน้องๆ หลายๆ คนน่าจะรู้จักผู้ชายที่ชื่อ “พี่ปรุง-ทัชระ ล่องประเสริฐ” ในฐานะคนไทยคนแรกที่ได้ทำงานในบริษัท S.M. Entertainment ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสามค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของวงการเพลงเกาหลีใต้ ที่มีศิลปินไอดอลชื่อดังในสังกัดอย่างวง TVXQ!, Super Junior, Girls’ Generation, EXO, NCT และศิลปินอื่นๆ อีกมากมาย วันนี้พี่เลยอยากจะพาน้องๆ มารู้จักกับพี่ปรุงเอสเอ็มในฐานะ “ปรุงโอปป้า” เจ้าของผลงาน “Call Me Oppa” ที่กำลังเป็นที่พูดถึงในโลกโซเชียลกันอยู่ตอนนี้นั่นเอง และท้ายบทสัมภาษณ์นี้ทางเด็กดีก็มีกิจกรรมมาให้น้องๆ ได้ร่วมสนุกชิงหนังสือ Call Me Oppa กันด้วยนะค อย่าลืมมาเล่นกันน้า เพราะพี่ปรุงคิดคำถามมาเพื่อน้องๆ โดยเฉพาะเลย ^^
 
ปรุงโอปป้า : อยากเป็นพี่ชายคนหนึ่งที่เล่าเรื่องราวดีๆ ให้น้องๆ ฟัง
 
Call Me Oppa เป็นหนังสือว่าด้วยเรื่องของวัฒนธรรม การทำงาน และการใช้ชีวิตในประเทศเกาหลีใต้ที่เขียนผ่านมุมมองของพี่ปรุง คนที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในเกาหลีจริงๆ ซึ่งเนื้อหาภายในต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ใช่หนังสือเชิงท่องเที่ยวนะคะ หากใครอยากรู้จักเกาหลีที่เป็นเกาหลีจริงๆ ไม่ใช่เกาหลีจากซีรีส์ที่เคยดูมา พี่แนะนำให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดูค่ะ เพราะนอกจากจะเจอ Culture Shock ในแบบที่คาดไม่ถึงกันแล้ว น้องๆ จะได้เห็นโลกใบเก่าในมุมมองใหม่ๆ อีกมาก พี่เชื่อว่าหนังสือเล่มนี้สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ ในการใช้ชีวิตได้อย่างแน่นอน 
 
ก่อนจะไปพูดคุยกับพี่ปรุง ก็อยากจะแนะนำประวัติส่วนตัวของพี่ปรุงให้น้องๆ ได้รู้จักกันสักเล็กน้อย เริ่มที่พี่ปรุงมีชื่อจริงว่า 'ทัชระ ล่องประเสริฐ' จบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นก็ได้ทุน KGSP ไปเรียนต่อระดับปริญญาโทด้านการค้าระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยซอกังประเทศเกาหลีใต้ จนกระทั่งกลายเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ทำงานในบริษัทค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ซึ่งพี่ปรุงถือเป็นคนที่มีความสามารถเยอะมาก เพราะจากประวัติคือทำงานมาแล้วหลากหลายอาชีพ แล้วแต่ละสายงานก็ต่างกันมากด้วย เช่น ทนายความ ดีเจจัดรายการวิทยุ พิธีกรโทรทัศน์ ล่าม ผู้ประกาศข่าว และแม้แต่คนขายไอศกรีมก็เป็นมาแล้วด้วย โอ้โฮ ผู้ชายคนนี้มีอะไรให้น่าค้นหาอีกมากจริงๆ และในวันนี้เราจะมารู้จักพี่ปรุงในฐานะนักเขียนคนหนึ่งกัน..
 

เมื่อพูดถึง “ปรุงโอปป้า” น้อยคนนักที่จะรู้จักว่าเขาเป็นใครมาจากไหน แต่เมื่อพูดถึง “พี่ปรุงเอสเอ็ม” แน่นอนว่าน้องๆ หลายๆ คนต้องคุ้นชื่อกันมาบ้างพอสมควร แล้วในมุมมองเจ้าของชื่อจริงๆ อยากให้คนรู้จัก “ปรุง ทัชระ” ในแบบไหน

จริงๆ แล้วแต่น้องๆ เลยว่าอยากจะมองพี่ในแบบไหน เพราะจริงๆ พี่ทำมาหลายอาชีพ อาจจะทำให้มีบุคลิกหลายแบบ บางคนเห็นพี่จากหน้ากล้อง เพราะพี่ก็ทำรายการ เป็นเกสต์ในรายการทีวีด้วย บางคนอาจจะมองเห็นพี่เป็นคนสนุกสนาน บางคนอาจจะเห็นพี่เป็นคนจริงจัง เพราะเห็นพี่ในตอนทำงาน ดังนั้น พี่มีหลายบุคลิกขึ้นอยู่กับว่าน้องมองพี่ในตอนที่พี่อยู่ในโหมดไหนมากกว่า แต่ถามว่าอยากให้คนรู้จักพี่ในแบบไหนนั้น พี่แล้วแต่น้องๆ เลย พี่ไม่ว่ากัน แต่ขอให้มองแล้วรู้สึกว่าพี่เป็นคนๆ หนึ่งที่เข้าถึงได้ ถ้ามีน้องปัญหา หรืออยากจะพูดคุยอะไรกับพี่ ก็ลองติดต่อสื่อสารกันมา พี่อยากบอกว่าพี่เห็นที่น้องๆ โพสต์กันนะ แต่บางทีพี่อาจจะตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง ขึ้นอยู่กับคำถามของน้องๆ ด้วย 
 
ปรุงโอปป้า : อยากเป็นพี่ชายคนหนึ่งที่เล่าเรื่องราวดีๆ ให้น้องๆ ฟัง
 

คิดยังไงกับประโยคต่อท้ายชื่อว่า "คนไทยคนแรกที่ได้ทำงานใน S.M. Ent." 

รู้สึกขอบคุณมากๆ เลยครับ แต่จริงๆ แล้วประโยคนี้ที่พูดมา มันไม่ได้มาด้วยความง่ายนะครับ มันมาด้วยความพยายาม ความตั้งใจ แล้วก็หลายๆ สิ่งมาประกอบรวมตัวกัน พี่รู้สึกว่าการมีนามสกุลต่อท้ายแบบนี้มันเป็นสิ่งที่น่าจะมีในทุกคนอยู่แล้ว เพราะก่อนที่พี่จะมาเป็นพี่ปรุงเอสเอ็มที่น้องๆ เรียกกันเนี่ย พี่ก็เป็นอย่างอื่นมาก่อน เช่น พี่ปรุงผู้ประกาศข่าว พี่ปรุงทนายความ พี่ปรุงจุฬา พี่ปรุงฑูตแอมบาสเดอร์ พี่ปรุงดีเจ นี่เป็นนามสกุลเมื่อก่อนของพี่ ดังนั้น นามสกุลท้ายชื่อ มันเป็นสิ่งที่อยากจะให้คนรับรู้ หรือสิ่งที่อยากจะให้คนเห็น มันขึ้นอยู่กับการประพฤติปฏิบัติตัวของเรา แล้วก็สิ่งที่เราประสบความสำเร็จ พี่อยากจะเป็นอีกแรงผลักดันให้น้องๆ หลายๆ คนได้ลองทำในสิ่งที่อยากจะทำ ลองดูว่าชอบหรือไม่ชอบ แล้วทำให้มันสำเร็จ ดังนั้น ลองทำตั้งแต่วันนี้แล้วก็ลองดูว่าแต่ละคนจะมีนามสกุลอะไรบ้าง 
 

จุดแข็งที่ทำให้สามารถทำงานในเกาหลีได้

สิ่งสำคัญเลย คือ ทัศนคติและการเปิดใจรับความแตกต่างครับ ซึ่งกว่าพี่จะมีวันนี้ได้ก็ใช้ระยะเวลาที่นานเหมือนกัน เราเริ่มมาจากที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเกาหลีเลยจนรู้เรื่องราวในเกาหลี สามารถพูดเกาหลีได้ 
 

“พี่ปรุงเอสเอ็ม” มาเขียนหนังสือได้ยังไง

จริงๆ พี่มีลิสต์ที่อยากจะทำตอนที่บินไปเกาหลีอยู่แล้ว พี่อยากแชร์ประสบการณ์ลักษณะแบบนี้กับหลายๆ คน มีไอเดียอยู่พอสมควรว่าอยากจะทำลักษณะแบบนี้แต่ก็ยังไม่ได้ทำ แล้วบังเอิญมีสำนักพิมพ์ติดต่อมาพอดี พี่ก็เลยตัดสินใจทำเลย 
 
ปรุงโอปป้า : อยากเป็นพี่ชายคนหนึ่งที่เล่าเรื่องราวดีๆ ให้น้องๆ ฟัง

ที่มาของชื่อ Call Me Oppa”  

พี่รู้สึกว่าชื่อหนังสือมันเป็นกิมมิคเล็กๆ น้อยๆ เพราะว่าพี่อยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง อยากให้น้องๆ มองว่า หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนพี่ชายคนหนึ่งที่มาเล่าเรื่องราวดีๆ ให้น้องๆ ฟัง พี่คิดว่าคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นคนที่ชื่นชอบเกาหลีอยู่แล้ว หรือไม่ก็เป็นคนที่อยากจะรู้จักเกาหลีมากขึ้น พี่ก็อยากอยากจะทำให้คนที่มาอ่านหนังสือเล่มนี้ ได้รู้จักเกาหลีมากขึ้น โดยสร้างจุดเด่นขึ้นมาว่า ผมเป็นพี่ชายคนหนึ่งนะที่จะมาเล่าประสบการณ์ที่ผมไปเจอมาให้กับน้องๆ ฟัง ก็เลยชื่อ เรียกผมว่าโอปป้า (Call Me Oppa) ส่วนคำว่าโอปป้า (오빠) ถือเป็นการใช้คำ หรือ wording ที่คนไทยน่าจะรู้จักกันดี เพราะจริงๆ แล้วในเกาหลีเขาจะเรียกพี่ชายว่า “ฮยอง (형)” กัน แต่คนไทยน่าจะรู้จักคำว่า “โอปป้า” มากกว่า พี่เลยใช้คำนี้เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นว่าหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับประเทศเกาหลีนะ และพี่อยากจะเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่เล่าเรื่องราวดีๆ ให้น้องๆ ฟัง เลยกลายเป็นที่มาของชื่อ ปรุงโอปป้า และ Call Me Oppa ครับ
 

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร

คิดว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับทุกคนนะครับ สำหรับคนที่อยากจะรู้เรื่องราวเกาหลีที่ไม่ใช่เกาหลีในแบบที่คุณรู้จัก และสำหรับคนที่คิดว่ารู้จักเกาหลีอยู่แล้ว พี่อยากให้ลองมาดูว่ามันใช่อย่างที่คิดไหม เหมาะกับคนที่อยากจะรู้จักเกาหลีมากขึ้นในแบบลักษณะที่ไม่เคยเจอมาก่อน ใครที่ไม่ชอบเกาหลีหรืออยากจะรู้เรื่องราวเกาหลีให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ครับ แล้วจะรู้เรื่องราวที่มันแปลกใหม่ไปกว่าเดิม รวมไปถึงคนที่ชื่นชอบอยู่แล้วให้ลองมาอ่านดูครับ แล้วก็มาเช็คลิสต์ในความคิดของคุณดูว่ามันใช่หรือไม่ใช่อย่างไร 
 

ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้น ตอนนั้นที่เกาหลีมีอะไรน่าสนใจ ทำไมถึงตัดสินใจเปลี่ยนชะตาชีวิตตัวเอง

ไม่มีความชอบเกาหลีเลยครับ ไม่ได้สนใจอะไรในเกาหลีเลย ห้าปีที่แล้ว ปี 2013 เดือนสิงหาคมพี่จำได้แม่นมากว่าพี่ไม่รู้จักอะไรในเกาหลีเลย ไม่อินเรื่องอะไรเลย พี่เคยเป็นนักจัดรายการวิทยุแต่พี่เปิดเพลงสากลล้วนนะ พี่ชอบเพลงสากลมาก พี่อยากจะไปเรียนต่อที่อเมริกา ไม่มีความชอบเกาหลีเลยครับ แล้วนี่แหละเป็นสิ่งที่จุดประกายความคิดให้พี่ ก่อนจะไปเกาหลีพี่ตั้งโกลด์ของตัวเองไว้ว่า การไปในครั้งนี้สิ่งที่ต้องประสบความสำเร็จจะมีอะไรบ้าง ต้องพูดภาษาเกาหลีให้ได้ ต้องทำงานในเกาหลีให้ได้ ต้องประสบความสำเร็จในชีวิตจากการไปในครั้งนี้ให้ได้ ซึ่งวิธีการของพี่คือลองเปิดโลกทัศน์ใหม่ ลองเปิดใจ ลองเรียนรู้ในสิ่งใหม่ พี่รู้สึกว่าภาษาอังกฤษเราได้อยู่แล้ว เลยอยากจะได้ภาษาที่สามเพิ่ม อยากจะเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ ก็เลยตัดสินใจที่จะไปครับ
 

เมื่อห้าปีที่แล้ว ภาพก่อนไปเกาหลีเป็นยังไง

ตอนนั้นพี่มองเห็นเกาหลีแค่เรื่องคนทำศัลยกรรม อาหารเกาหลีที่มีแต่รสเผ็ดๆ แล้วก็วงการเคป๊อบที่มันก็จะมีแค่เพลง Gee เพลง Sorry Sorry กับเพลง Nobody หรือเปล่า พี่ไม่มีความรู้อะไรเลยครับ มีแค่การเป็นลูคีเมียตายในหนังดราม่า แค่นั้นจริงๆ พี่ก็แปลกใจตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้นะ ว่ามาไกลเหมือนกันนะ มีคำพูดหนึ่งของเพื่อนพี่เองที่เขาชื่นชอบเกาหลีมากในสมัยตอนนั้น กับตอนนี้ที่มาคุยกัน เขาบอกกับพี่ว่า พี่ตอนนั้นกับตอนนี้ต่างกันมากเลยนะ เพราะตอนนั้นคุยกันไม่รู้เรื่องเหมือนคนไม่ถูกกันอ่ะ พูดอะไรไปก็ไม่เข้าใจ แต่ทุกวันนี้มันคลิกกันมาก รู้เลยว่ากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ ซึ่งพี่ก็แปลกใจตัวเองเหมือนกันที่มาไกลถึงขนาดนี้ 
 
ปรุงโอปป้า : อยากเป็นพี่ชายคนหนึ่งที่เล่าเรื่องราวดีๆ ให้น้องๆ ฟัง
 

ตอนไหนที่รู้สึกว่ามาถูกทางแล้ว ตัดสินใจถูกแล้วที่ไปเกาหลี

พี่จะไม่บอกว่าอันไหนถูกอันไหนผิด แต่พี่กำลังจะบอกว่าสิ่งที่พี่กำลังทำอยู่ มันสนุกหรือไม่สนุก มันท้าทายหรือไม่ท้าทาย มันคลิกหรือไม่คลิกมากกว่า พี่มองว่ามันไม่มีอะไรถูก ไม่มีอะไรผิด เรามีทางเดินให้เลือกหลายทางมากมาย จะไปบอกว่าทางนี้ถูก ทางนี้ผิดมันไม่ใช่ แต่จะมีลักษณะหนึ่งที่บอกว่ามันชอบหรือไม่ชอบ มันถูกจริตหรือไม่ถูกจริต อย่างทางที่พี่เดินอยู่ตอนนี้เนี่ย พี่รู้สึกว่ามันก็ถูกจริตกับเรานะ มันก็ใช่ในสิ่งที่เราอยากทำนะ แต่ถามว่าเส้นทางที่พี่เลือกเดินมันมันถูกไหม พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะบางทีตอนนั้นพี่อาจจะตัดสินใจไปอเมริกาก็ได้ แล้วมันจะใช่หรือไม่ใช่พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันถึงตอบไม่ได้ไง ไม่มีอะไรที่ตอบได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด พี่รู้สึกว่าทางที่พี่เดินอยู่ตอนนี้มันรู้สึกสนุกท้าทาย ทำแล้วมันรู้สึกว่าอยากทำต่อไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง ซึ่งถ้ามองกลับมาในแง่ของน้องๆ หลายๆ คน ที่อยากจะไปอยู่ที่เกาหลี อยากจะไปเรียนรู้หาประสบการณ์เพิ่มพี่อยากให้น้องๆ ลองดู ลองไปรู้ด้วยตัวของน้องเอง แล้วจะรู้ว่ามันใช่หรือไม่ใช่ เพราะความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน 
 

เรื่องแรกๆ ที่ควรเรียนรู้และปรับตัวเมื่อไปเกาหลี

อาหารเลยครับ บางคนอาจจะกินอาหารไม่ได้เลย ควรปรับเรื่องนี้ก่อน แล้วค่อยมาปรับเรื่อง Mindset (ทัศนคติ) และวิธีการเข้าหาเพื่อน คนไทยบางคนมีลักษณะนิสัยเฟรนด์ลี่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี อันนี้ก็อาจจะปรับตัวง่าย แต่เฟรนด์ลี่เกินไปก็ไม่ดีนะ เพราะคนเกาหลีเขาจะมีกำแพง ในลักษณะพื้นฐานของภาษาเข้ามาเกี่ยวข้อง บางทีอาจจะเข้าถึงยากกว่าคนอื่น ก็อย่าเพิ่งตกใจว่าทำไมเขาถึงไม่เปิดใจให้เรา บางทีมันอาจจะเป็นแค่วัฒนธรรมที่ต่างกัน ต้องเปิดใจ ต้องเปิดโลกทัศน์ใหม่ มุมมองใหม่ๆ เปิดใจให้รับ อย่าเพิ่งต่อต้าน มองให้เป็นเรื่องบวกเข้าไว้ อย่าถามว่าทำไมให้ถามว่าจะทำอย่างไรดีกว่า อีกนิสัยหนึ่งคือคนไทยจะมีความขี้เกรงใจ และบางทีมันไม่ได้เป็นเรื่องที่ตอบโจทย์ไง ขี้เกรงใจแล้วไม่ได้เกิดผลประโยชน์อะไร พี่ว่าอย่าเกรงใจเลยดีกว่า คนเกาหลีจะชอบความแน่นอนมากกว่า ซ้ายขวา ใช่ไม่ใช่ เอาไม่เอา ตอบไปเลยก็จบ แต่คนไทยจะอารมณ์แบบ อันนี้ก็ดีนะ อันนั้นก็ได้นะ บางทีคำตอบลักษณะแบบนี้ มันทำให้เห็นถึงความโลเล ไม่ชัดเจน ซึ่งอาจจะไม่ใช่พฤติกรรมที่เหมาะสมในบางโอกาส ขึ้นอยู่กับบางสถานการณ์ด้วย 
 

วัฒนธรรม Unseen สุดโต่งเป็นยังไง

ถ้าพูดถึงเรื่องวัฒนธรรม Unseen ในหนังสือเล่มนี้จะมีเยอะมาก มันมี Unseen หลายอันที่คนไทยช็อคพอสมควร เพราะว่าบางคนก็จะชอบอ่านจากเว็บไซต์ต่างๆ หรือความคิดที่ได้มาจากคนที่ไปเที่ยวมา แต่ไม่ได้ใช้ชีวิตจริงๆ พอคนที่ใช้ชีวิตมาจริงๆ มาเขียนเผยแพร่ในลักษณะนี้ ก็จะคิดกันว่าต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ ต้องมีอะไรขนาดนี้เลยเหรอ ในหนังสือเล่มนี้มีเรื่องสุดโต่งที่อาจจะช็อคกันได้ ถือเป็นประสบการณ์ที่มาเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้รู้กัน ถ้าถามว่ามี Unseen เยอะไหม พี่คิดว่าการที่เราได้ไปเจอคนมากหน้าหลายตา แต่ละคนก็อาจจะมีมุมมอง ทัศนคติ ที่ต่างกันไป เหตุการณ์เดียวกันแต่คนละคนกัน มุมมองก็อาจจะต่างออกไป บางคนอาจจะมองว่า Unseen ของพี่เป็นเรื่องที่ไม่ดี หรืออาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ดีก็ได้ ซึ่งสำหรับพี่มันก็มีหลายอย่างที่สุดโต่ง แต่พี่อยากบอกว่าสุดๆ สำหรับพี่อาจจะไม่ใช่สำหรับทุกคน 
 

บทไหนในหนังสือเล่มนี้ที่อยากแนะนำเป็นพิเศษ

ถ้าสำหรับน้องๆ เลย พี่คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องการคบเพื่อนครับ การคบเพื่อนสำคัญตรงที่พี่รู้สึกว่าหลายคนเฟล และเสียความมั่นใจเพราะการคบเพื่อน เพราะมันจะมีความคิดทัศนคติก่อนที่จะไปเจอคนเกาหลีจริงๆ ว่าเป็นโอปป้า นูน่า ออนนี่ ที่เหมือนในหนัง แต่พอไปเจอปุ๊บมันไม่ใช่อย่างที่คิดไง อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องเตรียมใจไว้ เพราะเราไม่รู้ว่าคนที่เราจะไปเจอเป็นใคร มีทั้งคนดีและคนไม่ดี มีลักษณะนิสัยต่างกันไป ดังนั้น ขึ้นอยู่กับการวางตัวของเรา ทัศนคติของเราเป็นสิ่งสำคัญ บทนี้ก็เป็นอีกบทหนึ่งที่อยากให้อ่านเพื่อเตรียมใจไว้ก่อนดีกว่า ว่าสิ่งที่เราจะไปเจอในอนาคตเนี่ยจะเป็นอย่างไร การคบเพื่อน สิ่งแวดล้อมที่เราเจอจะเป็นยังไง เตรียมใจไว้ก่อนเลยครับ 
 

หนังสือเล่มนี้เขียนยากไหม

พี่คิดว่าจะกรองยังไงให้มันง่ายนี่แหละยาก เพราะสิ่งที่พี่หยิบยกมาแต่ละประเด็น มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ถ้าพูดให้มันเกร็งเกินไปเนี่ยมันก็จะเป็นเรื่องที่ยาก มันก็จะไม่เข้าใจเพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมและสังคม พอเราหยิบยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาเขียนเนี่ยมันจะทำให้คนไม่ค่อยเข้าใจหรือบางทีอ่านแล้วอาจจะแค่รู้สึกแต่ไม่สัมผัส อาจจะไม่รู้สึกร่วมไปกับเรา ดังนั้น จะทำให้เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่อ่านง่าย อ่านสนุกได้ ถือเป็นเรื่องที่ยากมาก 
 
ปรุงโอปป้า : อยากเป็นพี่ชายคนหนึ่งที่เล่าเรื่องราวดีๆ ให้น้องๆ ฟัง
 

งานที่ทำอยู่ตอนนี้กับการเขียนหนังสือเทียบกันแล้วอะไรยากกว่ากัน

พี่คิดว่างานที่ทำยากกว่านะ เพราะว่าการเขียนมันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ มันไม่ได้เป็นเรื่องที่เขียนแล้วต้องใช้อะไรมาอ้างอิงเยอะ มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนตัว เป็นความคิดเห็นส่วนตัวที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้เลย ในแง่ของการทำงานมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัจจัยแวดล้อม อย่างเช่น เพื่อนร่วมงาน คนทำงาน มันเป็นความกดดันที่อยู่รอบตัวเรา แต่การเขียนมันคืองานคนเดียว จัดการตัวคนเดียว เป็นการตกตะกอนความคิดตัวเองว่าสิ่งที่เราไปเจอทุกวันนี้ เราผ่านมาจนถึงทุกวันนี้คุ้มไม่คุ้ม มันใช่ไม่ใช่ สุดท้ายมันก็ตอบโจทย์กลับมาว่ามันเป็นประสบการณ์ที่สนุกดีเหมือนกันเนอะ เราผ่านมันมาได้ยังไง เพราะชีวิตพี่อย่างที่บอกว่าพี่ไม่ได้ชอบเกาหลีเลย จะไปหักดิบ พลิกกลับมาทำเกี่ยวกับเกาหลีเนี่ย มันมีคำถามที่ค้างคาใจพี่หลายอย่าง พอได้มาเขียนหนังสือเล่มนี้ ถือเป็นการปลดล็อกว่าสิ่งที่ทำมาเนี่ยมันคุ้มนะ มันใช่นะ มันก็ตลกดีนะ 
 

เคยเขียนหนังสือมาก่อนไหม

ไม่เคยครับเรื่องแรกเลย โดยส่วนตัวแล้วพี่เป็นคนที่ตลก พี่เป็นคนที่สนุก แต่ในโหมดที่พี่ทำงานพี่ก็ต้องจริงจัง แต่หลายๆ คนจะไม่รู้ว่าพี่เป็นคนตลกเป็นคนขี้แซว เพราะพี่เคยเป็นนักจัดรายการมาก่อนไง มันก็จะมีมุขแซวบ้าง เขียนนั่นเขียนนี่บ้าง ก็จะมีความเป็นตัวพี่สอดแทรกลงไปในหนังสือบ้าง แล้วลักษณะการเขียนหนังสือเล่มนี้มันไม่ใช่บรรยายล้วนร้อยเปอร์เซ็นต์เลย จะเป็นการยกไดอะล็อกมาเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น สิ่งนี้พี่ว่ามันตอบโจทย์กับน้องๆ ในปัจจุบัน ที่มีการใช้โซเชียลมีเดีย มีการแชทล็อกกันมากขึ้น พี่ก็เอาส่วนนี้มาผสมเข้าไปด้วย เพื่อให้อ่านเข้าใจและเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น
 

อยากให้คนอ่านได้อะไรหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ

ได้ทัศนคติที่กว้างขึ้นแล้วกันครับ จากที่รู้จักเกาหลีแบบเดิมรู้จักในลักษณะโอปป้า คราวนี้อาจจะเป็นเกาหลีที่มีคำว่าอาจุมม่าเพิ่มเข้าไปด้วยหรือเปล่า (หัวเราะ) อย่างเช่นเรื่องอาจุมม่ามีแต่คนมาถามพี่ว่าสรุปแล้วพี่แย่งเสื้ออะไรกับอาจุมม่า จริงๆ แล้วอาจุมม่าเขามาซื้อเสื้อผู้ชายไปให้ลูกแล้วพี่ก็ไปแย่งมา เป็นเสื้อยืดสีดำ มันไม่มีอะไรเลย ส่วนคนอ่านจะได้อะไรอีกนั้น พี่ว่าคนอ่านน่าจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมเกาหลีแล้วก็การทำงานในเกาหลีครับ
 

มีแพลนจะเขียนหนังสือต่อไหม

จริงๆ มีหลายเรื่องที่ลึกกว่านี้นะ ตอนที่พี่ไปอยู่เกาหลีพี่เจออะไรเยอะแยะเลย ยังมีอีกหลายเรื่องเลยที่อยากจะเล่าแต่มันอาจจะต้องลึกลงไป อาจจะต้องเป็นเล่มสองหรือเปล่า ต้องรอดูกระแสตอบรับก่อนครับ ถ้าสำนักพิมพ์โอเคก็อาจจะมีแผนเล่มต่อไป 
 
ปรุงโอปป้า : อยากเป็นพี่ชายคนหนึ่งที่เล่าเรื่องราวดีๆ ให้น้องๆ ฟัง
 

เป้าหมายต่อไปในอนาคต

เป้าหมายต่อไปอยากจะสอนครับ หนึ่งเลยอยากเป็นวิทยากร อันดับสอง อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมบันเทิงบ้านเราให้มันดีขึ้น มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น มีระบบระเบียบที่มันดีมากขึ้น อยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมบ้านเราให้มันมีอะไรที่พี่ได้เรียนรู้มานำมาปรับใช้ให้คนทำงานทางนี้ได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ ได้แชร์ประสบการณ์ พี่อยากนำเสนอแนวนี้มากเลยครับ
 

ขอกลับไปที่คำถามแรกๆ เลย อยากให้คนอ่านจดจำปรุงโอปป้าแบบไหน

จริงๆ จะจดจำพี่แบบไหนก็ได้ที่เชื่อว่าทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์เป็นของตัวเอง อยากจะจดจำพี่ในลักษณะอะไรก็ได้แต่ขอให้เป็นสิ่งที่ดีแล้วกัน ให้พี่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของน้องที่ทำให้น้องประสบความสำเร็จได้พี่ยินดี จะคิดอะไรก็ได้จะบอกว่าพี่เป็นคนโหดร้าย นำเรื่องที่โหดร้ายมาตีแผ่ทำให้เสียกำลังใจก็ได้ ถ้ามันทำให้เราได้เห็นภาพเกาหลีที่กว้างขึ้นและตัดสินใจถูกต้องพี่ก็ยินดี อย่างน้องๆ ที่มางานแจกลายเซ็นส่วนใหญ่ก็จะถามว่า เหนื่อยไหม ทำงานที่นู่นยากไหม ส่วนใหญ่น้องๆ จะเป็นกำลังใจให้พี่ ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้พี่ตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ พี่อยากเป็นพี่ชายคนหนึ่งที่สร้าง inspiration ให้กับน้องๆ ได้ อยากให้น้องๆ ลองดูว่าจะก้าวออกจากกรอบเดิมๆ ยังไง 
 

ทำไมต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ 

ทำไมถึงต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะหนังสือเล่มนี้ไร้สาระแต่มีสาระครับ คำว่าไร้สาระของพี่คือ อ่านง่าย ใช้ภาษาในแบบที่ทุกคนอ่านแล้วเข้าถึงได้ ไม่ต้องใช้ความเครียดอะไรมาก มีคนอ่านหนังสือเล่มนี้ 1 ชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมงก็เสร็จแล้ว มันแป๊บเดียวจริงๆ มันลื่นมากนะ สบายมาก แต่จริงๆ อยากจะให้มองในลักษณะที่ว่าอ่านแล้วตกตะกอนความคิดด้วย อยากให้ลองคิดตามว่าถ้าเป็นเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับพี่ เราจะคิดยังไงจะทำเหมือนพี่ไหม มันจะเป็นเรื่องที่น่าสนุกมากๆ เพราะน้องๆ หลายๆ คน ก็จะมีความคิดที่ไม่เหมือนกัน เราลองมาดูกันว่าเราคิดกันแบบไหน พี่อยากให้น้องลองคิดแบบนี้ ถ้าน้องๆ อ่านแล้วรับประสบการณ์จากพี่ไปแล้วคิดว่าดีจังเลย ประสบการณ์น่าสนใจ มีความคิดดีจัง อันนี้น้องรับไปเฉยๆ ซึ่งมันไม่ได้ตอบโจทย์ว่าช่วยอะไรเราบ้างไหม แต่ถ้าเกิดว่าอ่านแล้วคิดไปด้วย ลองใช้ชีวิตจำลองแบบที่พี่บอกดู มันจะช่วยเราในการก้าวต่อไปข้างหน้า ซึ่งใครที่อยากจะไปประเทศเกาหลีแล้วมีความสุข อยากให้ลองมองในลักษณะนี้ดูก่อนครับ 
 
ปรุงโอปป้า : อยากเป็นพี่ชายคนหนึ่งที่เล่าเรื่องราวดีๆ ให้น้องๆ ฟัง
 
"แค่อยากให้เธอได้รู้ อยากให้เธอลอง" ช่วยอ่านเป็นทำนองเพลงด้วยนะคะ พอดีพี่อินไปนิดหนึ่ง ก่อนอื่นต้องขอบคุณพี่ปรุงมากเลยนะคะที่มาบอกเล่าเรื่องราวดีๆ ให้น้องๆ ชาวเด็กดีได้เห็นมุมมองใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น น้องๆ บางคนอาจจะได้แรงบันดาลใจและอยากจะลองตัดสินใจทำสิ่งใหม่ๆ ด้วยการตั้งเป้าหมายเหมือนดังที่พี่ปรุงเคยทำ หรือบางคนอาจจะกล้าตัดสินใจในชีวิตมากขึ้นซึ่งล้วนแต่เป็นผลดีกับน้องๆ ทั้งนั้นเลยค่ะ 
 
ถ้าใครที่ชื่นชอบหรือสนใจประเทศเกาหลีใต้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พี่รับรองได้เลยว่าหนังสือ "Call Me Oppa" จะทำให้เราอมยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัวแน่นอน ถ้าถามว่าทำไมถึงต้องอมยิ้มล่ะ ยิ้มออกมาเลยไม่ได้เหรอ ได้ค่ะ จริงๆ ก็ขึ้นอยู่กับมโนจินตนาการของแต่ละคนเหมือนกัน ที่บอกว่าต้องอมยิ้มเนี่ย คือ ระหว่างอ่านเรื่องที่พี่ปรุงเล่า เราจะจินตนาการภาพเป็นฉากๆ แล้วแอบขำกับเรื่องราวอันสุดโต่งของคนเกาหลี และแอบคิดว่าพี่ปรุงเนี่ยเป็นพี่ชายที่ตลกจริงๆ เลย อยากมีพี่ชายแบบนี้มาเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ฟังทุกวันเลย เพราะฉะนั้น นาทีทองของน้องๆ มาถึงแล้วค่ะ!
 
เด็กดีมีกิจกรรมแจกหนังสือ "Call Me Oppa พร้อมลายเซ็น" ให้กับน้องๆ ชาวเด็กดี จำนวน 2 เล่ม เพียงน้องๆ ร่วมตอบคำถามกันเข้ามาว่า "น้องๆ ได้อะไรจากการอ่านบทสัมภาษณ์ของปรุงโอปป้า?" เป็นคำถามที่ง่ายมากเลยใช่ไหมล่ะ ซึ่งหากคำตอบไหนโดนใจทีมงานก็รับหนังสือพร้อมลายเซ็นจากพี่ปรุงไปเล้ย.. แอบกระซิบว่าพี่ปรุงจะแอบเข้ามาอ่านด้วยน้า 


ประกาศผลผู้โชคดีจากกิจกรรมตอบคำถาม!

1. ขนนกสีฟ้า
2. SeekerMagic

 
***หากผู้โชคดีไม่มายืนยันตัวภายใน 3 วัน ทางทีมงานขอสละสิทธิ์มอบรางวัลให้กับผู้โชคดีคนต่อไปนะคะ***
 
 พี่แนนนี่เพน 
 
ปรุงโอปป้า : อยากเป็นพี่ชายคนหนึ่งที่เล่าเรื่องราวดีๆ ให้น้องๆ ฟัง
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #ปรุงโอปป้า #Call Me Oppa #พี่ปรุงเอสเอ็ม #ทัชระ ล่องประเสริฐ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ชอบ mindset ของพี่ฟรุงค่ะ อ่านจากบทสัมภาษณ์แล้วรู้สึกได้เลยว่าพี่ปรุงเป็นคน opened-mind มากๆ

      กล้าที่จะลองทำ ลองเข้าไปสัมผัสสิ่งที่ไม่รู้จัก อ่านเสร็จทำให้เราอยากจะลองออกจาก comfort zone ไปลองอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ เพื่อประสบการณ์ใหม่ๆที่จะสมารถนำมาปรับใช้ในชีวิตเราได้ค่ะ


      สนใจหนังสือเล่มนี้มากๆ เพราะพี่ปรุงบอกว่าจะเป็นการเปิดอีกมุมมองหนึ่งต่อประเทศเกาหลี เพราะส่วนตัวแล้วก็เป็นติ่งคนนึง อยากเห็นมุมมองใหม่ๆนอกจากที่เห็นผ่านไอดอลกับซีรีส์เหมือนกันค่ะ :)

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      จากบทสัมภาษณ์พี่ปรุงเป็นคนที่มีเป้าหมายชัดเจน กล้าที่จะลองลงมือทำ เป็นคนที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และชอบทัศนคติของพี่ปรุงที่เปิดกว้างพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ แม้จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่ไม่คุ้นเคย ภาษาก็ยังพูดไม่ได้ แค่เพียงคำถามไม่กี่ข้อเราก็ได้เรียนรู้จากพี่ปรุงเยอะมาก ๆ แล้ว ถ้าได้อ่านหนังสือพี่ปรุงโอปป้าอีกคงมีเรื่องสนุก ๆ และประสบการณ์จากการทำงานที่เกาหลีให้เราได้เรียนรู้อีกเยอะแน่ ๆ และเราที่มีความชื่นชอบทั้งศิลปิน เพลง และซีรีส์เกาหลีแบบมากๆๆๆๆ “Call Me Oppa” จึงเป็นหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่านเพื่อเปิดประสบการณ์ของตนเองอีกด้วย

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      nk1234
      Guest IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากบทสัมภาษณ์ของพี่ปรุง ได้เห็นวิธีการคิด การวางแผน กล้าที่จะเปิดใจลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งทำให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจในการทำสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราอยากจะลองทำ ทำให้เราได้รู้ว่าเราชอบสิ่งนั้นจริงๆไหม การปรับตัวกับสถานการณ์ต่างๆ การปรับเปลี่ยนทัศนคติ เปิดมุมมองใหม่ๆให้กับตัวเองค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้จักประเทศเกาหลีซักเท่าไหร่ ซีรี่ย์ก็ไม่ค่อยดู เพลงเกาหลีก็ไม่ค่อยฟัง ซึ่งหนูคิดว่าหนูก็คงไม่ต่างอะไรจากพี่ปรุงในตอนแรกๆ ด้วยความที่จุดเริ่มต้นของเราเหมือนกัน หนูเลยสงสัยว่าพี่เค้าสามารถไปถึงจุดๆนั้นที่พี่เป็นอยู่ตอนนี้ได้ยังไง จะเปลี่ยนจากหน้ามือไปหลังมือได้เลยหรอ หนูเลยคิดว่าถ้าพี่ปรุงไปได้ถึงขนาดนั้น เค้าคงได้เจออะไรที่มันสุดๆจริงๆ ประสบการณ์ที่เค้าได้พบได้เจอมาคงเป็นอะไรที่สามารถเปลี่ยนจากคนหนึ่งเป็นอีกคนหนึ่งได้เลย นั่นทำให้คนอย่างหนูอยากรู้มากๆ

      จากบทสัมภาษณ์ของพี่ปรุงทำให้หนูคิดได้ว่าชีวิตคนเราจะไปถึงจุดนั้นได้ต้องมีความยืดหยุ่น เราต้องทำใจยอมรับสิ่งรอบข้างให้มากขึ้น บางอย่างมันอาจไม่ได้สวยงามอย่างที่ฝันไว้ แต่เราควรทำใจยอมรับมัน เราต้องเปิดใจมองเห็นสิ่งต่างๆอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่มองเห็นในสิ่งที่เราอยากให้มันเป็น หนูคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันอยู่ที่มุมมองของคนมากกว่า ว่าเราจะปิดกั้นตัวเองต่อไป หรือว่าจะปล่อยตัวเองไปสู่โลกกว้าง “โลกที่ไม่ได้มีแค่ตัวเรา”


      ----------------------ขออนุญาตนอกเรื่องค่ะ

      ….ตอนยังไม่เจอกระทู้นี้ หนูได้ไปเจอหนังสือพี่ปรุงเล่มนี้ที่งานสัปดาห์หนังสือที่มหาลัยเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ตอนแรกที่หยิบเล่มนี้มาเพราะเจอคำนิยมของพี่แสตมป์ผู้เป็นไอดอลของหนู^^ เลยได้ลองเปิดอ่านดู นั่นแหละค่ะ จึงทำให้หนูได้รู้จักโลกของพี่ปรุง หนูชอบการเล่าเรื่องของพี่ที่ดูเรียบง่าย อ่านง่าย ไม่รู้สิคะ หนูรู้สึกว่ามันง่ายต่อการเข้าถึงมาก เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับมนุษย์เดินดินคนธรรมดาที่อ่านแล้วคิดว่าเรื่องหลายๆเรื่องมันเป็นเรื่องใกล้ตัว หนูเลยคิดว่า “ หนังสือเล่มนี้แหละ ที่จะเป็นไกด์ให้ชีวิตของเราได้!!!! ” หลังจากที่ได้อ่านไปประมาณสิบหน้าหนูก็ตัดสินใจที่จะใช้คูปองของห้องสมุด(ที่หนูไปแลกมาด้วยขวดน้ำจำนวนมหาสาร)ซื้อหนังสือเล่มนี้เข้าห้องสมุด แต่ร้านนี้บอกไม่รับคูปอง เมื่อก้มดูเงินในกระเป๋าแล้วก็ทำใจว่าคงต้องปล่อยเธอไปแล้วแหละ แล้วก็เสียดายจนทุกวันนี้ ฮือออออ….

      ตอบกลับ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?