เคล็ดลับ (3 ทริค + 5 สูตร) ตั้งชื่อนิยายที่คนอ่านเห็นแค่ชื่อก็อยากอ่านแล้ว! []

วิว

เคล็ดลับ (3 ทริค + 5 สูตร)
ตั้งชื่อนิยายที่คนอ่านเห็นแค่ชื่อก็อยากอ่านแล้ว!


สวัสดีน้องๆ นักเขียนชาวเด็กดีทุกคนค่ะ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า "ชื่อเรื่องนิยาย" มีผลต่อการตัดสินใจในวินาทีแรกๆ ของเราเลยว่าควรจะอ่านนิยายเรื่องนี้ดีไหม.. จริงๆ แล้วเราได้ยินกันบ่อยๆ ว่าอย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก แต่ความประทับใจแรกก็มีส่วนสำคัญให้เราเลือกหยิบหนังสือมาอ่าน หรือเลือกมองข้ามหนังสือเล่มนี้ไปได้เหมือนกัน ซึ่งพี่แนนนี่เพนคิดว่านี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่นักเขียนควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ เลยนะคะ เพราะ 'ชื่อเรื่อง' จะไม่มีผลมากนัก หากเรารู้จักนักเขียนคนนั้นอยู่แล้วว่าเขาเขียนงานสไตล์ไหน แต่กับนักเขียนมือใหม่แล้วล่ะก็.. นี่ถือเป็นปัญหาใหญ่มากๆ เลยค่ะ เราจะดึงดูดความสนใจจากคนอ่านตั้งแต่แรกได้ยังไง จะหวังพึ่งดวงให้คนหลงมาอ่านก็คงไม่ใช่ความคิดที่ดีสักเท่าไหร่ใช่ไหมคะ.. ดังนั้น พี่เลยอยากแนะนำการตั้งชื่อนิยายแบบง่ายๆ ที่คนอ่านเห็นแค่ชื่อเรื่องก็อยากอ่านนิยายของเรา ให้น้องๆ ได้ไปลองฝึกใช้กันค่ะ 
 
เคล็ดลับ (3 ทริค + 5 สูตร) ตั้งชื่อนิยายที่คนอ่านเห็นแค่ชื่อก็อยากอ่านแล้ว!
 

"ชื่อเรื่อง" ทำให้คนอยากอ่านนิยายได้จริงหรือ? 

นั่นน่ะสิ.. น้องๆ หลายๆ คนสงสัยเรื่องนี้กันอยู่ใช่ไหม บางคนก็คิดว่าแค่ 'ชื่อเรื่อง' เอง ต้องให้ความสำคัญขนาดนี้เลยเหรอ.. เพื่อความน่าเชื่อถือ พี่ขอยกตัวอย่างการทดลองในปี ค.ศ. 1990 ของชายคนหนึ่งที่ชื่อ Haldeman ให้น้องๆ ได้รู้จักกันค่ะ Haldeman เป็นนักเขียนและผู้จัดพิมพ์หนังสือคนหนึ่งที่มีกลยุทธ์การขายหนังสือด้วยการเปลี่ยนชื่อหนังสือค่ะ เขาตั้งเกณฑ์ไว้ว่าหนังสือเล่มไหนที่มียอดขายน้อยกว่า 10,000 เล่มต่อปี หนังสือเล่มนั้นจะถูกส่งมอบไปยังโรงพยาบาล และจะถูกปรับเปลี่ยนชื่อหนังสือไปเรื่อยๆ จนกว่าจะขายได้ดีกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น 
 
  • หนังสือเรื่อง Gautier's Fleece of Gold ขายได้ 6,000 เล่มต่อปี Haldeman วิเคราะห์ว่าหนังสือเรื่องนี้ล้มเหลวเพราะมีชื่อเรื่องเป็นภาษาฝรั่งเศส และเป็นชื่อเรื่องที่ไม่ได้บอกว่าเขียนเกี่ยวกับอะไร ดังนั้น เขาจึงเปลี่ยนชื่อหนังสือเล่มนี้เป็น Quest for a Blonde Mistress ซึ่งมียอดขายใหม่ที่ 50,000 เล่มต่อปี เพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 44,000 เล่ม เพียงแค่เปลี่ยนชื่อเรื่องให้แคบลง เพื่อให้คนอ่านเข้าใจเรื่องราวมากขึ้นเท่านั้นเอง 
     
ซึ่งนี่ถือเป็นการทดลองเปลี่ยน 'ชื่อเรื่อง' ที่ทำให้เห็นผลอย่างชัดเจนว่าทำไมเราควรให้ความสำคัญกับการตั้งชื่อนิยายของเรา เพราะชื่อเรื่องถือเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ดีที่สุดในขั้นแรกของการขาย เช่นเดียวกับการดึงดูดความสนใจจากคนอ่าน เป็นการทำให้คนอ่านรู้สึกอยากอ่านทั้งที่ยังไม่รู้จักองค์ประกอบอื่นๆ ในนิยายของเราเลย เพราะต่อให้เราทำหน้าปกสวยๆ หรือบรรทัดแรกของนิยายเราจะดีมากแค่ไหนก็ตาม ไม่ว่าเราจะเขียนเรื่องราวได้ดีเลิศแค่ไหน แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งแรกที่คนอ่านสนใจอยู่ดี ดังนั้น เรามาสร้างชื่อเรื่องให้ดึงดูดคนอ่านกันเถอะค่ะ 
 
เคล็ดลับ (3 ทริค + 5 สูตร) ตั้งชื่อนิยายที่คนอ่านเห็นแค่ชื่อก็อยากอ่านแล้ว!
 

ตั้งชื่อเรื่องให้โดดเด่นด้วยทริค 3 ข้อ!

น้องๆ คะ นี่เป็นทริคที่ชื่อนิยายทุกเรื่องควรมี! ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการตั้งชื่อเรื่องเลยค่ะ ถ้านิยายของเรามีครบทั้ง 3 ข้อ รับรองว่าจะมีนักอ่านแฟนนิยายเพิ่มมากขึ้นแน่นอน 
 
ทริคที่ 1 ตั้งชื่อเรื่องให้เป็นเอกลักษณ์ 
เปิดมาทริคแรกก็ยากแล้ว แต่พี่เชื่อว่าน้องๆ จะคิดกันได้แน่นอน เพราะนี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ชื่อเรื่องของเราโดดเด่นจากนิยายเรื่องอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากที่เราจะหาชื่อที่ไม่เคยตั้งมาก่อน แล้วทำให้มันเป็นเอกลักษณ์  ข้อควรระวังเลยก็คือ เราควรหลีกเลี่ยงชื่อที่คนใช้กันเยอะหรือเป็นที่นิยม แล้วเลือกชื่อที่เป็นส่วนตัวและไม่เหมือนใครจะดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น มีช่วงหนึ่งที่นักเขียนนิยมตั้งชื่อด้วยคำว่า "วิศวะ" "เกียร์" "หมอ" และเกิดการสลับคำไปมา จนมีชื่อเรื่องแนวนี้อยู่มาก ซึ่งสร้างความสับสนให้นักอ่านจนต้องไปจดจำนามปากกาของคนเขียนแทน ซึ่งนี่ถือเป็นชื่อเรื่องที่ขาดเอกลักษณ์ในตัวเอง แม้จะสื่อให้เห็นเรื่องราวภายในนิยายก็ตาม  
 
ทริคที่ 2 ตั้งชื่อเรื่องให้เป็นที่น่าจดจำ
สอดคล้องกับทริคข้อแรกเลยค่ะ ถ้าชื่อเรื่องของเราไม่เป็นเอกลักษณ์ และซ้ำกับชื่อนิยายเรื่องอื่นๆ ไม่มีทางเลยที่นิยายของเราจะถูกจดจำได้ ดังนั้น นอกจากชื่อเรื่องเราจะต้องเป็นเอกลักษณ์แล้ว ทริคข้อนี้คือต้องตั้งชื่อที่มีความหมาย ส่งผลต่อคนอ่านและเนื้อเรื่อง จึงจะสร้างความทรงจำให้กับนักอ่านได้ค่ะ ในส่วนนี้จะสอดคล้องกับทริคข้อ 3 คือต้องอาศัยภาพรวมของนิยายเพื่อส่งเสริมชื่อเรื่องค่ะ 
 
ทริคที่ 3 ตั้งชื่อเรื่องให้เห็นสิ่งที่ต้องการจะสื่อ
ในส่วนของทริคข้อนี้ เป็นการตั้งชื่อเรื่องให้คนอ่านเกิดความคาดหวังในนิยายของเราค่ะ เราไม่จำเป็นต้องตั้งชื่อเรื่องเอาไว้ก่อน เราสามารถเขียนนิยายของเราไปได้เรื่อยๆ จนกว่าเราจะเห็นว่าสิ่งที่เราต้องการจะสื่อกับคนอ่านคืออะไร แล้วค่อยตั้งชื่อหรือเปลี่ยนชื่อในภายหลังก็ยังทัน ทริคนี้จะทำให้คนอ่านเห็นสิ่งที่นักเขียนต้องการสะท้อนออกมา และเมื่อคนอ่านได้อ่านนิยายของเรา พวกเขาจะเข้าใจว่าทำไมเราถึงตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ ซึ่งจะทำให้คนอ่านจดจำเรื่องราวและชื่อเรื่องของเราได้ดียิ่งขึ้น 
 
เคล็ดลับ (3 ทริค + 5 สูตร) ตั้งชื่อนิยายที่คนอ่านเห็นแค่ชื่อก็อยากอ่านแล้ว!
 

ใช้ 5 สูตรสำเร็จตั้งชื่อเรื่องด้วยวิธีง่ายๆ 

สมัยเรียนน้องๆ คงเคยได้ยินคำว่า ใคร(Who) ทำอะไร(What) ที่ไหน(Where) เมื่อไหร่(When) และทำไม(Why) กันมาบ้าง.. นี่แหละค่ะ สูตรสำเร็จที่นักเขียนชื่อดังหลายท่านใช้ในการตั้งชื่อให้เป็นเอกลักษณ์ จดจำง่าย และสื่อสารกับคนอ่านรู้เรื่อง เรามาดูกันว่าเขาใช้กันยังไง..
 
สูตรที่ 1 ใคร (Who) - เป็นการตั้งชื่อเพื่อบอกว่านิยายเรื่องนี้เกี่ยวกับใคร เราจะใช้สูตรนี้ได้ก็ต่อเมื่อตัวเอกของเราเป็นตัวดำเนินเรื่องที่สำคัญ เป็นตัวละครที่เด่นที่สุด และสามารถสื่อถึงเภาพรวมของทั้งเรื่องได้ ตัวอย่างเช่น Forrest Gump (Winston Groom), The Lord of the Rings (J. R. R. Tolkien), Oliver Twist (Charles Dickens)
 
สูตรที่ 2 ทำอะไร (What) - เป็นการตั้งชื่อเพื่อบอกว่านิยายเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร ถือเป็นการบอกเรื่องราวภายในนิยายให้คนอ่านได้คาดหวังว่ากำลังจะอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร และจะเกิดอะไรขึ้นในเรื่องนี้บ้าง ตัวอย่างเช่น The Hunger Games (Suzanne Collins), The Hunt for Red October (Tom Clancy), To Kill a Mockingbird (Harper Lee)
 
สูตรที่ 3 ที่ไหน (Where) - เป็นการตั้งชื่อเพื่อบอกว่านิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน เราใช้สูตรนี้เมื่อสถานที่ของเรามีความโดดเด่นและมีส่วนสำคัญในการดำเนินเรื่อง ตัวละครต้องอยู่ภายใต้สถานที่แห่งนี้จนเกิดเป็นเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมา ตัวอย่างเช่น Salmon Fishing in the Yemen (Paul Torday), Cold Mountain (Charles Frazier), A Passage to India (E.M. Forster)
 
สูตรที่ 4 เมื่อไหร่ (When) - เป็นการตั้งชื่อเพื่อบอกว่านิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ เป็นการแสดงให้คนอ่านเห็นถึงเรื่องราวที่ต้องการจะสื่อในยุคๆ หนึ่ง หรือในห้วงเวลาหนึ่ง เพื่อให้คนอ่านได้ทำความเข้าใจเรื่องราวและเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นมากขึ้น ตัวอย่างเช่น 1984 (George Orwell), One Thousand and One Nights (folklore), Love in the Time of Cholera (Gabriel García Márquez)
 
สูตรที่ 5 ทำไม (Why) - เป็นการตั้งชื่อเพื่อให้คนอ่านเกิดคำถาม เราใช้สูตรนี้เพื่อสร้างคำสงสัยให้คนอ่านอยากรู้เรื่องราวภายในนิยาย ตัวอย่างเช่น John Dies at the End (David Wong) , The Heart is a Lonely Hunter (Carson McCullers), As I Lay Dying (William Faulkner) 
 
เคล็ดลับ (3 ทริค + 5 สูตร) ตั้งชื่อนิยายที่คนอ่านเห็นแค่ชื่อก็อยากอ่านแล้ว!
 
เป็นยังไงบ้างกับทริคตั้งชื่อนิยายที่พี่นำมาแนะนำให้น้องๆ ในวันนี้ ง่ายมากเลยใช่ไหมคะ น้องๆ ก็ลองฝึกฝนดูก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนชื่อในภายหลังก็ยังทัน ซึ่งพี่ต้องขอบอกไว้ก่อนว่าพี่ไม่ได้ตัดสินคนอ่านทุกคนว่าเลือกหนังสือจากชื่อเรื่องนะคะ พี่เพียงอยากนำเสนอวิธีที่ทำให้นิยายของเรามีคนเข้ามาอ่านกันเยอะๆ ส่วนจะสนใจอ่านต่อไปไหมก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและฝีมือของน้องๆ แล้วล่ะค่ะ ว่าจะสามารถดึงดูดนักอ่านให้ติดตามนิยายของเราต่อไปได้ไหม เห็นไหมคะว่ามันสอดคล้องกันไปหมด ดังนั้น เราต้องสร้างกับดักให้คนอ่านรู้สึกอยากอ่านตั้งแต่ชื่อเรื่องของเราเลยค่ะ แล้วพี่รับรองว่านิยายของเราจะมีคนหลงเข้ามาอ่านน้อยมากเมื่อเทียบกับคนที่ตั้งใจเข้ามาอ่านจริงๆ แล้วเจอกันใหม่ค่า ^^
 
พี่แนนนี่เพน 
 
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก

 
Deep Sound แสดงความรู้สึก
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #ตั้งชื่อเรื่อง #นักเขียนมือใหม่ #เคล็ดลับ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?