เผยความลับ ‘กัลฐิดา’ แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านนิยายรักสไตล์นักเขียนแฟนตาซี []

วิว


เราไม่จำเป็นต้องได้ที่หนึ่งในทุกๆ ทักษะที่เรามี
แต่เราจำเป็นต้องใช้มันให้เต็ม
ศักยภาพที่สุด

 

กัลฐิดา

สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน บทความนี้จะพาเราไปค้นหาคำตอบว่า ‘ทำไมนักเขียนนิยายแฟนตาซีถึงมาเขียนนิยายรัก?’, ‘แล้วแฟนตาซีกับนิยายรักต่างกันยังไง?’, ‘ถ้าไม่มีความรักจะเขียนนิยายรักได้ไหม?’ ฯลฯ นี่เป็นเพียงคำถามเรียกน้ำย่อยเท่านั้นนะคะ มีทีเด็ดกว่านี้อีกมาก เพราะวันนี้เรามีนักเขียนสาวมากประสบการณ์อย่าง ‘กลัฐิดา’ เจ้าของผลงานนิยายแฟนตาซีอันโด่งดังเรื่อง SAVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา, Witchoar และนิยายรักสุดฟินอย่าง Until You จนกระทั่ง...คุณ นิยายรักที่เป็นตัวเอกของการพูดคุยในวันนี้เลยก็ว่าได้ ดังนั้น พี่แนนนี่เพนเลยขอพาชาวเด็กดีทุกคนไปพบปะพูดคุยกับกัลฐิดาให้รู้ลึกรู้จริงกันไปเลยว่า นิยายรักสไตล์นักเขียนแฟนตาซีมันเป็นยังไงกันนะ!? 


เอ็กซ์คลูซีฟมากยิ่งขึ้น!!
ทุกคนสามารถเข้าไปฟังกัลฐิดาจากช่อง DEK-D Writer ทาง Youtube ได้เลยค่ะ

 

Clip

เมื่อ 'กัลฐิดา' เขียนนิยายรัก

Clip

เขียนนิยายสไตล์ง่ายนิดเดียว

สวัสดีค่ะน้องๆ พี่กัลฐิดานะคะ ตอนนี้ก็เขียนนิยายอยู่ค่ะ เรื่องที่ทุกคนรอคอยอยู่คือ วิชชอร์ (Witchoar) เล่ม 6 แล้วก็จะออกเล่ม 6 กับเล่ม 7 พร้อมกันในเดือนมีนาคมนี้ค่ะ

เทนิยายทุกเรื่องเพราะอยากเขียนฉากขึ้นสแตนด์เชียร์จน Until You.. กลายเป็นนิยายรักกว่า 100 ตอน! 

เรื่อง Until You จนกระทั่ง...คุณ เกิดจาก.. ที่ม.นเรศวรเนี่ย จะมีสิ่งที่เรียกว่า Beginning Camp แต่ตอนที่เราเรียนมันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรเหมือนในคลิป คือรุ่นน้องอ่ะส่งคลิปมา เป็นคลิปบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แล้วภาพก็สวยมาก พอดูแล้วความทรงจำก็ไหลมา เราก็เลยรู้สึกอยากเล่าเรื่องตัวเราในตอนนั้น แล้วประกอบกับว่าในตอนนั้นสัก 4-5 ปีที่แล้ว คณบดีของคณะทันตแพทย์ อาจารย์ไพโรจน์ท่านเคยบอกพี่ว่าเป็นนักเขียนนิยายทำไมไม่เขียนเกี่ยวกับคณะเรา ซึ่งตอนนั้นพี่ก็ปฏิเสธไปว่าไม่เก่งพอ คือวันนั้นพอได้เห็นคลิปก็คือเปิดตอนที่หนึ่งเลย (หัวเราะ) เขียนไปเรื่อยๆ แล้วก็กลายเป็นนิยาย 100 ตอนจบตามที่โพสต์ในเด็กดีเลยค่ะ

ซึ่งตอนที่เริ่มเขียนเนี่ยเราก็ไม่ได้คิดว่ามันจะยาวขนาดนี้ คืออยากจะเล่าเรื่องเฉยๆ ว่าเป็นปีหนึ่งเป็นยังไง พอเราเขียนไปมันมีฉากหนึ่งที่เราอยากเขียนคือฉากขึ้นสแตนด์เชียร์ เมื่อก่อนเขาจะให้ขึ้นสแตนด์เชียร์เป็นคณะ แล้วคณะทันตแพทย์มีน้อยมากแค่ 60 คน เวลาเขาจัดสแตนด์เชียร์แข่งคณะกัน ไม่รู้เป็นอะไร เราถูกจัดอยู่ข้างคณะวิศวะฯ ตลอดเลย เขามี 500 คน แล้วข้างๆ คณะมนุษศาสตร์ก็มี 1000 คน แล้วมันก็เหมือนเราเป็นจุดฟูลสต็อปอยู่ตรงนั้น แล้วความรู้สึกในตอนนั้นคือเราเพิ่งมาตกตะกอนความคิดว่า ‘เราเต้นให้ใครดูวะ’ แล้วคณะอื่นเขาก็มีคนอื่น มีรุ่นพี่มาเชียร์กันเยอะแยะเลย แต่คณะเรารุ่นพี่เรามี 30 คน เรามี 60 คน รวมกัน 90 คนยังไม่ถึงกระพี้หนึ่งของเขาเลย (หัวเราะ)

สรุปคือภาพที่อยากจะเขียนคือ ภาพที่เราอยู่บนสแตนด์เชียร์ แล้วเห็นรุ่นพี่ใส่เสื้อคุมของคณะสีม่วงเป็นกรุ๊ปหนึ่งเล็กๆ มองพวกเราอยู่ เป็นภาพที่เราเพิ่งมานึกได้ในตอนนั้นว่า 'เราเต้นให้รุ่นพี่ดูนี่แหละ' แล้วตอนนั้นก็มีต้นฉบับที่ต้องเขียนอีกสองสามเรื่องก็ไม่เขียน (หัวเราะ) เขียนเรื่องนี้อย่างเดียวเลย แล้วเรื่องนี้ก็ไม่ได้ตีพิมพ์กับใครด้วยนะ คืออยากเขียนเอง
 

กัลฐิดาเลือกบทให้ทุกตัวละครจากสิ่งที่อยากเล่า ไม่ได้เซ็ตตั้งแต่ต้นว่าตัวละครต้องเป็นใคร และมีนิสัยยังไง

คือนางเอกนิยาย ‘กระดิ่ง’ จาก Until you มีความเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง แต่ก็มีความเป็นเราสูงเหมือนกัน ซึ่งนิสัยก็ไม่ใช่เรา 100% นะ เป็นนิสัยนางเอกนิยายที่แบบเอาจริงๆ เคล็ดลับเวลาเราเขียนนิยายเนี่ย เราไม่ได้เซ็ตคาแรกเตอร์อย่างชัดเจนว่าเราอยากจะให้คาแรกเตอร์นี้เป็นแบบไหน เรามักจะเซ็ตสิ่งที่เราอยากเขียนก่อนแล้วเราก็จะหาว่าตัวละครไหนเหมาะกับบทนี้ที่สุด สามารถนำเสนอเรื่องราวหรืออารมณ์ที่เราอยากจะนำเสนอออกมาได้มากที่สุด เราถึงเซ็ตให้ตัวละครนั้นมีนิสัยแบบนั้น แตกต่างจากสายคาแรกเตอร์ที่เซ็ตมาก่อนว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร ถ้าถามว่ากระดิ่งมีความเป็นเราไหม ตอบเลยว่ามี เพราะในบางการตัดสินใจของเขามันก็ต้องเป็นเราแหละที่เป็นคนเขียน

เผยความลับ ‘กัลฐิดา’ แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านนิยายรักสไตล์นักเขียนแฟนตาซี

แม้จะเป็นมืออาชีพในสายแฟนตาซีแต่กัลฐิดาก็เคยเป็นเด็กน้อยในสายนิยายรัก

นิยายเรื่องแรกที่เปิดตัวในเด็กดีคือนิยายรักนะ แล้วนางเอกก็เป็นทันตแพทย์ด้วย เรื่องนี้เดี๋ยวจะมีรีไรท์ให้อ่านในปีนี้แหละค่ะ.. พอเราเขียนนิยายรักเรื่องนี้จบ เราค้นพบว่านิยายรักที่เราเขียนไม่ได้ในตอนนั้น มันเหมือนมีอะไรบางอย่างขาดไป โดยเฉพาะเมื่อเราเป็นนักอ่านแล้วเรารู้สึกว่าทำไมมันไม่สนุกเหมือนที่เราอ่านนิยายรักของคนอื่น เราก็เลยหยุดเขียนนิยายไปหกเดือน แล้วก็กลับมาเขียนนิยายอีกครั้งก็คือเซวีน่าเลย แล้วเราค้นพบว่าทำไมเขียนเซวีน่าแล้ว ‘ฉันทำได้’ มันลื่นไหล เราเข้าใจว่าเขียนไปทำไม เพราะเราชอบสิ่งนี้ แล้วเราก็เลยไม่ได้เขียนนิยายรักมาเป็น 10 ปีเลย 

จนกระทั่งเมื่อห้าปีที่แล้วก็กลับมาเขียนนิยายรักอีกครั้ง เราต้องมาเผชิญหน้ากับกำแพงอันสูงใหญ่ที่เราเขียนไม่ได้ แล้วมันยากมากๆ ตรงที่เราไปจนถึงอีกขั้นหนึ่งแล้ว เกินกว่านักเขียนมือสมัครเล่นแล้ว เราเป็นมืออาชีพแล้วในสายแฟนตาซีพอไปเขียนนิยายรักคือเด็กน้อยมาก เราไม่เข้าใจเลย เหมือนเราเอามือเอาไม้วางไม่ถูกว่าเราอยู่ตรงไหน แต่เราก็พยายามศึกษาเยอะๆ อ่านหนังสือนิยายรักแนวที่เราชอบก่อน คือเราโฟกัสเลยว่าเราชอบแนวนี้ ซึ่งเราจะชอบโรแมนติกแฟนตาซี ถ้าสังเกตนิยายรักเราส่วนใหญ่จะเป็นโรแมนติกแฟนตาซี จะไม่ค่อยมีเหมือน Until you เรื่องนี้คือเบสิคมาก ไม่มีความแฟนตาซีเลย เพียวเลิฟ 
 

แฟนตาซีคือนิยายสายข้อมูลที่มี ‘รายละเอียด’ แต่นิยายรักคือนิยายที่เน้น ‘ความคิด’ และ ‘จิตใจ’ 

พอได้เขียนนิยายรักไปเรื่อยๆ เราค้นพบว่ากลุ่มนักอ่านเขาไม่เข้าใจสิ่งที่เราเขียน เพราะกลุ่มนักอ่านที่อ่านเรา เขาต้องการอย่างหนึ่ง แต่เราไม่เสนอให้เขาอ่าน แล้วก็กลับไปสู่เบสิคว่า..  

แฟนตาซีเป็นนิยายแห่งการจัดการข้อมูล เราจะไม่เขียนลงรายละเอียด ถ้ารายละเอียดนั้นไม่จำเป็น เราจะเอาจากข้างนอกเข้ามาสู่ข้างใน แต่นิยายรักมันคือการเอาจากข้างในออกไปข้างนอก ถ้าสังเกตนิยายรักส่วนใหญ่มักจะมีตัวละครไม่เยอะ มีพระเอก นางเอก ตัวร้าย เพื่อนนางเอก เพื่อนพระเอก ฯ ดราม่าก็ไม่เยอะ แอ็คชั่นก็ไม่เยอะ ทุกอย่างเหมือนวนอยู่กับความคิด จิตใจของตัวละครตัวนั้น ในขณะที่แฟนตาซีเนี่ย อลังการงานสร้างฉากนู่นนี่นั่นเวอร์วัง มันคนละแบบกันเลย ตอนที่เราต้องปรับตัวพี่ก็หมายมั่นปั้นมือเลยนะว่า ‘ฉันจะต้องไปเอา Secret sauce (สูตรลับ) ของการเขียนนิยายรักมาให้ได้’ แต่ปรากฏว่า ‘ทำไม่ได้’ 
 

เขียนนิยายรักสไตล์นักเขียนแฟนตาซี แค่นำเทคนิค ‘กระจกสะท้อน’ จากแฟนตาซีมาใช้ก็เขียนนิยายรักได้ง่ายๆ 

นักเขียนทุกคนมีจริตของตัวเองเหมือนช่างภาพที่มีจริตในการทำสิ่งที่ถนัดได้ดี เราก็เลยต้องเปลี่ยนแผนโดยการเอาเทคนิคการเขียนนิยายแฟนตาซีนี่แหละมาเขียนนิยายรัก ทีนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือเราจะคิดไว้ก่อนเลยว่าสิ่งแรกที่เราต้องทำคืออะไร คือเราต้องการให้คนอ่านรับรู้อะไร นิยายรักต้องการให้คนอ่านรับรู้ว่าความสัมพันธ์ของคนคู่นี้ว่าเป็นยังไง แต่เราไม่สามารถมาอธิบายดีเทลนางเอกพระเอกได้เหมือนที่นักเขียนนิยายรักทุกคนทำได้ เราก็เปลี่ยนว่า ‘ฉันจะสร้างสถานการณ์’ สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ สุดท้ายแล้วคนอ่าน อ่านแล้วจะเข้าใจเองว่าสองคนนี้มันรักกันยังไง มันเป็นเทคนิคที่เหมือน ‘กระจกสะท้อน’ ไม่ใช่เทคนิคเดียวกับการเขียนนิยายรัก

ซึ่งเราอธิบายเทคนิคนี้ให้กับบก. เมื่อปลายเดือนที่แล้ว เราเขียนนิยายเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องต่อของ Until you อยู่ คือมีตัวละครหนึ่งใน Until you มาเป็นนางเอกของเรื่องนี้ก็เลยบอกว่าได้เทคนิคนี้มา หลอกให้บก. อ่านจนจบแล้วถามบก. ว่า ‘รู้มั้ย นางเอกนิยายเรื่องนี้หน้าตาเป็นยังไง’ บก. ส่ายหน้าบอกไม่รู้ คือเขานึกหน้านางเอกไม่ออก แต่สิ่งที่เขารับรู้คือนางเอกคนนี้ ‘น่ารักจัง’ เราเลยรู้สึกว่า ‘ใช่! ฉันชนะแล้ว’ มันเป็นเทคนิคของนักเขียนนิยายแฟนตาซีที่ไม่ต้องอธิบายเยอะว่านางเอกผมสวย ลอนสยาย ตัวเล็กตัวใหญ่ปากแดง หรือว่าเซ็กซี่ ไม่ต้องอธิบายอะไรเลย แต่ใช้สถานการณ์ พฤติกรรมของเขา ใช้การเคลื่อนไหวของเขาทำให้นักอ่านสร้างมโนภาพความเป็นนางเอกขึ้นมาเอง อันนี้คือเป็นเทคนิคของเรา ถ้าถามว่าเอาตัวรอดยังไงในการเขียนนิยายรัก นี่แหละ.. ก็เอาเทคนิคของแฟนตาซีมาใช้

แต่ถ้านักเขียนนิยายรักอยากจะไปเขียนนิยายแฟนตาซี คุณก็ต้องทำการบ้านหนักเหมือนกันเพราะว่าจากใหญ่ไปเล็กมันง่าย แต่จากเล็กไปใหญ่มันก็จะมีกลวิธีอีกแบบหนึ่งซึ่งอันนี้พี่ก็ยังไม่เห็นนักเขียนนิยายรักคนไหนทำได้แบบเบ็ดเสร็จ แต่ก็มีคนทำได้

เผยความลับ ‘กัลฐิดา’ แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านนิยายรักสไตล์นักเขียนแฟนตาซี

‘คุณจะเขียนนิยายรักได้ คุณก็ต้องรักเป็น’ 

คือเอาจริงๆ นะ จะหาคนไม่มีความรักบนโลกนี้มันยาก คือทุกคนมีความรักอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ารักอะไรแค่นั้น รักหมา รักแมว รักพ่อแม่ รักเพื่อน รักแฟน หรือรักอะไรสักอย่างเนี่ย คือทุกคนมีประสบการณ์ความรักหมดแหละในโลกใบนี้ เพียงแต่ว่าเราอาจจะต้องเลือกมาเฉพาะจุดที่เป็นจุดร่วมเดียวกัน เช่น การที่เรารักใครสักคน คือเราห่วงใยคนนั้น ถ้าเรามีแฟนเราก็ต้องห่วงใยใช่ไหม เหมือนกันเลย ถ้าใครอ่านนิยายเราจะสังเกตได้ว่า ตัวละครที่เป็นคู่กันของเราจะเข้าใจกันดีมาก มันจะเป็นเหมือนกับเราอยู่กับเขาได้ไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องประดิษฐ์ตัวเอง นั่นคือสิ่งที่ตัวละครเราเป็น เพราะเรามีพี่น้องเยอะ เราค้นพบว่าความสัมพันธ์แบบพี่น้องมันทำให้ครอบครัวดำเนินต่อไปได้ เพราะฉะนั้นมันคือโจทย์ของเราที่จะนำเสนอสิ่งนั้นออกมา 

ถามว่า ‘คนไม่มีความรัก เขียนนิยายรักได้ไหม?’ ตอบเลยว่า ‘คงไม่ได้’ เพราะเขาไม่เคยเรียนรู้ว่าการรักใครสักคนมันเป็นยังไง ไม่ว่าจะรักในแบบประเภทไหน มันคงยากที่จะเขียนออกมา แต่ถ้าเขาได้เรียนรู้แล้วว่าความรักคือคืออะไร เขาก็จะรู้จักความรัก เพราะฉะนั้นคุณจำเป็นต้องมีความรักถึงจะเขียนนิยายรักได้ แต่ว่าไม่จำเป็นว่าต้องมีแฟนก็ได้.. เราเข้าใจนะว่าคนที่เขาเขียนนิยายรักเยอะๆ หลายๆ เรื่องเขาจำเป็นต้องมีความรักหลายรูปแบบ เขาต้องการความรักที่หลากหลายรูปแบบ มันก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนกลุ่มนี้ค่อนข้างเซนซิทีฟ เราเชื่อว่าสุดท้ายแล้วมันก็ไปจบอยู่ที่เดิมคือ ‘คุณจะเขียนนิยายรักได้ คุณก็ต้องรักเป็น’

เผยความลับ ‘กัลฐิดา’ แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านนิยายรักสไตล์นักเขียนแฟนตาซี

ถ้าอยากเป็นนักเขียนต้องอ่านนิยายเยอะๆ และค้นหาให้ได้ว่าเราชอบอะไร ชอบสายไหน

คือมันเป็นคำถามคำตอบที่เหมือนกำปั้นทุบดินนะ นักเขียนทุกสายถ้าคุณอยากจะเขียนนิยาย คุณต้องอ่านนิยายเยอะๆ การที่คุณจะเปลี่ยนจากการเป็นนักอ่านมาเป็นนักเขียน สิ่งที่มันจะขวางกั้นระหว่างคำสองคำนี้ก็คือ.. ‘นักอ่าน’ เนี่ย เห็นสิ่งที่สะท้อนออกมาจากกระจก เช่น พี่เห็นว่าน้องกำลังขยับตัว เห็นว่าคนกำลังหัวเราะมันคือสิ่งที่นักอ่านเห็น แต่ นักเขียน’ คือคนที่สร้างสิ่งนั้น สร้างการขยับตัวขยับมือ ลำดับการเล่าเรื่องของนักเขียนมันสวนทางกับความเข้าใจของนักอ่าน ดังนั้นเนี่ยการที่เราจะเปลี่ยนจากการเป็นนักอ่านมาเป็นนักเขียนได้ อย่างแรกเลย คุณต้องอ่านหนังสือด้วยความสนุกก่อน ต่อจากอ่านด้วยความสนุก คุณต้องอ่านแล้วเข้าใจว่าเขาทำยังไงให้คุณสนุก นั่นแหละคือความยาก เพราะงั้นทำไมเราถึงต้องให้นักเขียนอ่านเยอะๆ เพราะถ้าคุณอ่านไม่เยอะมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร คุณไม่รู้วิธีการที่ทำให้คนอ่านมีความสุขแล้วคุณจะทำให้คนอื่นมีความสุขได้ยังไง อันที่สองคือ อ่านแล้วก็ต้องค้นหาว่าเราชอบอะไร นักเขียนต้องอยู่กับนิยายตัวเองสี่ถึงหกเดือนต่อเล่ม อันนี้คือเบสิคเลยนะไม่นับคนที่เขียนเร็ว เวลา 4 เดือนถึง 6 เดือนต่อหนึ่งเล่มที่เราเขียนคุณต้องอยู่กับมันหกเดือน วันหนึ่ง 5 ชั่วโมง 6 ชั่วโมงหรือ 8 ชั่วโมงเป็นเวลาหกเดือนยิ่งกว่าแฟนอีก ยิ่งกว่ากินข้าวสามมื้อกับพ่อแม่ เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่เขียนงานที่คุณรักหรือชอบ มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเขียนได้ 

งั้นคำถามก็ย้อนกลับมาว่า ‘ถ้าเราอยากจะเป็นนักเขียน เราก็ต้องหาก่อนว่าเราชอบอะไร’ เราก็ต้องอ่านเยอะๆ เพื่อค้นหาประเภทของเรื่องที่เราชอบ โฟกัสให้มากที่สุด อย่างเราโฟกัสเลยว่าเราชอบแฟนตาซี เราชอบสุขนิยม ชอบเวทมนตร์ ชอบความอลังการของฉาก เราก็จัดกลุ่มไปเรื่อยๆ แล้วพี่ก็อ่านเฉพาะเนื้อหาประเภทนี้ สิ่งที่เรายืนยันและใช้เป็นหลักการของตัวเองเสมอคือ ‘เราไม่ได้เขียนนิยายให้ทุกคนบนโลกอ่าน’ เราไม่สามารถเขียนนิยายให้คนทั้งโลกอ่านได้ แต่เราสามารถเขียนนิยายให้คนกลุ่มหนึ่งอ่านแล้วสนุกได้ เออ แค่นี้พอ แล้วคนกลุ่มหนึ่งที่ว่าเนี่ย ถ้าโชคดีมันก็อาจจะใหญ่หน่อย แต่ถ้าโชคร้ายอย่างน้อยก็มีคนอ่านของเรา มันมีคำพูดหนึ่งของนักเขียนดังๆ ทั่วโลกเลยในต่างประเทศที่ว่า ‘คุณเขียนเถอะมันจะมีนักอ่านของคุณอยู่เสมอบนโลกใบนี้’ คือมันมีคนที่รออ่านเรื่องของเราเสมอ แต่คุณต้องรักในสิ่งที่ทำก่อน คุณต้องทุ่มเทกับมันก่อนแล้วพอหลังจากที่เรารู้แล้วว่าเรารักอะไรก็เข้ามาอยู่ที่กระบวนการแล้ว 
 

ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรตายตัวทั้งนั้น เขียนนิยายให้คนอ่าน ‘เข้าใจ’ ว่าเรากำลังจะสื่อสารอะไรก็พอ 

กระบวนการการเขียนก็ Kamikaze (ดับเครื่องชน) เลยค่ะ ดับเครื่องชนเลย มันไม่มีคำว่าลิมิต เทคนิคเปลี่ยนไปตลอดเวลา เทรนด์เปลี่ยนไปตลอดเวลา วิธีการเล่าเรื่องเปลี่ยนไปตลอดเวลา ทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นหลักสำคัญที่เราควรจะยึดไว้คือ ‘ทำยังไงก็ได้ให้คนอ่านเข้าใจในสิ่งที่คุณคิด’ การเขียนคือการสื่อสารอย่างหนึ่ง แล้วมันเป็นการสื่อสารที่เกิดขึ้นและคงอยู่ได้นานที่สุดกว่าการสื่อสารประเภทอื่น ด้วยความที่มันคงอยู่ได้นานมันก็เลยซับซ้อน พอมันซับซ้อนเราเลยต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจมัน ยิ่งเราสามารถสื่อสารผ่านตัวหนังสือจากสิ่งที่อยู่ในหัวเราไปถึงคนที่เป็นนักอ่านได้มากเท่าไหร่ มันก็หมายความว่าคนอ่านจะสนุกกับมันได้มากเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่เราคิดไว้ในใจก็คือ ‘คนที่อ่านหนังสือเรา ต้องเข้าใจว่าเรากำลังสื่อสารอะไร’ มันไม่มีกฎเกณฑ์อะไรตายตัวทั้งนั้น แต่โอเค คำพูดหนึ่งว่าเทคนิคหรือทักษะทางด้านภาษาคุณจะไม่สามารถเล่าเรื่อง หรือสร้างความสนุกให้กับผู้คนได้เลย ถ้าเกิดคุณไม่แม่นมัน แต่คำว่าแม่นเนี่ย ไม่ได้หมายความว่าเราต้องรู้ทุกอย่าง ต้องเป๊ะทุกคำ สุดท้ายแล้วมันไปจบที่ว่า ใช้เท่าที่ทำให้คนเข้าใจ และถ้ายิ่งเปลี่ยนคำแล้วมันเข้าใจมากขึ้น ก็ใช้ แต่ถ้าเปลี่ยนคำแล้วมันทำให้คนงงมากขึ้นก็ไม่รู้จะใช้ไปทำไม มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้น ดับเครื่องชนไปเลย เรียนรู้ไป เปิดใจทำมัน ลองผิดลองถูกไป เดี๋ยวมันก็จะได้เอง
 

ถ้าคุณหลงรักงานที่คุณทำมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งมีรายละเอียดมากขึ้นเท่านั้น

คนเป็นนักเขียนไม่มีวันหยุดทำงานได้เลย เราอ่านหนังสือเราก็จะสงสัยว่าทำไมเขาใช้วิธีแบบนี้ ทำไมเขาเล่าเรื่องแบบนี้ เล่าเรื่องแบบนี้ทำได้ด้วยเหรอ คือทุกอย่างมันมีรายละเอียดหมดเลย ‘ถ้าคุณหลงรักงานที่คุณทำมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งมีรายละเอียดมากขึ้นเท่านั้น’ ยิ่งคุณมีรายละเอียดมากขึ้นเท่าไหร่ ไม่ใช่ละเอียดมากเกินไปนะ หมายถึงรายละเอียดที่ทำให้มันดีมากขึ้น งานของคุณมันก็จะยิ่งสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ นักเขียนเป็นอาชีพที่เกี่ยวกับทักษะ เขาเรียกว่า All Package เราไม่จำเป็นต้องได้ที่หนึ่งในทุกๆ ทักษะที่เรามี แต่เราจำเป็นต้องใช้มันให้เต็มศักยภาพที่สุด เพื่อที่สุดท้ายแล้วคนอ่านจะเข้าใจสิ่งที่เราต้องการสื่อมากที่สุด

สุดท้ายนิยายเรื่องนี้คนอ่านอ่านแล้วเฮ้ยสนุกจังเลยหนูอ่านแล้วเห็นภาพที่พี่อธิบายชัดเจนเลยค่ะพี่ว่าคำนี้เป็นคำที่แบบนี่แหละเราประสบความสำเร็จแล้วในการทำงานหนักมาตลอดหกเดือนเพื่อสิ่งนี้โอเคได้แล้ว

เผยความลับ ‘กัลฐิดา’ แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านนิยายรักสไตล์นักเขียนแฟนตาซี

‘เพราะมีทักษะบางทักษะที่ไม่สามารถฝึกได้ในนิยายแฟนตาซี’ กัลฐิดาจึงเขียนนิยายรัก

นิยายแฟนตาซีเป็นเหมือนความ New มันใหม่หมดสำหรับคนอ่าน สร้างสิ่งใหม่สร้างสิ่งอะไรต่างๆ ให้คนตื่นตาตื่นใจ แต่นี้นิยายรักมันคือความ Deep ความลึกลงไปในดีเทล แล้วเสน่ห์ของมันคือมันทำให้เราคิดซับซ้อนขึ้น เราไม่สามารถที่จะเล่าเรื่องให้คนตื่นเต้นตลอดเวลาได้ เพราะนี่คือนิยายรัก มันเลยต้องทำให้คนตามติดเรา มันทำให้เราเป็นคนซับซ้อน เรียงลำดับ การจัดฉาก เสน่ห์ของนิยายรักคือทำให้เราเป็นคนละเอียดขึ้น พอเราเขียนนิยายรักไปได้สักสี่ห้าเล่มเนี่ยก็ไม่ใช่เล่มที่ดีมากในความรู้สึกเรานะ แต่พอเรากลับไปเขียนนิยายแฟนตาซี เราค้นพบว่าเราใช้คำได้คุ้มค่าขึ้น ใช้ประโยค เรียงลำดับฉาก หรือจำกัดมุมมองคนอ่านได้ดีขึ้น เทคนิคการขยาย เทคนิคการยืด เทคนิคการกระชับเก่งขึ้น

มีคนถามเราเยอะมากว่าเป็นนักเขียนแฟนตาซีแล้ว ทำไมถึงมาเขียนนิยายรัก เอาจริงๆ เราตอบตรงนี้เลยว่าเราเขียนนิยายรักด้วยเหตุผลข้อเดียวเลยคือ ‘มันมีทักษะบางทักษะที่มันไม่สามารถฝึกได้ในการเขียนนิยายแฟนตาซี’ แต่เราจำเป็นต้องใช้มัน แล้วเราค้นพบว่าถ้าเรายังเขียนนิยายแฟนตาซีต่อไป ด้วยความที่เราเป็นคนที่ทำงานด้านนี้มานาน เราสามารถเลี่ยงได้ว่าเราจะไม่เขียน เราจะไม่ใช้เทคนิคนี้ ในเมื่อฉันเลี่ยงนะ ก็ตัดปัญหาไปเลยว่าไปเขียนนิยายรัก เราก็ไม่ต้องเลี่ยงแล้ว กลายเป็นวิชาหลักในสิ่งที่เราต้องฝึกฝน ตอนนี้เราเขียนนิยายรักมา 10 กว่าเล่มแล้วมันก็เห็นผลจริงๆ พอเราเปลี่ยนกลับมาเขียนนิยายแฟนตาซี คนอ่านรับรู้ถึงความแตกต่างว่าทำไมมันกระชับขึ้น มันโดนใจขึ้น มันดีขึ้น มันเห็นในรายละเอียด ดังนั้นความน่าประทับใจของนิยายรักคือ ‘ทักษะการใช้ภาษาของนิยายรักมันมีชั้นเชิงมากๆ แล้วมันบังคับให้ต้องมีชั้นเชิงด้วย ไม่งั้นคนอ่านจะเบื่อ’ การเขียนนิยายแฟนตาซีไม่ใช่ว่าไม่ต้องใช้ชั้นเชิงมาก แต่ไม่ต้องใช้ชั้นเชิงเท่า มันซิมเปิ้ลกว่าเท่านั้นเอง

เผยความลับ ‘กัลฐิดา’ แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านนิยายรักสไตล์นักเขียนแฟนตาซี

ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่ให้โอกาส - กัลฐิดา

จริงๆ แล้วก็ขอบคุณเด็กดีมาตลอดอยู่แล้ว ตั้งแต่ทำงานมาอยู่กับเด็กดีมา 13 ปี นานมาก โพสต์นิยายตลอด เห็นพัฒนาการที่เด็กดีก็พยามพัฒนาแพลตฟอร์มนี้ให้มันเหมาะสมกับนักอ่านกับนักเขียนมากขึ้น 

ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่เข้ามาสนับสนุนเรา เราขอบคุณทุกครั้งเลยที่เราเขียนนิยาย ถ้าคุณไม่คลิกเข้ามาอ่านหนังสือเรามันก็คงไม่ได้ คำพูดที่เราพูดเสมอก็คือ ‘นักเขียนทำได้ทุกอย่างบนโลกใบนี้ ทำไม่ได้อย่างเดียวคือการสร้างโอกาสให้ตัวเอง’ เพราะว่าโอกาสนั้นเป็นของคุณ ของนักอ่านทุกคนที่ให้โอกาส ให้เวลา เสียสละเวลา เสียสละเงิน อ่านนิยายของเรา  และทุกครั้งที่เขาพูดว่า ‘ชอบจังเลย’ ‘สนุกจังเลย’ มันก็เหมือนกับเป็นการเติมไฟให้เราได้เขียนนิยายต่อไป 
 

แพลนผลงานในปี 2019 ของกัลฐิดา 

เราก็เป็นนักเขียนที่ออกนิยายเยอะมากพอสมควร ออกเยอะมากในแต่ละปี ซึ่งปีนี้ในช่วงไตรมาสแรกที่เขียนจบไปแล้วก็จะมี ‘หัวใจยิงฟัน’ ซึ่งยังไม่ได้โพสต์แต่เดี๋ยวก็จะโพสต์ในเด็กดีนี่แหละค่ะ เป็นเรื่องต่อของ Until you มันก็ไม่เหมือนเป็นภาคต่อนะ แต่ว่าตัวละครหนึ่งใน Until you  เป็นนางเอกของเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับหมอฟันเหมือนกัน แล้วก็เรื่องที่ทุกคนรอคอย ถามมาตลอดก็คือวิชชอร์เล่ม 6 เล่ม 7 ที่กำลังเขียนอยู่ แล้วก็กำลังโพสต์อยู่ตอนนี้ ก็สามารถไปหาอ่านได้ที่ในเด็กดีนะคะ แต่ในปีหน้าและในหลังจากครึ่งปีหลังไปก็จะมีหนังสือออกมาเรื่อยๆ ปกติก็ไม่ค่อยว่างเว้นจากการโพสต์นิยายในเด็กดีเท่าไหร่ เจอกันแน่นอนค่ะ 
 

เผยความลับ ‘กัลฐิดา’ แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านนิยายรักสไตล์นักเขียนแฟนตาซี

โอ้โฮ ทุกประโยค.. เด็ด และคม อ่านแล้วโดนใจทั้งนักอ่านและนักเขียนแน่นอนค่ะ พี่แนนนี่เพนชอบประโยคหนึ่งของกัลฐิดามากที่บอกว่า ‘ถ้าคุณไม่เขียนงานที่คุณรักหรือชอบ มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเขียนได้’ ซึ่งพี่เห็นด้วยมากๆ ว่าเราควรเริ่มทุกอย่างจากสิ่งที่เราชอบก่อน แล้วความชอบจะพาเราไปอยู่ในจุดที่มองเห็นว่า ‘อะไรคือสิ่งที่เราชอบมากๆ และอะไรคือสิ่งที่เราทำได้เฉยๆ’ หวังว่าประสบการณ์ตรงแบบเอ็กซ์คลูซีฟของกัลฐิดาในบทความนี้ จะช่วยให้คนที่อยากเป็นนักเขียนมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงนักอ่านชาวเด็กดีระวังจะตกหลุมรักนักเขียนสาวที่ชื่อ ‘กัลฐิดา’ นะคะ ^^
 

พี่แนนนี่เพน 
 

หน่วยกล้าวาย นักเขียนที่กล้าเริ่มต้นจากศูนย์อีกครั้ง! เพราะอยากให้คนรู้จัก 'เกม'

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #Until You จนกระทั่ง...คุณ #กัลฐิดา #SAVENA #เซวีน่า #นิยายแฟนตาซี #เคล็ดลับนักเขียน #Witchoar #นิยายรัก

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?