ล.โลกลัลล้า กับชาเลนจ์ 'นิยายเซตสายติ่ง' ที่อยากให้คนอ่านได้แง่คิดหลายมุมมอง []

วิว

การเขียนนิยายก็เหมือนเป็นการท้าทายตัวเองไปด้วย
บางทีผลตอบรับไม่ว่าจะออกมาดีหรือออกมาไม่ดี
อย่างน้อยเราก็ได้
เรียนรู้เหมือนกัน

ล.โลกลัลล้า 

สวัสดีน้องๆ นักอ่านนักเขียนชาวเด็กดีทุกคนค่ะ พี่แนนนี่เพนเชื่อว่าทุกคนน่าจะรู้จัก 'นิยายเซต' กันมาบ้างพอสมควร ถ้าใครเคยอ่านจะรู้ว่านิยายเซตเป็นนิยายที่มีจักรวาลการเล่าเรื่องเป็นของตัวเอง มีตัวละคร มีโลกที่เชื่อมโยงหากันได้ ซึ่งจุดเด่นของนิยายเซตคือ 'คาแรคเตอร์ที่โดดเด่น' เฉพาะตัวของตัวละครนั่นเอง ในบทความนี้พี่เลยชวน เอิร์ธ ล.โลกลัลล้า มาพบปะพูดคุยกันอีกครั้ง เพื่อเปิดมุมมองการเขียนนิยายเซตให้กับนักเขียน และชี้ให้นักอ่านได้เห็นถึงความแตกต่างมากยิ่งขึ้น เพราะเอิร์ธเป็นนักเขียนสาวผู้สร้างจักรวาลนิยายสายติ่ง เจ้าของนิยายเซตชื่อดังยอดวิวหลักล้านเรื่อง ยูนิสตาร์ (UNISTAR) เดือนล่องหน (จบแล้ว) และเรื่อง 'เดือนครึ่งเสี้ยว' ซึ่งกำลังดำเนินการแต่งอยู่.. หากใครอยากรู้ว่าคนเคยหมดไฟอย่างเอิร์ธกลายมาเป็นนักเขียนนิยายเซตได้ยังไง อะไรคือความแตกต่างของนิยายเซต แล้วเอิร์ธมีเคล็ดลับอะไรบ้างในการเขียนนิยาย เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ 

ล.โลกลัลล้า กับชาเลนจ์ 'นิยายเซตสายติ่ง' ที่อยากให้คนอ่านได้แง่คิดหลายมุมมอง

สวัสดีค่ะ เอิร์ธ ล.โลกลัลล้านะคะ นามปากกาลั้ลลาอารมณ์ดี อ่านแล้วแล้วลัลล้าทุกคนนะคะ เป็นนักเขียนนิยายเซตยูนิสตาร์ (UNISTAR) ค่ะ มีเรื่องที่จบแล้วคือ 'เดือนล่องหน' กับเรื่องที่กำลังแต่งอยู่เรื่อง 'เดือนครึ่งเสี้ยว' ค่ะ (ตอนนี้ทำอะไรอยู่เอ่ย?) พอดีปีที่แล้วเพิ่งจบปริญญาโทมา แล้วช่วงนี้คืออยากจะเรียนต่อปริญญาเอก ก็เลยเตรียมตัวไปด้วย เรียนภาษาไปด้วย แล้วก็เขียนนิยายไปด้วยค่ะ 

'เดือนล่องหน' กับ 'เดือนครึ่งเสี้ยว' เป็นคอนเซ็ปต์ไอดอล

ทั้งสองเรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นเหมือนกันค่ะ คือเราชื่นชอบไอดอลมาก่อน และการที่เราเขียนนิยายแนวนี้ เหมือนเป็นการสนองความต้องการส่วนตัวนิดหนึ่ง เราก็เลยอยากจะเขียนมุมมองของความชอบไอดอลในรูปแบบที่แตกต่างกัน มันก็เลยออกมาเป็นเรื่องที่มีคอนเซ็ปต์ไม่เหมือนกัน

เพราะอยากรู้ว่าไอดอลที่เราชอบจับคู่ให้รู้สึกยังไง จึงเขียนนิยายในหลายๆ มุมมอง 

เพราะว่าเอิร์ธเองก็ชอบจิ้นด้วย บางทีเราจิ้นอย่างเดียวไม่พอ เวลาเราจิ้นเราเห็นจะแค่ภาพภายนอก แต่บางทีเราก็ชอบแอบคิดเข้าไปลึกๆ ว่า ความจริงเขารู้สึกยังไง ไอดอลที่เราชอบ เขาเคยไปอ่านฟิคที่เราเขียนรึเปล่า เราเขียนเขาคู่กับสมาชิกอีกคน แล้วเขารู้สึกยังไง บางทีมันมีความอยากจะรู้ อยากจะสนใจในมุมมองว่าเขาคิดยังไง เราก็เลยลองแต่งดู

'พี่อิน' จากเดือนล่องหนเป็น 'ไอดอลในอุดมคติ' ที่เอิร์ธอยากเขียนให้คนอ่านได้รับพลังเชิงบวก

ด้วยความที่ชื่นชอบไอดอลมาก่อน เลยอยากได้ไอดอลแบบพี่อินค่ะ เป็นแรงบันดาลใจให้เรารู้สึกอยากทำอะไรเพื่อสังคม หรืออยากจะสร้างความสุขให้กับคนอื่น เป็นไอดอลที่เราเห็นแล้วรู้สึกว่าเรามีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ไม่ใช่ไอดอลที่มีความสามารถอย่างเดียว แต่ทำให้เรารู้สึกว่าเราได้รับพลังเชิงบวกจากเขาด้วย

'น้องวิน' จากเดือนล่องหน คือ ตัวแทนของคนที่ถูกคนมองข้ามอยู่เสมอ

จริงๆ ตอนที่เขียนก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะมีรึเปล่า แต่พอเขียนไปสักพักก็มีคนอ่านเข้ามาคอมเมนต์ว่า น้องวินเนี่ยเป็นแบบหนูเลยนะคะ แบบนั่งอยู่ตรงนี้แท้ๆ แต่เพื่อนก็เพิ่งมาเห็นว่านั่งอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เคยเห็นมาก่อน ก็คิดว่า อืม.. มันมีคนแบบนี้อยู่จริงๆ นะ

ล.โลกลัลล้า กับชาเลนจ์ 'นิยายเซตสายติ่ง' ที่อยากให้คนอ่านได้แง่คิดหลายมุมมอง

'เดือนล่องหน' กับแรงบันดาลใจเชิงบวกที่อยากให้ไอดอลกับคนธรรมดาได้สมหวังกันจริงๆ 

ถ้าจุดเด่นแบบจริงจังก็รู้สึกว่า เรื่องเดือนล่องหนได้สร้างแรงบันดาลใจเชิงบวก ทั้งตัวของพี่อินแล้วก็น้องวิน ทั้งคู่ต่างเป็นแรงบันดาลใจให้กันและกัน และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอ่านได้ อีกเรื่องคือความมึนของพระเอกค่ะ เขียนในคำโปรยแล้วว่าพระเอกมึนมาก อ่านแล้วต้องตีความคำพูดเขานิดหนึ่งนะคะ อีกเรื่องคือความติ่งแล้วสมหวัง ปกติเราจะติ่งไอดอลกัน แต่จะมีสักกี่คนที่ติ่งแล้วได้เป็นแบบน้องวิน ได้สมหวัง ได้คู่กับไอดอลที่ชอบ แหม น่าอิจฉาเนาะ (หัวเราะ) 

เมื่อคู่จิ้นกลายเป็นคู่จริง ใน 'เดือนครึ่งเสี้ยว' 

ปกติเราติดตามไอดอลเราก็ไม่ค่อยเห็นโมเมนต์ไอดอลกับคนธรรมดาเท่าไหร่ เรามักจะเห็นโมเมนต์ไอดอลกับไอดอลด้วยกันมากกว่า ซึ่งมันก็จะมีโมเมนต์ที่ฟินเยอะมาก แต่ว่าคนที่จะเป็นโมเมนต์ฟินๆ คู่จิ้นที่จะกลายมาเป็นคู่จริงได้ มันก็อาจจะไม่ได้มีเยอะเท่าไหร่ ด้วยความอยากจะสนองนี๊ดตัวเองก็เลยอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาค่ะ (เอามาจากคู่ชิปในชีวิตจริงหรือเปล่าคะ?) ใช่ค่ะ เวลาเห็นแค่เขากอดคอกัน หรือว่าแค่กระซิบใส่กันบนเวที มันจั๊กจี้ เขินจัง (หัวเราะหนักมาก)

วายุ (มุกแป้ก) กับ นที (ปากเดือด) = คู่จิ้นที่ต่างกันสุดขั้ว

เริ่มจากที่วายุก่อน วายุจะเป็นคนมุกแป้ก นางจะคิดว่ามุกนางตลก ทั้งที่มุกนางล้ำเกินไม่มีใครเข้าใจ แป้กมากแต่นางก็ไม่ยอมรับตัวเอง คือคิดว่าคาแรคเตอร์แบบนี้มันมีความน่าสนใจ คือมีคนในชีวิตประจำวันที่เป็นคนแบบนี้เหมือนกัน คิดว่ามุกตัวเองสุดยอด แต่คนอื่นไม่ค่อยเข้าใจ คิดว่าเป็นคาแรคเตอร์ที่น่าสนใจดี 

ส่วนนทีเนี่ยจุดเด่นคือดูภายนอกเหมือนเป็นผู้ชายดิบๆ เถื่อนๆ หน่อย แมนๆ แต่จริงๆ ลึกๆ แล้วเป็นคนอ่อนโยนนะ คาแรคเตอร์นทีเนี่ยจริงๆ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหมาไซบีเรียนฮัสกี้ ตามชื่อด้อมเขาเลย เพราะว่าฮัสกี้ดูเผินๆ มันดูเป็นหมาเท่ๆ เนอะ หมาป่า แต่ความจริงมันน่ารักแถมบางทีก็โง่ๆ มุ้งมิ้งด้วย เราก็เลยเอามาลองแต่งดู 

จุดเด่นที่เหมือนกันของพระนายจากเดือนครึ่งเสี้ยวคือ 'หลงตัวเอง' เพราะขาดความมั่นใจ

จริงค่ะ สองคนนี้หลงตัวเองขั้นหนัก คิดว่าตัวเองหล่อมาก แล้วก็จะไม่ยอมรับว่าคนอื่นหล่อกว่าตัวเอง แต่ว่าถ้าลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าในความหลงตัวเองสุดๆ เนี่ย มันมีจุดที่เหมือนกันและต่างกันอยู่ในแต่ละคน เช่น 'วายุ' เนี่ยนางคิดว่านางกหล่อมาก มุกนางตลกมาก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่นางไร้เครื่องสำอาง นางก็จะหมดความมั่นใจทันที ในขณะที่ 'นที' มั่นใจมาก คิดว่าตัวเองหล่อมาก แต่พอจะจีบใครสักคนกลับดันไม่มั่นใจ 
 

แม้นิยายเซตยูนิสตาร์จะถูกเปรียบเทียบ แต่ก็ช่วยพิสูจน์ความสามารถและท้าทายการเป็นนักเขียนด้วยเช่นกัน

จริงๆ แล้ว ถ้าพูดตามตรงจากความรู้สึกลึกๆ แล้ว ถามว่ากังวลไหม กังวลอยู่แล้วล่ะ เพราะทุกครั้งที่เราเขียนนิยายเราก็อยากจะเขียนให้มันออกมาดีที่สุด ให้คนอ่านชอบมากที่สุด แต่ว่าเราก็เข้าใจว่า เราไม่สามารถที่จะเขียนให้มันดีทุกเรื่องได้ หรือว่าดีเท่ากันทุกเรื่องได้ มันก็มีขึ้นๆ ลงๆ บ้าง คนเราชอบไม่เหมือนกันเนอะ ถามว่ากังวลไหม ก็กังวล แต่ก็มีความรู้สึกว่าบางทีมันก็เป็นการท้าทายตัวเองเหมือนกัน เราเขียนคาแรคเตอร์พี่อินน้องวินแบบนี้ เป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ว่าเราพลิกไปเขียนวายุกับนทีซึ่งแทบจะเป็นคนละขั้วกันเลย ก็ถือว่าได้ฝึกตัวเองว่าเราเขียนแบบนี้เราเขียนได้ไหม มันจะออกมาเป็นยังไงบ้าง มันเหมือนเราได้ท้าทายตัวเองไปด้วยค่ะ 
 

ล.โลกลัลล้า กับชาเลนจ์ 'นิยายเซตสายติ่ง' ที่อยากให้คนอ่านได้แง่คิดหลายมุมมอง

นิยายเซตนี้คือนิยายสำหรับคนเป็นติ่ง

ประสบการณ์ชีวิตติ่งค่อนข้างเยอะเหมือนกัน บางทีก็รู้สึกว่าอยากจะเอามาเขียนบ้าง เพราะถ้าไม่เอามาเขียนก็ไม่รู้จะระบายออกทางไหน ก็เอามาลงกับนิยายนี่แหละ ก็เคยมีหลายฉากที่เอามาจากชีวิตจริง เช่น ฉากที่ไปร่วมงานแฟนมีตติ้ง ได้แบบไปกรี้ดๆ โบกแท่งไฟ แต่ก็ยังไม่เคยตะโกนเสียงดังๆ นะ เวลาเห็นคนทำแล้วมันก็สนุกดี เราชอบติดตามเขาทางโซเชียลนะคะ เวลาเบื่อๆ ก็เข้าไปดู บางทีเขาโพสต์รูปก็ฟิน (หัวเราะ) ชอบดูรายการไอดอลที่เขาไปเล่นเกม บางทีก็มีโมนเมนต์ให้เราได้จิ้นเหมือนกัน หลายๆ อย่างมันเป็นประสบการณ์ที่เราสั่งสมมาจากชีวิตติ่ง แล้วเราก็เอามาใช้ในนิยายเรื่องนี้ค่ะ (นิยามนิยายเราหน่อยสิ) นิยายเซตนี้คือนิยายสำหรับคนเป็นติ่งค่ะ (หัวเราะ) 

สปอยล์แพลนนิยายเซตยูนิสตาร์!

ก็มีเรื่องพี่ซี เดือนกลบดาว แล้วก็มีน้องซัน เดือนอาทิตย์ (สปอยล์ชื่อเรื่องน้องซันอาจจะไม่ใช่ชื่อเดือนอาทิตย์นะคะ) ส่วนเรื่องพี่ซีเราจะเขียนหลังจากที่จบเดือนครึ่งเสี้ยวก็ฝากติดตามด้วยนะคะ (แล้วสรุปพี่ซีรุกหรือรับ?) จริงๆ อยากจะบอกว่าให้ไปตาม เพราะว่าคนที่มาคู่กับพี่ซีก็ต้องถามแบบเดียวกันเหมือนกัน (หัวเราะ)

การเขียนลงเว็บทีละตอน มันสนุกมากกว่าการเขียนคนเดียว หรือเขียนทีเดียวให้จบแล้วก็ส่งสำนักพิมพ์ 

เวลาเขียนนิยายเรื่องหนึ่งออกมาเนี่ย ถ้าเราเขียนเสร็จแล้วเอาไปตีพิมพ์เล่มเลย แล้วก็ไม่ได้เอาไปให้ใครอ่าน มันเหมือนเราเขียนให้ตัวเองอ่าน เขียนให้บรรณาธิการอ่าน แต่ว่าเวลาเรามาเขียนเป็นตอนๆ ลงทีละนิดๆ ให้เขาได้อ่าน เราได้เห็นความคิดเห็นของแฟนคลับ ได้รู้ว่าฟีดแบ็กเขาเป็นไง บางทีได้เห็นเขาเมนต์ว่าฟินจัง เขินจัง เราก็รู้สึกว่ามีกำลังใจที่จะเขียนต่อ รู้สึกว่ามันเป็นความสนุกตรงนี้แหละค่ะ คือ กำลังใจจากนักอ่านและคอมเมนต์จากนักอ่านที่ทำให้การเขียนลงเว็บทีละตอน มันสนุกมากกว่าการเขียนคนเดียว หรือเขียนทีเดียวให้จบแล้วก็ส่งสำนักพิมพ์ 

สร้าง 'วินัย' ให้ตัวเองด้วยการเขียนนิยายลงเว็บเด็กดีอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งตอน 

สำหรับตัวเอิร์ธเองเนี่ย คิดว่า การที่เอานิยายมาลงเด็กดีในแต่ละตอนเนี่ย มันเหมือนกับมีเดดไลน์อยู่ในตัว ว่าอย่างน้อยสัปดาห์หนึ่งเราก็ต้องลงสักตอนแหละ ไม่งั้นคนอ่านเขาก็ ไม่มาติดตามต่อ เพราะมันทิ้งช่วงนานเกินไป หรือว่ามันค้าง หรือเขาอาจจะมาทวง มันก็เป็นการกระตุ้นให้เรารู้สึกว่า 'เราต้องมีวินัยกับตัวเอง' อย่างสัปดาห์ละหนึ่งตอนต้องเขียนให้ได้ จริงๆ ก็ควรจะเขียนเยอะกว่านี้นะ แต่ก็ขึ้นอยู่กับการแบ่งเวลาอีก 

กำจัดจุดอ่อนในการเขียนได้ แค่ฝึกเขียนให้มาก 

ถ้าเทียบตอนอดีตกับตอนนี้ รู้สึกว่าเราเขียนมา แล้วเราก็พัฒนาจากตอนอดีตขึ้นเยอะเลยนะ ถ้าให้ยกตัวอย่างเช่น ตอนอดีตเนี่ย เวลาเราเขียนสักเรื่องหนึ่งมันก็จะตันค่อนข้างง่าย รู้สึกว่าพล็อตบางทีไม่ค่อยเป็นระเบียบเท่าไหร่ บางทีก็ไหลไปเรื่อย บางทีก็ออกนอกทะเล หรือบางทีเราสร้างตัวละครคาแรคเตอร์นิสัยมันไม่ค่อยมั่นคง แต่ว่าปัจจุบันเนี่ย พอเราเขียนไปเยอะๆ  เราจะจับจุดได้เอง มันเป็นความเคยชิน เหมือนเราฝึกทำอะไรสักอย่างเยอะๆ เราก็จะค่อยๆ คุ้นเคยกับมัน และเราก็เริ่มกำจัดจุดอ่อน หรือสิ่งที่เราไม่ถนัดออกไปได้บ้าง เช่น เมื่อก่อนเราจะชอบเขียนเรื่องแล้วก็ค่อนข้างลากยาวแล้วก็งอกขึ้นมาเยอะเลย แต่หลังๆ เนี่ยเริ่มรู้วิธีการที่จะวางพล็อต และก็การที่จะกำหนดแต่ละตอนที่มันเป็นประเด็นสำคัญจริงๆ เราจะไม่นอกเรื่องเยอะ 
 

ล.โลกลัลล้า กับชาเลนจ์ 'นิยายเซตสายติ่ง' ที่อยากให้คนอ่านได้แง่คิดหลายมุมมอง

ไม่ว่าจะเขียนนิยายแนวไหนก็สามารถนำมาพัฒนาตัวเองได้

ตอนนี้เขียนแนววายอยู่ ก็เพราะว่าชอบแนวนี้ด้วยส่วนหนึ่ง แล้วเราชอบอ่านก็เลยอยากจะเขียนด้วย แต่ว่าจริงๆ แล้วถ้ามีโอกาสได้เขียนแนวอื่นดู ก็อยากจะลองเหมือนกันนะ เพราะมองว่าทักษะของการเขียน แล้วก็วงการหนังสือ หรือวงการการเขียนมันค่อนข้างกว้างและมันมีอะไรท้าทายให้ทำเยอะเหมือนกัน ก็คิดว่าไม่ว่าจะเขียนแนวไหนก็สามารถนำมาพัฒนาตัวเองได้หมดค่ะ 

ถ้าอยากเขียนนิยายเซต ต้องสร้างคาแรคเตอร์ให้น่าสนใจ

สำหรับในส่วนของนิยายที่จะเป็นเซต เอิร์ธคิดว่าอย่างแรกเลยคือเราจะต้องมีตีมที่ชัดเจน ว่านิยายเรื่องนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร อย่างเช่น เซตยูนิสตาร์ ตีมของเราก็คือตีมไอดอลมหาลัย แล้วก็มีการกำหนดว่าเป็นค่ายนี้ มีแฟนคลับแบบนี้ ไอดอลแต่ละคนจะมีคอนเซ็ปต์แบบนี้ มีตัวละครแบบนี้ ที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่จะทำให้นิยายเซตสมบูรณ์ คือ คาแรคเตอร์ที่น่าสนใจของแต่ละตัวละคร เช่น เราอยากจะได้เดือนมหาลัยแบบนี้ ในแต่ละคนจะมีกี่คน มีนิสัยยังไงบ้าง การจับคู่ของแต่ละเรื่องเนี่ยจะมีแนวทาง มุมมอง หรือคอนเซ็ปต์ยังไง มันก็จะไม่เหมือนกันในแต่ละคน อย่างเรื่องพี่อินก็ไอดอลกับคนธรมดา วายุก็เป็นแนวไอดอลกับไดอล 

ข้อดีข้อเสียของนิยายเซต คือ การวางโครงเรื่อง 

เอิร์ธมองว่าข้อดีของการเขียนนิยายเป็นเซต คือ ถ้าสมมุติเรื่องแรกเราวางเรื่องของเซตนี้ไว้ชัดเจนแล้ว เรื่องต่อไปเราก็จะสานต่อได้ง่ายขึ้น แล้วก็ไม่ต้องไปคิดโลกใหม่ หรือโครงเรื่องใหม่ ทั้งหมด เราสามารถเขียนต่อได้ทันที แล้วนักอ่านก็สามารถอ่านได้ต่อเนื่องทันที แต่ว่าข้อเสียก็อาจจะเป็นการวางเรื่องเช่นกัน ถ้าเราวางโครงเรื่องไม่ดีมันก็จะทำให้การต่อเรื่องค่อนข้างยากเหมือนกัน 

ถ้าเราเขียนนิยายเรื่องหนึ่งแล้วเราสามารถหยอดมุมมอง หรือเนื้อเรื่องของตัวละครอื่นๆ เข้ามาผสมในนิยายเรื่องนี้ได้ แล้วนิยายเรื่องนี้มันดึงดูดคนอ่าน ให้เขาอยากจะไปอ่านนิยายอีกเรื่องหนึ่งได้ มันก็เหมือนเป็นการเชื่อมต่อ และเป็นการโปรโมตไปในตัว ในทางกลับกันสมมุติว่าเราเขียนนิยายเรื่องหนึ่งอยู่ แล้วคนอ่านเขาอาจจะมีโมเมนต์คิดถึงตัวละครอื่น เราก็เอาอีกเรื่องหนึ่งมาใส่ได้เหมือนกัน 
 

เขียนฉากบรรยายไม่เก่ง แก้ง่ายๆ แค่อ่านนิยายเยอะๆ แต่ถ้ากังวลว่าจะเขียนออกมาไม่ดีให้คิดว่าการเขียนนิยายคือความท้าทาย

ถ้าให้พูดแบบกำปั้นทุบดินเลยก็คือทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ แต่ใช้วิธีหลีกเลี่ยงเอา เขียนฉากบรรยายให้น้อยลง แต่ถ้ามีฉากที่ต้องเขียนจริงๆ มันก็ดีขึ้น แต่เราก็ต้องใช้ความพยายามมากกว่าเขียนฉากอื่นนิดหนึ่ง วิธีการแก้ส่วนใหญ่ ถ้าเราอ่านนิยายเรื่องไหนแล้วเห็นเขาบรรยายเก่งๆ เราก็ศึกษาวิธีการที่เขาสร้างประโยค สร้างสำนวนการบรรยาย ซึ่งเราคิดว่าการอ่านนิยายมันช่วยตรงนี้ได้นะคะ 

ปัญหาหนึ่งที่เคยเผชิญและค่อนข้างหนักก็คือ เรื่องของการกังวลว่าจะเขียนออกมาได้ไม่ดีรึเปล่า กังวลว่านักอ่านเขาอาจจะรู้สึกว่าเราเขียนเรื่องนี้สู้เรื่องก่อนไม่ได้ เราทำออกมามันยังไม่ดีพอ มันไม่สนุก มันก็เป็นปัญหาสำหรับนักเขียนหลายๆ คน ในส่วนตรงนี้ เอิร์ธก็พยายามที่จะคิดว่า การเขียนนิยายก็เหมือนกับเป็นการท้าทายตัวเองไปด้วย บางทีผลตอบรับไม่ว่าจะออกมาดีหรือออกมาไม่ดี อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้เหมือนกัน

ล.โลกลัลล้า กับชาเลนจ์ 'นิยายเซตสายติ่ง' ที่อยากให้คนอ่านได้แง่คิดหลายมุมมอง

เขียนให้คนอ่านอินได้ แค่ต้องเชื่อว่าตัวละครที่เราเขียนมีชีวิตอยู่จริง แถมทริคง่ายๆ แค่เอาตัวละครมาเขียนตอบคอมเมนต์นักอ่านก็เข้าถึงบทบาทได้แล้ว  

เราต้องเชื่อก่อนว่าตัวละครนี้มันมีจริงๆ บางครั้งเนี่ย เวลาเอิร์ธเขียนนิยายหรือเขียนฉากสักฉาก บางทีเราก็จินตนาการว่าตัวละครเขามานั่งคุยกันจริงๆ มันเหมือนเราไม่ได้คิด แต่เรามองดูเขาว่าเขาพูดอะไร เขาทำอะไรกัน และเหมือนเราได้ศึกษาคาแรคเตอร์เขา จากการที่เราเชื่อว่าเขามีจริงๆ โดยการสร้างภาพในหัวขึ้นมา ให้เรารู้สึกว่าเราเห็นฉากนี้ปุ๊ปแล้วฉากนี้มันน่าสนใจ และมันใช่จริงๆ เราถึงเอาฉากนี้มาเขียน 

อีกเคล็ดลับหนึ่งคือ เอาตัวละครมาต่อคอมเมนต์คนอ่านคะ มันเป็นการฝึกที่ค่อนข้างดีเลยนะคะ เวลาคนอ่านเขาคุยอะไรมา หรือเมนต์อะไรมา เราลองคิดในมุมของตัวละครว่าถ้าเจอประโยคแบบนี้ คำถามแบบนี้ เขาจะตอบอะไร มันทำให้เราเข้าถึงคาแรคเตอร์ตัวละครมากขึ้นค่ะ 

ยิ่งเขียนยิ่งมองเห็นอะไรมากขึ้น เพราะนิยายทุกเรื่องมีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว 

เอิร์ธคิดว่ามีมุมมองที่ค่อนข้างต่างกันนะ เพราะว่าเวลาเราโตขึ้น เวลาเรามองโลกเราจะไม่ได้มองโลกด้านเดียวตลอดไปแล้ว พยายามจะมองให้มันลึกขึ้น มองจากหลายๆ มุม เราก็เลยมีความรู้สึกว่านิยายที่เราเขียนในปัจจุบันเนี่ย มันมีการสะท้อนในมุมมองตรงส่วนนี้ของเรามากขึ้นเหมือนกัน มันก็อาจจะทำให้ตัวละครมีความสมจริงมากขึ้น 

สำหรับนิยายทุกเรื่องเอิรธ์คิดว่ามันมีแก่นหรือสาระของเรื่องอยู่แล้ว บางทีมันอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นข้อคิดตรงๆ ตัว แต่บางทีเราอ่านนิยายเรื่องนี้ เราอาจจะได้รับประสบการณ์บางอย่าง เช่น เรารู้ว่าตัวละครนี้ทำแบบนี้แล้วมันจะเกิดผลแบบนี้ หรือว่าตัวละครนี้เป็นคนไม่ดีแล้วมันทำให้เขาต้องผชิญอะไรบ้าง ไม่จำเป็นต้องเป็นข้อคิดตรงๆ แต่ว่าการที่เราเขียนเรื่องราวมาสักเรื่องหนึ่งมันก็มีคุณค่าในตัวของมันเองได้ 

คอมเมนต์สำคัญสำหรับนักเขียนจริงไหม?

ต้องบอกจากใจจริงเลยว่ามันสำคัญมากๆ เอิร์ธเป็นคนหนึ่งที่ชอบเข้าไปดูคอมเมนต์ตลอด และก็อ่านคอมเมนต์ทุกวัน ทุกคอมเมนต์ที่เขียนมาคือ อ่านตลอดจริงๆ ก็อยากจะเล่าว่า มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เคยคิดว่า เขียนนิยายแล้วมันท้อแท้ใจ เรายุ่งมากๆ มันหมดไฟไม่อยากเขียนแล้ว พอเราคิดแบบนี้แล้วเรากลับไปอ่านคอมเมนต์ในอดีต นึกถึงความรู้สึกตอนที่เราไปอ่านคอมเมนต์ แล้วเรามีความสุขแค่ไหน สุดท้ายมันก็เลิกไม่ลง เราก็กลับมาเขียนใหม่อยู่ดี ก็เลยอยากจะบอกทุกคนว่าคอมเมนต์สำคัญมากๆ นะคะ รักนักเขียนคอมเมนต์นะคะ เราชอบอ่านคอมเมนต์มากๆ เลยค่ะ 

ก่อนจะเป็นนิยายที่มีคนมาเมนต์เยอะ ก็เคยเป็นนิยายที่ไม่มีคนเมนต์มาก่อน  

เคยลงนิยายแล้วเหมือนลงให้ตัวเองอ่าน (หัวเราะ) ลงแล้วไม่มีใครเมนต์เลยสักตอน พยายามจะรีเฟรชทุกวันก็ว่างเปล่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหงามาก ณ ตอนนั้นก็รู้สึกว่า ไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อยไม่มีใครอ่าน อย่างน้อยก็มีคนหนึ่งไง เราไง (หัวเราะ) เราอ่านนิยายของเราเองก็ได้ เราเขียนแล้วแฮปปี้ ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าตอนหลังๆ ก็เริ่มมีคนมาเมนต์นะ แต่ก่อน ตอนนั้นที่ยังไม่มีคนอ่านเพราะว่าเราไม่ค่อยรู้ว่าเราจะขียนยังไงให้คนติตาม หลังๆ พอจะจับจุดได้บ้าง ถ้าถามว่าทำยังไง ก็อยากจะบอกว่า เขียนไปเรื่อยๆ แล้วเดี๋ยวก็รู้เองว่าเราควรจะทำยังไง เพราะว่านักเขียนแต่ละคนก็มีจุดเด่น และสไตล์การเขียนที่ไม่เหมือนกัน 

ตั้งเป้าหมายในแต่ละตอนว่าอยากจะเขียนอะไร กระตุ้นให้คนอ่านคอมเมนต์มากขึ้นได้ 

ในแต่ละตอนเอิร์ธจะตั้งเป้าหมายไว้ก่อนว่าตอนนี้เราจะเขียนอะไร เราจะบอกอะไรกับนักอ่าน หรืออยากให้นักอ่านติดตามอะไร ในแต่ละตอนมันจะต้องมีจุดบางอย่างที่ทำให้นักอ่านอยากจะติดตามเรา หรือถ้าเป็นแนววายก็อาจจะแบบว่า ตอนนี้เราอยากจะเล่นฉากฟิน ให้เขารู้สึกว่าอ่านแล้วเขินจัง ก็คือจริงๆ แล้วการที่เราได้วางในแต่ละตอนว่าเรามีจุดมุ่งหมายอะไรที่อยากจะบอกคนอ่าน หรืออยากจะให้คนอ่านรู้สึกยังไงกับตอนนี้ มันก็จะช่วยกระตุ้นให้คนอ่านคอมเมนต์มากขึ้นได้ 

ล.โลกลัลล้า กับชาเลนจ์ 'นิยายเซตสายติ่ง' ที่อยากให้คนอ่านได้แง่คิดหลายมุมมอง

การให้ฟีดแบ็กผ่านคอมเมนต์ทำให้นักเขียนพัฒนาได้ตรงจุดขึ้น

อยากจะบอกว่าทุกวันนี้ที่เอิร์ธเขียนนิยายลงเว็บ แล้วรู้สึกว่าอยากจะเขียนต่อไป เพราะว่าคอมเมนต์เนี่ยเป็นกำลังใจที่สำคัญมากจริงๆ ถ้าอ่านแล้วรู้สึกยังไง ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบเนี่ยสามารถคอมเมนต์ได้เต็มที่เลยนะคะ คือเอิร์ธเป็นคนที่อยากจะรู้ฟีดแบ็ก และก็เอามาปรับปรุงพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ คอมเมนต์ที่ดี คอมเมนต์ที่ชมมันก็สร้างกำลังใจให้เรารู้สึกอยากจะเขียนต่อไปมากขึ้น ส่วนคอมเมนต์ในเชิงที่เป็นการพูดถึงข้อเสียหรือว่าจุดบกพร่องต่างๆ มันก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน ในการที่จะพัฒนาให้นิยายมันดีขึ้นนะคะ ถ้าเราไม่มีคอมเมนต์เลย หรือว่าเราเขียนโดยที่เราไม่รู้ฟีดแบ็กเลย บางทีเราก็ไม่รู้ว่านักอ่านชอบแบบไหน แต่ว่าการที่นักอ่านได้ให้ฟีดแบ็กกับเราเนี่ย มันทำให้เราได้พัฒนาได้ตรงจุดมากขึ้นนะคะ 

แม้จะมีความฝันอยากเป็นอาจารย์ แต่การเป็นนักเขียนก็เป็นความสุขที่หาไม่ได้ในอาชีพอื่น

เราอยากจะเป็นอาจารย์ค่ะ ก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ทำให้เราได้ถ่ายทอดประสบการณ์ แล้วก็ได้ถ่ายทอดความรู้หลายๆ อย่างให้กับคนหมู่มากเหมือนกัน ซึ่งจุดประสงค์มันก็คล้ายๆ กับการเป็นนักเขียน การเป็นนักเขียนมันเหมือนกับว่าเราได้สร้างโลกขึ้นมาใบหนึ่ง และเราก็แชร์โลกนี้ให้กับคนอื่นอีกมากมาย เสหน่ห์ของการเป็นนักเขียนก็คือ เรามีกลุ่มคนหนึ่งที่เขา มาร่วมประสบการณ์ในโลกที่เราสร้างขึ้นมา มันเหมือนกับว่า เราได้แบ่งปัน ได้ร่วมเส้นทางนี้ไปด้วยกัน มันก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่งที่หาไม่ได้ในอาชีพอื่นนะคะ 

ถึงคนที่อยากเป็นนักเขียน การอ่านสำคัญมาก 

สำหรับการเป็นนักเขียนเนี่ย คิดว่าการอ่านสำคัญมากๆ ไม่ใช่แค่อ่านแนวเดียวแต่จริงๆ แล้วควรอ่านหลายๆ แนว เพราะว่าแต่ละแนวก็จะมีจุดเด่นและลักษณะเด่น การใช้ภาษาที่ไม่เหมือนกันด้วย เอิร์ธคิดว่าถ้าอยากเป็นนักเขียนต้องอ่านเยอะๆ แล้วก็เขียนเยอะๆ สำหรับคนที่เขียนนิยายที่เด็กดีอยู่ก็อยากจะบอกว่าเป็นกำลังใจให้ทุกคนขียนต่อไปนะคะ แม้ว่าความฝันเนี่ยดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาวไกล แต่ถ้าเราได้ลองทำ ทำมันต่อไป มันก็จะเข้าใกล้ความฝันขึ้นเรื่อยๆ และสักวันหนึ่งมันก็จะเป็นจริงขึ้นมาได้ อย่าท้อนะคะ เอิร์ธ ก็เป็นคนหนึ่งที่เคยผิดหวังมาก่อน แต่ว่าเราก็ไม่เคยท้อเหมือนกันค่ะ 

ถึงนักอ่านที่รักของเอิร์ธ 

อยากจะบอกว่า ขอบคุณทุกคนมากๆ นะคะ ขอบคุณที่รักทุกตัวละคร ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้หนุ่มๆ ยูนิสตาร์ ทุกคน ทำให้นิยายเรื่องเดือนล่องหนและเดือนครึ่งเสี้ยวออกมาได้อย่างทุกวันนี้นะคะ ทุกคนเป็นกำลังใจที่สำคัญมากๆ รักทุกคนมากๆ เลยจริงๆ ค่ะ 

ฝากผลงานกับชาวเด็กดีหน่อย 

ตอนนี้ที่กำลังเขียนอยู่ก็คือ 'เดือนครึ่งเสี้ยว'  ซึ่งจริงๆ ก็เขียนไปได้ประมาณครึ่งเรื่องแล้ว ฝากติดตามกันด้วย หลังจบเดือนครึ่งเสี้ยวก็จะมีเดือนกลบดาวของพี่ซี ฝากไปติดตามพี่ซีกันด้วย แล้วก็จะได้รู้ว่าพี่ซีเป็นรุกหรือรับนะคะ (หัวเราะ)
 

ล.โลกลัลล้า กับชาเลนจ์ 'นิยายเซตสายติ่ง' ที่อยากให้คนอ่านได้แง่คิดหลายมุมมอง

สำหรับใครที่อยากเขียนนิยายเซต นอกจากจะต้องสร้างตัวละครให้โดดเด่นแล้ว ยังต้องวางพล็อตหรือวางโครงเรื่องให้คลอบคลุมทั้งจักรวาลด้วยนะคะ เพราะนี่ถือเป็นข้อดีและข้อเสียที่จะทำให้นิยายเซตเขียนต่อไปได้อีกไกล ไม่หยุดเขียนเพราะตัน หรือหาความสมเหตุสมผลให้ไม่ได้ และที่สำคัญคืออย่าเพิ่งกังวลไป หากนิยายในเซตจะถูกนำมาเปรียบเทียบกัน เพราะอย่างที่เอิร์ธบอกว่านักอ่านแต่ละคนก็มีความชอบไม่เหมือนกัน ดังนั้นเขียนในมุมที่เราต้องการจะสื่อให้มากที่สุด แล้วผลสุดท้ายจะเป็นยังไง ก็ค่อยนำมาปรับปรุงเรียนรู้ในนิยายเรื่องต่อๆ ไปนะคะ 
 

อีกประเด็นหนึ่งพี่แนนนี่เพนเชื่อว่านักเขียนหลายๆ คนน่าเห็นด้วยว่าคอมเมนต์จากนักอ่าน นอกจากจะเป็นกำลังใจที่ดีแล้ว ยังเป็นฟีดแบ็กที่ทำให้นักเขียนพัฒนาตัวเองได้มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งพี่ก็ไม่อยากให้เราทุกคนไปกดดันนักอ่านให้เมนต์กันมาก ลองใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบเอิร์ธดูค่ะ สร้างเป้าหมายในแต่ละตอนให้คนอ่านอยากติดตาม แล้วถ้าเขาชอบ เขาถูกใจ เดี๋ยวก็จะมีคอมเมนต์ตามมาแน่นอน พี่เชื่อว่าบทสัมภาษณ์นี้จะทำให้ทุกคนที่ได้อ่านรู้จักเอิร์ธกันมากขึ้นในหลากหลายมุมมอง หากใครอยากรู้จักเอิร์ธในด้านอื่นๆ มากขึ้น อ่านบทสัมภาษณ์ช่วงที่เอิร์ธหมดไฟได้ในบทความนี้เลยจ้า "ล.โลกลัลล้า : ถ้ารู้สึกหมดไฟให้ลองนึกภาพตัวเองตอนยืนอยู่บนความสำเร็จ" 

แล้วพบกันใหม่น้า
พี่แนนนี่เพน

หน่วยกล้าวาย นักเขียนที่กล้าเริ่มต้นจากศูนย์อีกครั้ง! เพราะอยากให้คนรู้จัก 'เกม'

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #UNISTAR #ล.โลกลัลล้า #เดือนล่องหน #เดือนครึ่งเสี้ยว #นิยายเซต

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?