8 ความจริงสุดทึ่งที่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับ
"อัศวินยุคกลางและวิถีแห่งอัศวิน"
อันทรงพลัง
“สุภาพ กล้าหาญ ซื่อสัตย์และมีศักดิ์ศรี” คือคุณลักษณะที่แว็บเข้ามาในหัวเมื่อพูดถึง “อัศวินยุคกลาง” ภาพของนักรบขี่ม้าขาวผู้คอยพิทักษ์กษัตริย์ ปกป้องศาสนจักรและดูแลผู้อ่อนแอกว่าปรากฎขึ้นทันทีเลย น้องๆ รู้มั้ยคะว่าในการเป็นอัศวินยุคกลาง พวกเขาจะยึดถือข้อปฏิบัติบางอย่างที่เรียกว่า “Chivalry” หรือ "วิถีแห่งอัศวิน" ซึ่งช่วยหล่อหลอมให้พวกเขากลายเป็นวีรบุรุษที่คอยปกป้องผู้คนและต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ฟังดูน่าประทับใจมากๆ เลยเนอะ ถ้าหากน้องๆ อยากรู้เรื่องราวของพวกเขาแล้วล่ะก็... ในวันนี้พี่น้ำผึ้งตื่นเต้นมากๆ ที่จะนำเรื่องราวสุดทึ่งของอัศวินยุคกลางและวิถีแห่งอัศวินมาแบ่งปันทุกคนค่ะ
Chivalry คำนี้ไม่ได้หมายถึงสุภาพบุรุษ
ในภาษาอังกฤษ Chivalry หมายถึงสุภาพบุรุษ ผู้ที่คอยอำนวยความสะดวกให้ผู้หญิงในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่เปิดประตูรถให้ คอยช่วยถือของ ขับรถไปรับไปส่ง หยิบของให้ หรือแม้กระทั่งลุกให้นั่ง ประมาณว่าเล่นใหญ่ได้อีก เอาใจสาวเจ้าสุดๆ โดยคำนี้ไม่ได้มีที่มาจากไหนเลย นอกจาก “อัศวินยุคกลาง” ค่ะ ทำไมน่ะเหรอ? เพราะมันเป็นคำที่ไว้กล่าวถึง “วิถีแห่งอัศวิน” ไงล่ะ!
Chivalry เกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 11 ไปจนถึงต้นศตวรรษที่ 12 เป็นแนวทางปฏิบัติอย่างไม่เป็นทางการของอัศวิน แม้ว่านักประวัติศาสตร์บางคนจะพยายามกำหนดข้อบัญญัติของวิถีแห่งอัศวินอย่างชัดเจน แต่สำหรับยุคกลาง มันเป็นแนวคิดที่คลุมเครือและไม่เคยถูกบันทึกไว้ในรูปแบบเอกสารที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
อย่างไรก็ตาม หัวใจของวิถีแห่งอัศวินถือเป็นภาพในอุดมคติของอัศวินในฐานะนักรบผู้สูงศักดิ์ ซึ่งไม่เพียงแค่มีความยุติธรรมเมื่อยามต้องสู้ในสนามรบ แต่ยังรวมไปถึงผู้หญิงและพระเจ้าด้วย
วิถีแห่งอัศวินเป็นรหัสที่ไม่เป็นทางการ
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมันไม่มีกฎตายตัวว่าวิถีแห่งอัศวินคืออะไร ต้องทำอะไร มีพฤติกรรมแบบไหน ทำยังไงถึงจะคู่ควรกับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ แต่บทเพลงแห่งโรแลนด์ (Song of Roland) วรรณกรรมเก่าแก่ของฝรั่งเศสทำให้เราต้องฉุกคิด เนื่องจากคำสาบานของพวกเขาจัดว่าเป็นหนึ่งในวิถีแห่งอัศวินเช่นกัน ซึ่งได้แก่
- เกรงกลัวพระเจ้าและศาสนจักร
- รับใช้ท่านผู้เป็นเจ้าด้วยความกล้าหาญและความศรัทธา
- ปกป้องผู้อ่อนแอและผู้ไร้ที่พึ่ง
- มีชีวิตอยู่ด้วยเกียรติยศและเกียรติยศ
- เคารพและให้เกียรติผู้หญิง
จริงๆ แล้ววิถีแห่งอัศวินมีแค่ 10 ข้อเท่านั้น!!
แม้วิถีแห่งอัศวินจะไม่มีรูปแบบตายตัว แต่บัญญัติสิบประการของอัศวินจัดว่าเป็นอีกสิ่งที่เหล่านักรบอัศวินปฏิบัติตาม โดย Léon Gautier นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสกล่าวถึงบัญญัติ 10 ประการนี้ไว้ในหนังสือ La Chevalerie ที่ตีพิมพ์ในปี 1882 ดังนี้
- เชื่อคำสอนของศาสนจักรและปฏิบัติตามคำแนะนำทั้งหมดของศาสนจักร
- ปกป้องคริสตจักร
- เคารพและปกป้องผู้อ่อนแอ
- รักประเทศของคุณ
- อย่ากลัวศัตรูของคุณ
- อย่าแสดงความเมตตาและอย่าลังเลที่จะทำสงครามกับพวกนอกศาสนา
- ปฏิบัติหน้าที่ของคุณตราบเท่าที่ไม่ขัดกับกฎของพระเจ้า
- ไม่พูดโกหกหรือพูดกลับคำ
- เป็นคนใจกว้าง
- อยู่ข้างสิ่งที่ถูกต้อง ต่อต้านความชั่วร้ายและความอยุติธรรม
บทเพลงแห่งโรแลนด์เป็นหนึ่งใน “Chanson de geste”
Chanson de geste เป็นภาษาฝรั่งเศส หมายถึง บทเพลงแห่งความดี (มาจากคำว่า gesta ในภาษาละตินที่แปลว่าความดี) Chanson de geste เป็นบทกวีมหากาพย์ที่ถูกเขียนในยุคกลาง ซึ่งเป็นช่วงรุ่งโรจน์ของวรรณคดีฝรั่งเศส และบทเพลงแห่งโรแลนด์เองก็เป็นหนึ่งในกวีบทเพลงแห่งความดีที่สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญของอัศวิน
บทเพลงแห่งโรแลนด์เป็นเรื่องราวที่บอกเล่าถึงชัยชนะของชาร์เลอมาญที่มีต่อกองทัพซาราเซน (Saracen) ในสเปนโดยมีโรแลนด์เป็นผู้รับบทหลัก อัศวินผู้นี้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำทัพหลัง ในตอนที่คนของเขาถูกซุ่มโจมตีขณะข้ามเทือกเข้าพิเรนีส แทนที่โรแลนด์จะแจ้งให้ชาร์เลอมาญทราบถึงการซุ่มโจมตีด้วยการเป่าแตร แต่เขากับคนของเขาดันตัดสินใจเผชิญหน้ากับการซุ่มโจมตีเพียงลำพังเพื่อไม่ต้องให้กษัตริย์และกองทัพของเขาเสี่ยงต่ออันตราย
แน่นอนว่าโรแลนด์เสียชีวิตจากการต่อสู้เพื่อพลีชีพ การกระทำที่น่ายกย่องของเขาถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของความกล้าหาญและความเสียสละของอัศวินอย่างแท้จริงที่มีต่อกษัตริย์ น่าชื่นชมมากๆ!
วิลเลี่ยม มาร์แชลเป็นหนึ่งในอัศวินที่ยิ่งใหญ่ของอังกฤษ!
เมื่อพูดถึงวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค ชื่อของ “วิลเลี่ยม มาร์แชล (William Marshal)” ปรากฎอยู่ข้างๆ กษัตริย์อาเธอร์และริชาร์ดหัวใจสิงห์ในฐานะหนึ่งในอัศวินที่มีชื่อเสียงเลยทีเดียว นอกจากฝีมือการรบระดับไร้พ่าย ชนิดที่ว่าไม่เคยปราชัยให้กับใครแล้ว มาร์แชลยังเป็นอัศวินผู้ซื่อสัตย์และจงรักภักดีมากๆ แถมเขายังใช้เวลาหลายปีเพื่อต่อสู้ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ด้วย มุ่งมั่นและทรงคุณธรรมขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมาร์แชลถึงได้กลายเป็นอัศวินที่ยิ่งใหญ่
ในปี 1189 วิลเลี่ยมต่อสู้กับริชาร์ด (หรือริชาร์ด ใจสิงห์) ผู้นำกบฎที่ปฏิวัติพ่อตัวเองอย่างกษัตริย์เฮนรี่ที่ 2 แม้ว่าในท้ายสุดกษัตริย์เฮนรี่ที่ 2 จะพ่ายแพ้แก่ลูกชายและวิลเลี่ยมก็อยู่ฝั่งไม่ได้อยู่ฝั่งริชาร์ดเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อริชาร์ดขึ้นครองบัลลังก์อังกฤษในปีนั้น เขาเลือกที่จะเก็บวิลเลี่ยมไว้ และในเวลาต่อมาวิลเลี่ยม มาร์แชลได้กลายเป็นหนึ่งในมือขวาของกษัตริย์ริชาร์ดใจสิงห์ แถมยังได้รับโอกาสให้ปกครองอังกฤษตอนที่ริชาร์ดต้องเดินทางไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในสงครามครูเสด นอกจากนี้เกือบสามสิบปีต่อมา ในปี 1217 วิลเลี่ยม มาร์แชลในวัย 70 ปียังสามารถเอาชนะกองทัพฝรั่งเศสบุกที่ลินคอล์นได้ด้วย เทพทรูมาก!
เรื่องราวน่าทึ่งของวิลเลี่ยม มาร์แชลปรากฎในหนังสือ Histoire de Guillaume le Maréchal ซึ่งเป็นชีวประวัติอันเลื่องชื่อเพียงเล่มเดียวที่ไม่ใช่เรื่องของราชวงศ์ที่เหลือรอดจากยุคกลาง ในนั้นมาร์แชลได้รับการสรรเสริญว่าเป็น “อัศวินที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา” ด้วยเกียรติภูมิและชื่อเสียงอันเกรียงไกรนี้ กองทัพอังกฤษถึงขั้นนำนามสกุลของเขามาเป็นตำแหน่งจอมพล (Field Marshal) จนถึงทุกวันนี้ด้วยค่ะ ยอดเยี่ยมสุดๆ ไปเลย ปรบมือ!!
วิถีแห่งอัศวินได้รับอิทธิพลเป็นอย่างมากจากศาสนาคริสต์
วิถีแห่งอัศวินเกิดขึ้นโดยชาวคริสเตียนยุโรปตะวันตกที่พยายามต่อต้านการแพร่กระจายของศาสนาอิสลาม จนนำมาสู่สงครามครูเสดที่เกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 11 ผู้ที่มีส่วนร่วมในสงครามครูเสดถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของภาพนักรบผู้สูงศักดิ์และชอบธรรมที่ชัดเจน ดังนั้นการที่อัศวินทำเพื่อพระเจ้าและคริสตจักรจึงกลายเป็นส่วนสำคัญของแนวคิดเรื่องวิถีแห่งอัศวินนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
อิทธิพลนี้นำไปสู่การเกิดขึ้นของแนวคิดที่เรียกว่า “knightly piety”
Knightly Piety คำนี้หมายถึงความกตัญญูในศาสนา มันคือแรงจูงใจทางศาสนาที่เกิดขึ้นโดยอัศวินบางคนในยุคกลาง แรงจูงใจอันแข็งแกร่งนี้ทำให้พวกเขามักบริจาคสิ่งต่างๆ ให้กับโบสถ์และอารามทางศาสนาคริสต์ ไม่เพียงแค่นั้น ด้วยความที่เหล่าอัศวินศรัทธาในศาสนาคริสต์เป็นอย่างมาก มันจึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาต่อสู้ในสงคราม “ศักดิ์สิทธิ์” อย่างสงครามครูเสด เพียงแต่ว่าความกตัญญูของพวกเขานั้นมีลักษณะที่แตกต่างจากของคณะสงฆ์
สมาคมแห่งอัศวินโรมันคาธอลิกก่อตั้งในปี 1430
หรือเป็นที่รู้จักในฐานะ “เครื่องราชอิสริยาภรณ์ขนแกะทองคำ (Order of the Golden Fleece)” หนึ่งในเครื่องราชอิสรยาภรณ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก สถาปนาโดยดยุคแห่งเบอร์กันดี (หรือฟิลลิปผู้แสนดี) เพื่อเฉลิมฉลองการอภิเษกของเขากับอิซซาเบลล่า เจ้าหญิงชาวโปรตุเกส นับว่าเป็นสมาคมที่ยังคงมีมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งควีนอลิซาเบธที่ 2 เองก็เป็นสมาชิกด้วย โดยดยุคแห่งเบอร์กันดีได้กำหนดคุณธรรม 12 ประการเพื่อให้เหล่าอัศวินทุกคนได้ปฏิบัติตาม ได้แก่
- ศรัทธา (Faith)
- การกุศล (Charity)
- ยุติธรรม (Justice)
- เฉลียวฉลาด (Sagacity)
- รอบคอบ (Prudence)
- ควบคุมอารมณ์ (Temperance)
- เด็ดเดี่ยว (Resolution)
- พูดความจริง (Truth)
- เอื้ออารี (Liberality)
- ขยัน (Diligence)
- ความหวัง (Hope)
- ความกล้าหาญ (Valour)
อาแซ็งกูร์พิสูจน์ให้เห็นว่า “วิถีแห่งอัศวิน” ใช้ไม่ได้ในสงคราม
ในช่วงยุทธการที่อาแซ็งกูร์ (Battle of Agincourt) กษัตริย์เฮนรี่ที่ 5 แห่งอังกฤษนำทัพสู้รบกับกองทัพฝรั่งเศสที่เมืองอาแซ็งกูร์ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส พระองค์ได้ทรงประหารชีวิตนักโทษชาวฝรั่งเศสมากถึง 3,000 คนซึ่งเป็นอัศวินจำนวนมาก! โดยการกระทำนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ขัดกับวิถีแห่งอัศวินที่ปราศจากความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์
แหล่งข่าวคนหนึ่งอ้างว่า เฮนรี่ฆ่านักโทษเพราะกังวลว่าพวกเขาจะหลบหนีและกลับไปเข้าร่วมการสู้รบอีกครั้ง อย่างไรก็ตามในการทำเช่นนี้ถือว่าเขาได้สร้างกฎใหม่แห่งสงคราม ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะยึดถืออย่างจริงจัง ให้กลายเป็นสิ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการยุติวิถีแห่งอัศวินในสนามรบค่ะ

(via: wolfebanepublishing.com)
เป็นอย่างไรบ้างคะกับเรื่องราวสุดทึ่งของอัศวินยุคกลางที่พี่น้ำผึ้งนำมาฝากในวันนี้ พี่น้ำผึ้งก็หวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อน้องๆ ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะนักเขียนเด็กดีที่กำลังเขียนนิยายแนวนี้อยู่ อย่างไรก็ตาม ก่อนจากกันพี่น้ำผึ้งอยากบอกว่า พี่ชื่นชอบคติของวิถีแห่งอัศวินมากที่มีทั้งความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มีเกียรติยศและเอื้ออารี สมกับเป็นที่มาของคำศัพท์ Chivalry ที่แปลว่า “สุภาพบุรุษ” ซะจริงๆ! แล้วน้องๆ ล่ะคะ คิดเห็นยังไงบ้าง? อย่างลืมแชร์ให้เพื่อนๆ และพี่น้ำผึ้งด้วยนะ ^ ^
พี่น้ำผึ้ง :)
ขอขอบคุณ
https://en.wikipedia.org/wiki/Knightly_Piety
https://en.wikipedia.org/wiki/Order_of_the_Golden_Fleece
https://www.historyhit.com/the-knights-code-what-does-chivalry-really-mean/
https://en.wikipedia.org/wiki/The_Song_of_Roland
https://en.wikipedia.org/wiki/Chivalry
https://en.wikipedia.org/wiki/Chanson_de_geste
https://en.wikipedia.org/wiki/William_Marshal,_1st_Earl_of_Pembroke
https://en.wikipedia.org/wiki/Battle_of_Agincourt




2 ความคิดเห็น
gesta คำนี้ภาษาละตินแปลว่า "การกระทำ" มากกว่า "ความดี" ส่วน chivalry มาจากภาษาละติน caballarius แปลตรงๆคือ "ทหารม้า"
พูดถึงโรลองด์ พอได้ไปอ่านจริงๆแล้วพบว่าโรลองด์บทตัวประก๊อบตัวประกอบในเรื่อง(เศร้า555) แถมมูลเหตุจูงใจที่ทำให้ไม่เป่าฮอร์นเรียกทัพหลักของชาร์ลมาช่วย(ถึงจะเรียกตอนหลังก็ตาม)ก็ค่อนข้างจะน่าสงสัย ออกจะออกไปในแนวหยิ่งๆไม่ฟังคนอื่น(เพื่อนเตือนก็ไม่ฟัง)ซะมากกว่า ไม่ค่อยเกี่ยวกับว่าไม่อยากให้กองทัพหลักเป็นอันตรายซักเท่าไหร่ ตอนหลังชาร์ลก็ยกทัพกลับมาสู้กับซาราเซ็นอยู่ดี
สุดท้ายรู้สึกว่า Chivalry ในสื่อปัจจุบัน หลายๆอย่างจะดูเป็นการ romanticise เรื่องสมัยก่อนมากจนเกินไป จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดๆเต็มไปหมด