/>

“ตีแผ่ปัญหาสังคม” ผ่านนิยายนอกกระแสที่ใช้เวลาเขียนนานกว่า 6 ปี ของ “Ygrittess” []

วิว

“ตีแผ่ปัญหาสังคม” ผ่านนิยายนอกกระแส
ที่ใช้เวลาเขียนนานกว่า 6 ปี ของ
“Ygrittess”

สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน แม้นิยายนอกกระแสในคลังนิยายเด็กดีจะมีให้อ่านกันไม่เยอะมาก แต่ก็มีนิยายเรื่องหนึ่งที่มีพล็อตและเนื้อเรื่องเข้าตาพี่มากๆ เป็นนิยายที่เล่าเกี่ยวกับสงครามระหว่างมนุษย์กับมนุษย์กลายพันธุ์ที่เขียนออกมาได้อย่างลึกซึ้งและกินใจสุดๆ เพราะเมื่อนำนิยายเรื่องนี้มาเทียบกับโลกความเป็นจริง เราจะเห็นสิ่งที่นักเขียนต้องการสื่อออกมาได้อย่างชัดเจน มีคุณค่าในเชิงวรรณกรรมที่ควรค่าแก่การตามไปอ่านมากๆ และอยากตามไปอ่านเรื่องอื่นๆ ของนักเขียนคนนี้อีก ทว่านิยายเรื่อง “And The War Came สงครามกลายพันธุ์” กลับเป็นนิยายเรื่องแรกของ Ygrittess (อิกริต) ที่ใช้เวลาเขียนนานถึง 6 ปี กว่าจะเขียนทั้งสามภาคจนจบ!   

พบปะพูดคุยวันนี้ พี่จึงชวนอิกริตมาพูดคุยเกี่ยวกับนิยายของเธอว่ามีความเป็นมาอย่างไร ทำไมถึงเขียนนิยายที่ค่อนข้างเครียด (แต่สนุก) และนอกกระแสแบบนี้จนจบได้ถึงสามภาค เพราะอย่างที่ได้บอกไปว่านิยายเรื่องนี้เป็นนิยายนอกกระแส ทำให้จำนวนคนอ่านมีไม่มาก นักเขียนที่พยายามเขียนนิยายนอกกระแสหลายคนจึงถอดใจ และหันกลับไปเขียนนิยายตามกระแสกันเยอะ เราจึงอยากรู้ว่านักเขียนสาวคนนี้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มาได้อย่างไร และเธอเขียนนิยายเรื่องแรกอย่างไรให้มีภาษาสำนวนที่น่าติดตามได้ขนาดนี้ มาติดตามกันเลยค่ะ 
 


 

เริ่มเขียนนิยายเรื่องแรก เพราะอยากต่อยอดสถานการณ์บ้านเมือง

สวัสดีค่ะนักอ่านทุกคน Ygrittess (อิกริต) คือนามปากกาที่ได้มาจากตัวละครที่ชื่นชอบในเรื่อง Game Of Thrones ค่ะ แต่ชื่อเล่นเราชื่อจอย ตอนนี้อายุ 23 ปีแล้วค่ะ เป็นเจ้าของนิยายเรื่อง And The War Came สงครามกลายพันธุ์.. ส่วนตัวเราเป็นนักเขียนมาได้สักพักแล้วค่ะ เริ่มต้นงานเขียนหลังจบ ม.6 กำลังจะเข้าปี 1 ช่วงนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง เป็นปีที่ช่วงเวลาระหว่างรอเข้ามหาวิทยาลัยยาวนานมาก เราอยู่บ้านว่างๆ ก็เลยอ่านหนังสือกับดูซีรีส์ ส่วนตัวเราชอบอ่านนิยาย ดูหนัง ฟังเพลง เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และช่วงนั้นสถานการณ์บ้านเมืองก็มีอะไรชวนให้คิดต่อยอดได้เยอะ นิยายเรื่องนี้เลยเกิดขึ้น
 

ต่อยอดไอเดียด้วยการหยิบจับเรื่องใกล้ตัวมาเขียน

ส่วนใหญ่เราก็จะหยิบสิ่งใกล้ตัวนี่แหละมาเขียน ทั้งเรื่องที่เจอได้ในชีวิตประจำวัน ในข่าว ในสังคม หรือความรู้ประสบการณ์จากที่เราเรียน เรานำมาปรับให้เป็น Fantasy ให้น่าอ่านขึ้น เราชอบวิทยาศาสตร์ ก็จะเติมกลิ่นอายของวิทยาศาสตร์เข้ามาด้วย บางฉากแอบกระซิบว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก เช่น ตอนที่มีคนแฝงเข้าไปเป็นสมาชิกในกลุ่ม แล้วสังเกตพฤติกรรมเก็บเป็นคะแนนของแต่ละคน อันนั้นเอามาจากพี่เนียน ส่วนภาค 2 ที่มีการต่อสู้กลางลานต่อสู้ แล้วทีมทั้ง 4 เมืองเชียร์อยู่บนอัฒจันทร์ อันนั้นเอามาจากกีฬาสีค่ะ
 

กว่าจะเขียนนิยายเรื่องแรกจบใช้เวลานานถึง 6 ปี

เป็นนิยายเรื่องแรกที่เขียนยากมากค่ะ กว่าจะเขียนให้จบได้เราใช้เวลา 6 ปี (พ.ศ. 2557 – พ.ศ. 2562) ในการเข็นให้จบจนได้ กลายเป็น 3 ภาคตามที่ตั้งใจไว้ เนื้อเรื่องออกโทนหม่นต้องใช้เวลากลั่นกรองพอสมควร สารภาพว่าเขียนๆ หยุดๆ เป็นระยะค่ะ ช่วงเวลา 6 ปี ผ่านจุดที่ผันจากนักเรียนไปเป็นนิสิต ไม่ค่อยมีเวลาโฟกัสนิยายเพราะต้องปรับตัวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เรากลับมาเขียนอีกครั้งช่วงปี 2 – ปี 4 แล้วหยุดเขียนอีกทีหลังเรียนจบใหม่ๆ หลังจากได้งาน เราเลยตัดสินใจกัดฟันเขียนให้จบให้ได้ค่ะ 
 


And The War Came สงครามกลายพันธุ์ 3 ภาคจบ

นิยายที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง และการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต

สำหรับ And The War Came สงครามกลายพันธุ์ เป็นนิยายแฟนตาซี วิทยาศาสตร์ ที่ดำเนินเรื่องโดยเด็กผู้หญิงอายุ 15 ปี ชื่อเนฟ ซึ่งเกิดมาไร้ญาติขาดมิตร และมียีนที่แตกต่างจากมนุษย์ธรรมดา เธอสามารถวิ่งได้เร็วกว่า มีพละกำลังเหนือมนุษย์ ประสาทสัมผัสเฉียบคม แต่คนที่มียีนลักษณะนี้ก็คล้ายกับครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์กินเนื้อ เนฟต้องกินหัวใจสิ่งมีชีวิตอยู่ตลอด ในประเทศที่เนฟอาศัยอยู่ การเป็นคนที่มียีนกลายพันธุ์เป็นเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรง เนฟซึ่งเป็น “ผู้ล่า” จึงต้องอยู่อย่างหลบซ่อนเพื่อไม่ให้ “ผู้คุม” ซึ่งก็คือเจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎ์ของประเทศจับตัวไปสังหาร แต่หลังจากอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ไม่นาน เนฟถูกติดตามโดยกลุ่มคนที่มียีนเดียวกับเนฟ พวกเขาต้องการตัวเธอไปเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อปลดแอกเผ่าพันธุ์ตน เนฟไม่มีสิทธิปฏิเสธ เธอจะต้องเลือกเข้าร่วมการต่อสู้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือไม่ก็ถูกทั้งสองฝ่ายกำจัด
 

เมื่อมนุษย์ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกันสงครามจึงเกิดขึ้น

เรามีมุมมองในเรื่องลำดับของสิ่งมีชีวิตว่า สิ่งที่อยู่สูงสุดในห่วงโซ่อาหารคือมนุษย์ แล้วถ้าเกิดวันหนึ่งสิ่งที่อยู่เหนือมนุษย์ได้กำเนิดขึ้น ซึ่งก็คือมนุษย์ที่มียีนกลายพันธุ์สามารถทำทุกอย่างได้เทียบเท่าหรือมากกว่า แถมมีความฉลาดดุร้ายติดตัวมาด้วย คงเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์หวาดกลัวและแบ่งแยกกีดกันคนที่ไม่เข้าพวกออกไป 

แล้วตัวเราเองมีความคิดว่าสงครามเกิดจากความขัดแย้งที่ไม่สามารถพูดคุยหาข้อยุติที่ลงตัวได้ ประกอบกับความอัดอั้นของกลุ่มคนที่ถูกกดขี่ ซึ่งเมื่อสะสมเข้ามากๆ จะกลายเป็นความรู้สึกที่มันระเบิดออกมา จนพร้อมยอมสละได้ทุกสิ่งเพื่อให้ได้ออกจากจุดที่ถูกข่มเหงรังแก
 

เราทุกคนต่างมีหน้าที่ เพียงแค่ฝ่ายหนึ่งทำผิดกฏหมายเท่านั้น

สำหรับผู้คุมกับผู้ล่า หมายถึงคน 2 กลุ่ม ที่ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง ผู้คุมคือผู้พิทักษ์สันติราษฎ์ มีหน้าที่สร้างความปลอดภัยให้พลเมือง แต่ขณะเดียวกันจะเห็นว่าผู้คุมใช้อำนาจตรงนี้ไปในทางที่ไม่ชอบ ส่วนผู้ล่าเป็นกลุ่มคนชายขอบที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคนส่วนมาก เมื่อถูกบีบเข้าก็ทนไม่ไหว จึงต้องรวมตัวเพื่อปลดแอกตัวเอง เรามองว่าทั้งสองเกิดมาคู่กันค่ะ ถ้าไม่มีผู้ล่า อำนาจส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ในมือผู้คุม ทำให้ผู้คุมสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจอยาก 
 

ตีแผ่ปัญหาสังคมผ่านตัวละคร “เนฟ” 

ประเด็นที่มองว่ามีจริงในสังคมไทยและนำมาคิดต่อยอดได้ง่ายๆ คือเรื่องของเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ซึ่งมีให้เห็นมากกว่าที่คิด เด็กที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นปัญหาสังคมมักจะเริ่มต้นจากบ้านที่ไม่อบอุ่น ทำให้เด็กมีความรู้สึกไม่อยากกลับบ้าน หรือบางคนเกลียดบ้านไปเลยก็มี ในเมื่อบ้านเป็นสถานบ่มเพาะแห่งแรกสำหรับลูกๆ เด็กที่ขาดความอบอุ่นจะกลายเป็นปัญหาสังคมได้ง่าย เนฟ คือตัวแทนของเด็กมีปัญหาในสังคม เราพยายามทำให้นักอ่านเห็นภาพว่าเด็กคนหนึ่งจะมีความคิด ความรู้สึกเหว่ว้ายังไงกับการเป็นคนขาดความอบอุ่น ที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจนบางครั้งต้องทำสิ่งผิด ส่วนตัวเรามองว่าข้างในจิตสำนึกของทุกคนเป็นคนดี เพียงแต่สภาพแวดล้อมจะดึงส่วนนั้นออกมาได้มากขนาดไหน

สำหรับตัวละคร “เนฟ” เป็นตัวละครที่สร้างขึ้นจากจินตนาการของเราเองค่ะ ที่เลือกเขียนให้เนฟอายุ 15 ปี เพราะเป็นวัยที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จะเป็นเด็กก็ไม่ใช่ ผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง เนฟยังอยู่ในวัยที่ต้องมีผู้ปกครองคอยควบคุมอยู่ ซึ่งเธอไม่มี ดังจะเห็นบางฉากที่เนฟไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ จิตใจ ร่างกายของตัวเอง เรามองว่าเนฟเป็นเด็กที่อ่อนไหวมากคนหนึ่ง ขาดความรักความอบอุ่น ไร้เดียงสา แต่มีอารมณ์ขัน มักปิดซ่อนตัวเองผ่านความแข็งกระด้าง ความจริงแล้วตลอดทั้ง 3 ภาค เนฟร้องไห้บ่อยมากและแทบไม่ยิ้มเลย แต่เนฟเข้มแข็งขึ้นในทุกๆ ภาคจากสถานการณ์ที่บีบให้เธอโตกว่าที่ควรจะเป็น เราตั้งใจเขียนให้เนฟสู้ทุกสถานการณ์เอง ด้วยความตั้งใจที่จะให้นักอ่านได้เห็นเนฟเป็นต้นแบบของคนที่ไม่ยอมแพ้
 

ศัตรูที่แท้จริงของมนุษย์ คือ มนุษย์

สำหรับเรา “ศัตรูที่แท้จริง” ของมนุษย์โลก ก็คือมนุษย์โลกค่ะ เพราะมนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่สมองพัฒนาแล้ว มีความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีทันสมัยได้ขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์เก่งมากเลยนะ ลองนึกดูว่า ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ตัวใหญ่ขนาดไหน ว่องไวปานใด มนุษย์สามารถจับพวกเขามาอยู่ในกรง อยู่ในสวนสัตว์ได้ หรือจับสัตว์เหล่านั้นมาสำรวจวิจัยได้ มนุษย์ไปได้ทุกที่ สามารถสร้างเครื่องบินเพื่อไปอยู่บนอากาศเหมือนนก สามารถสร้างเรือดำน้ำสำรวจใต้ท้องทะเลได้เหมือนปลา แต่ขณะเดียวกัน มนุษย์นั่นเองคือผู้ทำลายที่แท้จริง มนุษย์ตัดไม้ทำลายป่า พรากที่อยู่ของสัตว์นานาชนิดไป สร้างภาวะโลกร้อน ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือทำร้ายพวกเดียวกันเองด้วยซ้ำในบางครั้ง
 

นิยายสามภาคจบที่วางแผนมาอย่างดี

เรื่องนี้จบเพียง 3 ภาคค่ะ เราวางแผนจะเขียนตอนเสริมเป็นเรื่องราวหลังจากสงครามจบสิ้นแล้ว เพื่ออัปเดตชีวิตของตัวละครว่าเป็นอยู่ยังไง สำหรับการเขียนค่อนข้างซับซ้อนหน่อยค่ะ เรามักจะมองภาพกว้างๆ ก่อนว่าเรื่องนี้มีจุดประสงค์อะไร โทนของเรื่องเป็นยังไง ตัวเอกมีใครบ้าง ใครจะเป็นคนดำเนินเรื่อง คาแร็กเตอร์ของตัวละครเป็นยังไง เราอยากสอดแทรกอะไรเข้าไปในนิยายเพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนอ่าน

สำหรับ ATWC ในตอนแรกเราแพลนไว้ 3 ภาคอยู่แล้ว ภาคแรกจะหาขอบเขตของเรื่องโดยรวมก่อน ว่าจะเริ่มต้นเรื่องยังไงให้น่าติดตาม ช่วงกลางเรื่องมีเหตุการณ์อะไรบ้าง ช่วงท้ายจะทิ้งปมยังไงเพื่อโยงไปถึงภาค 2 แล้วเราจะทำยังไงให้เนฟดูมีพัฒนาการขึ้น เมื่อถึงภาค 3 ซึ่งเป็นภาคจบ จะต้องนำปมที่ยังเหลืออยู่ในภาค 1 กับ 2 มาเฉลยให้เคลียร์ 

ยอมรับว่านิยายเรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อน เราจึงสร้าง 2 ไฟล์ ไฟล์ที่ 1 คือเรื่องที่บรรยายต่อเนื่องเหมือนที่นักอ่านได้อ่านกัน อีกไฟล์จะเราจะตัดทีละเหตุการณ์มาลำดับ เช่น

วันที่ 1 ช่วงเช้า /กลางวัน /ฝนปรอย 
1. เนฟเดินอยู่บนถนน
2. กลับบ้านไปเก็บผ้า

ความกังวลเกี่ยวกับนิยายนอกกระแส

นิยายเรื่องนี้เครียดมากจริงๆ ค่ะ 5555 เราไม่ค่อยกังวลเรื่องจำนวนคนอ่าน เราเขียนเพราะอยากเขียน ถึงจะมีคนอ่านเพียงคนเดียวก็ดีใจแล้วค่ะ เราเข้าใจนักอ่านนะ ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว นิยายเรื่องนี้สำนวนเหมือนนิยายแปล ต้องใช้การตีความมากหน่อย คิดว่าคนที่ชอบอาจเป็นผู้ใหญ่แล้ว (รึเปล่า เดา) 555 อาจจะชอบอ่านบทบรรยายเยอะๆ ส่วนกลุ่มที่ไม่นิยมแนวนี้คงชอบแนวสดใสน่ารัก อ่านแล้วรู้สึกสบายๆ หรือชอบการบรรยายแบบอื่น เช่น นิยายไทย นิยายจีน

แล้วอาชีพนักเขียน สำหรับเราคือ อาชีพที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความสามารถพอสมควร ใช้สมาธิกลั่นกรองความรู้ประสบการณ์ออกมาให้เป็นภาษาที่ดูสละสลวย

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักเขียน คือการได้เขียนในแนวที่ตัวเองถนัด เรามองว่าหลายคนชื่นชอบแนวนอกกระแส แต่ไม่กล้าเขียนเพราะกลัวไม่มีคนอ่าน จึงเปลี่ยนไปเขียนแนวที่ไม่ใช่ตัวของตัวเอง เราเชื่อว่าหากนักเขียน เขียนตามแนวที่ตัวเองรัก เรื่องราวจะออกมาได้ดีและสามารถเขียนให้จบได้ค่ะ
 

การเขียนกับการอ่านเป็นทักษะที่ยิ่งฝึกยิ่งคม

เราได้หลายอย่างจากการเขียนนิยายเลยค่ะ รู้สึกภาคภูมิใจที่ตัวเองสามารถเขียนนิยายให้จบเป็นเรื่องๆ ได้ การเขียนเป็นการฝึกกระบวนการคิดได้ดีมากเลย เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เพลินด้วย ฝึกให้เราละเอียดรอบคอบมากขึ้น นิยายให้ข้อคิดเราเยอะค่ะ ก็เหมือนเวลาเราดูละคร บางอย่างถือว่าเป็นอุทาหรณ์ เรื่องที่ดีเราเก็บไปใช้ คนเขียนก็ต้องนำข้อดีของตัวละครแต่ละตัวไปปรับใช้เหมือนกัน

จากตัวเรา เรามองว่าเราโตไปพร้อมกับนิยายที่เราแต่ง มุมมองปัจจุบันกับบทแรกที่เคยเขียนเมื่อ 6 ปีก่อน เราก็มองว่าตอนนั้นทำไมคิดเด็กจัง การเขียนกับการอ่านเป็นทักษะที่ยิ่งฝึกยิ่งคม เราสามารถคิดพล็อตที่ลงตัวได้มากขึ้นในนิยายเรื่องที่สอง เรื่องที่สาม ในส่วนการเติบโตของนิยาย ถ้าพูดโดยรวมก็คงจะเป็นไปตามยุคค่ะ ตามความสนใจและความต้องการของตลาด
 

ส่งต่อเคล็ดลับ 01 : เขียนนิยายจบด้วยการเลือกเพลงให้นิยายแต่ละเรื่อง

เราชอบฟังเพลงกับดูหนังมาก เพลงคือเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้เขียนนิยายจบเลยนะ เราจะมีลิสต์เพลงของนิยายแต่ละเรื่อง ว่าโทนของเรื่องออกจะมาในแนวไหน ส่วนการดูหนังจะทำให้เราได้จังหวะการตัดฉาก นอกจากนี้ เรายังชอบไปเที่ยวห้างเพราะมีร้านอาหาร มีร้านกาแฟ ชอบซื้อขนมอร่อยๆ ทาน แล้วก็ชอบเดินเข้าร้านหนังสือใหญ่ๆ ทุกครั้งที่ไปห้างต้องเข้าร้านหนังสือ ไม่ได้ซื้อก็ไปเดินดูเล่น 

แล้วด้วยความที่เราเป็นคนมองโลกในแง่บวก สนุกสนาน แต่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงนะ เวลาเราจะเลือกพล็อต เราจะคิดโทนของเรื่องก่อนว่าจะเอาแนวไหน เครียดหรือสดใส จากนั้นจะสร้างลิสต์เพลงสำหรับนิยายเรื่องนั้น เลือกตัวละคร ลำดับเหตุการณ์ ตอนจบจะเป็นยังไงสำคัญมาก จะช่วยให้เขียนท่าทีของตัวละครได้ต่อเนื่องเข้ากับตอนจบที่เราคิดไว้
 

ส่งต่อเคล็ดลับ 02 : เขียนให้เสร็จแล้วค่อยกลับมารีไรต์

อีกเคล็ดลับคือ ถ้ามีอารมณ์เขียนให้รีบเขียนไปเลย เมื่อเราเริ่มร่ายประโยคแรก เดี๋ยวประโยคต่อไปจะตามมาเอง แต่ถ้าเราค้างอยู่ประโยคแรกไปไหนไม่ได้ ลองลบแล้วเขียนใหม่ ถ้ายังตันอยู่ ให้พักก่อน หากิจกรรมทำให้ตัวเองผ่อนคลาย แล้วกลับมาเขียนใหม่ เทคนิคของเราคือ เวลาเราเขียนบทใหม่ เราจะพิมพ์ตามที่สมองคิดโดยไม่สนใจคำผิดเลย ไม่สนใจว่าประโยคจะสละสลวยหรือไม่ อย่างน้อยให้ได้ร่างไว้ก่อน หลังจบบท เราค่อยกลับไปอ่านใหม่แล้วแก้ เสริม เติมแต่ง จนกว่าจะออกมาสมูท

ส่งต่อเคล็ดลับ 03 : สำนวนเหมือนนิยายแปลเพราะได้คลังคำจากนิยายแปล!

เราฝึกภาษาโดยการอ่านให้มากค่ะ เราชอบอ่านนิยายแปลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่จริงเราไม่เคยอ่านนิยายอื่นเลยนอกจากนิยายแปล ถ้ามีโอกาสก็จะหาอ่านนิยายแนวอื่นบ้างจะได้ฝึกหลายๆ ทาง การอ่านเป็นประจำ นอกจากจะทำให้ชินสำนวนแล้ว เราว่าเราได้เรียนรู้คำศัพท์เยอะเลย จะได้เก็บเกี่ยวคำศัพท์เข้าคลังสมอง นำออกมาใช้เวลาบรรยายเรื่องของตัวเอง
 

จากอิกริตถึงชาวเด็กดีทุกคน...

อยากขอบคุณทุกคนที่ติดตามมากจริงๆ ค่ะ เราเพิ่งเขียนนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก เรื่องยาวด้วย ดีใจที่มีคนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ เหมือนได้เดินทางไปด้วยกัน อุ่นใจ เราน้อมรับคำวิจารณ์และจะพยายามพัฒนาฝีมือไปเรื่อยๆ ค่ะ ส่วนตอนนี้มีแพลนอยากเขียนนิยายรัก อ่านง่าย ชิลๆ ไม่เครียด แต่ยังไม่รู้เลยว่าจะเขียนไปในทางไหน แอบอยากลองเขียนสำนวนนิยายไทยอยู่นะ แต่ไม่เคยอ่านเลย ต้องไปหาอ่านเยอะๆ ก่อน ยังไงก็ฝากนิยายเรื่อง And The War Came สงครามกลายพันธุ์ด้วยนะคะ มี 3 ภาค ใน Dek-D เราเปิดภาค 3 ให้อ่านฟรีด้วยแหละ 
 

……….

นอกจากได้แง่คิดจากนิยายของเธอแล้ว เรายังได้รู้จักตัวตนของนักเขียนสาวผ่านนิยายที่เธอเขียนอีกด้วย หากน้องๆ สังเกตให้ดีจะเห็นว่าเธอเปนคนที่มีกระบวนการคิดที่ดีมากๆ ค่อนข้างมองโลกในแง่ดีเลยค่ะ อิกริตทำให้เราเห็นว่าการเขียนนิยาย นอกจากกำลังใจจากนักอ่านแล้ว กำลังใจจากตัวเราเองก็สำคัญมากเหมือนกันค่ะ แรงผลักดันที่แท้จริงของนักเขียนก็คือความกล้าที่จะเขียน และลงมือทำ อยากให้เชื่อคำของอิงกริตที่บอกว่า “หากนักเขียน เขียนตามแนวที่ตัวเองรัก เรื่องราวจะออกมาได้ดี และสามารถเขียนให้จบได้” เอาไว้ค่ะ เพราะพี่ก็เชื่อว่าการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและถนัด จะทำให้เรามีความสุขบนเส้นทางนักเขียนได้แน่นอน.. แต่ก่อนจะจากกันอย่าลืมไปอ่านนิยายของอิกริตกันนะคะ ไปรู้จักเธอให้มากขึ้นผ่าน  And The War Came สงครามกลายพันธุ์ กันค่ะ! 

พี่แนนนี่เพน

ขอบคุณภาพจาก Unsplash

5 เรื่องต้องรู้! เปิดขาย “แพ็กเกจใหม่” อย่างไรไม่ให้เสียสิทธิ์แคมเปญ “ลดราคา”
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นักเขียน #นิยาย #And The War Came สงครามกลายพันธุ์ #Ygrittess #อิกริต #นิยายนอกกระแส #นิยายแฟนตาซี #แฟนตาซี #สงคราม #กลายพันธุ์ #มนุษย์กลายพันธุ์

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?