/>

7 ทาง(ลับ)ลัดฝัน ใครอยากเป็นนักเขียนต้องทำให้ได้! []

วิว

7 ทาง(ลับ)ลัดฝัน
ใครอยากเป็นนักเขียนต้องทำให้ได้! 

สวัสดีค่ะ นักเขียนเด็กดีทุกคน คำแนะนำของสตีเฟ่น คิง ที่บอกว่า “การเขียนไม่ใช่เรื่องของเงินทอง ชื่อเสียง หรือแม้แต่การหาเพื่อน สุดท้ายแล้ว งานเขียนของเราควรทำให้คนอ่านและตัวเราเองมีชีวิตที่ดีขึ้น มันคือการสร้างอะไรที่ดีกว่า และมีความสุข” เป็นคำแนะนำที่พี่แนนนี่เพนอยากส่งต่อถึงนักเขียนชาวเด็กดีทุกคนมากๆ เลยค่ะ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามขอให้ทำด้วยความสุข อย่าคิดว่าต้องทำเพราะหน้าที่หรือเป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะบางครั้งความตั้งใจที่มีมากเกินไป ก็อาจส่งผลร้ายต่อเราโดยไม่รู้ตัว 

เช่น การที่เราพยายามเขียนนิยาย(ให้ได้)ทุกวัน เพื่อฝึกฝนการเขียนให้ดีมากยิ่งขึ้น แต่กลับพบว่าเราไม่ได้เก่งขึ้นเลย เรายังย่ำอยู่ที่เดิม หรือเดินมาไกลจากเดิมแค่เพียงนิดเดียว สิ่งที่เราพยายามทำอยู่นี้ คือ “ความกดดัน” ที่เราสร้างขึ้นมาค่ะ เพราะเราอยากประสบความสำเร็จ เราจึงพยายาม และตามหาทุกกลเม็ดเคล็ดลับที่จะทำให้เราไปถึงฝั่งฝันโดยเร็ว โดยที่เราอาจจะลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเราเคยเขียนนิยายแล้วมีความสุขมากแค่ไหน.. 

ซึ่งพี่ขอบอกเลยว่าเส้นทางนักเขียนนั้น ไม่ได้ยากเกินความสามารถของเราทุกคนแน่นอนค่ะ มีทางลัดให้เราก้าวไปถึงฝั่งฝันเยอะมากๆ แต่เป็นทางลัดที่ยากยิ่งกว่าทางตรงอีกนะคะ ทุกคนยังอยากจะทำกันอยู่ไหม? สำหรับคนที่ยังมุ่งมั่นที่จะเป็นนักเขียนต่อไป พี่ก็ขอเอาทางลัดที่ไม่ลับมาบอกต่อ หวังว่านักเขียนทุกคนจะทำได้ และไม่ยอมแพ้กันก่อนนะคะ มาดูกันเลยว่าเส้นทางลัดนี้มีอะไรให้เราทำบ้าง 

ทางลัดที่ 1 จงอ่านให้เยอะ และเขียนให้มาก

ถ้าคุณอยากเป็นนักเขียน คุณต้องทำสองสิ่งนี้เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดให้ได้ จงอ่านให้เยอะ และเขียนให้มาก ไม่มีทางลัดไหนจะดีเท่าการทำสองสิ่งนี้อีกแล้วค่ะ เมื่อคุณอ่าน คุณจะได้คลังคำจำนวนมหาศาล คุณจะเห็นวิธีคิด เห็นวิธีการเชื่อมโยงเรื่องราวจากนักเขียนคนอื่นว่าเขาทำอย่างไรถึงทำให้เราอยากอ่านเรื่องราวที่เขาเล่าจนจบได้ นี่คือกระบวนการเรียนรู้ขั้นต้นที่นักเขียนทุกคนควรทำ ส่วนการเขียนก็สำคัญไม่น้อยไปกว่าการอ่านค่ะ การอ่านเหมือนทฤษฎี แต่การเขียนคือภาคปฏิบัติที่เราต้องทำได้จริง ฉะนั้น คุณไม่จำเป็นต้องฝึกฝนการเขียนอย่างหนัก แค่เขียนเมื่อคุณอยากจะเขียน และอ่านหนังสือบ้างเมื่อคุณมีเวลา ประสบการณ์จะสอนให้คุณนำทฤษฎีที่ว่ายาก มาใช้ในการเขียนเมื่อคุณอยากเขียนมันจริงๆ เองค่ะ

ทางลัดที่ 2 เขียนในแบบที่เป็นตัวเรา 

เมื่อคุณอยากอยากเขียน จงเขียน นี่คือประสบการณ์จากทางลัดข้อที่ 1 ที่จะทำให้คุณเรียนรู้ว่าการเขียนนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากคือ “ความอยาก” ของเรามากกว่า เมื่อคุณมีพล็อต มีไอเดียที่อยากเขียนแล้ว สิ่งที่คุณต้องปรับเปลี่ยนในขั้นแรกก็คือ “สไตล์การเขียน” ค่ะ ก่อนเราจะก้าวไปสู่การเขียนที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก เราต้องอย่าลืมการเขียนในแบบที่เป็นตัวเราก่อน เริ่มจากเขียนตามความคิด เขียนให้เราอ่านเข้าใจ แม้จะเป็นการใช้คำหรือวลีง่ายๆ แต่มันคือธรรมชาติของมนุษย์ หากเราเขียนให้สละสวยแต่เมื่ออ่านแล้วไม่อาจเข้าใจความหมายที่ต้องการสื่อได้ ถือเป็นการสื่อสารที่ล้มเหลว และค่อนข้างบั่นทอนกำลังใจของเรา เพราะมัวแต่อยากจะเขียนให้ภาษาสวยงาม จนลืมไปแล้วว่าเราอยากสื่อสารอะไรถึงคนอ่าน ฉะนั้น เขียนให้ง่าย เขียนให้เราเข้าใจ แล้วค่อยๆ ฝึกฝนกันต่อไปค่ะ ใช้ความอยากเขียน เป็นไฟคอยผลักดันเราจากจุดเริ่มต้นสู่จุดสูงสุดกันเถอะค่ะ 

ทางลัดที่ 3 อย่าลืมจุดมุ่งหมาย

สำคัญมากสำหรับทางลัดข้อนี้ คนเป็นนักเขียนต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่า คุณกำลังเขียนอะไรอยู่ ต้องการสื่อสารอะไรถึงคนอ่าน หลังจากนั้นเมื่อเขียนไปสักระยะหนึ่ง ลองกลับมาอ่านในสิ่งที่เขียน และถามตัวเองว่า คุณเขียนสิ่งที่ต้องการเขียนออกไปหรือยัง? คำถามและคำตอบเหล่านี้ เป็นการทบทวนตัวเอง ทบทวนพล็อตและไอเดียตั้งแต่แรกเริ่มว่ามันเริ่มเปลี่ยนไปบ้างหรือยัง ออกนอกทะเลไปบ้างไหม การมีเป้าหมายในการเขียนเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะไม่ทำให้เราออกนอกลู่นอกทาง 

ฉะนั้น เมื่อเราเริ่มลงมือเขียนนิยายแล้ว ไม่ว่าตอนนี้จะเขียนถึงตอนไหนแล้ว ลองถามตัวเองถึงเป้าหมาย หรือ แก่นเรื่องที่เรากำลังเขียนดูว่าเขียนเพราะอะไร และต้องการสื่ออะไรออกไป หากเราพบว่ามีหลายแง่คิดที่ต้องการสื่อถึง ให้ตัดทิ้งเหลือแค่ประเด็นเดียวให้ได้ เพราะนิยายหนึ่งเรื่องควรมีแก่นเรื่องหลักที่ต้องการสื่อมากที่สุดก่อน ประเด็นรองควรเป็นสิ่งที่ค่อยๆ ตามมาจากแก่นหลัก เราควรทิ้งประเด็นสำคัญให้ติดอยู่ในใจของคนอ่านไปอีกนาน มากกว่านิยายเรื่องนี้ก็สามารถหาอ่านจากที่ไหนก็ได้ 

ทางลัดที่ 4  เขียนในสิ่งที่สนใจ

เอาล่ะ ใครๆ ก็เริ่มจากเขียนในสิ่งที่สนใจทั้งนั้น แล้วคุณล่ะ ทำแบบนั้นอยู่รึเปล่า? การจะเขียนนิยายให้จบ เขียนนิยายให้คนอ่านชอบได้ ทุกอย่างต้องเริ่มมาจากตัวเราก่อนทั้งนั้น ถ้าเราไม่ชอบนิยายที่เราเขียน จะหวังให้คนอ่านมาชอบได้อย่างไร ทางลัดในข้อที่ 4 นี้จึงอยากให้ทุกคนเขียนในสิ่งที่อยากเขียน เขียนในสิ่งที่สนใจ เชื่อมั่นในตัวเองเข้าไว้ว่าไม่มีเรื่องไหนที่เราอยากเขียนแล้วเขียนไม่ได้ เราจะเขียนเกี่ยวกับใครสักคนที่โง่มากๆ หรือใครสักคนที่จริงจังกับชีวิตมากเกินไปก็ได้ ขอเพียงเราทำตามความชอบของเรา เชื่อเถอะว่าเราจะเขียนมันออกมาได้ดี และและดึงดูดความสนใจจากนักอ่านได้แน่นอน ทำตามความต้องการของตัวเองเถอะค่ะ แล้วคุณจะเป็นตัวเองที่สุดเมื่อเขียนนิยายที่คุณรัก 

ทางลัดที่ 5 อย่ากลัวการรีไรต์

การรีไรต์ หรือการเขียนใหม่ เป็นส่วนสำคัญมากๆ สำหรับการเขียน นักเขียนมืออาชีพหลายคนรีไรต์ประโยคใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดพวกเขาก็ได้ประโยคใหม่ที่ต้องการจริงๆ ทว่ายังมีนักเขียนอีกหลายคนที่ไม่อยากกลับไปรีไรต์นิยายซ้ำๆ เพราะการรีไรต์ทำให้นิยายที่เขียนไปแล้ว อาจสื่อถึงความไม่สมบูรณ์ของนิยายที่เขียน ทางลัดในข้อนี้ อยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการรีไรต์ค่ะ เพราะทุกครั้งที่เรากลับไปเขียนใหม่ เรามักจะได้ไอเดีย หรือเกิดมุมมองต่างๆ ขึ้นมาเสมอ ที่สำคัญเราได้เห็นพัฒนาการของตัวเราเอง และปรับสิ่งที่ต้องการจะสื่อถึงนักอ่านได้ชัดเจน และตรงประเด็นมากขึ้นได้ ฉะนั้น อย่ามองข้ามการรีไรต์ ครูที่ดีที่สุดของเรา 

ทางลัดที่ 6 จดจำนักอ่านเสมอ

กำลังใจมากจากตัวเราเอง และนักอ่านของเราค่ะ ทางลัดข้อนี้ มีสองแง่คิดที่อยากสื่อถึงนักเขียนทุกคน หนึ่ง คือ จดจำคำชมจากนักอ่านเอาไว้ในใจ เก็บกำลังใจเหล่านี้เอาไว้ใช้ในยามท้อแท้ หรือสิ้นหวัง คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เฝ้ารอเราจากอีกโลกหนึ่ง และเชื่อมโยงกับเราด้วยโลกจินตนาการ คนเหล่านี้คือคนที่เราควรนำมาเป็นแรงใจ และผลักดันงานเขียนของเราให้ดียิ่งขึ้นค่ะ ส่วนข้อสอง คือ จดจำทุกคำติของนักอ่านแล้วนำมาปรับปรุงตัวเองให้ได้ ต้องบอกก่อนว่าการติเพื่อก่อประโยชน์นั้น น้อยคนนักจะมองเห็นผล ทุกคำวิจารณ์คือกระจกสะท้อนชีวิต ว่ามนุษย์ทุกคนมีความแตกต่างกัน เราไม่จำเป็นต้องยอมรับทุกคำวิจารณ์ หรือนำทุกคำวิจารณ์มากดดันเปลี่ยนแปลงตัวเอง การอ่านคำวิจารณ์ที่ดี ก่อนอื่นเราต้องเปิดใจ และคิดทบทวนว่าใช่หรือไม่ใช่ อย่าใช้ความรู้สึกมากเกินไป ให้ใช้เหตุผล แล้วเราจะพบว่ามันก็แค่นี้เอง ก้าวต่อไปพร้อมคนที่ยินดียืนอยู่ข้างเราเถอะค่ะ 

ทางลัดที่ 7 ต้องมีวินัย

รู้กันมั้ยว่า พรสวรรค์ โชค และวินัย คือ สามสิ่งที่จะทำให้นักเขียนประสบความสำเร็จได้ และวินัยคือสิ่งที่ทุกคนมีเท่าเทียมกันมากที่สุด ไม่มีใครสามารถควบคุมมันได้นอกจากตัวเราเอง เราจะแข่งกับคนที่มีพรสวรรค์ได้อย่างไร หากเขาสามารถเขียนนิยายได้ทุกวัน ขณะที่เราสมองตันจนเขียนไม่ออกสักตัว เราจะแข่งกับคนที่มีโชคได้อย่างไร หากเขาอัปนิยายแล้วมีคนกดเข้ามาอ่าน มากกว่านิยายของเราที่อัปในเวลาเดียวกัน ทั้งหมดนี้ เต็มไปด้วยเรื่องราวของชะตากรรมที่เราไม่อาจกำหนดได้ ยกเว้นเรื่อง “วินัย” ที่เราสามารถทำได้เท่าเทียมกัน ฉะนั้น การที่คุณบังคับตัวเองให้เขียนนิยายทุกวันไม่ใช่เรื่องผิด วันไหนที่คุณไม่อยากเขียนนิยายก็ไม่ใช่เรื่องผิดเช่นกัน ดังนั้น การตั้งกติกาเพื่อฝึกวินัยให้ตัวเราเอง ก็สามารถกำหนดชะตากรรมของเราได้เหมือนกันนะ อย่างน้อยก็มีกฎไว้ให้ทำ แม้ว่าเราจะแอบแหกกฎบ้างก็ตาม

………………

ถ้าเราอยากมีชะตากรรมแบบไหน ก็กำหนดเองเลยค่ะ ทางลัดทั้งหมดนี้ให้คุณตัดสินใจได้ด้วยตัวเองเลยค่ะ เราไม่จำเป็นต้องทำครบทั้ง 7 ข้อก็ได้ค่ะ บางข้อเราอาจทำไปแล้วหลายครั้งแต่ยังไม่เห็นผลที่ชัดเจนพอ บางข้อเราอาจจะเลยสเต็ปนี้ไปแล้ว หรืออาจจะยังไม่เคยทำมาก่อนก็ได้ เลือกทำในสิ่งที่เราสบายใจ และอยู่กับปัจจุบันค่ะ จำไว้ว่าความสำเร็จคือซากของความล้มเหลวที่กองทับถมกันอยู่ ถ้าคุณยังยึดติดกับความล้มเหลว คุณอาจจะมองไม่เห็นปลายทางของความสำเร็จก็ได้ มาลองใช้ทางลัดเหล่านี้ ปรับปรุงตัวเองและงานเขียนของเรากันค่ะ 

พี่แนนนี่เพน

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก

https://www.writersdigest.com/whats-new/the-90-secrets-of-bestselling-authors
https://unsplash.com/ 

Deep Sound แสดงความรู้สึก

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #1
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ขอบคุณมากเลยค่ะ อ่านเเล้วมีพลังอย่างบอกไม่ถูก

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #2
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ขอบคุณค่ะ เป็นบทความที่ดีมากๆ อ่านแล้วให้ความรู้สึกแบบ เออ แค่นี้แหละถ้าอยากเป็นนักเขียน ถ้าทำแล้วมีความสุขก็ทำก็ทำไปแม้คนอื่นจะมองว่ามันไร้สาระแต่เราทำแล้วมีความสุขอ่ะ555ฉันไม่สนว่าใครจะมองไร้สาระ

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #3
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ขอบคุณสำหรับบทความนี้มากเลยค่ะ


    แต่ก่อนเราอ่านฟิคเยอะมากเลยเกิดไอเดียในหัวเยอะมากๆ จนต่อมาก็มีความคิดที่อยากจะเขียนฟิคเป็นของตัวเองบ้าง จนสุดท้ายเราก็เริ่มเขียนฟิคเรื่องนึง เราเขียนไปเรื่อยๆ แต่เราชอบเอาวิวและคอมเมนท์ที่น้อยกว่าฟิคของนักเขียนคนอื่นๆ มาเปรียบเทียบกับของตัวเองและแคร์ความคิดของคนอื่นมากเกินไปจนกลัวว่าตัวเองจะเขียนออกมาได้ไม่ดี ไม่ถูกใจคนอ่านทั้งที่เราควรแคร์ความรู้สึกของตัวเองและโฟกัสในสิ่งที่เราอยากจะเขียนและทำให้เราสบายใจได้มากกว่า

    จนในที่สุดเราก็หมดกำลังใจ หมดไฟในการเขียน ส่วนจากที่เราเคยอ่านฟิคหลายๆ เรื่องพร้อมกันก็กลายเป็นว่าเราอ่านน้อยลงๆ จนในที่สุดก็ไม่ได้อ่านอีกเลย สิ่งหลักที่เคยให้ไอเดียในการเขียนของเราก็หายไปหมด กลายเป็นว่าเราคิดอะไรไม่ออกเลย เวลาที่นึกขึ้นมาได้ว่าอยากจะเข้าไปต่อฟิคมันก็จะมีความรู้สึกที่ว่าไม่มีอารมณ์ทำแบบนั้นอีกแล้วเพราะไม่มีทั้งกำลังใจและแรงบันดาลใจ

    เราพยายามที่จะกลับเข้าสู่วงการอ่านฟิคอีกครั้งเพื่อที่จะได้มีแรงบันดาลใจแต่ก็ไม่อินซักเรื่อง รู้สึกว่าไม่มีเรื่องไหนเลยที่ถูกใจ

    จนทุกวันนี้ผ่านมา 2 ปีกว่าแล้วฟิคเรื่องแรกของเราก็ยังไม่จบเลย แต่พอมาอ่านบทความนี้แล้วเรามีกำลังใจมากขึ้นเยอะเลยค่ะ ต่อไปนี้เราจะพยายามทำตามข้อแนะนำของทั้งสองคน อย่างน้อยๆ ก็กลับไปอ่านให้มากขึ้น จะได้มีแรงบันดาลใจแล้วเกิดไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมาในหัวเราบ้าง จะได้มีแรงจูงใจในการเขียนฟิคให้มากขึ้น จะได้ไม่รู้สึกฟุ้งซ่านเหมือนที่เคยเป็น


    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ อย่างเช่นบทความนี้นะคะ มันมีความหมายต่อหลายคนมากๆ เลย


    ขอบคุณจริงๆ ค่ะ

    ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ขอบคุณมากเลยค่ะ อ่านเเล้วมีพลังอย่างบอกไม่ถูก

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ขอบคุณค่ะ เป็นบทความที่ดีมากๆ อ่านแล้วให้ความรู้สึกแบบ เออ แค่นี้แหละถ้าอยากเป็นนักเขียน ถ้าทำแล้วมีความสุขก็ทำก็ทำไปแม้คนอื่นจะมองว่ามันไร้สาระแต่เราทำแล้วมีความสุขอ่ะ555ฉันไม่สนว่าใครจะมองไร้สาระ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ขอบคุณสำหรับบทความนี้มากเลยค่ะ


      แต่ก่อนเราอ่านฟิคเยอะมากเลยเกิดไอเดียในหัวเยอะมากๆ จนต่อมาก็มีความคิดที่อยากจะเขียนฟิคเป็นของตัวเองบ้าง จนสุดท้ายเราก็เริ่มเขียนฟิคเรื่องนึง เราเขียนไปเรื่อยๆ แต่เราชอบเอาวิวและคอมเมนท์ที่น้อยกว่าฟิคของนักเขียนคนอื่นๆ มาเปรียบเทียบกับของตัวเองและแคร์ความคิดของคนอื่นมากเกินไปจนกลัวว่าตัวเองจะเขียนออกมาได้ไม่ดี ไม่ถูกใจคนอ่านทั้งที่เราควรแคร์ความรู้สึกของตัวเองและโฟกัสในสิ่งที่เราอยากจะเขียนและทำให้เราสบายใจได้มากกว่า

      จนในที่สุดเราก็หมดกำลังใจ หมดไฟในการเขียน ส่วนจากที่เราเคยอ่านฟิคหลายๆ เรื่องพร้อมกันก็กลายเป็นว่าเราอ่านน้อยลงๆ จนในที่สุดก็ไม่ได้อ่านอีกเลย สิ่งหลักที่เคยให้ไอเดียในการเขียนของเราก็หายไปหมด กลายเป็นว่าเราคิดอะไรไม่ออกเลย เวลาที่นึกขึ้นมาได้ว่าอยากจะเข้าไปต่อฟิคมันก็จะมีความรู้สึกที่ว่าไม่มีอารมณ์ทำแบบนั้นอีกแล้วเพราะไม่มีทั้งกำลังใจและแรงบันดาลใจ

      เราพยายามที่จะกลับเข้าสู่วงการอ่านฟิคอีกครั้งเพื่อที่จะได้มีแรงบันดาลใจแต่ก็ไม่อินซักเรื่อง รู้สึกว่าไม่มีเรื่องไหนเลยที่ถูกใจ

      จนทุกวันนี้ผ่านมา 2 ปีกว่าแล้วฟิคเรื่องแรกของเราก็ยังไม่จบเลย แต่พอมาอ่านบทความนี้แล้วเรามีกำลังใจมากขึ้นเยอะเลยค่ะ ต่อไปนี้เราจะพยายามทำตามข้อแนะนำของทั้งสองคน อย่างน้อยๆ ก็กลับไปอ่านให้มากขึ้น จะได้มีแรงบันดาลใจแล้วเกิดไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมาในหัวเราบ้าง จะได้มีแรงจูงใจในการเขียนฟิคให้มากขึ้น จะได้ไม่รู้สึกฟุ้งซ่านเหมือนที่เคยเป็น


      ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ อย่างเช่นบทความนี้นะคะ มันมีความหมายต่อหลายคนมากๆ เลย


      ขอบคุณจริงๆ ค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ขอบคุณสำหรับบทความนี้มากเลยค่ะ

      ตอบกลับ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?