/>

กว่าจะเป็น #นิติแมนแฟนวิศวะ ซีรีส์จากนิยายวายเรื่องแรกของ “ชไมเจ” []

วิว

กว่าจะเป็น #นิติแมนแฟนวิศวะ
ซีรีส์จากนิยายวายเรื่องแรกของ “ชไมเจ”
 

สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน หลายปีที่ผ่านมา ผลงานนิยายจากนักเขียนเด็กดีได้กลายเป็นละครและซีรีส์ไปแล้วจำนวนมาก ล่าสุดนิยายวายเรื่อง NITI man, society and lover หรือที่รู้จักกันในชื่อ #มนุษย์นิติสังคมและคนรัก ก็กำลังจะกลายเป็นซีรีส์ในชื่อ #นิติแมนแฟนวิศวะ ให้แฟนๆ นักอ่านได้ติดตามรอคอยกันอีกหนึ่งเรื่อง.. สำหรับใครที่เคยอ่านมาแล้วพี่เชื่อว่าต้องตั้งตารอคอยนักแสดงกันอยู่แน่ๆ เพราะหนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้นักอ่านหลายๆ คนตกหลุมรักนิยายเรื่องนี้ ก็คือ คาแรคเตอร์แมนๆ เตะบอลกันของคู่พระนาย และการจับคณะนิติศาสตร์กับคณะวิศวกรรมศาสตร์มาชนกันนี่แหละ ที่ทำให้นิยายแนวมหา’ลัยเรื่องนี้แตกต่างนิยายเรื่องอื่น จนได้รับความสนใจจากนักอ่านอย่างล้นหลาม

พบปะพูดคุยวันนี้ พี่แนนนี่เพนจึงชวนนักเขียนสาวเจ้าของนามปากกา “ชไมเจ” มาเมาท์ถึงนิยายที่เธอเขียนกันสักหน่อยว่ามีความเป็นมาอย่างไร ทำไมต้องเป็นคณะนิติศาสตร์กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ด้วยล่ะ มารู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังของนิยาย และตัวตนของนักเขียนสาวคนนี้ไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ เชื่อว่าถ้าหากชาวเด็กดีได้รู้จักเธอมากขึ้น จะต้องอึ้งกับความคิดและมุมมองของเธอกันแน่ๆ อย่ารอช้า มารู้จัก “ชไมเจ” ผ่านแฮชแท็กเหล่านี้กันเลยค่ะ 
 

#ชไมเจมีวันนี้ได้เพราะคุณตัวเจ

เราชื่ออุ้ยค่ะ ตอนนี้ก็อายุจะเข้า 23 ปีแล้ว เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ กำลังทำงานรอรับปริญญาอยู่ค่ะ เป็นเจ้าของนิยายเรื่อง NITI man, society and lover หรือ ‘มนุษย์นิติสังคมและคนรัก’ ค่ะ 

นามปากกา “ชไมเจ” ของเรามาจาก “ชไมพร” ที่เป็นชื่อจริงๆ ของเราค่ะ คำว่า “ชไม” พอแปลไทยเป็นไทยจะหมายความว่า ทั้งคู่ หรือ ทั้งสอง เราเลยคิดว่า เอ๊ะ...ถ้าเอามารวมกับคำว่า “เจ” จะได้ไหมนะ เพราะคำว่า ‘เจ’ ที่เราหมายถึงคือตัว J ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นอักษรตัวแรกในชื่อของบุคคลสองคนที่เรารู้สึกอยากขอบคุณพวกเขามากๆ เพราะทั้งคู่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจที่ทำให้เราเริ่มต้นเขียนฟิคหลายๆ เรื่อง และเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของเราด้วย เราเลยรู้สึกอยากขอบคุณที่ชีวิตนี้ได้รู้จักพวกเขา โดยการใส่คำว่า “เจ” ต่อท้ายชื่อของตัวเองค่ะ พอเอามารวมกันแล้วก็จะแปลความหมายได้ว่า ‘ทั้งสองเจ’ ให้ความรู้สึกเหมือนว่ามีทั้งพวกเขาและเราอยู่ในชื่อเดียวกันเลย คือ ตอนแรกก็เหมือนจะคิดขึ้นมาแบบเล่นๆ แต่ตอนนี้รู้แล้วล่ะค่ะว่าที่มาถึงตรงนี้ได้ก็เพราะพวกเขาจริงๆ
 

#ใครๆ ก็เขียนนิยายจากความชอบกันทั้งนั้น

เราเริ่มเขียนนิยายจากแฟนฟิคญี่ปุ่นก่อนเลยค่ะ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะประมาณช่วง ม.3 ด้วยความที่ตอนนั้นกระแสคู่ที่เราชอบยังมีไม่มาก ทำให้นักเขียนมีน้อย ฟิคเองก็ลดหลั่นไปตามประชากรนักเขียนด้วย วันดีคืนดีจู่ๆ ก็รู้สึกอยากอ่านฟิคขึ้นมา แต่ว่าไม่มีเรื่องไหนอัปให้อ่านเลย สุดท้ายเราเลยตัดสินใจเขียนอ่านเองซะเลย เขียนจบบ้างไม่จบบ้าง มีดองบ้าง ลบทิ้งบ้าง กว่าจะมีนิยายที่เป็นรูปเป็นร่างได้ก็ใช้เวลาอยู่หลายปีเลยค่ะ แล้วตอนนั้นเราก็เริ่มหันมาเขียนแฟนฟิคเกาหลีเพิ่มเพราะชื่นชอบศิลปินเกาหลีขึ้นมาด้วย.. จริงๆ เราอยากจะขอบคุณเวลาหลายปีที่ผ่านมาเหมือนกัน เพราะมันเป็นเหมือนบทเรียนสำคัญที่มอบอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับการเขียนนิยายให้เราได้เยอะเลยค่ะ 
 

#จากแฟนฟิคสู่นิยายวาย

ตอนเรียนอยู่มหาลัยปีสอง มีช่วงหนึ่งที่เราเครียดๆ บวกกับเริ่มหมดไฟในการเขียนแฟนฟิค เพื่อนเราเลยแนะนำนิยายวายของนักเขียนไทยที่มีความสามารถหลายๆ ท่านมาให้อ่าน เราเลยมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับนิยายวายมากขึ้นค่ะ ที่อ่านไปและรู้สึกชอบก็เป็นพวกฟีลมหาลัยซะส่วนใหญ่ เพราะมันตรงกับช่วงวัยของเราที่กำลังเรียนอยู่พอดี เราเลยมีความคิดว่าถ้าเราลองเขียนดูบ้างจะเป็นยังไง ใส่เรื่องราวที่ตัวเองได้พบเจอในชีวิตประจำวันเข้าไปด้วย อาจจะทำให้เขียนได้ง่ายขึ้นรึเปล่า เนื่องจากทุกอย่างมันดูใกล้ตัว เราเขียนแล้วน่าจะอินกับเนื้อเรื่องด้วย ซึ่งหลายๆ เหตุการณ์ที่เขียนในเรื่อง ส่วนมากก็จะนำมาจากเรื่องราวในชีวิตจริงที่เราได้พบเจอเลยค่ะ แล้วตอนนั้นเองคือตอนที่เราเริ่มกลับมามีไฟในการเขียนอีกครั้ง

ถามว่าแฟนฟิคกับวายต่างกันยังไง.. คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องอิมเมจของตัวละครค่ะ อย่างแฟนฟิคก็อาจจะถูกเขียนมาจากกลุ่มแฟนคลับที่มีความชื่นชอบในตัวศิลปินหรือตัวละครใดตัวละครหนึ่ง แล้วนำอิมเมจของคู่ที่ตัวเองชอบมาเขียนเป็นเรื่องราวขึ้นมาใหม่ ในขณะที่นิยายวาย เราจะจินตนาการตัวละครในเรื่องเป็นใครก็ได้ตามแบบของเรา ในแบบที่เราชอบ ตัวอย่างเช่น เมื่อเราอ่านนิยายวายที่มีชื่อตัวละครใหม่ๆ ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้นะ แต่เราจะจินตนาการคู่นี้เป็นคู่ชิปศิลปินที่เราชอบก็ย่อมได้ อีกอย่างเรามองว่านิยายวายเป็นเหมือนการเปิดมุมมองเรื่องความรักในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งแต่ละเรื่องก็จะมีมุมมองใหม่ๆ ที่แตกต่างกันออกไป ยิ่งบางเรื่องก็ทำให้รู้สึกถึงคำว่า ‘เพศ’ ไม่ใช่ตัวแปรสำคัญในการใช้ชีวิตอีกต่อไป พออ่านแล้วก็รู้สึกดีมากๆ ค่ะ ส่วนตัวเลยคิดว่าเสน่ห์ของนิยายวายน่าจะรวมอยู่ตรงนี้ด้วย
 

 #นิยายวายเรื่องแรกที่เขียนจบและกลายเป็นซีรีส์

ตอนที่รู้ว่านิยายได้เป็นซีรีส์.. เอาจริงๆ รู้สึกไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่ค่ะ แบบว่า เฮ้ย มันไม่มากไปหน่อยเหรอ แค่ออกหนังสือกับทางสำนักพิมพ์เราก็รู้สึกว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่แล้วสำหรับนิยายวายเรื่องแรก ถ้าทำเป็นซีรีส์แล้วมันจะได้รับผลตอบรับดีไหมนะ? คนจะชอบหรือเปล่า? คิดมากไปต่างๆ นานาเลยค่ะ แต่ว่าพอได้เห็นกระแสตอบรับจากนักอ่านที่มาให้กำลังใจและบอกว่าจะคอยติดตามกันก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมาเลย รู้สึกว่าจะต้องทำมันออกมาให้เต็มที่ ทำให้ดีตามที่ทุกคนคาดหวัง และเราก็เชื่อมั่นว่าทางพี่ๆ ทีมงานทุกคนจะทำมันออกมาได้ดีที่สุดเหมือนกันค่ะ 
 

#เมาท์นิยายมนุษย์นิติสังคมและคนรัก

พูดถึงเรื่องพล็อตก็อยากจะบอกทุกคนว่ามีเสื่อไหมคะ ขอเชิญนั่งก่อน เริ่มต้นคือ NITI man, society and lover ดัดแปลงมาจากชื่อวิชาเรียนหนึ่งของคณะนิติศาสตร์ Man, culture and society ค่ะ แรงบันดาลใจมาจากตอนที่เราขับรถจากหอพักไปวิ่งออกกำลังกายที่บึงของมหาลัย ตอนนั้นหอพักเราเป็นหอในอยู่แถวๆ คณะวิศวะฯ แล้วคณะนิติฯ อยู่ติดกับบึงของมหาลัยพอดี ตอนแรกก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไร แต่พอขับๆ ไปก็ได้แต่คิดว่าทำไมมันไกลกันจัง ไกลแบบนี้เด็กวิศวะฯ กับนิติฯ ที่เป็นแฟนกันนี่หากันเจอได้ยังไง บวกกับช่วงปีสองเรามีเรียนกฎหมายพอดี แล้วก็ได้อ่านกระทู้ในเว็บๆ หนึ่งว่าด้วย ‘เปิดมุมชีวิตของเด็กนิติ’ อ่านแล้วรู้สึกว่ามันน่ารักมากอยากแชร์ค่ะ เด็กนิติฯ ก็นักศึกษาธรรมดาเหมือนๆ เรา ไม่ได้จริงจังหรือน่ากลัวอะไรอย่างที่หลายคนเข้าใจ จะเป็นไรไปถ้าจะจีบใครสักคนโดยที่ไม่ต้องใช้เหตุผล แต่ใช้แค่ใจก็พอ แถมคณะนิติฯ ในมอเราก็อยู่ไกลจากชาวบ้านชาวช่องเขาด้วย เด็กนักศึกษาก็เยอะอีกต่างหาก มันต้องมีช้างเผือกซ่อนอยู่แน่ๆ เลยกลายมาเป็นคอนเซ็ปต์ของพระเอกเราค่ะ แล้วทำไมนายเอกถึงต้องเป็นเดือนวิศวะฯ แน่นอนว่าพูดถึงความแมน ความหล่อ ก็คงหนีไม่พ้นตัวเลือกคณะวิศวกรรมศาสตร์ดินแดนชายฉกรรจ์เป็นส่วนใหญ่ เราอยากได้เคะที่มีความเจ้าชู้ ขี้เล่นหน่อยๆ แต่ก็ยังต้องพ่ายแพ้ให้กับใครอีกคน ก็เลยออกมาเป็นเจ้าจินในที่สุด 
 

#บอมจินคือคู่พระนายต่างขั้วที่เข้ากันได้ดี

ตัวละคร ‘จิน’ สำหรับเราเป็นคาแรกเตอร์ที่อยากเขียนออกมาให้อ่านแล้วรู้สึกว่าจับต้องได้มากที่สุด สามารถเจอได้ทั่วไป หรือเพจหนุ่มหล่อประจำมอ ไม่ก็ร้านคาเฟ่ที่น้องชอบไปนั่งเล่นกับผู้หญิงที่กำลังคุยด้วยอยู่ แบบสมมติถ้าเราเจอใครคนนึงที่หน้าตาดีหน่อยออกไปทางน่ารักนิดๆ ก็จะทำให้นึกถึงจินขึ้นมาได้ แบบต้องอุทาน โอ๊ะ คนนี้เหมือนน้องจินเลยเนอะ อะไรประมาณนี้ค่ะ ส่วนของ ‘บีบอม’ เราตั้งใจให้เป็นเหมือนขั้วตรงข้ามของจินค่ะ ที่ยิ่งถ้าจินสามารถจับต้องได้มากแค่ไหน บีบอมก็จะอยู่ห่างไกลกับคำว่าจับต้องได้มากแค่นั้น เปรียบเทียบอีกแบบคือจินเหมือนไฟ บีบอมเป็นน้ำ ม้าพยศต้องมีคนปราบ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังเป็นความแตกต่างที่เหมือนกัน คิดว่าคนอ่านน่าจะชอบที่ตรงจุดนี้ด้วยมั้งคะ 
 

#ความรักคือการยอมรับซึ่งกันและกัน

สำหรับเราประโยคที่ว่า ‘ตอนเขาอยู่กลับไม่เห็นค่า มารู้สึกว่าเขาสำคัญก็ตอนที่เขาไม่ได้อยู่ข้างๆ เราแล้ว’ คงอธิบายเหตุผลในการยอมรับของจินได้ดีที่สุดแล้วค่ะ ในเรื่องมันจะมีช่วงที่บีบอมหายไปจากจินอยู่พักหนึ่ง ไลน์ไม่อ่าน โทรไปไม่ติด แถมไม่มาหาอีก (ซึ่งจริงๆ บีบอมไม่ได้อยากจะหายไปเลย แต่เพราะมือถือพังและก็เรียนหนักด้วย) ทั้งๆ ที่เป็นความต้องการของจินแท้ๆ แต่น้องกลับไม่มีความสุขเอาซะเลย มันเลยทำให้คิดขึ้นมาได้ว่าตัวเองคงเริ่มจะซึมซับการมีผู้ชายคนนี้เข้ามาอยู่ในชีวิตแล้ว อยู่แบบนี้ต่อไปก็ทรมานตัวเองเปล่าๆ น้องก็เลยตัดสินใจลองที่จะเดินหน้าไปกับบีบอมดูค่ะ ในส่วนของบีบอม เรารู้สึกว่าเขามีสภาพแวดล้อมที่ดีด้วยล่ะค่ะ มีเพื่อนที่คอยเข้าใจ และมีพ่อกับแม่ที่ใช้เหตุผลคุยกันมากกว่าอารมณ์ การยอมรับเรื่องเพศที่สามจึงไม่ใช่ปัญหาของเขาเลย และเขาเองก็เป็นคนที่ค่อนข้างมีอะไรก็พูดออกไปตรงๆ ไม่ว่าจะกับพ่อแม่ เพื่อน หรือว่ากับจิน จึงไม่แปลกที่เขาจะรู้ตัวและยอมรับกับตัวเองตั้งแต่ที่รู้สึกว่าเริ่มชอบจินแล้ว ที่เหลือเลยขึ้นอยู่กับจินล้วนๆ เลยค่ะ
 

#ไม่ใช่แจ็คแจ็คดุจปีศาจแต่เป็นแจ็คแจ็คดุจกามเทพ

ต้องยกให้แจ็คแจ็คดุจปีศาจเลยค่ะ เขาค่อนข้างเป็นตัวละครที่คอยสร้างสีสันให้กับเรื่องและเป็นส่วนช่วยเล็กๆ ที่ทำให้คู่พระนายเข้าใจกัน ถึงจะเป็นวิธีแปลกๆ ไปหน่อย แต่เราคิดว่าเขาหวังดีกับเพื่อนของตัวเองแน่นอนค่ะ ในส่วนของซีรีส์นั้น ถ้าหากนักแสดงที่ได้รับบทตัวละครตัวนี้แล้วสามารถเข้าถึงบทบาทได้อย่างจริงจังไม่แพ้คู่พระนาย เชื่อเลยว่าจะยิ่งทำให้ซีรีส์มีความสมจริงและน่าดูมากยิ่งขึ้นไม่ต่างไปกับนิยายเลยค่ะ
 

#ฉากที่ชไมเจรอคอย

จริงๆ แล้วก็มีหลายฉากเลยค่ะ อย่างฉากที่ทั้งสองคนคุยเล่นกันในตอน ‘นิติกรชวนน้องยิ้ม’ ช่วงท้ายๆ ที่ถามกันเรื่องชื่อและคณะเรียนของกันและกัน มันเป็นฉากที่ไม่ได้มีคำพูดอะไรหวานแหวว แต่เหมือนเป็นการที่ทั้งคู่เริ่มที่จะอยากรู้เรื่องราวของกันและกันให้มากขึ้น ซึ่งก็เป็นการคุยเล่นตามประสาเพื่อน แต่ก็มีความรู้สึกลึกๆ ในสายตาของคนทั้งสองว่าต้องการมีกันและกันอยู่ข้างๆ มากแค่ไหน ไม่ว่าจะในฐานะไหนก็ตาม เราอยากรู้ว่าถ้าเป็นซีรีส์แล้วมันจะออกมาเป็นธรรมชาติและน่ารักมากแค่ไหน แต่ก็แอบอยากรู้เหมือนกันนะคะว่านักอ่านอยากจะเห็นฉากไหนบ้าง ยังไงก็แวะมากระซิบเราได้นะคะ
 

#ความคาดหวังของชไมเจ

กระแสตอบรับค่อนข้างดีเลยค่ะ ไม่สิ สำหรับเรามันดีมาก ๆ เลยต่างหาก ไม่คิดเลยว่าจะได้รับความรักและกำลังใจมากมายขนาดนี้ อยากขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ ตอนแรกก็มีแอบหวั่นๆ บ้าง แต่พอได้ประกาศออกไปทางสื่อต่างๆ ว่าจะทำ ก็มีนักอ่านหลายๆ ท่านเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจ ยิ่งพอมีบางท่านบอกว่าจะรอติดตาม เท่านั้นแหละ เหมือนยกภูเขาออกจากอกเลยค่ะ ตอนนี้หวังว่าทุกอย่างจะออกมาดี เป็นธรรมชาติ และคงกลิ่นอายไม่ต่างจากนิยายเอาไว้ในเรื่องให้ได้มากที่สุดค่ะ
 

#เขียนนิยายให้จบฉบับชไมเจ

คงต้องบอกว่าการเขียนนิยายให้อะไรหลายอย่างมากจนเราคาดไม่ถึงเลยค่ะ ต้องลองมาสัมผัสดูสักครั้งนะคะ ถึงเราเองจะไม่ใช่นักเขียนมืออาชีพและทำมันออกมาได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ยังไงก็คิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการเป็นนักเขียนก็คือการมี Passion, Imagination และ Responsibility ค่ะ ก่อนอื่นเลยต้องมี ‘Passion’ ค่ะ ก็คือความชอบ ความหลงใหลในบางอย่าง ซึ่งในที่นี้เราหมายถึง ต้องรักที่จะเขียน ไม่ว่าผลตอบรับจะออกมาเป็นยังไงก็ตาม และก็ ‘Imagination’ หรือจินตนาการ คือการเขียนเนี่ยมันเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านตัวหนังสือใช่ไหมล่ะ เพราะงั้นเราจะทำยังไงให้คนอ่านรับรู้ได้ถึงความรู้สึกผ่านตัวอักษรไม่กี่คำ ดังนั้นจินตนาการก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญเหมือนกัน สุดท้าย Responsibility ความรับผิดชอบ เราจะต้องมีความรับผิดชอบไม่เพียงแต่ต่อตนเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักอ่านและก็นิยายของตัวเองที่เราเลือกที่จะสร้างมันขึ้นมาด้วยนะคะ ถ้าเรามีสามสิ่งนี้อยู่พร้อมๆ กันแล้ว ไม่ว่าจะเขียนนิยายออกมากี่เรื่องก็จบทุกเรื่องแน่นอน 
 

 #เขียนไม่ออกต้องออกไปหาประสบการณ์

การออกไปหาประสบการณ์คือสิ่งที่เราทำอยู่บ่อยๆ ค่ะ อย่างถ้าเวลาไหนคิดนิยายไม่ออก เราก็จะหยุดมันไว้ตรงนั้นแล้วก็ออกไปใช้ชีวิตกับเพื่อนๆ ไปเที่ยวเล่นบ้าง ไปพบเจอกับเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่มันอาจจะสามารถนำกลับมาบอกเล่าในรูปแบบของนิยายได้ อาจจะเรียกง่ายๆ ว่ามันคือการออกไปเรียกฟีลในตอนนั้นของตัวเองกลับมาค่ะ เอาจริงๆ ก็เหมือนไปเติมไฟในการเขียนที่เริ่มหมดอ่ะค่ะ เราสามารถกลับไปยังสถานที่ต่างๆ หลายๆ ฉากที่เคยเขียนได้ เราจะชอบกลับไปเพื่อซึมซับเอาความรู้สึกนั้นกลับมาที่ตัวเองจนทำให้เขียนต่อได้ค่ะ
 

#ถึงนักอ่านของชไมเจ

อันดับแรกคงต้องขอขอบคุณที่คอยติดตามผลงานและคอยเป็นกำลังใจให้กันมาตลอดหลายเรื่องที่ผ่านมา ต่อให้เราเขียนนิยายจบไปกี่เรื่อง แต่ถ้าขาดนักอ่านไปแล้ว ยังไงเรื่องที่เขียนก็คงจะไม่มีทางจบได้อย่างสมบูรณ์ เพราะองค์ประกอบของนิยายสำหรับเราไม่ใช่แค่มีชื่อเรื่อง โครงเรื่อง เนื้อเรื่อง ตัวละคร และตอนจบที่สมบูรณ์แบบ แต่มันยังรวมไปถึงนักอ่านที่คอยเป็นแรงผลักดันให้เราตลอดด้วย ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ 

ส่วนตอนนี้ต้องขอฝากติดตามนิยายของเราที่กำลังจะถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์ในชื่อ #นิติแมนแฟนวิศวะ หรือ #NITImanTheSeries ด้วยนะคะ ทุกคนสามารถติดตามการอัพเดตได้ในช่องทางแฟนเพจเฟซบุ๊ค รวมทั้งแอคเคาท์ทวิตเตอร์ในชื่อ PlanT.N Entertainment เลย ส่วน IG ก็พิมพ์ตรงช่องค้นหาว่า plant.n.ent แล้วกดตุ่ม Follow เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ได้โดยไม่ตกหล่นแล้ว หรือหากต้องการพูดคุยกับเรายังไงก็เข้าไปคุยกันได้ที่แอคเคาท์ทวิตเตอร์ ช ไ ม เ จ @chamaij_ กันได้เลยนะคะ

สุดท้ายนี้ฝากเป็นกำลังใจให้กับนิยายเรื่อง ENTANEER หรือ มนุษย์วิศวะกับรักคูลๆ ซึ่งเป็นภาคแยกของมนุษย์นิติฯ ที่เรากำลังเขียนอยู่เพิ่มด้วยอีกเรื่องนะคะ รับรองว่าความน่ารักของเนื้อหาจะต้องฟินไม่แพ้ไปกับมนุษย์นิติฯแน่ๆ ยิ่งถ้าได้รับฟีดแบคกลับมาเยอะๆ แล้วเชื่อเลยค่ะว่าเราต้องเขียนจบอีกเรื่องแน่นอน อีกอย่างถ้าเรื่องนี้ได้รับความสนใจมากๆ อาจจะได้นำไปทำเป็นซีรีส์ต่อจากนิติแมนก็ได้น้า ยังไงก็ฝากนักอ่านช่วยลุ้นไปกับเราด้วยนะคะ 
 

…………………..

ใครอยากส่งกำลังใจให้ชไมเจ อย่าลืมติดตามผลงานของเธอกันนะคะ สำหรับนักอ่านพี่เชื่อว่าเบื้องลึกเบื้องหลังของนิยายคงทำให้ทุกคนอ่านนิยายเรื่องนี้ฟินไปอีกเท่าตัว ส่วนนักเขียน ชไมเจบอกว่าเธอใช้ชีวิตแบบ easy going คืออยากทำอะไรก็ทำ อย่ารอเวลา เพราะเวลาไม่เคยรอใคร ดังนั้น อย่ารอเวลา รีบอัปนิยายกันค่ะนักอ่านรออยู่ ใครที่เพิ่งหัดเขียนก็เริ่มจากความชอบของเราก่อนเลยค่ะ ไม่แน่ว่านิยายเรื่องแรกของเราอาจจะกลายเป็นซีรีส์ขึ้นมาเหมือนนิยายเรื่องแรกของชไมเจก็ได้นะคะ แล้วเจอกันใหม่ค่ะชาวเด็กดีทุกคน
 

พี่แนนนี่เพน

5 เรื่องต้องรู้! เปิดขาย “แพ็กเกจใหม่” อย่างไรไม่ให้เสียสิทธิ์แคมเปญ “ลดราคา”

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #มนุษย์นิติสังคมและคนรัก #NITI man #society and lover #นิติแมนแฟนวิศวะ ##NITImanTheSeries #นิยายวาย #ซีรีส์ #ชไมเจ #chamaij

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?