/>

เรื่องเล่าของ “จิตติ” ถึงชีวิตที่เป็นมากกว่านักเขียนภายใต้นามปากกา “JittiRain” []

วิว

“งานเราอาจจะไม่ได้ดีเท่าเรื่องก่อน ไม่สนุกเท่าเรื่องก่อน 
แต่ ณ เวลานี้ที่เราเขียน เราคิดว่าเราทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ก็พอแล้ว - จิตติ”

          สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน นามปากกา “JittiRain” หรือที่นักอ่านรู้จักกันในชื่อ “จิตติ” คือ นักเขียนนิยายรักว่าด้วยความสัมพันธ์ของผู้ชายกับผู้ชาย ที่นักอ่านชาวเด็กดีน่าจะรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี นิยายรักที่จิตติเขียนเรื่อง “ทฤษฎีจีบเธอ” กลายเป็นซีรีส์กระแสแรงที่ทำให้ผู้คนตกหลุมรักจนได้รับความนิยมไกลถึงต่างประเทศ และล่าสุดนิยายเรื่อง “เพราะ...เราคู่กัน” หรือที่เรารู้จักในชื่อ #คั่นกู ก็เป็นนิยายของจิตติอีกหนึ่งเรื่องที่กำลังจะตามมาเป็นซีรีส์ยอดฮิตในเร็วๆ นี้

          หากถามว่าเอกลักษณ์งานเขียนของ “จิตติ” คืออะไร?

          ว่ากันตามตรง แม้นิยายของจิตติจะไม่ได้ถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์ แต่ด้วยแนวคิด และฝีมือการเขียนนิยายของเธอ คนที่ได้อ่านนิยายเรื่องแรกไม่ว่าจะเริ่มอ่านจากเรื่องไหนก่อนก็ตาม เมื่ออ่านจนจบแล้ว พี่เชื่อว่าพวกเขาจะต้องอยากไปตามอ่านนิยายแทบทุกเรื่องที่มีชื่อ “JittiRain” เป็นผู้เขียนอยู่แน่นอน

          นิยายของจิตติ มักจะเน้นความสัมพันธ์ของตัวละครเป็นหลัก ทำให้ “บทสนทนา” มีสำนวนภาษาที่ดึงดูดใจ เป็นเรื่องราวที่เข้าใจง่าย อ่านแล้วอิน ดึงอารมณ์นักอ่านได้ลึกซึ้งชนิดที่ไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำตาไหลออกมาตอนไหน กระทั่งสายตาเริ่มพร่าเบลอจนอ่านต่อไปไม่ได้นั่นแหละ.. นี่ถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์งานเขียนของจิตติได้รึเปล่านะ?

          เพื่อให้ชาวเด็กดี ทั้งนักอ่านและนักเขียน ได้รู้จักตัวตนของ “จิตติ” มากกว่าที่เคยคิดว่ารู้จัก พี่จึงชวนนักเขียนสาวมาพบปะพูดคุยกับทุกคนในแง่มุมที่หลายๆ คนน่าจะคาดไม่ถึง เริ่มด้วยการอัปเดตชีวิตในปัจจุบัน ลากยาวไปถึงช่วงเวลาก่อนจะมาเป็นนักเขียน คุยถึงงานเขียนที่กลายเป็นซีรีส์ ความคาดหวัง และความกดดัน  ตลอดจนทิศทางในอนาคตของจิตติบนเส้นทางนักเขียนของเธอกันค่ะ
 

………………

จิตติกับช่วงเวลาแห่งความสุข

          ช่วงนี้ยังคงใช้ชีวิตอยู่กับการเขียนเป็นหลักค่ะ ทั้งงานไอเดียของเราเดี่ยวๆ หรือโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่มีโอกาสได้ทำ เป็นช่วงที่มีความสุขกับการหาข้อมูลเพื่อนำมาเขียนงานมากๆ เพราะได้พบปะผู้คน ดูหนัง อ่านหนังสือแนวที่สนใจ รวมถึงได้ขยายขอบเขตการอ่านหนังสือในแนวที่มักไม่ค่อยได้อ่านด้วยค่ะ
 

ย้อนวันวานก่อนเป็นนักเขียน

          ถ้าย้อนกลับไปคงเป็นช่วงมัธยมฯ เลยที่เรายังไม่มีเป้าหมายในชีวิตว่าอยากเรียนหรือทำงานอะไรแน่ชัด เราจึงลองเริ่มจากการตั้งคำถามก่อนว่า เราชอบวิชาอะไรมากที่สุด สุดท้ายก็ได้คำตอบว่าชอบ ชีววิทยา ทีนี้คณะที่เรียนเกี่ยวกับชีวะเป็นหลักมันค่อนข้างเยอะ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคณะที่เรียนแล้วเราจะมีความสุข แถมใจเรายังไม่อยากเรียนสายวิทย์สุขภาพด้วย เลยใช้เวลาอยู่กับคำถามนี้อยู่นาน กระทั่งตัดสินใจมาเรียนครูด้วยความรู้สึกที่ว่านอกจากได้เรียนสิ่งที่เราชอบแล้ว อย่างน้อยเราอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงหรือให้อะไรกับเด็กๆ ได้บ้าง
 

ย่างก้าวสำคัญที่ทำให้เกิดนักเขียนนามปากกา “JittiRain”

          เราชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ เริ่มจากกิจกรรมตอนประถมที่เมื่อก่อนจะมีบันทึกรักการอ่านช่วงคาบกลางวัน เราจะดีใจทุกครั้งที่คาบนั้นได้อ่านหนังสือจากห้องสมุดโรงเรียนและจดบันทึกว่าเราได้อะไรจากมันบ้าง มองย้อนกลับไปตอนนี้เลยคิดว่าจริงๆ แล้วห้องสมุดโรงเรียนมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ เหมือนกัน อาจด้วยความที่ตอนนั้นอินเทอร์เน็ตยังไม่เป็นที่แพร่หลาย และไม่ได้มีความเร็วเหมือนอย่างปัจจุบัน เลยมองว่าคำถามต่างๆ ที่เด็กคนหนึ่งจะหาได้มักอยู่ที่หนังสือเกือบทั้งหมด แม่เราเห็นตรงจุดนี้เลยต่อยอดความชอบของเราด้วยการพาไปร้านหนังสือเป็นประจำ และหลังจากนั้น วันเกิดในทุกๆ ปี เราจะได้ของขวัญเป็นหนังสือสักเล่มจากแม่เสมอ

          เราจำไม่ได้แล้วว่าหนังสือเล่มแรกที่อ่านคือเรื่องอะไร แต่หนังสือเล่มแรกที่ทำให้เราอยากลุกขึ้นมาเขียนอะไรเป็นของตัวเองบ้าง คือช่วง ม.ต้น ที่มีโอกาสได้อ่านนิยายชุดนาร์เนีย นั่นคือความแฟนตาซีแบบจัดเต็มครั้งแรกที่ได้อ่าน กับเด็กคนหนึ่ง เรารู้สึกว่ามันคือความแปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็น การที่ใครสักคนเดินเข้าไปซ่อนในตู้เสื้อผ้าแล้วโผล่ไปอีกโลกหนึ่งมันชวนฝันมากเลยนะ เราอยากเขียนให้ได้แบบนั้น เลยนำมาซึ่งการทดลองเขียนนิยายฉบับตัวเองที่แม้ใครจะอ่านไม่เข้าใจ แต่เราเข้าใจ
 

นิยายเรื่องแรก.. จิตติให้คะแนนเต็มสิบ

          เรื่องแรกที่เขียนเป็นเรื่องสั้นแฟนตาซีค่ะ เราไม่ได้เผยแพร่เป็นวงกว้างนอกจากให้เพื่อนอ่าน ฟีดแบ็กคือความนิ่ง เพราะเพื่อนจะงงมากว่าแกเขียนอะไร ไม่ปะติดปะต่อเลย แต่ถ้าถามตัวเองตอนนั้นให้คะแนนเท่าไหร่คงให้เต็มสิบ มันเป็นจุดที่เด็กคนหนึ่งได้ลองทำอะไรใหม่ๆ แล้วคิดว่านั่นน่ะดีที่สุดของเธอแล้ว แต่ถ้าถามตอนนี้ก็ไม่รู้จะให้คะแนนยังไง เพราะเมื่อโตขึ้นเราล้วนมีคำว่า ‘ดีที่สุด’ ไม่เหมือนเดิม
 

จากคุณครูชีววิทยาสู่เส้นทางนักเขียน

          ชีววิทยามันอยู่รอบตัวมนุษย์ค่ะ ทั้งจากร่างกาย และสภาพแวดล้อม เรียกได้ว่า กิจวัตรประจำวันตั้งแต่ตื่นยันหลับล้วนเกี่ยวข้องกับชีววิทยาหมด ดังนั้นเราจึงนำความรู้หลายอย่างมาปรับใช้ค่อนข้างบ่อย แต่ที่เห็นเป็นรูปธรรมก็คือคนอ่านจะจำได้ว่าถ้านิยายที่ตัวเอกเป็นโรค มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับสภาพร่างกายหรือจิตใจเมื่อไหร่ก็ตาม เขาจะนึกถึงเราเสมอ นอกจากจะใช้ความรู้เดิมที่เรียนมาแล้ว ยังต้องหาข้อมูลต่อยอดความไม่รู้บางอย่างของเราเพิ่มอีก ทั้งจาก Case Report, Research หรือ Paper ข้อมูลบางอย่างมันอาจจะเก่าแล้วจึงต้องคอยอัปเดตไปเรื่อยๆ เพราะเชื่อว่าคนเราก็ต้องเรียนรู้อยู่ทุกวัน
 

ทุกคนล้วนเติบโต นิยายบางเรื่องจึงเกิดขึ้นในช่วงชีวิต ณ ขณะหนึ่งเท่านั้น

          ยังจำช่วงดึกคืนหนึ่งได้ดี เราอยู่กับเพื่อนที่ทำงานสายครีเอทีฟเหมือนกัน เราบอกกับเขาว่าไม่ชอบงานในอดีตของตัวเองเท่าไหร่เพราะมุมมองในปัจจุบันของเราเปลี่ยนไป เพื่อนก็บอกมาประโยคหนึ่งว่า ดีที่สุดในแต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกัน ตอนนั้นนิยายเรื่องหนึ่งอาจดีที่สุดสำหรับเราแต่ตอนนี้อาจไม่ใช่ เพราะฉะนั้นอยากให้เคารพตัวเองในอดีตและเคารพตัวเองในปัจจุบันด้วย

          บทสนทนานี้มันทำให้เราเห็นได้ชัดว่างานของตัวเอง จากเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มันคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการเติบโต การได้รับประสบการณ์ การถูกสอนจากสังคม การได้เปิดโลกและออกจากเซฟโซนของตัวเอง เราเชื่อว่างานงานหนึ่งเราจะเขียนได้แค่ช่วงชีวิต ณ ขณะหนึ่งเท่านั้น โตขึ้นมาอีกหน่อยเราจะไม่มีทางเขียนแบบเดิมได้อีก สนุกแบบเด็กๆ เศร้าแบบเด็กๆ ก็ตอนที่เราเป็นเด็กเท่านั้นถึงจะเข้าใจและอินไปกับมัน
 

ในวันที่นิยายกลายเป็นซีรีส์..

          สำหรับนิยายที่กลายเป็นซีรีส์ มันเกินจากความคาดหวังไปมากเลยค่ะ สิ่งที่เราคาดหวังในตอนนั้นก็คือแค่ได้เห็นงานของตัวเองในมุมมองใหม่ ใน entertainment รูปแบบใหม่ ได้เห็นบทนิยายกลายเป็นบทละครให้เราได้ศึกษาและเรียนรู้ เพราะศาสตร์ของงานเขียนกับภาพยนตร์หรือซีรีส์คนแสดงมีความแตกต่างกัน เราเลยอยากเห็นจุดนั้นมากกว่า

          ส่วนเสียงตอบรับแม้ไม่ได้คาดหวังเป็นอันดับแรกๆ แต่อยากขอบคุณมากค่ะที่สนับสนุนและรักซีรีส์ทุกเรื่องที่ทำจากนิยายของเรา มันมาไกลจากวันแรกที่เริ่มเดินทางจริงๆ
 

ตัวชี้วัดที่ดีที่สุด คือ การทำให้เต็มที่ที่สุด ณ ขณะนั้น

          เมื่อก่อนกดดันแต่ตอนนี้ไม่แล้ว ถ้าคิดว่างานเขียนคือศิลปะมันคงไม่มีมาตรฐานอะไรมาชี้วัดได้อย่างแน่ชัดว่าแบบนี้เรียกว่าดีแค่ไหนสำหรับคนอ่าน ช่วงหลังเราเลยเขียนงานโดยยึดจากความคาดหวังของตัวเองเป็นหลัก ตั้งโกลด์เล็กๆ เอาไว้ว่าอยากเห็นอะไรจากนิยายเรื่องที่กำลังเขียน หรือดูว่าเรื่องก่อนมีจุดบกพร่องตรงไหนที่เราสามารถแก้ไขได้บ้างก็นำมาปรับใหม่ แล้วลงมือเขียนมันด้วยความสนุกอย่างที่เรามักทำ 

          ประสบการณ์แต่ละวันมันสอนให้เราเติบโต งานเราอาจจะไม่ได้ดีเท่าเรื่องก่อน ไม่สนุกเท่าเรื่องก่อน แต่ ณ เวลานี้ที่เราเขียน เราคิดว่าเราทำเต็มที่ที่สุดแล้วก็พอแล้ว ไม่อย่างนั้นเราก็มานั่งคาดหวังว่าดีเรื่องนี้หากเรื่องต่อไปไม่ดีจะเป็นยังไง เป็นตัวเราเองมั้ยที่เจ็บปวดและจมอยู่กับมัน
 

เลือกได้ว่าจะทุกข์หรือสุข.. อยู่ที่เราเลือก

          ทุกคนต้องเคยทุกข์กับเส้นทางที่ตัวเองเลือก ไม่มีทางเลือกไหนที่ไม่มีอุปสรรคหรือราบรื่นไปตลอด เราทุกข์เพราะงานเขียนมันไม่เป็นอย่างหวัง ทุกข์เพราะคาดหวังว่าทุกคนจะต้องรักมันทั้งที่ความจริงไม่มีใครบนโลกรักสิ่งไหนเหมือนกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ พอลดความคาดหวังตรงนั้นลงไป และตั้งเป้าหมายว่าจะทำมันให้ดีที่สุดเท่าที่เราในช่วงเวลานั้นจะทำได้ก็พอแล้ว

          ส่วนทุกข์ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอกเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากค่ะ เพราะเราไม่สามารถบอกใครได้ว่าห้ามคิดยังไงกับเรา ง่ายสุดคือต้องแก้ที่ตัวเอง หากเป็นสิ่งที่ผู้อื่นติเพื่อก่อก็นำมาปรับปรุง สิ่งไหนที่ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้นก็ปล่อยไป ฉะนั้นเราเลยไม่ค่อยจมอยู่กับอะไรนานๆ เท่าไหร่
 

“นิยายวาย” มาในจังหวะที่ใช่ จนกลายเป็นความชอบ

          ความชอบของเราไม่ได้เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด ไม่ได้เหมือนกับรักแรกพบที่เจอแล้วหัวใจเต้นแรงและรู้สึกว่านี่แหละใช่ที่สุด ความชอบเกี่ยวกับวายของเรามันเริ่มมาจากจุดหนึ่งก่อน คือ การอ่าน จากนั้นจึงพัฒนาไปที่การเขียน ช่วงเวลาก่อนเข้ามาเขียนวายเราจมอยู่กับนิยายที่ตัวเองเขียนมากๆ อัปเดตลงแพลตฟอร์มออนไลน์ยี่สิบกว่าตอน แต่มีแค่สี่คอมเมนต์เอง หนังสือนิยายทำมือเล่มแรกขายได้สี่เล่ม อีก 16 เล่มแม่เอาไปแจกเพื่อนที่ทำงานเพราะขั้นต่ำของโรงพิมพ์ต้องพิมพ์ 20 เล่มเท่านั้น

          เรานึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา แบบว่า...ไม่เคยมีความคิดอยากหยุดเขียนเลย มีแต่อยากเขียนเรื่องใหม่เพื่อที่คนจะได้เข้ามาอ่านมากขึ้น ถ้ายังไม่มากหลังเขียนเรื่องเดิมจบแล้วก็เขียนใหม่ไปเรื่อยๆ พอถึงจุดหนึ่งเลยได้คำตอบ ความอยากเขียนยังอยู่ แต่สิ่งที่ทำน่ะไม่ใช่ตัวเรา จึงต้องมองหาสิ่งใหม่ๆ จนกระทั่งได้ลองเขียนงานวาย หากถามว่าทำไมถึงคิดว่าสิ่งนี้ใช่ที่สุด สำหรับเรามันเกิดจากองค์ประกอบหลายอย่าง คือ 

          1. ความสุข ความตื่นเต้น และไอเดียพลุ่งพล่านเวลาได้ลงมือเขียน 
          2. จังหวะเวลา
          3. การมีตัวตน (ข้อนี้บางคนอาจไม่จำเป็นต้องยึด) 
          4. โอกาส

 

นิยายรักสไตล์จิตติ คือ การเติบโต

          การเติบโตค่ะ ความรักมันเหมือนร่างกายมนุษย์ ตอนเด็กเป็นอย่างหนึ่ง พอโตขึ้นก็จะเป็นอีกแบบ ซึ่งเป็นผลมาจากการได้รับการเลี้ยงดู อาหาร เสื้อผ้า ความรู้ และปัจจัยหลายๆ อย่างที่มนุษย์แต่ละคนได้รับต่างกัน คล้ายกับนิยายที่มีส่วนผสมจากผู้เขียนที่แตกต่าง และเติบโตในทิศทางที่หลากหลายค่ะ
 

การตกหลุมรักนักเขียนในดวงใจทำให้นิยายมีกลิ่นอายที่แตกต่างกันไป

          เรามีนักเขียนในดวงในหลายคนค่ะ เปลี่ยนไปตามความสนใจในแต่ละช่วง หากถามว่างานเขียนของนักเขียนในดวงใจมีอิทธิพลมั้ยต้องตอบว่ามีมากๆ เหมือนเวลาเราตกหลุมรักบางสิ่งบางอย่างในตัวเขา เราก็อยากเป็นสิ่งนั้น เช่น ช่วงหนึ่งอินมูราคามิมาก เลยถ่ายทอดความเหงาลงไปในนิยาย อะไรทำนองนั้น
 

บทสนทนา หนังที่ได้ดู และหนังสือที่ได้อ่าน คือ แหล่งสร้างแรงบันดาลใจของจิตติ

          เวลาเขียนนิยาย ได้แรงบันดาลใจมาจากหลายทางค่ะ

          1. บทสนทนาในชีวิตจริง มันคือการหลุดออกจากกรอบความเป็นตัวของตัวเอง เพราะโลกนี้ไม่ได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาเป็นไทป์เดียวกันหมด ทุกคนมีความแตกต่าง มีความหลากหลาย นั่นเลยทำให้เราได้รู้จักผู้คนมากขึ้นผ่านการ ‘สังเกตหรือฟัง’ เวลาเพื่อนพูดอะไรแล้วมันทัชเราจะรีบจดไว้ทันที หรือคนบางคนอาจไม่ได้รู้จักกันด้วยซ้ำ แต่เราเห็นเค้าจากที่ไกลๆ เผลอได้ยินบทสนทนาที่เขาใช้ มันก็นำมาปรับใช้ในงานเขียนได้เช่นกัน

          2. หนังที่ได้ดู เวลาดูหนังมักได้ประโยคดีๆ หรือไดอาล็อกแปลกใหม่กลับมาเสมอ เช่น ไดอาล็อกเป็นเอกลักษณ์ในหนังของเควนติน หรือหนังไดอาล็อกเรียบง่ายแต่ซึมลึกแบบหว่องกาไว

          3. หนังสือที่ได้อ่าน เป็นเหมือนอีกโลกหนึ่งที่เราไม่เคยเจออันเนื่องจากประสบการณ์ยังน้อย โลกนี้เราจะได้เห็นบทสนทนาใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน กับชุดคำศัพท์ที่ไม่คุ้นตา ทั้งที่ความจริงมันมี แค่เรายังไม่เคยได้สัมผัส สิ่งเหล่านี้ก็สามารถนำมาปรับใช้ในงานเขียนได้เช่นกันค่ะ
 

อยากรู้จักตัวตนจิตติด้านไหน เลือกอ่านจากไทป์นิยายที่ชอบได้เลย 

          ถ้าพูดถึงเรื่องยาวที่เขียนจะมีประมาณ 16 เรื่องค่ะ นิยายแต่ละเรื่องที่เขียนมีส่วนผสมของเราทีละเล็กทีละน้อย ไม่มีเรื่องไหนที่ทุกคนจะได้รู้จักตัวตนของเราทั้งหมด แต่อาจจะรู้จักเราในเสี้ยวหนึ่งของชีวิตเท่านั้น อย่างร้ายเดียงสา ดราม่าจัดๆ ก็มีความเหงาลึกๆ ส่วนหนึ่งของตัวเองที่ใส่ลงไป ตัดกลับมาที่คอมเมดี้จัดอย่าง #คั่นกู มันก็คือช่วงหนึ่งในวัยเรียนที่ตัวเองเคยเจอเช่นกัน

          ดังนั้นจึงไม่อาจตอบได้แน่ชัดนักว่า หากอยากรู้จักเราควรอ่านนิยายเรื่องไหน แต่สามารถบอกได้ว่าถ้าอยากรู้จักเสี้ยวหนึ่งของเราในอารมณ์ใด ให้เลือกนิยายตาม genre นั้นๆ ได้เลย
 

จิตติกับโลกของการเป็นนักเขียน

          การเขียนนิยายทำให้เรารอบคอบ อัปเดตข่าวและพร้อมก้าวทันสิ่งต่างๆ มากกว่าเดิม เรามีเพื่อน รู้จักออกไปเผชิญโลกกว้างและจัดการชีวิตตัวเองได้ดีขึ้น เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา รู้จักทั้งความสุข อยู่กับความเศร้า และผ่านมันไปแบบที่เรามองเห็นคุณค่าในตัวเอง ที่สำคัญการเขียนทำให้เราเรียนรู้ว่าเราได้เจอสิ่งที่ตัวเองอยากอยู่กับมันไปตลอดแล้ว

          นักเขียน คือ มนุษย์ผู้ซึ่งต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาและถ่ายทอดสิ่งที่เรียนรู้นั้นให้กับผู้อ่าน เพราะตอนนี้โลกเปิดกว้าง สื่อต่างๆ เข้ามามีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของคนมากกว่าเมื่อก่อน งานเขียนจึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะขยายความเข้าใจให้กับผู้คน สิ่งสำคัญที่นักเขียนต้องมีสำหรับเราคือ ต้อง ‘อยาก’ ที่จะเขียนก่อน ยอมรับความคิดพลาดและพร้อมพัฒนาตัวเอง อีกข้อหนึ่งที่เราเริ่มได้เรียนรู้ในช่วงหลังมานี้ก็คือความรับผิดชอบต่อสังคมค่ะ
 

ทิศทางในอนาคตของจิตติ

          เคยลงมือเขียนแฟนตาซีไปแล้วครั้งหนึ่งแต่ไม่จบเหมือนเคย เลยคิดว่าจะมีสักวันหนึ่งที่สามารถก้าวข้ามจุดนี้ไปได้ แต่แพลนในปีหน้าเรามีทุกอย่างอยู่ในหัวหมดแล้ว สิ่งที่เน้นหนักเลยคือเรื่อง ‘ความสัมพันธ์’ เราอยากเขียนความสัมพันธ์ที่โคตรอินของมนุษย์ดูบ้าง บางความสัมพันธ์แทบไม่มีชื่อเรียกด้วยซ้ำแต่เราเข้าใจว่ามันเป็นยังไง ถ้าคิดว่าความรักเกิดขึ้นจากหลากหลายรูปแบบ เราก็อยากเขียนความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่หลากหลายและแตกต่างจากที่เขียนเช่นกันค่ะ
 

สิ่งที่อยากทำและยังไม่ได้ทำ

          เยอะมากเลย สิ่งหนึ่งที่ยังอยากทำอยู่และฝันอยากทำมานานแล้วคือเขียนบทหนัง เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล เลยคิดว่าจะเดินไปเรื่อยๆ สักวันก็คงใกล้เอง
 

เป้าหมายบนเส้นทางนักเขียน

          คือการที่พรุ่งนี้เราอยากตื่นขึ้นมาเพื่อที่จะเขียนอะไรสักอย่างอีก อยากมีชีวิตอยู่เพื่อทำมัน แค่คิดว่าถ้าตายไปแล้วไม่ได้เขียนอีก ต้องเป็นผีที่เศร้าแน่ๆ อะ

คติประจำใจของจิตติ

          ถ้าถามคติประจำใจ มันคงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ พรุ่งนี้อาจจะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่สำหรับวันนี้ขอยก Quotes จากหนัง Les Amants Réguliers มาแล้วกันค่ะ “You should never give up what you love.” ถ้ารักอะไรแล้วคงต้องทำมันต่อไปแหละค่ะ
 

สิ่งที่อยากฝากถึงนักเขียน และนักอ่านชาวเด็กดี

          สำหรับนักเขียน ก่อนอื่นเลยเราอยากให้ทุกคนสร้าง Self-Esteem ให้กับตัวเอง มันอาจจะสร้างยากเพราะสภาพสังคมและการเลี้ยงดูไม่เอื้ออำนวย แต่จริงๆ มันสร้างได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เราว่ามันสำคัญเพราะในขณะที่เรามองหาความสุขจากที่อื่น รอให้คนอื่นมาเห็นคุณค่าเรา ตัวเราควรมองเห็นคุณค่าในตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก พอมีตรงจุดนี้มากขึ้นแล้ว เราจะยอมรับตัวเองได้มากขึ้น ให้อภัยตัวเองเมื่อเผลอทำผิดพลาดและรู้จักแก้ไข ไม่ว่าจะทำอะไร เราจะมีความสุขและสามารถจัดการปัญหาเพื่อผ่านพ้นเรื่องเลวร้ายได้ดีกว่าเดิมแน่นอน

          สำหรับนักอ่าน ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่มอบให้เสมอ ที่ยังติดตาม ที่ยังเฝ้ารอแม้บางครั้งเราจะห่างหายไปจากงานที่ทำหรืออะไรก็แล้วแต่ ทุกครั้งที่กลับมาเรามีความสุขทุกครั้งเลยค่ะที่ยังมีเพื่อนคอยกอดอย่างอบอุ่นเสมอ
 

ผลงานของจิตติที่อยากบอกต่อชาวเด็กดีทุกคน

          ล่าสุดเพิ่งออกหนังสือหนึ่งเล่มค่ะ ชื่อ บทกวีของปีแสง หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไปเลย หรือจะสั่งซื้อได้ทาง Jamshop ก็ได้เช่นกัน และเร็วๆ นี้จะมีซีรีส์เพราะเราคู่กัน #คั่นกู ฉายกับทาง GMMTV อ้อ! นิยายอีกเรื่องหนึ่งที่ยังอัปอยู่ตอนนี้ชื่อวิศวกรรณโยธา ยังไงจิตติขอฝากหนังสือและซีรีส์ไว้ด้วยนะคะ ส่วนผลงานเรื่องอื่นๆ คนอ่านสามารถติดตามได้ที่เพจเฟซบุ๊ก JittiRain ได้เช่นกันค่ะ
 

………………

          มากกว่าการได้รู้จักตัวตนของจิตติ คือ การได้มุมมองชีวิต และแง่คิดดีๆ จากนักเขียนที่หลายคนบอกว่าเธอประสบความสำเร็จบนเส้นทางนักเขียนแล้ว พี่แนนนี่เพนเชื่อว่าใครที่อ่านบทสัมภาษณ์นี้จนจบ จะเห็นว่าจิตตินั้นก็มีช่วงเวลาที่ทุกข์ และรู้สึกล้มเหลวอยู่เหมือนกัน ใครที่เป็นนักเขียนอย่าหวาดกลัวการที่นิยายมีคอมเมนต์น้อยเลยค่ะ แต่ก่อนตอนที่จิตติมีเพียงสี่คอมเมนต์เธอยังฝ่าฟันมาได้ มาเอาชนะตัวเองด้วย “ความอยากเขียน” เหมือนที่จิตติทำกันเถอะค่ะ สำหรับนักอ่าน พี่เชื่อว่าจิตติจะเป็นนักเขียนในดวงใจของทุกคน ที่อยากติดตามผลงานและให้กำลังใจเสมอ หวังว่าทุกคนจะรู้จัก “จิตติ” มากกว่าที่เคยรู้จักกันนะคะ แล้วเจอกันใหม่ค่ะ ^^ 

พี่แนนนี่เพน

5 เรื่องต้องรู้! เปิดขาย “แพ็กเกจใหม่” อย่างไรไม่ให้เสียสิทธิ์แคมเปญ “ลดราคา”

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #จิตติ #JittiRain #ทฤษฎีจีบเธอ #คั่นกู #บทกวีของปีแสง #วิศวกรรณโยธา #นิยายวาย

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?