/>

หัวโล่งก็เขียนได้! ลอง 7 วิธีเขียนนิยายสำหรับคนที่อยากเขียนแต่ไม่มีไอเดียในหัวกันเลย []

วิว

หัวโล่งก็เขียนได้! ลอง 7 วิธีเขียนนิยาย
สำหรับคนที่อยากเขียนแต่ไม่มีไอเดียในหัวกันเลย


สวัสดีค่ะ นักเขียนเด็กดีทุกคน จะเป็นไปได้ไหมที่เราอยากเขียนนิยายแต่ไม่มีไอเดียอยู่ในหัวเลย หรือเคยรู้สึกว่าอยากเขียนนิยายแต่ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรบ้างไหม ไม่ว่าเราจะจับปากกา หรือวางมือบนแป้นพิมพ์แล้วก็ตาม เราก็ยังรู้สึกว่า “ฉันอยากเขียนนิยายมากๆ” แต่ในหัวฉันโล่งสุดๆ ไปเลย อาการของคนอยากเขียนแต่ไม่มีไอเดีย ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยค่ะ นักเขียนหลายคนเจอปัญหานี้บ่อยๆ จนชิน และวิธีการส่วนใหญ่ที่เรามักได้รับคำแนะนำกลับมาก็คือ การดูหนัง ฟังเพลง ออกไปเจอโลกภายนอกบ้าง เผื่อจะปิ๊งไอเดียอะไรขึ้นมา ทว่าทุกวิธีการย่อมมีข้อยกเว้นเสมอ นักเขียนแต่ละคนต่างมีไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ในบทความนี้ พี่แนนนี่เพนจึงได้ลองหาไอเดียการเขียนนิยายสำหรับคนที่อยากเขียนแต่ไม่มีไอเดียมาฝาก มาดูกันว่าไอเดียไหนเหมาะกับเราบ้าง! 
 

7 วิธีเขียนนิยายสำหรับคนที่อยากเขียนแต่ไม่มีไอเดีย!

1. เริ่มจากแนวที่ชอบอ่าน

ในเมื่ออยากเขียนนิยายแต่ไม่มีไอเดีย วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เรามีไอเดียก็คือ เลือกจากแนวนิยายที่เราชอบอ่านก่อนเป็นอันดับแรกเลยค่ะ รู้กันไหมว่าแนวนิยายที่เราชอบเป็นขุมทรัพย์ที่เราไม่จำเป็นต้องเสาะแสวงหาให้เหนื่อยเลย เพราะเมื่อเราชอบอะไร เรามักจะจดจำเรื่องราวเหล่านั้นได้ดีมากๆ และเป็นไปได้ค่อนข้างน้อยที่เราจะไม่ทราบรายละเอียดของแนวนิยายที่เราชอบเลย เช่น หากเราชอบอ่านนิยายกำลังภายใน สิ่งที่เราในฐานะนักอ่านมักจะจำได้ดี คือ เรื่องของการฝึกตน ลำดับขั้นของปราณ วิธีการพัฒนาตัวเอง และเรื่องราวของยุทธภพ เป็นต้น โดยการใช้วิธีนี้ จะทำให้เรามองเห็นไอเดียที่เราอยากเขียนได้ดียิ่งขึ้น เช่น ชอบแนวแฟนตาซี ธีมเรื่องเกี่ยวกับแม่มด และชอบการทะลุมิติ เราอาจจะนำคีย์เวิร์ดเหล่านี้ มาสร้างเป็นพล็อตขึ้นมาก่อน จากนั้นค่อยวางโครงเรื่องเป็นขั้นตอนต่อไป เพียงเท่านี้เราก็หาไอเดียในการเขียนได้แล้ว นอกจากนี้ เมื่อเราต้องไปศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำมาเขียนในนิยายของเรา ข้อได้เปรียบที่เราจะได้รับก็คือ การเข้าใจข้อมูลต่างๆ ได้ง่าย และใช้เวลาศึกษาอย่างรวดเร็วนั่นเอง 

2. เริ่มจากการเขียนแบบสั้น

ใครที่เล่นทวิตเตอร์บ่อยๆ น่าจะคุ้นชินกับการโพสต์ข้อความที่จำกัดจำนวนตัวอักษรกันอยู่แล้วนะคะ วิธีที่สองนี้ก็ง่ายมากๆ เลยค่ะ แต่อาจจะยากตรงที่เราต้องหมั่นเขียนเป็นประจำบ่อยๆ เพื่อความเคยชิน ซึ่งความจริงแล้วการหาไอเดียโดยการเขียนแบบสั้นนั้น มีนักเขียนหลายคนใช้วิธีนี้กันมานานแล้ว บางคนเรียกว่า Drabble บ้าง ฟิคลั่นบ้าง ฟิคชั่ววูบบ้าง แล้วแต่คนจะเรียกกัน แต่ที่ทำเหมือนกันเลยคือ การเขียนเรื่องสั้นจากสถานการณ์ หรือจากช่วงเวลาหนึ่งขึ้นมา บางทีก็เป็นการเขียนแบบลอยๆ ไม่มีที่มาที่ไป แต่เป็นเรื่องราวที่อ่านแล้วเข้าใจได้ในทันที อ่านแล้วเอาไปมโนจินตนาการกันต่อไป ซึ่งการเริ่มเขียนแบบสั้นนี้ มีวิธีการคล้ายการเขียนพล็อตเลยค่ะ ใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน เกิดขึ้นอย่างไร จากนั้นเราสามารถนำการเขียนแบบสั้นนี้มาเขียนต่อยอดเป็นเรื่องยาวได้ในภายหลัง โดยเคล็ดลับที่อยากแนะนำสำหรับการเขียนแบบสั้นเพื่อหาไอเดีย คือ เราต้องเลือกมาเพียงหัวข้อเดียวเท่านั้นค่ะ จะเขียนเกี่ยวกับบุคคล เหตุการณ์ หรือ สิ่งที่เราเจอมาก็ได้ เป็นไดอารี่สั้นๆ บันทึกไว้ก่อน แล้วก็พยายามเขียนให้เร็วที่สุดโดยไม่ต้องแก้ไข เพียงเท่านี้เรามีไอเดียจากที่เราเขียนเก็บไว้ในแต่ละวันแล้วค่ะ
 

3. เริ่มจากการไม่มีกฏเกณฑ์

เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมการเขียนนิยายที่มาจากจินตนาการอิสระของเรา เมื่อนำมาเขียนเป็นเรื่องเล่าทำไมถึงเต็มไปด้วยกฏเกณฑ์ต่างๆ มากมาย นักเขียนหลายคนมีความคิดและไอเดียที่ดีมาก แต่พวกเขามักจะปล่อยให้ความคิดสร้างสรรค์ถูกล้อมรอบไปด้วยกรอบต่างๆ จนแทบไม่เป็นตัวของตัวเอง และแม้แต่จะเริ่มเขียนสักประโยคหนึ่ง ก็รู้สึกว่าถูกจับจ้องโดยใครสักคนที่มองไม่เห็น และรอวิพากษ์วิจารณ์เราอยู่ในอนาคต วิธีที่สามนี้จึงขอให้ทุกคนปล่อยวางค่ะ ถือกฏอะไรอยู่ทิ้งไป อยากเขียนภาษาให้สละสลวยเหรอ ทิ้งไปก่อน อยากเล่าเรื่องให้ดึงดูดใจ อยากเขียนให้ตรงกับกลุ่มนักอ่าน และอื่นๆ อีกมากมายที่อยู่ในหัวเรา ทิ้งมันไปก่อนค่ะ เคล็ดลับการหาไอเดียที่สำคัญที่สุด คือ เขียนจากสิ่งที่เราชอบ เขียนจากสิ่งที่เราอยากเขียน ไม่ต้องไปกังวลเรื่องกฏเกณฑ์ต่างๆ ในอนาคตให้วุ่นวาย เล่าสิ่งที่เราอยากเล่าไปก่อน เขียนให้จบแล้วค่อยกลับมารีไรต์ในภายหลังก็ยังไม่สาย จุดสำคัญอยู่ที่เราเจอสิ่งที่เราอยากเขียนรึเปล่า พอไม่มีอะไรเป็นกรอบเราแล้ว ลองเริ่มหาไอเดียจากสองข้อแรกก็ได้นะ หรือถ้ายังคิดว่าไม่ตรงกับตัวเรา ไปดูข้อที่สี่กันเลย! 

4. เริ่มจากการนอน 

ข้อนี้เป็นการหาไอเดียที่ดีมากเลยค่ะ พี่แนนนี่เพนเองก็ทำอยู่บ่อยๆ ความจริงมันเหมือนการเขียนบันทึกไดอารี่มากกว่าด้วยซ้ำ แต่ไม่น่าเชื่อตรงที่เรามันทำให้เรามีไอเดียในแต่ละวันนี่แหละ วิธีการหาไอเดียจากข้อนี้ คือ การจดบันทึกก่อนนอน และหลังตื่นนอนค่ะ ไอเดียของเราอาจจะดูเรียบง่ายไปบ้าง เพราะเป็นชีวิตประจำวันของเรา แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เราได้เห็นมุมมองของเราที่มีต่อตัวเราเอง และคนอื่นๆ ค่ะ โดยก่อนนอนให้เราจดสิ่งที่เราจำได้ตลอดทั้งวัน และหลังจากตื่นนอน ให้เราจดสิ่งที่เรารู้สึกหลังจากตื่น รวมถึงสิ่งที่เรากำลังจะทำตลอดทั้งวันเก็บไว้ การทำแบบนี้ซ้ำๆ เป็นประจำ นอกจากจะช่วยให้เราหัดสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตแล้ว ยังช่วยในเรื่องการเขียนเรียบเรียงเรื่องราวอีกด้วย ทั้งนี้ เราไม่ควรเขียนเล่ายาวเกินไป ควรเขียนเรื่องราวแบบสั้นๆ ให้ได้ใจความ และเมื่อย้อนกลับมาอ่านทีหลังเราสามารถจำเหตุการณ์และความรู้สึกนั้นได้ก็พอแล้ว ขอแอบกระซิบว่าไอเดียบทความนี้ พี่เพิ่งคิดได้ตอนตื่นนอนในวันหยุดปีใหม่ คิดว่า “จะเขียนอะไรดี ตอนนั้นในหัวโล่งมาก” เพียงเท่านี้บทความนี้ก็เกิดขึ้นมาแล้ว จากปัญหาง่ายๆ ในเช้าวันหนึ่งเท่านั้นเอง 

5. เริ่มจากการคุยกับตัวเอง

ข้อนี้ก็ง่ายอีกแล้วค่ะ อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเราสันโดษ หรือไม่มีใครให้พูดคุยด้วยนะคะ เริ่มที่ตัวเราก่อน คุยกับตัวเองก่อนเลยค่ะ ไม่ว่าตอนนี้เราจะทำอะไรอยู่ หรือยู่ในสถานการณ์ไหน ลองตอบตัวเองจากใจจริงดูว่า “เรารู้สึกอย่างไร” ณ ขณะนั้น วิธีการในข้อนี้ขอแนะนำให้จดบันทึกคำไว้แบบหยาบๆ แต่ละเอียด เราอาจจะจดเป็นคำพูดก็ได้ เขียนเป็นคำหรือวลีก็ได้ ขอแค่เพียงเราอ่านแล้วรู้ว่าเราตอนนั้นรู้สึกอย่างไรก็พอ ไอเดียที่เราจะได้จากข้อนี้ คือ สถานการณ์จริงในชีวิตของเราค่ะ การบรรยายว่าตัวเรารู้สึกอย่างไร ทำให้เราเห็นภาพของสถานการณ์ตอนนั้นว่า หากนิยายของเรามีฉากนี้อยู่ ตัวละครของเราจะรู้สึกอย่างไร และเขาจะทำอย่างไรต่อไป แม้ว่าเราอาจจะยังไม่มีพล็อตเจ๋งๆ ที่เราอยากเขียน แต่เราก็มีไอเดียจากเหตุการณ์ต่างๆ เก็บไว้รอแล้ว ดังนั้น อย่าพลาดที่จะจดจำ และจดบันทึกความรู้สึกนึกคิดของตัวเรา จากนั้นค่อยๆ ขยับขยายเล่าถึงคนรอบข้างก็ได้ ไอเดียนี้เป็นประโยชน์ต่อการเขียนมากจริงๆ ค่ะ 
 

6. เริ่มจากการคุยกับคนอื่น

ในเมื่อเราอยู่เฉยๆ ไอเดียไม่วิ่งมาหา เราก็ต้องวิ่งไปหาไอเดียกันแล้วล่ะ ถ้าสมอง เอ๊ย หัวเราโล่งมากๆ ลองหาอะไรเข้าหัวเราดูก่อน เช่น การเสพข่าว การเล่นโซเชียล หรือแม้แต่การตอบแชทเพื่อนๆ ของเรา เพราะบางครั้งความคิดสร้างสรรค์ของเราอาจจะเกิดจากการได้เห็นคำบางคำ ประโยคบางประโยค หรือไม่ก็อาจจะเป็นเรื่องราวหนึ่งที่เราบังเอิญเข้าไปอ่าน หรือได้พูดคุยในสถานการณ์นั้นๆ ก็ได้ หรือถ้าบางทีการอยู่คนเดียว หรือยู่กับตัวเองมากไป ทำให้เราคิดอะไรไม่ออก ลองไปคุยกับใครสักคน โทรหาคนที่ว่าง และเราสนิทใจด้วย พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวบางอย่างต่อกัน เพียงเท่านี้ จากสมองโล่งๆ ของเราก็จะเต็มไปด้วยเรื่องราวต่างๆ มากมาย บางทีเราอาจจะได้แบ่งปันเรื่องราวดีๆ ของเราให้คนอื่นไปด้วยก็ได้ วิธีการในข้อนี้ นอกจากจะเป็นตัวเราที่วิ่งเข้าหาไอเดียแล้ว ยังเป็นการเพิ่มประสบการณ์ให้เราได้รู้จักพูดคุยกับคนอื่นมากขึ้นอีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข้อแม้อยู่นะคะ ระหว่างการพูดคุย หรือหาอะไรเข้าสมอง อย่าไปจดจ่อกับการหาไอเดียมากจนเกินไป อย่ายัดเยียดไอเดีย เลือกในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกอยากเขียนก็พอค่ะ 

7. เริ่มจากการคิดแบบโลกคู่ขนาน

ขอแบบจริงจังอีกสักข้อ การหาไอเดียจากการคิดแบบโลกคู่ขนานเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมมากๆ เลยค่ะ ใช้ได้จริง และเกิดไอเดียได้เร็วมากๆ ด้วย วิธีการคิดแบบโลกคู่ขนาน เป็นการคิดแบบสองทางเลือกค่ะ การลองหาไอเดียจากข้อนี้ ให้คิดว่าบนโลกนี้เราสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ และตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ค่ะ กล่าวคือ คนหนึ่งมีกรอบ ส่วนอีกคนไม่มีกรอบใดๆ เลย ลองให้ทั้งสองคนนี้ เป็นหนึ่งในไอเดียของเราดูสิคะ แล้วเราจะเห็นมุมมองการเล่าเรื่องที่ดีมากๆ พี่แนนนี่เพนเคยอ่านหนังสือญี่ปุ่นเรื่องหนึ่ง เล่มแรกเขาเล่าในมุมมองของผู้หญิง ส่วนเล่มสองเขาเล่าในมุมมองของผู้ชาย โดยทั้งสองเล่มเป็นเรื่องราวเดียวกัน ดำเนินเรื่องแบบเดียวกันเป๊ะๆ เพียงแต่ตัวละครเล่าในสิ่งที่พบเจอด้วยความรู้สึกที่ต่างกัน นี่จึงเป็นไอเดียที่อยากนำมาบอกชาวเด็กดีทุกคนว่าการคิดแบบโลกคู่ขนานนั้น ช่วยให้เราเห็นมุมมอง และการตัดสินใจได้ดีมากๆ ทุกคนลองคิดเล่นๆ ดูก็ได้ว่า “หากพรุ่งนี้โลกแตก สิ่งแรกที่ฉันอยากทำคืออะไร” เอ.. เป็นพล็อตได้เลยนะเนี่ยว่าไหมคะ

. . . . . . . . .

เมื่อเรายังอยู่ในขั้นตอนของการแสวงหาไอเดีย เราอาจจะคิดว่ามันยากมากแล้ว ที่จะคิดพล็อต หรือคิดเรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อขึ้นมาสักเรื่องหนึ่ง แต่ทุกคนรู้อะไรไหมคะ “การจบสิ่งที่เราเริ่มคืออุปสรรคในการเขียนที่ยากที่สุด” เลยก็ว่าได้ ดังนั้น ใครที่อยากเขียนนิยายแต่ไม่มีไอเดียในหัวเลย อย่าเพิ่งเริ่มท้อกันนะคะ เพราะนี่เป็นเพียงก้าวแรกบนเส้นทางนักเขียนเท่านั้น และสุดท้ายนี้พี่แนนนี่เพนอยากบอกว่า “อย่ากลัวการเริ่มต้น” เลยค่ะ ทุกครั้งที่เราเริ่มเขียนนิยาย เรานับหนึ่งใหม่พร้อมกันเสมอ เช่นเดียวกับที่พี่กำลังจะเขียนบทความนี้จบ พี่ก็ต้องเริ่มเขียนบทความใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ เหมือนกัน ดังนั้น มานับหนึ่งใหม่ไปด้วยกันเถอะค่ะ ^^

พี่แนนนี่เพน 

ขอบคุณรูปภาพจาก 
https://unsplash.com/

Deep Sound แสดงความรู้สึก

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #เคล็ดลับนักเขียน #หาไอเดีย #แรงบันดาลใจ #วิธีสร้างไอเดีย #เริ่มเขียนนิยาย #ตัน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?