/>

เขียนไม่ออกใช่มั้ย ‘บีโธเฟน’ ชวนแก้ตันแบบง่ายๆ ด้วย ‘การเดินเล่น’ และวิธีสุดคูลอื่นๆ! []

วิว

เขียนไม่ออกใช่มั้ย ‘บีโธเฟน’ ชวนแก้ตันแบบง่ายๆ
ด้วย ‘การเดินเล่น’ และวิธีสุดคูลอื่นๆ! 

ขึ้นชื่อว่าเป็นนักเขียน ต้องมาคู่กับการใช้ความคิดสร้างสรรค์เสมอ เช่นเดียวกับนักแต่งเพลง นักดนตรี หรือนักวาดรูป ความคิดสร้างสรรค์คือกระบวนการที่ออกแบบมาเพื่อนำแนวคิดนามธรรมมาสู่โลกที่จับต้องได้ สำหรับความคิดสร้างสรรค์ บางคนอาจคิดว่ามันเป็นเพียงแค่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วหายวับไป แต่ในความเป็นจริง เราสามารถฝึกฝนตัวเองให้มีความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างต่อเนื่องเหมือนกับมันเป็นกิจวัตรประจำวันของเรา ยิ่งฝึกฝนมากเท่าไหร่ ไอเดียดีๆ ก็จะเกิดขึ้นโดยไม่ต้องนั่งรอแรงบันดาลใจ ดังคำพูดของชัค โคลสที่กล่าวว่า “มือสมัครเล่นมัวแต่นั่งรอแรงบันดาลใจ แต่คนที่เหลือจะปรากฎตัวและไปทำงาน”

“จะทำยังไงให้มีไอเดียดีๆ ได้อย่างเป็นประจำล่ะ?” 

บางทีหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการปรับปรุงกระบวนการคิดสร้างสรรค์ของเราคือการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ อาจจะเป็นนักเขียนชื่อดัง หรือคนที่ต้องทำงานด้านการใช้ความคิดสร้างสรรค์ จากหนังสือ “Daily Rituals” ที่เล่าถึงการทำงานของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่หลายคน ชี้ให้เห็นว่า การทำงานกับความคิดสร้างสรรค์ต้องเริ่มต้นจากชีวิตประจำวัน!

ในวันนี้พี่น้ำผึ้งจึงอยากหยิบเรื่องราว “การสร้างแรงบันดาลใจผ่านชีวิตประจำวัน” ของอัจฉริยะด้านดนตรีผู้สร้างสรรค์บทประพันธ์ดังระดับโลกอย่าง “ลุดวิก แวน บีโธเฟน” ที่จะช่วยให้เราเข้าใจความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น บอกเลยว่าวิธีของเขานั้นง่ายมาก ถ้านักเขียนคนไหนจะขอยืมไปใช้ บีโธเฟนไม่สงวนลิขสิทธิ์จ้า

 


บีโธเฟนเดินเล่นในป่าเป็นกิจวัตรประจำวันเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ
(via: wienmuseum.at)

 

ความคิดใหม่ๆ มักมาพร้อม “การเดิน” บีโธเฟนถึงชอบเดินคนเดียวในป่า ณ กรุงเวียนนา

บีโธเฟนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการบ่มเพาะความคิด วิธีโปรดในการคิดสิ่งต่างๆ ของเขาคือการเดินคนเดียวผ่านหุบเขาในป่าของกรุงเวียนนา และเขาใช้เวลาเดินนานเสียด้วย ในขณะเดียวกันบีโธเฟนเองก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเวลาที่ต้องใช้เพื่อสะท้อนและประเมินความคิดของตัวเอง ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว  ยังมีนักดนตรี ศิลปิน นักเขียน ช่างฝีมือ หรือคนที่ประกอบอาชีพในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่มีชื่อเสียงทั่วโลกเองก็ทำแบบเดียวกับบีโธเฟน พวกเขาใช้ประโยชน์จากการเดินในแต่ละวันเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

บีโธเฟนไปเดินเล่นหลังอาหารกลางวันอย่างกระฉับกระเฉลง เขามักหยิบดินสอกับกระดาษอีกสองสามแผ่นติดตัวไปด้วย มักใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงเสมอเพื่อจดบันทึกความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับดนตรีที่เล่นเข้ามาในหัว กุสทัฟ มาเลอร์ คีตกวีและวาทยกรชาวโบฮีเมีย-ออสเตรียเองก็เดินเป็นกิจวัตรเดียวกัน เขาจะใช้เวลาเดินสามถึงสี่ชั่วโมงหลังอาหารกลางวัน และหยุดคิดถึงไอเดียใหม่ๆ ก่อนจดลงสมุดบันทึกของเขา ขณะที่เบ็นจามิน บริทเต็น นักแต่งเพลงชาวอังกฤษกล่าวว่า “การเดินช่วงบ่ายคือที่ๆ ฉันวางแผนว่าจะเขียนอะไรในช่วงต่อไปที่โต๊ะทำงาน” 
 

(via: pixabay.com)
 

เมื่อไม่นานมานี้ นักจิตวิทยาพบประโยชน์ที่น่าสนใจจากการเดิน การศึกษาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด “Give Your Ideas Some Legs: The Positive Effect of Walking on Creative Thinking” แสดงให้เห็นว่า ในระหว่างการเดินและทันทีที่หยุดเดิน มันสามารถช่วยให้เราสร้างความคิดใหม่ๆ และเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ได้เมื่อเทียบกับการนั่ง 

จากงานวิจัยฉบับนี้ เราพบว่าการเดินอาจเป็นส่วนประกอบที่ขาดหายไป ถ้าอยากได้ความคิดใหม่ๆ ต้องให้ขาของเราได้ขยับบ้าง มีสาเหตุบางประการที่สนับสนุนว่าการเดินมีประโยชน์ต่อกระบวนการสร้างสรรค์อย่างแท้จริง ดังนี้
 

  • การเดินคือการออกกำลังกาย เป็นที่รู้กันดีว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อการคิดอย่างสร้างสรรค์ กุญแจสำคัญคือการออกกำลังกายนั้นช่วยพัฒนาอารมณ์ของเราอย่างต่อเนื่อง และการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์แสดงให้เห็นว่า การทำงานในช่วงอารมณ์ที่เข้มข้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์เชิงบวก) จะส่งผลให้เกิดความคิดใหม่ๆ ช่วยให้เราคิดพล็อตนิยายต่อไปได้ แม้ว่าการเดินจะไม่ใช่เรื่องยากเย็น แต่มันย่อมดีกว่าการนั่งอยู่บนเก้าอี้เฉยๆ แน่นอน
     
  • ให้เวลาในการกำหนดแนวคิดอีกครั้ง สังเกตว่าเบโธเฟนและคนอื่นๆ ใช้การเดินเป็นช่วงเวลาพัก พวกเขารวมเวลาการเดินไว้ในส่วนของการทำงาน โมเมนต์ “นี่ไง คิดออกแล้ว!” จะไม่เกิดขึ้นเลยหากงานยังไม่เสร็จสิ้น โดยทั่วไปแล้ว ความคิดสร้างสรรค์ดูเหมือนจะเกิดขึ้นเมื่อมีการผสมผสานอย่างลึกซึ้งกับการทำงานของการประมวลผลเชิงวิเคราะห์อย่างหนัก


     


บีโธเฟนกับการสร้างสรรค์ผลงานของเขา
(via: csosoundsandstories.org)

 

Absorb State และ Synthesis State เครื่องมือชั้นเยี่ยมที่ช่วยควบคุมความคิดสร้างสรรค์ 

ในหนังสือ “Your Creative Brain” ของดร.เชลลี่ คาร์สัน นักจิตวิทยาจากฮาร์วาร์ด เน้นถึงความสำคัญของการกำหนดขอบเขตอย่างเข้มงวดระหว่างสถานะการดูดซับ (Absorb State) ซึ่งเป็นการรับและประเมินข้อมูลของเรา กับสถานะสังเคราะห์ (Synthesis State) ซึ่งเป็นช่วงที่เราดำเนินการตามความคิดของเรา งานวิจัยของเธอทำให้เธอเชื่อว่านี่อาจเป็นสิ่งกีดขวางการคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องที่ใหญ่

"ทุกคนมีระบบเซ็นเซอร์ในสมองที่กรองความคิด รูปภาพ ความทรงจำ และสิ่งเร้าจากโลกภายนอก ก่อนที่พวกเขาจะรับรู้ถึงการมีสติ เรียนรู้ที่จะคลายระบบการกรองทางจิตนี้เพื่อให้เกิดความคิดแปลกใหม่ การรับรู้เป็นหนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับคนที่คิดว่าตัวเองไม่มีความคิดสร้างสรรค์" เธอกล่าว

เธอตีพิมพ์งานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มีความสามารถในการสร้างผลงานสร้างสรรค์ระดับสูงได้ประโยชน์จาก “latent inhibition (ตัวกรองสิ่งเร้า)” ที่ลดลงกว่าคนทั่วไป ทำให้พวกเขามีประสบการณ์เหนือจริง ได้ยินเสียงหรือภาพที่ไม่มีอยู่จริงออกมาโลดแล่นในหัวอย่างมีชีวิตชีวา พวกเขาดูดซับในสิ่งที่คนอื่นกรองออก เช่น ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ เห็นตัวละครของเขาวิ่งตามตัวเองเสมอ ขณะที่คนอื่นมองไม่เห็นอะไรเลย
 


บีโธเฟนเดินเล่นในป่าเป็นประจำ
(via: wienmuseum.at)


 

อีกวิธีหนึ่ง สถานะการดูดซับเกิดขึ้นตอนที่เราเปิดรับแนวคิดใหม่ ซึ่งอาจเป็นการคิดเล่นๆ ก็ได้ และสถานะการสังเคราะห์คือตอนเราปิดรับมัน ส่วนใหญ่มักเป็นการคิดเชิงตรรกะ การสร้างขอบเขตที่ชัดเจนจะทำให้กระบวนการสร้างสรรค์ของเราสอดคล้องกันมากขึ้น โดยจะช่วยให้เราสามารถกำหนดเวลาให้กับระบบการสร้างความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าที่จะพึ่งพาความบังเอิญ

ลองสังเกตดูว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการแบ่งเวลาไปเดินเล่นได้ อาจมีคนแย้งว่าการเดินเล่นในป่า ณ กรุงเวียนนาเป็นกิจกรรมโปรดของบีโธเฟนเมื่อเขาต้องไอเดียใหม่ๆ แต่บีโธเฟนกำหนดเวลาสำหรับสถานะการดูดซับเพื่อพาตัวเองลงไปอยู่ในโลกแห่งจินตนาการได้อย่างเป็นอิสระ

การเดินแยกสองสถานะของกระบวนการสร้างสรรค์ออกอย่างชัดเจน มันช่วยให้เรามีเวลาในการขยายหรือทบทวนสิ่งที่เราได้ทำไปแล้ว และนำเราออกจากการทำงานเพื่อให้เราสามารถคิดได้อย่างชัดเจน สำหรับคนธรรมดา สิ่งนี้สร้างข้อโต้แย้งที่น่าเชื่อถือว่า การพยายามบังคับให้กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นที่โต๊ะทำงานของเราเป็นความผิดพลาด ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นง่ายดายเมื่อเราไปสถานที่ๆ แตกต่างกัน บางทีนี่อาจถึงเวลาที่ต้องลุกออกจากโต๊ะแล้วไปคิดไอเดียใหม่ๆ ที่อื่นได้แล้ว!

 


บทประพันธ์ Symphony No. 3 ของบีโธเฟน
(via: wikipedia.com)

 

อย่าจบวันของเราด้วยความว่างเปล่า

พวกเราทำอะไรบ้างในตอนท้ายของวัน? บางคนอาจเททุกสิ่งทุกอย่างแล้วล้มตัวนอนให้หายเหนื่อย บางคนอาจไม่ทำอะไรเลย แต่น่าเซอร์ไพรส์กว่าเมื่อนักเขียนบางคน เช่นเออร์เนสต์ เฮมมิ่งเวย์  ไม่เห็นด้วยอย่างจริงจังกับสิ่งนี้ เขาให้คำแนะนำที่ไม่เหมือนกันเพื่อไม่ให้วันของเราว่างเปล่า  

"ฉันได้เรียนรู้แล้วว่าจะไม่ทำให้งานเขียนของฉันว่างเปล่า แต่จะหยุดเสมอเมื่อมีบางอย่างในส่วนลึกและปล่อยให้มันเติมเต็มในตอนกลางคืน"

การหยุดในขณะที่เรายังมีบางสิ่งที่จะถ่ายทอดอนุญาตให้เราเริ่มวันถัดไปโดยรู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน ในกรณีของเฮมิงเวย์ เขาสามารถทำงานที่เต็มไปด้วยคุณค่าอย่างมีพลังในเช้าวันรุ่งขึ้นทันทีที่ตื่นนอน ในฐานะที่เขาเองก็เป็นนักเดินตัวยง มันทำให้เขาเดินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในช่วงบ่าย

การศึกษาจำนวนมากยืนยันว่า "การฝันกลางวัน (daydreaming)" นั้นไม่สำคัญกับความคิดสร้างสรรค์มากอย่างที่คิด ความคิดที่เกิดจากจิตใต้สำนึกสามารถช่วยได้จริงๆ ก็ต่อเมื่อมันมีข้อมูลมากที่จะทำให้ครุ่นคิดได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ มันจะเกิดขึ้นเมื่อเราทำงานเกี่ยวกับปัญหาใหญ่ๆ

หากเราจำตารางเวลาของบีโธเฟนและคนอื่นได้ ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาไม่ได้เริ่มต้นวันด้วยการครุ่นคิด แต่จะเริ่มต้นการทำงานเช่นเดียวกับเฮมิงเวย์ บางทีการไม่สิ้นสุดวันด้วยความว่างเปล่า (การไม่คิดอะไรเลย) อาจช่วยให้เรารู้ว่า “เช้าถัดไปฉันทำอะไรได้บ้าง” มันจะทำให้เราสามารถเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการทำงานที่จำเป็นเพื่อรับแรงบันดาลใจใหม่ๆ

หยุดก่อนที่เราจะทำตัวว่างเปล่า กำหนดเป้าหมายของเราในคืนก่อนนอน และหลีกหนีจากปัญหาเที่ยงวันด้วยการเดินอย่างไตร่ตรอง  มันอาจไม่เปลี่ยนเราให้เป็นนักเขียนชื่อดัง แต่มันช่วยเรื่องกระบวนการสร้างสรรค์ของเรา
 

………..
 

ไม่เพียงแค่บีโธเฟนที่ได้ไอเดียใหม่ๆ จากการเดินเล่น แต่นักดนตรีและนักเขียนชื่อดังหลายคนเองก็เกิดความคิดสร้างสรรค์เมื่อได้เดินเล่นเช่นกัน ใครคนไหนที่ไม่รู้จะทำยังไงให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องในทุกวัน ลองแบ่งเวลาไปเดินเล่นผ่อนคลายดู ยังไงไอเดียใหม่ๆ แล่นเข้ามาแน่นอน

เหนือสิ่งอื่นใด เมื่อความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นแล้ว อย่าลืมลงมือทำ อย่าปล่อยให้มันเป็นเพียงแค่ความคิดที่วนอยู่ในหัว ตัวละครของเราอยากออกมาโลดแล่นบนแผ่นกระดาษ เรื่องราวของเราคู่ควรกับการเผยแพร่สู่สายตาคนทั่วโลก การสร้างอาจเป็นสิ่งที่ยาก แต่ถ้าเราทำให้มันกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเรา มันจะกลายเป็นพันธมิตรแข็งแกร่งที่ช่วยเปลี่ยนแผ่นกระดาษว่างเปล่าให้กลายเป็นสิ่งที่มีความหมาย เป็นกำลังใจให้นักเขียนเด็กดีทุกคนค่ะ ^ ^

 

พี่น้ำผึ้ง : )


 

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://news.stanford.edu/news/2014/april/walking-vs-sitting-042414.html
https://www.newyorker.com/science/maria-konnikova/where-do-eureka-moments-come-from
https://justinjackson.ca/i-quit-my-desk/
http://meaningring.com/2015/03/31/daily-rituals-beethoven-by-mason-currey/
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/18947357
https://en.wikipedia.org/wiki/Incubation_(psychology)

Deep Sound แสดงความรู้สึก

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nampueng

พี่น้ำผึ้ง - ผู้เขียน

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์นักเขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #writer's block #ตัน #อาการตัน #ความคิดสร้างสรรค์ #creativity #บีโธเฟน #ซิมโฟนีหมายเลข 5 #ไอเดีย #ตัน นักเขียน #เขียน นิยาย ตัน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?