/>

การเขียนนิยายทำให้ผมกลายเป็นคนที่มีความฝัน : จักรพรรดิไร้สี []

วิว


ทำไมถึงมาเขียนนิยาย?

เป็นคำถามที่เมื่อมีโอกาส พี่หญิงชอบหยิบมาถามนักเขียนชาวเด็กดีเราอยู่เรื่อยๆ แต่ละคนก็มีคำตอบแตกต่างกันไป บ้างก็ตอบว่าชอบเขียน บ้างก็ตอบว่า… อ่านมาเยอะเลยอยากลองเขียนบาง ซึ่งก็ไม่แตกต่างจาก “จักรพรรดิไร้สี” หรือ “ฮ่องเต้” นักเขียนนิยายแฟนตาซีที่เราเชิญมาพูดคุยในวันนี้สักเท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาน่าสนใจมากๆ คือ ฮ่องเต้ ไม่เพียงแต่มองการเขียนนิยายเป็นงานอดิเรกไว้ปลดปล่อยจินตนาการเท่านั้น การเขียนนิยายยังทำให้เขามีเป้าหมายในการใช้ชีวิต กลายเป็นคนที่มีความฝัน และที่สำคัญสิ่งที่ได้มาจากการเขียนนิยายยังทำให้ทักษะการทำงานในชีวิตจริงของเขาพัฒนาขึ้นอีกด้วยค่ะ

เมื่อได้สัมผัสมุมมองน่าสนใจแบบนี้ วันนี้พี่หญิงจึงไม่ขอรอช้าหยิบเรื่องราวที่พี่ได้พูดคุณกับนักเขียนมาแชร์ให้ทุกคนได้ทราบกัน อ่านจบแล้วรับรองว่าน้องๆ จะได้กำลังใจดีๆ ในการเขียนนิยายกันเต็มเปี่ยมอย่างแน่นอน!
 

สวัสดีครับ ผม จักรพรรดิไร้สี ปัจจุบันเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่มีงานอดิเรกคือการเขียนนิยาย วาดภาพ อ่านนิยาย การ์ตูน หรือเล่นเกมก็อาจจะเหมือนๆ กับงานอดิเรกของใครหลายๆ คน

ตอนนี้มีผลงานอยู่ 3 เรื่องครับ โดยเรื่องหลักที่เขียนอยู่ในตอนนี้คือ “จอมเวทอันตราย” ส่วนเรื่องรองคือ “Hard Core Supporter” นอกจากนั้นก็ยังมีเขียนจบภาคแรกไปแล้วอย่าง “ย้อนเวลากลับมา... เพื่อ?!” 


จากชื่อเล่นสู่นามปากกาเขียนนิยาย

ถ้าเรื่องนามปากกา “จักรพรรดิไร้สี” นั้นได้มาตั้งแต่ตอนที่เริ่มเขียนนิยายใหม่ๆ ครับ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะตอนที่ผมอยู่ ม.5 ช่วงนั้นค่อนข้างติดอนิเมะ มาก 555 และอยากจะเขียนนิยายโดยมีนามปากกาเท่ๆ เหมือนคนอื่น เลยลองเอาชื่อเล่นของตนเองไปดัดแปลงเป็นภาษาต่างๆ ตอนแรกผมใช้ “KIZER” ที่แปลว่า จักรพรรดิ ในภาษาเยอรมัน แต่คำๆ นี้ถูกใช้ค่อนข้างบ่อยจึงลองเปลี่ยนมาเป็นภาษาไทยแทนแล้วค่อยแต่งเติมบางคำลงไปให้ดูคูลๆ นิดหน่อยจนกลายมาเป็น “จักรพรรดิไร้สี”

ไม่ต้องแปลกใจเลยครับ ชื่อเล่นของผมคือ “ฮ่องเต้” เลยกลายมาเป็นคำว่า “จักรพรรดิ” 

ส่วนคำว่า “ไร้สี” นั้นเป็นเพราะผมเป็นคนไม่ค่อยแสดงอารมณ์มากเท่าไหร่เลยเอามาผสมกันจนกลายเป็นนามปากกาที่เท่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน(ขี้โม้)


อยากสร้างสิ่งที่ชอบจึงเริ่มเขียนนิยาย

จุดเริ่มต้นการเขียนนิยายคงเกิดขึ้นตอนผมเริ่มอ่านนิยายครั้งแรก ย้อนกลับไปประมาณ ม.3 เลยครับ เนื่องจากผมมีเวลาว่างเยอะเลยลองเอานิยายจากห้องสมุดมาอ่าน ซึ่งมันเป็นนิยายที่สนุกเอามากๆ เนื้อหาเจ็ดเล่มและผมก็อ่านเสร็จภายในหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีเงินเลยได้แต่ยืมเพื่อนหรือไม่ก็หาอ่านจากห้องสมุดเสียส่วนใหญ่ พอไม่มีอะไรให้อ่านก็อยากจะลองสร้างในสิ่งที่ตัวเองชอบขึ้นมา จุดประกายให้ผมเริ่มเขียนนิยายตั้งแต่ตอนนั้น แต่ขอบอกเลยว่าเป็นนิยายที่ห่วยเอามากๆ 555

ตอนนั้นยังไม่ได้จริงจังมากนัก พอขึ้น ม.6 ก็ต้องไปจดจ่ออยู่กับการเรียน จนกระทั่งได้มีโอกาสกลับมาเขียนอีกครั้งตอนที่ผมสามารถเก็บเงินซื้อคอมพิวเตอร์ของตนเองได้

การเขียนนิยายสำคัญต่อตัวผมมากเลยครับ ทำให้ผมมีเป้าหมาย ไม่ใช่การที่จะใช้ชีวิตและทำงานไปวันๆ แต่มันยังมีสิ่งหนึ่งที่เราชอบและเราสามารถทำมันได้

ปัจจุบันงานประจำที่ผมทำก็ไม่ใช่งานที่ผมจะหลงรักไปเสียทีเดียว แต่การที่ผมยังมีงานอดิเรกที่ชอบและยังสามารถทำมันได้นั้นเป็นอะไรที่ดี ผมกลายเป็นคนที่มีความฝัน และมีสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จ

เคยมีช่วงหนึ่งที่ผมทิ้งการเขียนนิยายไป ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรเลยครับ แม้จะยังทำงานไปปกติหรือได้เงินมาในทุกๆ เดือน แต่ชีวิตของผมในตอนนั้นเหมือนกับคนที่ดำเนินไปอย่างไร้จุดหมาย

ยิ่งไปกว่านั้นการเขียนนิยายยังทำให้เราเป็นช่างสังเกตและเป็นนักอ่านที่ยอดเยี่ยมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน บทสนทนาของเพื่อนร่วมงาน หรือจะเป็นการวางแผนนั้นสามารถพัฒนาขึ้นได้โดยการเขียนนิยาย ซึ่งตอนนั้นผมก็รู้สึกถึงสิ่งนั้นได้อย่างชัดเจน

และการเขียนนิยายก็ทำให้ผมกลายเป็นคนที่มีความฝันคนหนึ่ง

 

แฟนตาซีเป็นนิยายที่สามารถทำให้อะไรที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริงได้

ความจริงแล้วผมชอบกำลังภายในมากครับ แต่ไม่ว่าอย่างไรผมก็ไม่สามารถเขียนนิยายแนวนั้นได้เลยจริงๆ อาจเป็นเพราะความรู้ยังไม่มากพอ เลยหันมาเอาดีด้านแฟนตาซี เพราะมันมีความใกล้เคียงมากที่สุด เหตุผลหลักอื่นๆ นั้นคงเป็นเพราะตอนเด็กๆ ผมได้รับอิทธิพลมาจากภาพยนตร์หรือวีดีโอเกมแนวแฟนตาซีมาเป็นอย่างมาก ซึ่งหลายคนคงจะรู้จักกันดีไม่ว่าจะเป็น “Lord of the Ring” “Narnia” “Warcraft” 

นอกจากนั้นคือความง่ายต่อจินตนาการครับ แฟนตาซีเป็นนิยายที่เราจะใส่อะไรลงไปก็ได้ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เราสามารถทำให้มันเป็นไปได้ และแฟนตาซียังสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับผู้อ่านได้อยู่เสมอ อย่างที่เราๆ ได้อ่านกันมามากมายไม่ว่าจะเป็นแฟนตาซีโรงเรียนเวทมนต์ แฟนตาซีต่างโลก แฟนตาซีสลับร่าง หรือแฟนตาซีย้อนเวลา 
 

แฟนตาซียากที่การใช้จินตนาการ?

จินตนาการครับ ใช่ครับ ก่อนหน้านี้ผมเคยพูดไว้ว่าแนวแฟนตาซีนั้นง่ายต่อการจินตนาการ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยากสำหรับการจินตนาการเช่นเดียวกัน ปัญหาเหล่านี้มักจะเป็นการบรรยายในสิ่งที่เราเขียนออกมาให้เห็นภาพ เพราะจินตนาการของคนเรานั้นแตกต่างกัน

นอกจากนั้นยังมีความสมเหตุสมผลครับ เพราะไม่ว่าเราจะเขียนแนวแฟนตาซีออกมาตามความคิดของเราแต่สุดท้ายทุกอย่างก็ต้องอิงตามหลักความเป็นจริงหรือความสมเหตุสมผล 
 

แฟนตาซี+ความสมจริง = เสน่ห์ที่ไม่ควรมองข้าม
 

แน่นอนครับ พื้นฐานของมนุษย์เราก็มีความเชื่อเหล่านี้อยู่แล้ว การเอาสองอย่างมาไว้ด้วยกันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่การจะเขียนออกมาให้มันเป็นผลงานที่มีความสมเหตุสมผลต่างหาก เพราะอย่างไรก็ตาม ทุกอย่างนั้นย่อมมาจากหลักความเป็นจริงทั้งนั้น ส่วนแฟนตาซีคือสิ่งที่เพิ่มเข้ามาเพื่อสร้างสีสันและแนวทางในการดำเนินเรื่องที่แปลกใหม่ยิ่งขึ้น นั่นแหละครับคือเสน่ห์ของมัน

 

แรงบันดาลใจ...อุปสรรคที่กำลังเผชิญ

ตอนนี้ผมมีปัญหาเรื่องเวลากับแรงบันดาลใจครับ เพราะตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ในวันเรียนแล้ว ผมเข้าสู่ช่วงการทำงานแบบเต็มตัวดังนั้นจึงหาเวลาในการเขียนค่อนข้างยาก ผมเลยพยายามที่จะจัดสรรเวลาสำหรับการเขียนนิยายของตนเองให้ชัดเจนขึ้น แม้จะไม่ได้เป็นไปตามที่ต้องการนักแต่มันก็ช่วยให้เรามีเวลาในการเขียนนิยาย

ในขณะเดียวกัน แรงบันดาลใจก็ยังสร้างปัญหาให้ผมอยู่เสมอ ผมมักหัวตื้อตันอยู่บ่อยครั้ง แม้จะจัดสรรเวลาให้กับการเขียนนิยายแล้วแต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับไม่สามารถพิมพ์อะไรลงไปได้เลย ทางออกเดียวสำหรับผมคือการทำอย่างอื่นแทนการเขียนนิยายครับ สิ่งเหล่านั้นคือ การฟังเพลง อ่านนิยาย หรือเล่นเกม

เพลงที่ผมฟังมักเป็นเพลงซาวด์แทร็กหรือเพลงประกอบภาพยนตร์ครับ เพลงพวกนี้แหละที่ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจมากที่สุด ไฟของผมกลับมาลุกโชติช่วงอีกครั้ง จากนั้นความคิดต่างๆ ก็หลั่งไหลตามเข้ามา

ด้านการอ่านนิยาย ความจริงผมไม่ได้อ่านนิยายที่มีแนวใกล้เคียงกับนิยายที่ผมเขียนมากเท่าไหร่ แต่การอ่านนิยายแบบนี้ทำให้ผมมีมุมมองที่กว้างขึ้น และสามารถนำมาปรับใช้กับงานเขียนของผมได้ในที่สุด ยิ่งอ่านเยอะยิ่งสะสมความรู้เยอะครับ

เล่มเกมช่วยยังไง? เกมสมัยนี้มีโหมดเนื้อเรื่องที่น่าติดตามมากมายสุดๆ เลยครับ โดยเฉพาะเกมสวมบทบาทที่ทำให้ผมเหมือนจะหลุดเข้าไปในโลกใบนั้นได้เลย แถมยังมีภาพ เสียง ที่ค่อนข้างสมจริงในเวลาเดียวกันด้วย แต่ระวังนะครับ การใช้วิธีแบบนี้อาจจะทำให้คุณเสียเวลาการเขียนนิยายมากเกินไปได้

 

ท้อได้ แต่อยากดูถูกผลงานตัวเอง

เคยท้อไหม?...เคยครับ บ่อยมากๆ ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่เหมือนกันแต่ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ที่ผมเริ่มเขียนนิยายค่อนข้างบ่อย เพราะตอนนั้นยังไม่มีประสบการณ์ ไม่มีการวางโครงเรื่องที่ชัดเจน  และเมื่อนิยายเราเขียนออกมาไม่ดีก็จะได้รับคำติจากคนอ่าน จนทำให้ท้อแท้ไปหลายครั้ง แต่ผมก็กลับมาเขียนใหม่และพยายามให้มันดีมากกว่าเดิม สิ่งที่ช่วยให้ผมกลับมาได้นั้นคงเป็นเพราะการเข้าไปส่องนิยายของคนอื่นครับ 555 อันนี้เรื่องจริง ผมอ่านคอมเมนต์ของนิยายเหล่านั้นที่ได้รับความนิยมจากนั้นกลับมาคิดว่า “เมื่อเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้” 

นอกจากนั้นก็คือการกลับไปอ่านคอมเมนต์ให้กำลังใจของนักอ่านตัวเองครับ สิ่งนี้ก็ช่วยเรามากเช่นเดียวกัน กำลังใจหนึ่งกำลังใจยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย ทุกครั้งที่ผมกลับไปอ่านก็จะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาได้เสมอ

และอีกอย่างคืออย่าดูถูกตัวเองจนเกินไปครับ การรู้จักประมาณตนเป็นสิ่งที่ดีแต่ไม่ใช่จะเหยียบผลงานตัวเองจนจมดินและคิดว่าไปต่อไปได้เสียทีเดียว อย่างน้อยเราก็สามารถเขียนนิยายได้แล้ว แค่ค่อยๆ เดินไปที่ละก้าวนั้นคงไม่ยากเย็นเท่าไหร่ ขอแค่ล้มแล้วลุกเดินต่อไป ความเสร็จที่อยู่ข้างหน้าก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ครับ

 


 

คอมเมนต์จากนักอ่านทำให้เราเปลี่ยนมุมมองต่อนิยาย

คอมเมนต์มีความสำคัญมากสำหรับนักเขียนจริงๆ ครับ เพราะเราเขียนนิยายด้วยตัวของเราเองหรือด้วยมุมมองของเราเอง เราไม่รู้ว่าพอมันถูกส่งออกไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น พอมีหลายคนเข้ามาชมว่านิยายนั้นสนุกก็ทำให้ผมมีความมั่นใจที่จะเขียนนิยายต่อไป

ส่วนความคิดเห็นด้านลบก็มีไม่น้อยเช่นเดียวกันครับ เวลาผมเจอความเห็นเหล่านี้คืออ่าน ทำความเข้าใจ และหันกลับมามองนิยายของเราว่ามันเป็นไปอย่างที่เขาบอกมาหรือเปล่า หากมีจุดใดที่ชี้ช่องนิยายของเราว่ามีปัญหาผมก็จะนำไปแก้และขอบคุณผู้อ่านเหล่านั้นครับ นี่คือสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ คิดเสียว่าความคิดเหล่านั้นอาจจะไม่ได้หวังร้ายกับเราแต่พยายามช่วยเหลือเราอยู่ก็ได้ แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจกับความเห็นด้านลบมากเท่าไหร่ เพราะยิ่งเราคิดมากหรือหมกมุ่นอยู่กับมัน ยิ่งทำให้การเขียนนิยายของเรามีปัญหาเสียเอง

อีกอย่าง คำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อ่านที่อยากให้นิยายของเราเป็นแบบนั้นแบบนี้ก็มีไม่น้อย หลายคนอยากให้เนื้อเรื่องเป็นแบบนี้ อีกกลุ่มก็อยากให้เรื่องเป็นแบบนี้ ซึ่งผมจะเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งไม่ได้ ไม่อย่างนั้นนิยายของผมได้จบเห่หรือเป็นนิยายที่เดาทางออกได้ง่ายแน่นอน เพราะอะไรผมถึงคิดแบบนั้น นั่นก็เพราะนิยายนี้คือนิยายที่ผมเขียนขึ้นมาเอง มันคือนิยายที่ผู้เขียนคนนั้นคือผู้สร้างขึ้นมา เราอาจจะนำความเห็นมาปรับปรุงได้ แต่การเขียนเนื้อเรื่องเอาใจคนอ่านนั้นอาจจะเป็นจุดจบอย่างที่เราคาดไม่ถึง ยึดและเขียนในสิ่งที่เราถนัด ตามใจที่เราชอบนั้นคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วครับ
 




 

「Dangerous Mage」จอมเวทอันตราย นิยายแฟนตาซีแนวเกิดใหม่ที่มีไอเดียมาจากการ์ตูน

นิยายเรื่องนี้อาจจะเป็นไปตามชื่อเรื่องเลยก็ว่าได้ครับ แต่มันเริ่มต้นจากตัวเอกที่ค่อนข้างอ่อนแอ เขาเป็นคนที่ขาดโอกาสหรือมีอุปสรรคมากเกินไปเมื่อเทียบกับคนปกติ แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเขาสามารถทำทุกอย่างเหมือนคนทั่วๆ ไปที่เขาสามารถทำได้ จนกระทั่งเขากลายเป็นตัวอันตรายคนหนึ่งที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจมองข้ามไปได้เลย

มันคือเรื่องราวของ “ไม้” ชายผู้ไม่สามารถเดินได้และมีแม่คอยดูแลอยู่เพียงคนเดียว แต่เขาก็สามารถเลี้ยงตัวเองและหาเงินมาจุนเจือครอบครัวด้วยวิธีการต่างๆ โดยมีแม่ของเขาคอยเป็นกำลังใจให้อยู่เสมอ แต่แล้ววันหนึ่งก็มีโจรบุกเข้าบ้าน มันมากันสามคน พยายามจะทำร้ายไม้ แม่ของเขาเข้ามาปกป้องและพลอยถูกทำร้ายไปด้วย ซ้ำร้าย โจรทั้งสามคนจะลงมือฆ่าไม้และแม่ของเขา...

ทว่าไม้กลับลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในร่างของเด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยบาดแผลซึ่งกำลังหนีตายจากชั้นเรียนการสอบของโรงเรียนเวทมนต์ที่เขากำลังพ่ายแพ้และอาจจะต้องถูกไล่ออก

แรงบันดาลการเขียนเรื่องนี้เกิดหลังจากผมมีโอกาสได้อ่านมังฮวา (การ์ตูนของเกาหลี) เรื่องหนึ่ง แนวโรงเรียนเวทมนต์และตัวเอกย้อนเวลากลับมาตอนแรกสุดเลยครับ มันเป็นเรื่องที่สนุกมากเรื่องหนึ่ง บวกกับตอนนั้นกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการเขียนนิยาย กระทั่งผมอ่านไปจนถึงตอนล่าสุดของมังฮวาเรื่องดังกล่าวเลยรู้สึกเคว้งคว้างเลยตัดสินใจที่จะเขียนนิยายแนวดังกล่าวขึ้น แต่ไม่ใช่จะมีเนื้อเรื่องเหมือนกันเสียทีเดียว เพราะการดำเนินเรื่องและธีมของเรื่องนั้นผมนำมาจากนิยายเรื่องเก่าที่เคยแต่งไว้ตอนสมัยมัธยมมาผสมรวมกันด้วย ว่าด้วยเรื่องตัวเอกที่มีความสามารถแต่เต็มไปด้วยอุปสรรคขัดขว้าง และเขาก็สามารถฝ่าฟันทุกสิ่งอย่างไปได้ด้วยความสามารถของเขา
 

เล่าถึงตัวละคร...
 

เริ่มต้นที่ “ไม้” ก่อนเลยแล้วกันครับ

อย่างที่ได้กล่าวไป ไม้พิการตั้งแต่เกิดครับ ไม่สามารถเดินได้เลยและเขาต้องนั่งรถเข็นตลอดชีวิต พ่อก็มาตายตอนที่ยังเด็กเลยมีเพียงแค่แม่ที่สามารถดูแลเขาได้ ฐานะที่บ้านก็ไม่ได้ดีมากนัก ไม้ดำเนินชีวิตตั้งแต่เล็กจนโตด้วยความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนไหว หรือคำพูดจาดูถูกจากเพื่อนนักเรียนเกเร แต่ไม้เป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขามีจิตใจที่แข็งแกร่งกว่าที่ใครหลายๆ คนคิดไว้และเขาก็ไม่เคยกล่าวโทษพ่อกับแม่ของเขาเลยที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ ความจริงแล้ว ไม้เป็นคนค่อนข้างจริงจังและตรงไปตรงมา สิ่งไหนไม่ชอบก็คือไม่ชอบ เขาไม่สามารถแสร้งทำสีหน้าหรือโกหกได้ดีเท่าไหร่ นั่นคงจะเป็นเพราะแม่ของไม้ได้ปลูกฝังหรือสั่งสอนลูกของเธอมาเป็นอย่างดี
 

ทางด้านของ “อัสลัน”

อัสลันเป็นเด็กชายที่เต็มไปด้วยความฝันครับ ในโลกที่สามารถใช้พลังเวท อัสลันคือคนเพียงแค่ไม่กี่คนของหมู่บ้านที่สามารถใช้พลังเวทได้ แต่โชคร้ายที่เวทธาตุของเขาคือสายฟ้า

โดยโลกของอัสลันนั้น สายฟ้าคือเป็นเวทธาตุที่ไร้ประโยชน์ เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่มีเวทธาตุดังกล่าวจะมีระดับพลังเวทที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไม่สามารถใช้เวทสายฟ้าใดๆ ได้เลย แถมไม่มีใครที่สามารถสอนเขาเรื่องการใช้เวทสายฟ้าได้ แต่เขากลับสอบเข้าโรงเรียนอันดับหนึ่งของอาณาจักรได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ความฝันของอัสลันสำเร็จไปอีกขึ้นทว่าหลังจากนั้นกลับกลายเป็นฝันร้าย เพราะเขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย การเรียนการสอบก็ทำได้ที่โหล่ จบเทอมแรกเขาสอบได้และอยู่อับที่หนึ่งร้อย จากนักเรียนปีหนึ่งทั้งหมดหนึ่งร้อยคน

จะเห็นได้ว่าทั้งไม้และอัสลันนั้นมีความคล้ายคลึงกันตรงที่พวกเขานั้นเกิดมาพร้อมกับอุปสรรค แต่ทั้งคู่ก็ไม่เคยยอมแพ้จนประสบความสำเร็จในด้านของตนเอง แต่อัสลันมีความแตกต่างจากไม้ตรงที่นิสัยทั่วไปของเขาคือความร่าเริงแจ่มใส เข้าหาคนง่ายและรักษาน้ำใจคนอื่นอยู่เสมอ
 

จุดเด่นของเรื่อง...

สำหรับผม ผมคิดว่านิยายเรื่องนี้มีจุดเด่นที่แตกต่างจากนิยายเรื่องอื่นๆ นั่นก็คือ

1.ตัวเอกที่เคยผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายมาก่อน บวกกับการที่เขาเป็นคนเฉลียวฉลาดอยู่แล้วจึงทำให้เขาสามารถเอาชนะอุปสรรคที่ผ่านเข้าไปได้ทุกครั้ง

2.เวทธาตุ ธาตุประจำตัวของจอมเวทที่แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ตัวละครที่เป็นจอมเวทมีแพ้ทางหรือได้เปรียบในเรื่องของเวทธาตุจึงทำให้มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเรื่องนี้

3.สายฟ้า และปริศนาของมัน ถ้าใครสงสัยว่าเพราะอะไรผมแนะนำให้เข้าไปอ่านนิยายผมเลยจะดีกว่า อิอิ

 

เชื่อว่า...การหารายได้จากงานเขียนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย 

ใช่ครับ ผมเปิดขายมาได้สักพักแล้ว เหตุผลเป็นเพราะผมเห็นว่านิยายของผมมีผู้อ่านค่อนข้างเยอะพอสมควร และการหารายได้จากงานเขียนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เลยลองตัดสินใจเปิดขายดูบ้าง และเว็บเด็กดีก็สามารถขายออนไลน์ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นก็คือส่วนแบ่งระหว่างผู้เขียนและทางเว็บเองก็ยอดเยี่ยมมากครับ

เคยแอบสงสัยว่าขายนิยายออนไลน์ได้เงินจริงหรือเปล่า?

หลายคนสงสัย ผมเองก็เคยสงสัยครับ 555 แต่พอผมได้ลองทำเองและขายเองบนออนไลน์แล้วกลับเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายเป็นอย่างมากเลยครับ ผมเปิดขายกับเว็บเด็กดีไปได้ไม่นานก็มีคนสนใจเข้ามาซื้อนิยายของเราไม่น้อยเลยจริงๆ ยอดเงินที่ผมได้นั้นมากกว่าที่ผมคิดไว้หลายเท่าตัวและเงินเหล่านั้นผมก็สามารถนำมันไปต่อยอดสำหรับการเขียนนิยายของผมได้เช่นเดียวกันครับ

การขายนิยายออนไลน์ในปัจจุบัน ทำให้นักเขียนมีทางเลือกมากขึ้นครับ อีกอย่างคือปัจจุบันนี้เรามีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกมากมายที่ทำให้สามารถอ่านนิยายที่ไหนก็ได้ และนิยายออนไลน์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมเป็นอย่างมาก คนอ่านก็ซื้อนิยายออนไลน์และอ่านในสิ่งที่ตนเองชอบได้ ส่วนผู้เขียนก็ได้รับค่าตอบแทนสำหรับสิ่งที่เขาลงทุนไปอย่างสมน้ำสมเนื้อ ผมจึงคิดว่าเป็นอะไรที่ดีมากเลยครับ

 

การเขียน 2-3 ตอน ไม่ช่วยให้นิยายของเราเป็นที่นิยม ถ้าเราไม่ใช่นักเขียนดัง!

การเริ่มเขียนนิยายไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ แต่จะเขียนยังไงให้ไปต่อได้เรื่อยๆ หรือดึงดูดคนอ่านได้นั้นเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า อารมณ์คงเหมือนกับเลเวลที่สูงขึ้น แต่เมื่อเรานับหนึ่งแล้วอย่างไรก็ต้องมีสองยิ่งเราเขียนมากเท่าไหร่ อ่านมากเท่าไหร่ เลเวลของเราก็จะยิ่งสูงขึ้น อย่างหนึ่งเลยที่อยากให้คนที่อยากเป็นนักเขียนได้ยึดถือไว้ก็คือความอดทนครับการเขียน 2-3 ตอนไม่ช่วยให้นิยายของเราเป็นที่นิยม มันจะไม่เกิดขึ้นแน่นอนถ้าเราไม่ใช่นักเขียนชื่อดังอยู่แล้ว เชื่อไหมครับว่าผมเริ่มต้นเขียนนิยายไปมากกว่าสิบตอนแล้วกลับมีคนติดตามอยู่แค่ 2 คนเท่านั้นกระทั่งตอนนี้มีคนติดตามมากกว่าห้าพันคนเลยทีเดียว! (ขี้โม้)


จักรพรรดิไร้สีถึงนักอ่าน

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่คอยติดตามและคอยสนับสนุนนิยายของผมมาโดยตลอดนะครับ นิยายของผมอาจจะไม่สนุกเหมือนนิยายเรื่องอื่นๆ แต่ผมก็จะพยายามเขียนออกมาอย่างสุดความสามารถเพื่อยกระดับนิยายของผมให้สนุกจนวางไม่ลงเลยทีเดียว รักผู้อ่านทุกครับ!!

สุดท้ายนี้… สวัสดีครับ ไปละ

อ้าว สั้นไปสินะครับงั้นก่อนจากไป ผมก็ขอฝากผลงานที่ผมภาคภูมิใจเสียหน่อยนั่นก็คือ

“「Dangerous Mage」จอมเวทอันตราย” เรื่องนี้รับประกันความสนุก บอกเลยว่าอ่านแล้ววางไม่ลงเลยจริงๆ

“HARD CORE SUPPORTER” ตัวนี้จะเป็นเรื่องรองของผมที่แต่งควบคู่กันไปกับจอมเวทอันตรายครับ แนะนำว่าเรื่องนี้แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครแน่นอน!


............
 

พี่หญิงประทับใจที่ฮ่องเต้ได้กล่าวในบทสัมภาษณ์ไว้ว่า “อย่าดูถูกผลงานตัวเอง” นะคะ นักเขียนชาวเด็กดีหลายคนอาจรู้สึกท้อจากการเขียนนิยาย เอานิยายของตัวเองไปเปรียบเทียบกับของคนอื่นแล้วรู้สึกท้อใจ จนหมดกำลังใจที่จะเขียนนิยายต่อไป หรือไม่ก็เก็บความเมนต์แย่ๆ ของนักอ่านเอามาคิดมากจนหมดไฟในการเขียน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ “ฮ่องเต้” ได้เจอ แล้วก็เคยประสบจนเกือบจะหมดกำลังใจ แต่ในวินาทีที่ทุกอย่างจะแย่ลง เขาก็กลับมาคิดได้ว่าเราทุกคนไม่ควรจะดูถูกผลงานตัวเอง การรู้จักประมาณตนเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่ใช่การเหยียบผลงานตัวเองจนจมดิน แล้วเอาแต่คิดว่าไปต่อไปได้ 

ฮ่องเต้ได้ทิ้งความรู้สึกท้อแท้ไว้ข้างหลัง แล้วเลือกที่จะพัฒนาผลงานตัวเองต่อไป ด้วยเชื่อว่า… อย่างน้อยเราก็สามารถเขียนนิยายได้แล้ว แค่ค่อยๆ เดินไปที่ละก้าวนั้นคงไม่ยากเย็นเท่าไหร่ ขอแค่ล้มแล้วลุกเดินต่อไป ความเสร็จที่อยู่ข้างหน้าก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้!

และพี่หญิงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหากน้องๆ คนไหนกำลังท้อ หมดกำลังใจ หมดไฟในการเขียนต่อไป แล้วผ่านมาอ่านบทสัมภาษณ์นี้ จะมีแรงในการสู้ต่อไป จนวันหนึ่งประสบความสำเร็จได้อย่างที่คาดหวังกันนะคะ
 

พี่หญิง
 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=ying

พี่หญิง - ผู้เขียน

มนุษย์บ้านิยายที่สิงอยู่แถวๆ คลังนิยายเด็กดีเป็นประจำ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #จักรพรรดิไร้สี #จอมเวทอันตราย #Hard Core Supporter #ย้อนเวลากลับมา... เพื่อ?! #นิยายแฟนตาซี #นักเขียน เด็กดี #นิยาย เกิดใหม่ #แรงบันดาลใจ เขียนนิยาย #สัมภาษณ์นักเขียน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?