7 เรื่องชวนเกลียด
ยิ่งเกลียดยิ่งเขียนนิยายได้ปัง!
ก่อนอ่านบทความนี้ ขอถามคำถามทุกคนหนึ่งข้อถ้วน
ลองตอบมาเร็วๆ ตรงๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรมากดูค่ะ
“ตอนนี้เราเกลียดอะไรจากการเป็นนักเขียนมากที่สุด?”
จะว่าไปแล้วมันก็คงเป็นเรื่องปกติของนักเขียนที่อยากเขียนนิยายด้วยความสบายใจ ไม่มีใครอยากมานั่งคิดหรอกค่ะว่าเราเกลียดอะไรจากการเป็นนักเขียนบ้าง วันนี้พี่แนนนี่เพนเลยมีเรื่องมาให้นักเขียนชาวเด็กดีได้ลองซ้อมเกลียดกันดูก่อน เป็นเรื่องชวนเกลียดที่ดูเหมือนจะเบสิคแต่จริงๆ แล้วมันมีความหมายซ่อนอยู่เยอะมาก ซึ่งเราสามารถนำไปใช้ในการเขียนนิยาย หรือนำไปต่อยอดการเป็นนักเขียนของเราได้เลย ว่าแล้วก็มาดูลิสต์ที่นักเขียนควรเกลียด แล้วก็ลองตอบตัวเองไปพร้อมๆ กันดูว่าเราเคยเกลียดในเรื่องเหล่านี้บ้างไหม
1. จงเกลียดที่ต้องสงสัยในความสามารถของตัวเอง
เคยสงสัยในความสามารถของตัวเองบ้างไหมคะ ไม่ว่าเราจะเพิ่งเขียนนิยาย หรือเขียนนิยายมานานแล้วก็ตาม เคยตั้งคำถามกับตัวเองบ้างไหมว่านิยายของเราดีพอแล้วรึยัง? หากใครยังไม่เคย ลองตั้งคำถามกันตั้งแต่วันนี้เลยค่ะ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มสงสัยในฝีมือการเขียนของเราด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งความเห็นจากคนอื่น เมื่อนั้นเราจะเห็นด้วยสองตาและมันสมองของเราเลยว่า มันเป็นความเกลียดที่คุ้มค่ามากๆ ยิ่งเราสงสัยในฝีมือของเรามากเท่าไหร่ เรายิ่งมองเห็นข้อบกพร่องในการเขียนนิยายมากขึ้นเท่านั้น และความเกลียดนี้จะผลักดันให้เราอยากเขียนนิยายให้ดีขึ้นได้!
2. จงเกลียดที่ต้องทุ่มเทให้กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
- อย่าเพิ่งท้อที่ความพยายามของเราส่งไปไม่ถึงนักอ่าน
- อย่าเพิ่งท้อที่อุตส่าห์หาข้อมูลมาเยอะแยะมากมาย แต่เอามาเขียนได้แค่ไม่กี่บรรทัด
- อย่าเพิ่งท้อที่นักอ่านมองไม่เห็นความสำคัญของชื่อที่เราอุตส่าห์ตั้งใจเลือกมาอย่างดี
- อย่าเพิ่งท้อที่นักอ่านมองไม่เห็นความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ในนิยายของเรา
หากใครเคยลองทุ่มเทให้กับงานเขียน แล้วได้ผลตอบรับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เราอยากให้คุณทำต่อไปทั้งที่เกลียดมันนี่แหละค่ะ แล้วคุณจะขอบคุณตัวเองในวันที่ย้อนกลับไปอ่านนิยายเรื่องนั้นอีกครั้ง!
3. จงเกลียดที่ต้องปิดบังว่าเขียนนิยาย
แม้ว่าเราจะเข้าสู่ปี 2020 แล้ว แต่การเขียนนิยาย หรือแม้แต่คนที่มีความฝันอยากเป็นนักเขียนหลายๆ คน ก็ยังติดอยู่ในกรอบของสังคม ที่มองว่าการเขียนนิยายเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่สามารถทำเป็นอาชีพเพื่อหาเลี้ยงตัวเองได้ ทั้งๆ ที่ในปัจจุบัน การเขียนนิยายออนไลน์บนเว็บเด็กดีสามารถทำเป็นอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับนักเขียนได้แล้ว ดังนั้น เราจึงอยากให้นักเขียนทุกคนเกลียดข้อนี้มากๆ และพยายามพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำในสิ่งที่เรารักออกมาให้ดีที่สุด แล้ววันหนึ่งการเขียนนิยายจะเป็นความภาคภูมิใจที่ทำให้เรากล้าบอกกับคนอื่นว่า ฉันเป็นนักเขียน
4. จงเกลียดที่ต้องทำการตลาดโปรโมตนิยาย
ถึงแม้ว่ายุคนี้ การใช้สื่อโซเชียลเพื่อโปรโมตนิยายจะเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ แต่จะไม่ดีกว่าเหรอถ้าเราได้รับการโปรโมตจากนักอ่านแบบปากต่อปาก หรือมีทีมงานนักเขียนเด็กดีนำไปเขียนรีวิวโปรโมตให้โดยที่เราไม่ต้องเสียเวลามาโปรโมตเอง หรือเสียเงินเพื่อทำการโฆษณาด้วยตัวเอง
ดังนั้น ถ้าหากเราอยากเขียนนิยายบนเว็บเด็กดีเฉยๆ โดยที่ไม่ต้องไปฝากนิยายกับใคร เรื่องเบสิคมากๆ ที่เราจะต้องทำก็คือ เขียนนิยายให้น่าสนใจ และดึงดูดใจนักอ่านให้อยากติดตามต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ คำแนะนำในเบื้องต้นที่เห็นผลได้เร็วก็คือ การเขียนนิยายตามกระแสหรือแนวตลาดควบคู่ไปกับการเขียนนิยายแนวที่เราชอบค่ะ เพราะนักอ่านที่ชื่นชอบนิยายตามกระแส จะเข้าถึงนิยายแนวเดิมซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอ ถ้าหากเรามีนิยายที่สามารถเรียกนักอ่านให้เข้ามาติดตามได้ ผลงานนิยายเรื่องอื่นๆ ของเราก็จะถูกมองเห็น และเข้าถึงนักอ่านคนที่ชอบแนวเดียวกับเราได้นั่นเอง
5. จงเกลียดที่ต้องมองหาแรงบันดาลใจเสมอ
หากเราอยากเขียนนิยายให้เป็นงานอดิเรกที่มีความสุข หรืออยากเขียนนิยายให้เป็นอาชีพเพื่อหารายได้ สิ่งที่เราต้องมีเหมือนๆ กันทุกคน ก็คือ แรงบันดาลใจที่ทำให้เราสามารถเขียนนิยายได้อย่างสม่ำเสมอนั่นเองค่ะ ทว่าแรงบันดาลใจไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถหาซื้อมาเก็บไว้ใช้ได้ตลอดไป เพราะมันเป็นสิ่งที่เราต้องมองหาอยู่เสมอ ในทุกพื้นที่ที่เรามองเห็น
ดังนั้น ถ้าเราอยากเขียนนิยายได้ตลอดไป ไม่อยากมีโมเมนต์เขียนนิยาย หรือเขียนแล้วตัน หมดไฟหมดแพสชั่นต่างๆ สิ่งที่เราต้องทำก็คือ เราต้องรู้จักวิธีผ่อนคลายตัวเองค่ะ รู้ว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร ทำสิ่งไหนแล้วเกิดไอเดียมาเขียนนิยาย หรือแม้แต่ตอนที่เราอยากเขียนนิยายเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก่อนหน้านั้น ให้เราจดเก็บไว้ และลองกลับไปทำตามอย่างสม่ำเสมอดูค่ะ
6. จงเกลียดที่ต้องอดทน
“เจอคอมเมนต์ด่าอย่าด่ากลับ เจอคนทวงนิยายอย่ารู้สึกไม่ดี” คำแนะนำนี้มีนักเขียนท่านหนึ่งเคยบอกเอาไว้ว่า การเป็นนักเขียนคือการฝึกความอดทน หากถามว่าต้องอดทนในเรื่องอะไรบ้างนั้น เธอบอกว่าทุกเรื่องเลยค่ะ การเขียนนิยายคือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เวลาเขียนนิยายให้สวมวิญญาณเป็นนักอ่านเสมอ เพราะไม่มีนิยายของใครจะถูกใจนักอ่านได้ทุกเรื่อง มันก็ต้องมีทั้งเรื่องที่คนอ่านชอบและไม่ชอบอยู่เหมือนกัน แต่การพยายามอดทนต่อแรงกดดันจากการเป็นนักเขียนนั้นสำคัญ เราต้องเลือกใส่ใจให้ถูกต้อง ทั้งการเขียนนิยายตามแนวทางเดิมของตัวเอง การเลือกรับฟังเฉพาะความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ และมองข้ามคำวิจารณ์ที่บั่นทอนกำลังใจโดยไม่โต้แย้งให้อารมณ์เสีย ทั้งหมดนี้ เป็นการอดทนที่คุ้มค่าพอให้เราเกลียดแน่นอนค่ะ
7. จงเกลียดที่ต้องเขียนนิยาย
เคยได้ยินไหมว่า ยิ่งเขียนมากขึ้นเท่าไหร่ การเขียนยิ่งยากมากขึ้นเท่านั้น คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยค่ะ หากใครคิดว่าการเขียนนิยายเรื่องแรกให้จบว่ายากแล้ว การเขียนนิยายเรื่องที่สองนั้นยากยิ่งกว่า และเรื่องที่สาม เรื่องที่สี่..ห้า..หก… ก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนค่ะ โดยสาเหตุที่การเขียนนั้นยากขึ้นเรื่อยๆ ก็มาจากการที่เรายังไม่รู้ว่าตัวเองถนัดเขียนนิยายแบบไหนนั่นเอง เมื่อต้องเขียนนิยายเรื่องต่อๆ ไป เราก็เลยพยายามรักษามาตรฐานของตัวเองเอาไว้ให้ได้(ซึ่งเราก็ยังไม่รู้จักฝีมือของตัวเองดีพอ) และอยากจะเขียนเรื่องใหม่ให้ดีกว่าเดิมเสมอ
ดังนั้น จงเกลียดการเขียนนิยายให้มากแล้วพยายามเขียนมันให้มากพอจนกว่าเราจะรู้ว่าตัวเองชอบการเขียนแบบไหน เพราะการเขียนนิยายให้มากก็คือการฝึกฝน สั่งสมประสบการณ์การเขียนนิยายของเรา หากเราเขียนนิยายจนสามารถจับแนวทางการเขียนของตัวเองได้ การเขียนนิยายเรื่องต่อไปก็จะไม่ยากสำหรับเราอีกต่อไปค่ะ
ขอเรียกทั้ง 7 ข้อนี้ว่าเป็นความเกลียดที่ดี และโชคดีที่ได้เกลียดค่ะ แต่ละข้อดูเหมือนจะทำได้ง่ายๆ เลยเนอะ แต่เอาจริงๆ ก็แอบทำยากเหมือนกัน แต่ก่อนจะเลือกข้อใดข้อหนึ่งไปทำ แนะนำให้ลองตอบตัวเองในใจก่อนว่าเป็นการลองเกลียดที่จะดีกับตัวเรารึเปล่า อย่าฝืนทำในสิ่งที่ตัวเราไม่ชอบกันนะคะ เกลียดก็คือเกลียดค่ะ เหมือนกับความกลัวที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยความกลัว ดังนั้น เลือกข้อที่ทำแล้วไม่ฝืน หรือเก็บเอาไว้ในใจก่อนก็ได้ค่ะ เผื่อในอนาคตอยากลองทำดูบ้าง แต่ถ้าตอนนี้ใครพร้อมแล้วก็มาลองซ้อมเกลียดด้วยการเขียนนิยาย ได้ที่ลิงก์นี้เลยค่ะ : bit.ly/writer-howto
พี่แนนนี่เพน

5 ความคิดเห็น
ชอบมาก อ่านเเล้วฮึกเหิมสุดๆ ไปเลยค่ะ
เกลียดตัวเองที่เขียนไม่ได้ดีซักที
ตอบคำถามข้อแรกนะคะ
เกลียดที่ไอเดียผุดทั้งวัน บางครั้งนั่งรอรับยาที่โรงพยาบาลก็ผุดมา บางครั้งจะนอนก็ผุดมา ต้องพกสมุดปากกาติดตัวไปทุกที่
เกลียดทุกข้อเลยค่ะ55555
ความเกลียดข้อแรกมันก็ดีอยู่หรอก แต่ขอเตือนไว้ในฐานะคนที่เคยเป็นมาก่อน ถ้าไม่ได้รักในการเขียนจริงๆ ความเกลียดข้อแรกมันจะพ่วงมาด้วย ความกดดัน ซึมเศร้า โทษตัวเอง และตันจนเขียนอะไรไม่ได้ ต่อให้เขียนก็เขียนไม่จบ ทิ้งเรื่องแล้วเขียนใหม่เรื่อยๆวนลูปไม่มีที่สิ้นสุด อาจฟังดูแย่แต่พวกINFPมีสิทธิเป็นงี้สูงมาก ส่วนวิธีแก้ก็มีอยู่อ่ะนะแต่ไม่รับรองว่าได้ผลร้อยเปอร์เซ็น สำหรับเราแล้วมันคือการรีไรท์ หลับหูหลับตาเขียนไปก่อนแล้วค่อยมารีไรท์ทีหลัง ไม่ต้องห่วงว่าร่างแรกจะแย่จะไร้โลจิคสัักแค่ไหน ขอแค่เขียนให้จบไว้ก่อน ปล.ที่เขียนนี่ก็เหมือนกำลังบอกตัวเองอยู่เลยแฮะ55
ออ แล้วอย่างสุดท้ายนะ อย่าดูถูกนิยายตัวเอง