เปิดใจ “ปองวุฒิ” ถึงผลงานจีนโบราณเรื่องแรก
"สวนผักขององค์หญิงมาร"
สวัสดีค่ะ ชาวเด็กดีทุกคน สำหรับใครที่เป็นแฟนนิยายแนวสยองขวัญ หรือติดตามนิยายรางวัลซีไรต์ก็จะต้องคุ้นเคยกับชื่อ “ปองวุฒิ” เป็นอย่างดีแน่ๆ เพราะนอกจากจะเป็นนักเขียนโลดแล่นอยู่ในวงการมาอย่างยาวนานแล้ว ปองวุฒิยังมีผลงานมาแล้วมากกว่า 85 เรื่อง กวาดรางวัลมาแล้วหลากหลายเวที และที่น่าสนใจมากๆ เลยก็คือ ปองวุฒิ เป็นนักเขียนที่มักจะไม่ยึดติดการเขียนนิยายแนวไหนแนวเดียวโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดชีวิตการเป็นนักเขียนเขาได้ลองมาแล้วทั้งการเขียนเรื่องสั้น นิยายเรื่องยาว พล็อตแฟนตาซี สืบสวน สยองขวัญ ไปจนถึงนิยายรัก และล่าสุดนี้ ปองวุฒิก็ได้สร้างเซอร์ไพรส์ใหม่ให้กับแฟนนิยายทุกคนด้วยการลงมือเขียนนิยายแนวจีนโบราณครั้งแรก ทั้งยังเป็นแนวปลูกผักที่กำลังได้รับความนิยมสุดๆ อีกด้วย งานนี้มีจุดเริ่มเป็นยังไง เรามาติดตามผ่านบทสัมภาษณ์ครั้งนี้กัน!
สวัสดีครับชาวเด็กดีทุกคน สำหรับผมที่รู้จักเว็บนี้ตั้งแต่เริ่มเปิดทำการก็รู้สึกว่าอยู่กันมาเกินยี่สิบปีแล้วเนอะ ดีใจที่ได้มาเจอทุกคนอีกครั้ง
โดยปกติผมจะเขียนงานค่อนข้างหลายแนว ปัจจุบันที่กำลังเขียนอยู่มีบทหนังแนวสยองขวัญ / นิยายรักโรแมนติกคอมมิดี้ / มีนิยายรักดราม่าเพิ่งเขียนจบไปชื่อ “จันทร์ร้าว” เป็นหนึ่งในเรื่องเข้ารอบสุดท้ายประกวดละครของ GMM 25 / เรื่องสั้นไทยและอังกฤษ / สำหรับงานใหม่สุดเขียนแล้วลงแบบสดๆ ที่เด็กดีให้ติดตามกัน ก็คือเรื่องสวนผักขององค์หญิงมารครับ และในอนาคตก็น่าจะมีเรื่องอื่นอีกเพราะตั้งใจว่าถ้าเขียนเรื่องใหม่แล้วก็จะมาลงให้อ่านกันที่นี่
เมื่อปองวุฒิอยากเขียนนิยายแนวฮิตจึงเกิดเป็น สวนผักขององค์หญิงมาร
จุดเริ่มต้นของ สวนผักขององค์หญิงมาร ต้องบอกก่อนว่าช่วงสิบปีหลังผมชินกับการเขียนต้นฉบับแล้วตีพิมพ์เป็นเล่มแบบนักเขียนรุ่นเก่ามากกว่า ทีนี้ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีเพื่อนและรุ่นน้องมาขอให้ช่วยคิดพล็อตเรื่องโครงเรื่องให้แล้วเขาไปเขียนลงเว็บไซต์ลงนิยายต่างๆ จากนั้นมาให้เราดูว่ากระแสตอบรับดี น่าสนใจ ผมเห็นนักอ่านยุคใหม่ที่ติดตามงานแล้วเรารู้สึกว่าดีน่าสนุกจัง ทุกคนดูแอคทีฟมีอารมณ์ร่วมกับเรื่องไม่ว่าจะชอบหรือติก็ตาม คือมันเป็นสิ่งที่หาได้ยากพอเราออกงานเป็นเล่มอย่างเดียว บวกกับอีกเหตุผลคือปีนี้ด้วยสภาพบรรยากาศโลกหม่นหมองทั้งการเมืองและโควิดทำให้รู้สึกเบื่อๆ เลยอยากเขียนอะไรที่มันสดใสมีความตลกหรือวัยรุ่นกว่าเดิม ผมก็เลยลองเขียนเรื่องสวนผักขององค์หญิงมารมาดู
จุดเริ่มต้นไอเดียคืออยากลองเขียนสิ่งที่เขาว่าเป็นแนวฮิตที่สุดดูว่ามันจะเป็นยังไง เพราะโดยปกติตัวเองจะเขียนอะไรที่มันไม่ค่อยอยู่ในกระแสสักเท่าไหร่ ซึ่งถึงมาเขียนแนวยอดนิยมก็จะมีเอกลักษณ์สไตล์เราอยู่ คือมันจะมีมุกตลกหรือการหักมุมแปลกๆ อย่างการที่องค์หญิงมารมาปลูกผักก็เป็นส่วนหนึ่งครับ เพราะว่าคุณเธอเป็นถึงองค์หญิงมารควรจะไปรบดันคิดมาทำไร่ปลูกผัก ด้วยเห็นว่ามันกำลังฮิตในหลายภพ
ความแตกต่างระหว่าง “สวนผักขององค์หญิงมาร” กับผลงานเรื่องอื่นๆ มันเป็นแนวจีนย้อนยุคซึ่งตัวผมเองไม่เคยเขียนมาก่อน งานแต่ละแนวมันก็จะมีลักษณะเฉพาะทางภาษาหรือการดำเนินเรื่อง ถ้าเอาไปเทียบกับพวกงานบางสายที่เคยทำอย่างเช่นระทึกขวัญ หรือว่าวรรณกรรมสะท้อนสังคมองค์หญิงมารก็จะต่างไปเยอะ ตรงที่มีความตลกและสีสันสดใสมากกว่าครับ
ความท้าทายของปองวุฒิในการเขียนงานแนวจีนโบราณ
ความยากความท้าทายคงเป็นเรื่องการใช้ภาษาและการดำเนินเรื่องที่มันมีเอกลักษณ์เฉพาะแนวนี้ ซึ่งเรารู้สึกว่าต้องทำให้ถึงมาตรฐานหรือตรงใจนักอ่าน ผมอาจจะพอมีทักษะการเขียนอยู่แล้วจากประสบการณ์หลายปี เหมือนนักดนตรีที่เราฟังดนตรีแนวไหนบางทีเราแกะโน้ตหรือเล่นสดแต่งทำนองตามแนวนั้นได้เลย แต่ในขณะเดียวกันก็มีสิ่งใหม่ๆ ต้องเรียนรู้ว่าเราทำได้เข้าทางหรือเปล่า ซึ่งก็ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าอาจจะมีผิดพลาดบ้าง ก็จะพยายามศึกษาต่อไปครับ
แม้จะไม่ได้คาดหวัง แต่ผลตอบรับก็ดีเกินคาด!
เปิดเรื่องนี้มาเกือบสามเดือนแล้ว แรกเริ่มคือไม่ได้คาดหวังอะไรเลยนอกจากเป็นการทดลองเขียนอะไรใหม่ๆ เขียนไปลงไปไม่ได้โฆษณาหรือบอกใครเลยแม้กระทั่งนักอ่านเก่าในเพจตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ปกปิดอะไรนะครับใช้นามปากกาปองวุฒิชัดเจน ที่ไม่ได้โฆษณาเท่าไหร่เพราะอยากลองดูว่าถ้าใช้ตัวงานอย่างเดียวเหมือนนักเขียนหน้าใหม่มันจะเป็นยังไง เพราะคิดว่าเราไม่ได้ลงงานในเด็กดีเท่าไหร่ คนอ่านก็คงไม่รู้จักเราอยู่แล้วมั้ง ซึ่งพอมาถึงจุดนี้ก็ได้รับผลตอบรับความสนใจดีเกินคาดก็ดีใจครับ ความคาดหวังระดับต่อไปก็หวังว่าจะมีคนมาอ่านกันเยอะขึ้นสนุกกับมันมากขึ้น
สำหรับสารที่อยากส่งต่อในเรื่องนี้คือหลายอย่างในโลกไม่ว่าภพไหน สวรรค์ ปีศาจ มนุษย์ อาจจะไม่เหมือนอย่างที่คิดหรือภาพจำทั้งหลาย แบบที่เริ่มต้นองค์หญิงมารดันมาปลูกผักนี่แหละ บอกแค่นี้ก่อนก่อน เอาเป็นว่าอยากให้ไปลองอ่านตัวเรื่องกันครับมีอะไรให้ค้นพบอีกเยอะ
ไม่ยึดติดแนวที่เขียนได้เปรียบตรงความหลากหลาย!
ใช่ครับ ถ้าใครรู้จักผมมาบ้างก็จะเห็นว่ามีผลงานหลายแนวอยู่แล้ว เริ่มต้นผมเป็นนักอ่านที่สนใจอ่านหลากหลายตั้งแต่หนังสือแนววิชาการมากๆ ยันพวกเรื่องตลกขำขัน การ์ตูนหรือรักหวาน ฯลฯ ดังนั้นพอเป็นนักเขียนก็เลยสร้างงานหลายแนว โดยส่วนตัวผมมองว่ามันเหมือนกับพวกผู้กำกับหนังฝรั่งที่มีการปรับเปลี่ยนแนวหนังที่ทำไปเรื่อยๆ ซึ่งดีนะครับตรงที่ไม่เบื่อ นอกจากนี้เรายังสามารถประสานเทคนิคงานแต่ละสายมาช่วยเสริมกันได้ด้วย อย่างพวกเรื่องสั้นบางชิ้นได้รางวัลประกวดเวทีนู้นนี้ ถึงมันจะถูกจัดอยู่ในสายพวกวรรณกรรมซีเรียส
แต่จะบอกว่าจริงๆ แล้ว ผมใช้เทคนิคผสมทั้งงาน สยองขวัญ + แฟนตาซี + ตลก ปนอยู่ด้วย อธิบายง่ายๆ ก็เหมือนพวกตัวละครในการ์ตูนแหละครับ ถ้าเราใช้พลังได้ทุกสาย ไฟ+ลม+แสงสว่าง+ความมืด ผสานทุกธาตุก็มักจะเป็นตัวละครที่ใช้กระบวนท่าวิชาได้แปลกกว่าตัวละครสายเดียว อีกอย่างคือทำให้เราไม่เบื่อ ไม่ตันทางความสร้างสรรค์ด้วย
เคล็ดลับเปลี่ยนแนวนิยายให้ปัง คือต้องต้องศึกษาให้ดี และคงเอกลักษณ์
- ศึกษานิยายแนวที่ต้องการเขียนให้ดี
เวลาหันไปเขียนนิยายแนวใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย สิ่งสำคัญคืออย่างน้อยก็ต้องอ่านศึกษาแนวนั้นให้ดีครับ โดยเฉพาะเรื่องที่คนอ่านส่วนใหญ่นิยมชมชอบว่าเขาเขียนยังไงแบบไหน เนื้อหาเป็นยังไง เราจะได้นำมาปรับใช้กับงานตัวเองหรือเขียนให้เข้าที่เข้าทาง ถ้าเราไม่ศึกษาเลยมันก็เหมือนไม่ให้เกียรติงานแนวนั้น ซึ่งความใส่ใจความเคารพคนอ่านผมมองว่าเป็นสิ่งสำคัญมากไม่ว่าจะเขียนงานแบบไหน
- รักษาเอกลักษณ์การเขียน
เปลี่ยนแนวการเขียนแล้วจำเป็นไหมที่จะคงเอกลักษณ์ในงานเขียนของเราเอาไว้ ตอบเลยว่า...จำเป็นครับ ความจริงนักเขียนทุกคนมีเอกลักษณ์อยู่แล้วแหละ และมันเป็นสิ่งที่แยกแยะนักเขียนแต่ละคน ทั้งเป็นจุดดึงดูดให้นักอ่านสนุกกับงานนักเขียนคนนั้นๆ การเขียนงานหลากหลายแนวมีข้อดีตามที่ผมบอกไปแล้ว แต่ต้องแยกแยะว่าเราต้องรักษาเอกลักษณ์ตัวเองด้วยไม่ใช่เปลี่ยนไปเลียนแบบคนอื่นอย่างเดียวจนไม่เหลืออะไรเป็นของตัวเองเลย เพราะถ้าทำแบบนั้นก็เหมือนก๊อปปี้อย่างเดียว
ของผมถ้าใครเป็นนักอ่านเก่า มาอ่านเรื่ององค์หญิงมารก็จะพบว่ามันมีเอกลักษณ์แบบปองวุฒิอยู่ ถ้าให้ยกตัวอย่างชัดๆ ก็เช่น การดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างเร็วมีจุดหักมุมอยู่เรื่อย มุกตลกเสียดสี หรือกระทั่งการสะท้อนสังคมการเมืองซึ่งก็จะมีใส่ลงไป
ปองวุฒิกับกระแสการอ่านนิยายที่เปลี่ยนไป
สำหรับกระแสการอ่านนิยายในปัจจุบัน คือมันไม่ใช่ยุคเฟื่องฟูมากแบบ 10-20 ปีก่อนที่นักอ่านลองชิมหนังสือหลายแบบ สำนักพิมพ์สามารถพิมพ์งานได้ค่อนข้างกว้างกระทั่งทดลองแนวที่ไม่ได้รับความนิยมมาก ตอนนี้นักอ่านดูจะมีแนวทางที่ชอบค่อนข้างชัดว่าเขาสนใจอะไรหรือสนับสนุนงานแบบไหน แนวโน้มการพัฒนาในอนาคตบอกตามตรงว่าก็ดูไม่ออกนัก แต่วงการเขียนไทยถ้าเทียบกับประเทศที่มีการส่งเสริมการอ่านดีกว่าก็ต้องบอกว่าความหลากหลายของงานเราไม่ค่อยเยอะ ส่วนใหญ่ที่ขายได้ขายดีเลยในแต่ละยุคก็จะมีอยู่ไม่กี่แบบนะครับ
สำหรับน้องๆ ชาวเด็กดีที่อยากลองเขียนนิยายแนวใหม่ๆ แต่ยังไม่กล้าก้าวออกจากเซฟโซนของตัวเอง บางทีผมไปทำงานเป็นวิทยากรหรือนักเขียนรุ่นพี่แนะนำรุ่นน้องก็มีคนถามประเด็นนี้บ่อย เข้าใจคนทำงานการเขียนนะ บางครั้งมีความคิดมาก เกิดความลังเลในใจ วิธีที่ดีที่สุดคืออย่าไปคิดมากครับในเรื่องนอกงาน ให้เอาเวลาไปคิดเรื่องตัวงานเยอะๆ และลองทำไปเลยดีกว่าผลออกมาเป็นอย่างไร เราค่อยปรับปรุงไประหว่างทาง ถ้าดีเหมาะกับเราก็ทำต่อ ถ้าไม่ดีไม่เหมาะเลยอย่างน้อยก็ได้รู้ สรุปคือมันต้องลองนั่นแหละ
สุดท้ายก่อนจากลากันไป ก็เอาเป็นว่าตอนนี้ขอฝากผลงานที่ลงในเด็กดีอย่างสวนผักขององค์หญิงมาร รวมทั้งงานอื่นๆ ของปองวุฒิถ้าใครผ่านตาไปเจอกันที่ไหนไม่ว่าร้านหนังสือหรือแพลตฟอร์มอื่นๆ ก็ตามนะครับแล้วก็ติดตามผลงานได้ที่
แฟนเพจ https://www.facebook.com/pongwutwriter
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/pongwutruji
ขอให้ทุกคนโชคดี มีความสุขกับการอ่าน และใกล้ปีใหม่แล้ว ขอให้ปี 2021 เป็นปีที่ดีขึ้นกว่าปีนี้ครับ
จบไปแล้วสำหรับบทสัมภาษณ์ในวันนี้ ต้องขอบคุณปองวุฒิมากๆ เลยที่มาร่วมแชร์เคล็ดลับการเขียนดีๆ กับเรา พี่หญิงหวังว่าการพูดคุยในวันนี้จะเป็นประโยนช์ให้ชาวเด็กดีไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะกับใครที่วางแผนอยากลองเขียนนิยายแนวใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย แต่ยังลังเลไม่กล้าตัดสินใจ ก็อย่างที่ปองวุฒิได้กล่าวเอาไว้ในเลยค่ะ อย่าไปคิดมาก หรือ กังวลใจมากไป เน้นคิดเรื่องงานมากกว่าปัจจัยภายนอกอื่นๆ อยากลองก็ทำไปเลย ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ดีหรือไม่ดี อย่างน้อยเราก็ได้ลองทำแล้วค่ะ
ติดตามผลงานของ ปองวุฒิ ได้ที่นี่
พี่หญิง

0 ความคิดเห็น