what if? จะเกิดอะไรขึ้นถ้า.. 
แค่ตั้งคำถามก็แก้ตันได้ในพริบตา!

 

สวัสดีนักเขียนชาวเด็กดีทุกคนค่ะ วันนี้มีไอเดียแก้ตันมาฝากทุกคนอีกแล้ว เป็นไอเดียง่ายๆ ที่หลายคนน่าจะเคยใช้กันมาแล้ว แต่ส่วนใหญ่น่าจะเอาไปใช้ตอนคิดพล็อตนิยายกันมากกว่า เพราะเจ้าคำถาม what if? จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..  เนี่ย เป็นคำถามที่ชอบฝากไว้ให้คิด ถามเองตอบเองด้วยนะ  เราก็เลยชอบเอาไปใช้ตอนคิดพล็อตนิยายกัน แต่รู้กันไหมว่านอกจากคำถามนี้จะช่วยคิดพล็อตนิยายให้เราแล้ว มันยังช่วยแก้ปัญหาเวลาเราเขียนไม่ออก หรือตัน ได้ด้วยนะ ถ้าใครอยากรู้ว่าเอามาใช้ยังไง ไปลองดูวิธีกันเล้ยยย

Photo by Etienne Girardet on Unsplash
Photo by Etienne Girardet on Unsplash

1.
ตั้งคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..?” 
เพื่อตั้งเงื่อนไขว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรต่อไป
 

ใครที่กำลังตัน คิดฉากต่อไปไม่ออก  ให้เราลองเริ่มต้นด้วยการค้นหาตัวละครหรือเหตุการณ์ที่เราอยากให้มีในนิยายขึ้นมาก่อน อาจจะเป็นสถานการณ์สั้นๆ  หรือฉากๆ หนึ่งที่มีอยู่แล้วก็ได้ จากนั้นให้ลองใช้วิธีตั้งคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..?” เป็นตัวตั้งต้นดูค่ะ 

ตัวอย่าง

“จะเกิดอะไรขึ้นถ้า.. [ตัวเอกเดินออกไปเปิดประตูบ้านหลังจากได้ยินเสียงกริ่ง] ?”

สถานการณ์ที่เราสมมติขึ้นมา ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีเงื่อนไขเกิดขึ้นในฉากนี้แล้ว หนึ่งคือ เรารู้ว่าตัวละครไหนกำลังเดินเรื่อง สอง หลังจากเปิดประตูออกไปจะต้องเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น ซึ่งเหตุการณ์หลังเปิดประตูออกไป จะเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญว่าเราจะดำเนินเรื่องไปในทิศทางไหนได้บ้าง 

คำถามที่ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..?” จึงเป็นการขอคำตอบหลังจากนี้นั่นเองค่ะ

วิธีคิดเพื่อนำไปต่อยอด

“จะเกิดอะไรขึ้นถ้า.. [ตัวเอกเดินออกไปเปิดประตูบ้านหลังจากได้ยินเสียงกริ่ง] ?”

สมมติว่าตัวเอกถูกทำร้ายหลังจากเปิดประตู สิ่งที่เราต้องให้คำตอบกับคำถามนี้คือ..

  • ทำไมตัวเอกถึงโดนทำร้าย : เพราะตัวเอกไปทำร้ายจิตใจนางเอก
  • ใครเป็นคนทำร้ายตัวเอก : พี่ชายนางเอก
  • ตัวเอกปกป้องตัวเองอย่างไรบ้าง : ไม่ได้ปกป้อง เพราะรู้สึกผิด
  • หลังเกิดเหตุการณ์นี้แล้วเป็นอย่างไรต่อ : เคลียร์ใจกับพี่ชายนางเอก 
    เป็นต้น

จากตัวอย่าง เมื่อเราถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..?” หมายความว่า เรากำลังสร้างเงื่อนไขขึ้นมาเพื่อหาว่าจะเกิดฉากอะไรต่อไป เมื่อเรามีเงื่อนไขแล้ว เราจะเห็นตัวเลือกมากมายจากการตั้งคำถามนี้แน่นอนค่ะ

Photo by Jess Bailey on Unsplash
Photo by Jess Bailey on Unsplash

2.
ลองใช้ “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..?” 
กับเรื่องที่ใครก็มองว่าเพ้อเจ้อ
 

“จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..?” เป็นคำถามที่นำเราไปสู่เรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้ เมื่อเราถามคำถามนี้กับอะไรก็ตาม คำถามนี้จะนำเราไปเจอโลกอีกใบหนึ่งทันที เช่น 

  • จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..คุณมีปีก
  • จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..ทุกคนบนโลกนี้เป็นซอมบี้  ยกเว้นคุณ
  • จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..คุณตื่นมาอีกทีในต่างโลก
  • จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..คุณฝันว่าเขียนนิยายจบแล้ว แต่ตื่นมาไม่มีเนื้อหาเลย

จากตัวอย่าง เป็นความสงสัยที่ดูเพ้อเจ้อเกินจริงไปมาก แต่นี่แหละค่ะ โลกของจินตนาการ เราไม่จำเป็นต้องหาความสมเหตุสมผลให้มันมาก ใช้จินตนาการนำทางไปก่อน เพราะในโลกนิยายเราสามารถเซ็ตติ้งได้ว่าโลกของเราจะเป็นแบบไหน 

ดังนั้น ความคิดล้นๆ หรือจินตนาการที่คนอื่นอาจมองว่าเพ้อเจ้อไปบ้าง จริงๆ แล้วอาจจะเป็นไอเดียที่เริ่ดมากๆ เลยก็ได้  ถ้าเรารู้สึกตัน ไปต่อไม่ได้ ลองวางความสมเหตุสมผลลงก่อน แล้วลองคิดดูว่าพล็อตของเรามันสามารถเพ้อเจ้อ หรือออกนอกทะเลกว่านี้ได้ไหม  ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้ไอเดียดีๆ มาเขียนฉากต่อไปอย่างไม่คาดคิดก็ได้

 

3.
ใช้ “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..?” 
ให้เรื่องราวดำเนินไปตามธรรมชาติ
 

เมื่อเรามองหาว่าตอนต่อไปจะเขียนอะไรดี แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก ลองปล่อยให้ตัวละครใช้ชีวิตอิสระ  แล้วค่อยๆ สำรวจดูว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..?”  เมื่อตัวละครทำสิ่งนั้น

ในข้อนี้ ไม่ได้เน้นว่าเหตุการณ์ต่อไปจะเกิดอะไร ฉากต่อไปจะเขียนอย่างไร แต่เน้นไปที่ตัวละครของเราเลยว่า เขามีชีวิตอย่างไร 

เมื่อเราตั้งคำถาม “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..?”   กับตัวละครขึ้นมา  เราจะพบว่าตัวละครของเรา...

  • สามารถทำอะไรได้บ้าง และไม่สามารถทำอะไรได้บ้าง
  • ใครที่ทำให้ตัวละครมีความสุข และความทุกข์
  • นิสัยใจคอ หรือทัศนคติของตัวละครเป็นแบบไหน
  • เมื่อเขาทำสิ่งๆ หนึ่ง เขานึกถึงอะไร
  • ปมของตัวละครคืออะไร

คำถามที่ใช้สำรวจตัวละคร เช่น

  • จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..ตัวละครบังเอิญเจอแฟนเก่า คู่อริ หรือครอบครัว : เปิดเผยปม
  • จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..ตัวละครฝันถึงเหตุการณ์บางอย่าง : ลางบอกเหตุ หรือความสับสนในใจ
  • จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..ตัวละครบังเอิญเจอสิ่งของบางอย่าง :  กระตุ้นความทรงจำ หรือสร้างเรื่องบังเอิญต่อไป

ดังนั้น การตั้งคำถามกับตัวละคร จึงเป็นการสำรวจเรื่องราวภายในพล็อตว่าเราเปิดเผยเรื่องราวของตัวละครไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว มีอะไรที่เราลืมเขียน หรืออยากใส่เพิ่มเข้าไปบ้าง  

Photo by Green Chameleon on Unsplash
Photo by Green Chameleon on Unsplash

4.
ใช้ “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..?” 
เพื่อพัฒนาตัวละคร
 

ในสองข้อแรก เราเน้นแก้ตันด้วยการค้นหาฉากต่อไป ในข้อนี้เราเลยต่อยอดจากข้อ 3  หลังจากที่เราสำรวจตัวละครของเราแล้ว  ขั้นตอนต่อไปคือ การค้นหาหรือทำแรงจูงใจของตัวละครให้สำเร็จ นั่นเอง 

ถ้าเราตัน ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนต่อ ลองคิดถึงเป้าหมายหรือแรงจูงใจของแต่ละตัวละครดูค่ะ อย่างน้อยต้องรู้ว่าอะไรทำให้ตัวเอกของเรายังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ดูว่าสิ่งที่ตัวละครต้องการคือ ความรัก, ความกตัญญูต่อครอบครัว, ความแค้น, หรือความหวัง เราต้องตามหาเป้าหมายตัวละครให้เจอก่อน แล้วเราถึงจะสามารถใช้คำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..?”  เพื่อค้นหาฉากต่อไปจากคำถามนี้ได้

ตัวอย่าง

“จะเกิดอะไรขึ้นถ้า.. [ตัวเอกค้นพบว่าการตายของพ่อแม่มาจากคนใกล้ตัว] ?”

 

คำถาม

  • แรงจูงใจ เป้าหมายของตัวเอกคืออะไร
  • สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากตัวเอกมีเป้าหมาย
  • เราจะพัฒนาตัวละครได้อย่างไร

5.
ใช้ “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..?” 
เพื่อค้นหาสถานที่และเวลาที่ใช่
 

สถานที่และเวลาเป็นองค์ประกอบในนิยายที่หลายคนมองข้ามไปมากๆ มันไม่ใช่แค่บ้านของพระเอกนางเอก หรือประเทศหนึ่งเท่านั้น  แต่สถานที่และเวลาเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรื่องราวดำเนินต่อไปได้แบบไม่มีสะดุด 

ตัวอย่างคำถาม

“จะเกิดอะไรขึ้นถ้า.. [ทุกอย่างเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้เปลี่ยนไปในวันหนึ่ง] ?”  

คำถามที่ยกมาอาจดูแฟนตาซีไปบ้าง แต่น่าจะอธิบายเรื่องราวได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแฟนตาซีอย่างเช่น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสามารถขึ้นรถไฟไปโรงเรียนเวทมนตร์ ผ่านการวิ่งใส่กำแพงระหว่างหมาย 9 กับ 10?  หรือจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราบังเอิญไปเปิดประตูบานหนึ่งแล้วเจอโลกอีกใบเข้า  

คำถามเหล่านี้ ไม่เพียงทำให้เราเจอสถานที่ที่ใช่เท่านั้น แต่เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่จะตามมาก็คือ ความเปลี่ยนแปลง นั่นเองค่ะ

ดังนั้น เมื่อเราเกิดอาการตันขึ้นมา ลองมองหาสถานที่ในนิยายแล้วเปลี่ยนมันให้เป็นฉากที่ทุกคนจะต้องจดจำกันค่ะ

 

ใครที่เขียนนิยายไม่ออก ตัน แนะนำให้ลองตั้งคำถามตามวิธีที่นำมาฝากในวันนี้เลยค่ะ  ชอบวิธีไหนลองใช้วิธีนั้นได้เลย  เป็นวิธีง่ายๆ ที่ถามเองตอบเอง ไม่ต้องง้อให้ใครช่วย เพราะคนที่รู้ดีที่สุดก็คือตัวเรานั่นเอง  แต่ถ้าถามตัวเองแล้วตอบไม่ได้ ก็ไม่ต้องกังวลไปค่ะ อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าเราพลาดตรงไหนไปบ้าง แค่อาจจะต้องกลับไปทบทวนพล็อตชุดใหญ่แค่นั้นเอง ^^  

อ่านเคล็ดลับดีๆ เพิ่ม 

พี่แนนนี่เพน

 

พี่แนนนี่เพน
พี่แนนนี่เพน - Columnist สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

3 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด

ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก

ถูกลบโดยทีมงาน เนื่องจากงดตั้งกระทู้วิจัย โครงงาน หรือใช้พื้นที่เว็บบอร์ดเพื่อการส่งการบ้าน เนื่องจากเป็นการรบกวนผู้ใช้บอร์ดท่านอื่นๆ ขออภัยในความไม่สะดวก

กำลังโหลด
กำลังโหลด