นักเขียนออนไลน์ในตำนาน
วินัยโหดแบบตำรวจ ที่พา “ธุวัฒธรรพ์ / MiYU”
เขียนนิยายไปถึงกว่า 60 เล่มใน 19 ปี!
เชื่อไหมคะว่า… บางครั้งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจเริ่มมาจาก “ความฝันที่พังไม่เป็นท่า”
เหมือนเรื่องราวของ “พี่มิว (นามปากกา: ธุวัฒธรรพ์ / MiYU)” ที่จริงแล้ว จุดเริ่มต้นของเขาไม่ได้อยากเป็นนักเขียน และไม่ได้คิดอยากจับคีย์บอร์ดตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ พี่มิวคือเด็กโอตาคุคนหนึ่งที่โตมากับการเสพมังงะ และฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูน เขาฝึกวาด พยายามเอาดีทางนี้อย่างจริงจัง แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน… เส้นทางสายนี้ก็ไม่เคยเปิดรับเขาเลย จนวันหนึ่งมีคนพูดขึ้นมาเล่นๆ ว่า “ลองเอาพล็อตการ์ตูนที่มี ไปเขียนเป็นนิยายดูไหม” พี่มิวในตอนนั้นไม่มีแผนสำรอง ความมั่นใจแทบเป็นศูนย์ และไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน ในหัวมีแค่คำเดียวที่บ้าดีเดือดมากๆ คือ… “ลองดูสักตั้งวะ!”
แต่การ “ลอง” ในวันนั้น กลับพาเขามาไกลเกินฝัน ไกลถึงขั้นมีผลงานตีพิมพ์เล่มแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 และเดินทางต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้กับผลงานกว่า 60 เล่ม นี่ไม่ใช่เส้นทางที่เกิดจากโชคช่วย แต่เกิดจากสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด… และโหดที่สุดในเวลาเดียวกัน “วินัย และการลงมือทำให้จบ” พี่มิวเลือกไม่ทิ้งเรื่องราวในหัว แต่ใช้พื้นที่ของ Dek-D เป็นบ้านในการทดลอง ปล่อยของ เติบโต และเดินต่อ จนชื่อของ “ธุวัฒธรรพ์ / MiYU” กลายเป็นหนึ่งในนักเขียนที่ยังคงเดินอยู่บนเส้นทางสายนี้อย่างมั่นคง และนี่คือเรื่องราวของเขา #เกิดมากับเด็กดี #โตมากับเด็กดี #เป็นนักเขียนเด็กดี #ธุวัฒธรรพ์ก็เริ่มจากที่นี่
ถ้าจะเล่าถึงวัยเด็กของ “พี่มิว ณัฐวุฒิ” ภาพที่เห็นคงไม่ใช่เด็กที่ก้มหน้าก้มตาอ่านนิยายเงียบๆ แต่เป็นเด็กที่ขลุกอยู่แต่ในร้านเช่าการ์ตูน ในยุคที่เน็ตยังไม่แรงแถมแพงหูฉี่ ความสุขของเด็กงบน้อยคนหนึ่งก็คือ “ร้านหนังสือเช่า” นี่แหละ และเขาอ่านหนักมาก อ่านอย่างน้อยวันละ 5 เล่ม! (ใช่ค่ะ... วันละ 5 เล่มจริงๆ) แต่นั่นไม่ใช่แค่การอ่านแก้เบื่อ มันคือการ “ยัดโลกทั้งใบ” เข้าไปเก็บไว้ในหัว จนสมองมันเริ่มสร้างจักรวาลของตัวเองขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว และจินตนาการเหล่านั้นแหละที่กลายเป็น “วัตถุดิบชั้นดี” ในการเขียนของเขาในเวลาต่อมา แม้ในที่สุดเขาจะรู้ตัวว่าทางสายนักวาดอาจจะไม่ใช่ทาง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาหยุดเล่าเรื่อง แค่เปลี่ยนอาวุธจากดินสอมาเป็นคีย์บอร์ดแทน พี่มิวลองเสี่ยงดวงเขียนนิยายดู แล้วมันก็เหมือนการ “เปิดประตูผิดบาน แต่ดันเจอทางที่ใช่” เพราะนิยายเรื่องแรกอย่าง “Quatic วินาศกรรมเหนือฟากฟ้า” ได้ตีพิมพ์ทันทีในปี 2549 จนเจ้าตัวยังแอบคิดเลยว่า หรือจริงๆ แล้วเขาอาจ Born to be มาเพื่อเป็นนักเขียนนิยายก็ได้!
แต่เอาเข้าจริง... ความสำเร็จครั้งแรกของพี่มิวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่หลายคนคิดค่ะ หลังจากนิยายเรื่องแรก “Quatic วินาศกรรมเหนือฟากฟ้า” ได้ตีพิมพ์ สิ่งที่ตามมากลับไม่ใช่แค่คำยินดี แต่มันคือบททดสอบสุดโหดที่ชีวิตโยนใส่หน้าแบบไม่ทันตั้งตัว เดิมทีพี่มิววางแผนไว้ว่าเรื่องนี้จะเป็นซีรีส์ 4 เล่มจบ เขาปั่นต้นฉบับออกมาได้ 2 เล่มแล้ว แต่จู่ๆ ก็โดนสำนักพิมพ์โกงค่าต้นฉบับ แถมยังปิดตัวหนีหายไปดื้อๆ พร้อมกับเงินก้อนที่ควรจะเป็นของเขา... ตอนนั้นคือโปรเจกต์ค้าง ความรู้สึกค้าง ใจก็ค้างไปหมด สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินที่หายไปนะ แต่มันเสียความรู้สึกจนอธิบายไม่ถูกเลยล่ะ เหตุการณ์นั้นทำเอาพี่มิวซึมไปยาวๆ เจ้าตัวถึงกับเล่าติดตลกว่า
“ตอนนั้นซึมเลยครับ... โลกวรรณกรรมแม่มโหดร้าย (ฮา)”
หลายคนเจอแบบนี้คือเลิกเลยนะ พอกันทีกับงานเขียน! แต่พี่มิวไม่ได้เลิก เขาเลือกที่จะ “รักษาแผล” แล้วเดินหน้าต่อ เพราะรู้ดีว่าต่อให้จะเสียเงินหรือเสียความรู้สึกไปมากแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครขโมยไปจากเขาได้... ก็คือ “ไอเดีย” ที่ยังพลุ่งพล่านอยู่ในหัวนั่นเอง
และแล้วในปี 2555 โลกเหวี่ยงโอกาสกลับมาให้อีกครั้ง พี่มิวตัดสินใจส่งผลงานเข้าประกวดโครงการนิยายแฟนตาซีของ Enter Book ที่ร่วมกับเว็บ Dek-D ครั้งนั้น เขาไม่ได้หวังรางวัลใหญ่ แค่ต้องการพิสูจน์กับตัวเองว่า “เรายังเขียนได้อยู่ไหม” ผลลัพธ์คือ รางวัลรองชนะเลิศ และนิยายเรื่อง “SSS สงครามวัตถุวิญญาณ” ที่ได้รับการตีพิมพ์แบบจัดหนัก ยาวถึง 9 เล่มจบ จากคนที่เคยคิดจะเลิกเขียน พี่มิวต้องเขียนแข่งกับเวลา เดือนเว้นเดือน เล่มต่อเล่ม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในขณะที่เขายังทำงานประจำเต็มเวลา ในเครื่องแบบ กับหน้าที่และระเบียบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กลางวันคือ “ตำรวจ” กลางคืนคือ “นักเขียน” จนชีวิตในช่วงนั้น แทบไม่ต่างจาก “ซอมบี้ที่มีคีย์บอร์ดเป็นอวัยวะหลัก” เหนื่อย โหด แต่… สนุก และนั่นคือจุดที่พี่มิว ไม่ได้กลับมาเป็นแค่นักเขียนอีกต่อไป แต่กลายเป็น “นักเขียนอาชีพอย่างเต็มตัว” พร้อมตำแหน่งผู้กองไปพร้อมกัน
จากจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้หวังรางวัลใหญ่ พี่มิวบอกว่าตอนนั้นเขาแทบไม่กล้าคิดเรื่องจะมี “แฟนคลับ” เลยด้วยซ้ำ เพราะในเว็บ Dek-D มีนิยายเป็นแสนเรื่อง การที่ใครสักคนจะจิ้มมาเจอนิยายเรา มันยากพอๆ กับ “งมเข็มในมหาสมุทร” เลยล่ะค่ะ แต่ก็นั่นแหละ... เขายังคงลงมือเขียนต่อไปเรื่อยๆ เพราะแค่อยากมีพื้นที่ปล่อยของ จนวันหนึ่งพี่มิวเริ่มรู้สึกว่างานตัวเอง “โตขึ้น” จริงๆ และสิ่งที่ยืนยันเรื่องนั้นไม่ใช่ยอดวิวหรืออันดับนิยาย แต่มันคือ “แฟนอาร์ต” เขาเล่าว่า “นิยายมันเป็นแค่ภาพในหัวเรามาตลอด” แต่พอวันหนึ่งเห็นคนวาดตัวละครของเราออกมาเป็นรูปภาพจริงๆ มันเป็นความรู้สึกที่ใจฟูจนอธิบายไม่ถูก (ใครเป็นนักเขียนจะเข้าใจเลยว่าฟีลนี้มันสุดยอดแค่ไหน )
ท่ามกลางคำชมมากมาย ยังมีอีกหนึ่งคอมเมนต์ที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล นั่นคือคอมเมนต์ที่ “ติเรื่องภาษา” แทนที่จะนอยด์หรือหนีหาย พี่มิวกลับยอมรับตรงๆ ว่า
“เออ จริงว่ะ... เรามันสายพล็อตนี่หว่า ภาษายังไม่สวยจริงๆ นั่นแหละ”
เขาเลยเริ่มอัปเลเวลตัวเองใหม่หมด ทั้งหาคลังคำศัพท์ใหม่ๆ อ่านให้เยอะขึ้น และฝึกฝนหนักกว่าเดิมหลายเท่า จากที่เคยวนเวียนอยู่แค่แนวแฟนตาซี เขาเริ่มลองของด้วยการข้ามสายไปประกวดเรื่องสั้นสยองขวัญในโครงการ Short & Shock Story Contest ครั้งที่ 2 ของสำนักพิมพ์โซฟา และส่งเรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิตอย่าง “วัฏฏะ” เข้าประกวด เป็นเรื่องเซอร์ไพรส์มากที่ผลงานชิ้นนั้นคว้าแชมป์มาได้สำเร็จ! และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้สำนักพิมพ์ติดต่อให้เขาเขียนงานส่งมาตลอด จนพี่มิวกลายเป็นนักเขียนที่ทำได้แทบทุกแนว ตั้งแต่สยองขวัญสั่นประสาท เช่น ร่างศิรา, วิญญาปาสาณ, กาลฑาหะ, วายะโลหิต (สนพ.โซฟา) สืบสวนสอบสวน เช่น ฆาตศึกษา (สนพ.โซฟา), Die-A-Ry บันทึกลับดับชีพ (สนพ.กาฬกาล) ไปจนถึงแนวรักหวานๆ อย่าง เปิดประตูใจ, หนึ่งถ้อยร้อยรัก (สนพ.พิมพ์คำ) จนถึงตอนนี้ พี่มิวมีผลงานตีพิมพ์รวมกันมากกว่า 60 เล่มเข้าไปแล้ว! แถมไฟยังแรงไม่มีตก เพราะขนาดปี 2568 ที่ผ่านมา พี่แกยังฟิตจัด ออกผลงานใหม่มาอีก 4 เล่มรวดเลยค่ะ!
ทว่าสิ่งที่ทำให้ชื่อของ “ธุวัฒธรรพ์ / MiYU” กลายเป็นที่รักของทุกสำนักพิมพ์ ไม่ใช่แค่ความเก่งค่ะ แต่มันคือ “วินัยที่น่ากลัว” รู้ไหมว่าตลอดเส้นทางนักเขียนอาชีพ พี่มิว “ไม่เคยส่งต้นฉบับเลทเลยแม้แต่ครั้งเดียว” ประโยคนี้ไม่ใช่แค่คำคุยเท่ๆ แต่มันคือตัวตนของเขา พี่มิวไม่เคยรอแรงบันดาลใจ ไม่รออารมณ์ และไม่รอให้ทุกอย่างพร้อม เขาใช้ระเบียบวินัยแบบตำรวจมาจัดการชีวิต เขียนตามแผน เขียนตามเวลา และต้องจบตามกำหนด ความน่าเชื่อถือนี้เองที่ทำให้สำนักพิมพ์ไว้วางใจเขาถึงขั้นที่ว่า... หลายครั้งเขาถูกดึงไปเป็น “มวยแทน” ในโปรเจกต์ไฟไหม้ที่เหลือกำหนดส่งไม่ถึงเดือน แต่นักเขียนหลักส่งไม่ได้ แล้วพี่มิวทำไงเหรอ? คำตอบคือ... เขาก็ยังทำทัน! ในโลกที่คนเก่งมีอยู่เต็มไปหมด แต่คนที่ “ไว้ใจได้” คือของหายากยิ่งกว่า พี่มิวมี Quote หนึ่งที่ทรงพลังและใช้เตือนใจตัวเองเสมอ (และมันก็แทงใจนักเขียนทุกคนที่มัวแต่ลังเล ไม่ได้เริ่มเขียนสักที) คือ
“นายช่วย ‘ลดทฤษฎี แล้วปฏิบัติเพิ่มขึ้น’ สักหน่อยเถอะ”
นี่ไม่ใช่แค่คำคม แต่มันคือวิถีชีวิตที่พาเด็กโอตาคุร้านเช่าการ์ตูนคนนั้น เดินมาไกลถึงมากกว่า 60 เล่ม และยังคงเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งในวันนี้ค่ะ
อีกหนึ่งบทบาทที่แยกจากตัวตนของพี่มิวไม่ได้เลย คือการเป็น “ผู้พิทักษ์ลิขสิทธิ์” ในคราบตำรวจนักเขียน ด้วยหมวกสองใบที่สวมอยู่ พี่มิวจึงมองเรื่องลิขสิทธิ์ผ่านเลนส์ของกฎหมายที่ตรงไปตรงมา เขาอธิบายสั้นๆ ว่า การแปลนิยายเถื่อนโดยอ้างว่า “ทำเพราะชอบ” หรือ “ไม่ได้หวังกำไร” มันฟังไม่ขึ้นในโลกความจริง
“มันเหมือนคุณขโมยเงินคนรวยไปแจกคนจนนั่นแหละครับ เจตนาดีแค่ไหน... แต่มันก็คือการขโมย”
สำหรับพี่มิว ลิขสิทธิ์ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน มันคือการให้เกียรติความเหนื่อยยากของคนทำงาน เพราะเขาเห็นมานักต่อนักแล้วว่า เพื่อนนักเขียนเก่งๆ ต้องเสียขวัญจนเลิกเขียนไปเพียงเพราะผลงานถูกขโมยไปปล่อยฟรี เขาเชื่อมั่นว่าถ้าเราอยากสนับสนุนนักเขียนจริงๆ “เส้นบางๆ” นั้นคือความถูกต้อง เพราะปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นสำนักพิมพ์เล็กหรือใหญ่ ก็สามารถซื้อลิขสิทธิ์มาทำให้ถูกกฎหมายได้ทั้งนั้น และนี่คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมหนังสือไทยเติบโตไปในระดับโลกได้อย่างสง่างาม
เมื่อผ่านทั้งบทเรียนเรื่องวินัย ความรับผิดชอบ และการเคารพผลงานของกันและกัน สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดมากในตัวพี่มิว ไม่ใช่แค่การยืนหยัดเพื่อตัวเอง แต่คือความตั้งใจจะไม่ปล่อยให้คนที่เดินตามหลังต้องมาเจ็บซ้ำในหลุมเดียวกัน เพราะเขาเคยเริ่มจากศูนย์ เคยไม่มีคนอ่าน เคยโดนโกง และเคยท้อจนเกือบเลิกมาแล้ว พี่มิวบอกว่า ความกลัวที่นักเขียนหน้าใหม่เจอบ่อยที่สุด ไม่ใช่การเขียนไม่เก่ง แต่คือความกลัวว่า “จะไม่มีใครอ่าน” พี่มิวบอกว่า
“บางคนอาจจะบอกว่าให้ตั้งเป้าหมายไปให้ถึงดวงจันทร์ แต่สำหรับผม เริ่มจากก้าวเล็กๆ ก่อนก็พอครับ ลองเอางานให้พ่อแม่ เพื่อน หรือคนรักอ่านดูก่อน เพราะคนที่หวังดีกับเราที่สุด จะให้กำลังใจเราได้ดีที่สุด”
จากนั้นค่อยขยับเป้าหมายขึ้นทีละนิด จาก 10 คน เป็น 20 คน โดยไม่ต้องรีบร้อน และไม่ต้องเอายอดวิวหรือคอมเมนต์มาบั่นทอนคุณค่าของงานตัวเอง เพราะในโลกของงานเขียน จำนวนคนอ่านบนหน้าเว็บอาจไม่ใช่ “เส้นชัย” เสมอไป
ตลอดเวลาเกือบ 20 ปีบนเส้นทางสายนี้ งานเขียนไม่เพียงแต่ทำให้เขา “ดังขึ้น” (พี่แกเล่าไปขำไป) ความจริงคือ มันช่วยเปิดโลกให้ผู้กองมิวไม่ได้จมอยู่แค่ในที่ทำงานหรือกรอบสังคมเดิมๆ แต่มันพาเขาไปเจอกลุ่มนักอ่าน นักเขียน ได้ทำเวิร์กช็อป อบรม และได้แลกเปลี่ยนมิตรภาพจากสิ่งที่รักเหมือนกัน ซึ่งนี่คือความสุขที่เติมเต็มชีวิตเขาได้อย่างยั่งยืนจริงๆ และเช่นกัน ในมุมมองของ “ธุวัฒธรรพ์ / MiYU” ความสำเร็จไม่ได้มาเป็นก้อนใหญ่ในครั้งเดียว แต่มันคือขั้นบันได เริ่มจากการกล้า “จรดนิ้วเขียน” ต่อด้วยการ “เขียนให้จบ” จากนั้นคือการ “ผ่านการพิจารณา” และความสำเร็จขั้นสุดยอดคือ “การที่มีนักอ่านสักคนอ่านแล้วรู้สึกอินจนต้องทักมาบอกเรา” ส่วนความสุข... ก็คือการได้ระบายไอเดียที่พุ่งพล่านออกมา
“ถ้าเรามีไอเดียแต่เก็บไว้แค่ในหัว สุดท้ายมันก็จะเลือนหายไป แต่ถ้าเราเขียนมันออกมา มันจะยังคงอยู่ตลอดไป”
จากเด็กโอตาคุในร้านเช่าการ์ตูน สู่ตำรวจในเครื่องแบบ และนักเขียนอาชีพเจ้าของผลงานมากกว่า 60 เล่ม เส้นทางของพี่มิวคือข้อพิสูจน์ของการเดินทางที่เต็มไปด้วยความจริงจังและสม่ำเสมอ จนกลายเป็นรากฐานที่ทั้งมั่นคงและแข็งแรงที่สุดในฐานะนักเขียนอาชีพอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะพี่มิวไม่เคยทิ้งวินัย ไม่เคยละเลยความรับผิดชอบ และที่สำคัญที่สุดคือ... เขาไม่เคยทิ้งความฝันเลยสักวันเดียว ทีมงานเด็กดีขอเป็นกำลังใจให้พี่มิวในทุกๆ บทถัดไปของเส้นทางนี้นะคะ เราเชื่อเสมอว่าเรื่องราวที่เริ่มต้นจากพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ จะยังคงเดินทางต่อไปได้อีกไกลแสนไกล เพราะพี่มิวคือหนึ่งในนักเขียนที่ “เกิดมากับเด็กดี” และ #ธุวัฒธรรพ์โตมากับเด็กดี อย่างแท้จริง
รู้หรือไม่?
- ในปี 2555 พี่มิวกลับมาแจ้งเกิดนามปากกา “MiYU” ด้วยนิยายชุด “SSS สงครามวัตถุวิญญาณ” ที่ยาวถึง 9 เล่มจบ! จากเวที Enter Books x Dek-D ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเกือบจะวางปากกาถาวรไปแล้ว
- พี่มิวเคยสวมวิญญาณ “ซอมบี้คีย์บอร์ด” ปั่นนิยายออกมาถึง 9 เล่มภายในปีเดียว ทั้งที่ยังรับราชการตำรวจ (เท่ากับต้องปิดต้นฉบับเล่มใหม่ทุกๆ 40 วัน!)
- พี่มิวใช้พลังของตัวอักษรตีแผ่ “ความจริง” และความดาร์กของสังคมไทย ในมุมที่คนในเครื่องแบบพูดตรงๆ ออกมาไม่ได้ ผ่านนิยายทุกเรื่องที่เขาเขียน
“เขียนให้จบ” คือหัวใจหลักของการเป็นนักเขียนอย่างแท้จริง ถ้าวันนี้ถ้าคุณกำลังเปิดไฟล์ Word ค้างไว้ แล้วนั่งมองตากระพริบๆ หรือกำลังพ่ายแพ้ให้กับความกลัวที่ว่า “เขียนไปก็คงไม่มีใครอ่าน” ลองหยิบเอาแนวคิดของผู้กองมิวคนนี้ไปใช้ดู ลดทฤษฎีลงนิด เพิ่มการลงมือขึ้นหน่อย แล้ว “ทำให้จบ” ก่อน เพราะระหว่างทาง ยอดวิวคือกำไร แต่ “ต้นฉบับที่จบแล้ว” ต่างหากคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของคุณ ถึงเวลาของคุณแล้ว องลงมือทำดูสักตั้ง ใครจะไปรู้ คุณอาจจะเดินไปได้ไกลกว่าที่ตัวเองเคยจินตนาการไว้ เหมือนกับเด็กชายร้านเช่าการ์ตูนคนนี้ก็ได้
คุณเองก็ทำได้! มาเริ่มต้นเส้นทางนักเขียนของคุณกับเว็บ Dek-D แพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ปล่อยของอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นนิยายแนวไหน ผลงานของคุณอาจมีนักอ่านรอคอยในอนาคต!
Dek-D พื้นที่สำหรับนักเขียนทุกคน เริ่มต้นเขียนนิยาย และศึกษาการขายได้ง่ายๆ ที่นี่เลย : bit.ly/writer-howto
#เกิดมากับเด็กดี #โตมากับเด็กดี #เป็นนักเขียนเด็กดี #ธุวัฒธรรพ์ก็เริ่มจากที่นี่ #เขียนไม่ออกก็แวะมา #DekDWriterเริ่มเขียนนิยาย
พี่น้ำผึ้ง : )
อ่านบทสัมภาษณ์
'ผมเริ่มเขียนนิยายจากศูนย์ อยากเขียนอะไรก็เขียน' ธุวัฒธรรพ์ นักเขียนผู้ไม่เคยหยุดนิ่ง
อ่านนิยายของธุวัฒธรรพ์ / MiYU
0 ความคิดเห็น