|
สวัสดีน้องๆชาวเด็กดีทุกคนจ๊ะ วันนี้พี่ปัดไปอ่านเจอบทความดีๆอีกแล้วเลยอยากที่จะเอามาฝากให้น้องๆชาวเด็กดีได้อ่านกันจ๊ะ บทความนี้เป็นของน้อง Blue_cross ที่เขียนถึง เพราะเหตุใดผมถึงปิดนิยายของคุณทันทีที่อ่านแค่เพียง 3 หน้าแรก? ที่ปัดได้อ่านแล้วขอบอกว่าโดนมากๆเลยอยากจะเอามาฝากน้องๆชาวเด็กดีทุกคนจ๊ะ ที่มา : Blue_cross < My.iD > เพราะเหตุใดผมถึงปิดนิยายของคุณทันทีที่อ่านแค่เพียง 3 หน้าแรก!! ไม่ได้มากัด!! ขอออกตัวก่อนเลยนะครับ ว่าความคิดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล จากประสบการณ์ของผมที่ไปรับสับ(วิจารณ์) นิยายของคนอื่น ทำให้เห็นจุดที่ต้องแก้ไขเดิม ๆ ซ้ำไปมาสำหรับนักแต่งมือใหม่ เลยนำมาลงให้เป็นวิทยาทาน หวังว่าคงจะมีประโยชน์ให้ใครต่อใครไม่มากก็น้อย เอาล่ะ....มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ สำหรับคุณที่เป็นนักเขียน แน่นอนว่าก็ต้องเคยเป็นนักอ่านกันมาบ้าง เคยไหมครับที่พออ่านนิยายบางประเภท เพียงแค่ขึ้นบทนำเท่านั้น คุณก็แทบวิ่งติดจรวดไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์ เพื่อซื้อหนังสือเล่มนั้นกลับไปนอนกอดอ่านที่บ้านโดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาคิด หรือไม่ในกรณีที่อ่านในเว็บ เผลอแปปเดียว อ้าว...หมดตอนแล้ว...จะทำยังไงล่ะที่นี้? มันหงุดหงิด กินไม่ได้นอนไม่หลับ ลงท้ายเลยหาวิธีขู่ ฆ่า คนเขียนหากไม่รับมาอัพตอนต่อไปโดยเร็ว ตรงข้ามครับ...พออ่านนิยายบางประเภท เพียงแค่ขึ้นบทนำเท่านั้น คุณก็ส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา พร้อมกับปิดบทความไปโดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาคิดเช่นกัน หรือไม่ก็สบถทำนองว่า "นิยายแค่นี้มีปัญญาแต่งเองได้เฟร้ย!!" สำหรับคุณที่เป็นนักเขียน และมีนิยายเป็นของคุณเอง ผมขอถามง่าย ๆ ครับว่าอยากให้คนอ่านมีความรู้สึกแบบไหน? ร้อยทั้งร้อยคงไม่มีทางตอบในแบบที่ 2 หรอกครับ เพราะฉะนั้นก้าวแรกของนิยายจึงมีความสำคัญมากที่คนอ่านจะตัดสินใจว่า เขาต้องการอ่านต่อ...หรือเลื่อนไปปิดปุ่มกากบาทสีแดงที่อยู่ข้างบน ควรมีอะไรบ้างในสามหน้าแรกของนิยาย 1. เปิดเรื่องชวนให้คนอ่านติดตาม ด้วยอารมณ์ตื่นเต้น เร้าใจ เพราะเป็นตัวกระตุ้นให้คนอ่านอยากรู้ว่าตอนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น นิยายจำนวนหนึ่งเปิดเรื่องมาด้วยอารมณ์ประมาณสารคดี หรือ เป็นการบรรยายประหนึ่งนั่งฟังอาจารย์จดแลกเชอร์ ยกตัวอย่างเช่น ในสมัยอดีตโลกได้ถูกแบ่งออกมาเป็น 3 อาณาจักร ได้แก่ อาณาจักร A อาณาจักร B และอาณาจักร C โดยอาณาจักรทั้งสามยังแบ่งออกเป็นประเทศเล็ก ๆ อีก 7 ประเทศ ได้แก่ ประเทศ D ประเทศ E ประเทศ F ประเทศ G ประเทศ H ประเทศ I ประเทศ J ซึ่งแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันทางด้านอื่น ๆ ประเทศ D ประกอบด้วยเมืองเล็ก ๆ อีกสี่เมือง คือ เมือง K เป็นเมืองท่าที่สำคัญ เมือง L เป็นเมืองแห่งศูนย์กลางของนักรบ เมือง M เป็นเมืองของบรรดาขุนนาง เพราะเป็นที่ประทับของกษัตริย์แห่งราชวงศ์ N และเมือง O เป็นเมืองของโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ซึ่งก็คือ โรงเรียน P โรงเรียนนี้ติดอยู่ในอาณาเขตของเมือง Q อันเป็นชายแดนของประเทศ E ในอาณาจักร A โอเคครับ...ถ้าให้สอบการเรียงชื่ออาณาจักรในนิยายของคุณล่ะก็ ผมตกแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย ทำไมจะต้องอธิบายให้มันยุ่งยากขนาดนั้นฮะ? ถ้าอาณาจักรทั้งหลายแหล่ที่คุณอธิบายมาไม่มีความสำคัญใด ๆ ต่อนิยายของคุณล่ะก็ ช่วยตัดมันทิ้งออกไปให้หมดด้วยครับ หรือถ้ามันเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง ค่อยสอดแทรกลงไประหว่างบท เพื่อที่คนอ่านจะได้จดจำได้ และไม่ต้องกลับไปไล่ย้อนดูใหม่ว่า อาณาจักรพวกนั้นอยู่ ๆ มันผุดขึ้นมาจากหน้ากระดาษตรงส่วนไหน บทนำที่ขึ้นต้นด้วยลักษณะทำนองนี้ เกือบ 70 % ถือว่าตกม้าตายครับ เพราะคนอ่านไม่มีอารมณ์มานั่งทำความเข้าใจกับสารพัดชื่อที่คุณตั้ง ควรเปิดเรื่องมาด้วยอารมณ์สั่น กระชับ แต่ได้ใจความ ที่นิยมกันเป็นจำนวนมากก็คือ...การเปิดเรื่องด้วยบทสนทนา...และ...พฤติกรรม... แทนที่จะบรรยายชื่อประเทศลองเปลี่ยนมาเป็น "กษัตริย์ R สิ้นพระชนม์แล้ว" คำพูดเพียงประโยคเดียวมันจะนำไปสู่คำถามหลากหลาย เช่น ทำไมถึงตาย ถูกใครฆ่า ใครเป็นผู้สืบต่อราชวงศ์ ซึ่งมันจะช่วยนำพาไปยังบทต่อ ๆ ไปได้ง่ายขึ้น ลองหาคำพูดที่ดี ๆ สักคำพูดเพื่อใช้ในการขึ้นต้นเรื่อง และคุณจะพบเห็นถึงความแตกต่างในการเชื่อมต่อเรื่องราวของคุณครับ 2. เปิดให้เห็นถึงปมขัดแย้งที่รุนแรงของเรื่อง นิยายบางเรื่องผมอ่านจนจบบทที่ 3 ก็ยังไม่เห็นว่าคนอ่านต้องการนำเสนออะไร ลักษณะการดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างเอื่อยเฉื่อยมากเลยครับ โดยเฉพาะบรรดานิยายรักตาหวานทั้งหลาย ปมปัญหาที่สำคัญคืออะไร เท่าที่อ่านมีแค่ตื่นมาก็ไปโรงเรียน ทะเลาะกับคนนั้นคนนี้ จบลงด้วยการเล่นมุกที่ไม่ขำเหมือนตลกคาเฟ่ฝืด ๆ....พอเถอะครับ... คนอ่านหวังว่าจะได้เห็นการพัฒนาของตัวละคร หรือ อย่างน้อย ๆ ก็เห็นจุดพลิกที่เปลี่ยนชีวิตของตัวละคร ซึ่งมันหนักหนาสาหัสมากพอประหนึ่งว่าคนอ่านเป็นญาติสนิทที่จะต้องให้ความช่วยเหลือ โดยแต่ละเหตุการณ์ต้องร้อยเรียงกันอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช่สุ่ม ๆ เอา นึกอะไรก็แต่งออกมาเรื่อย...กำหนดไว้เลยครับว่าบท ๆ หนึ่งมีอะไรบ้าง ควบคุมให้ดีพอ อย่าให้บทหนึ่งยาวเกินไปหรือสั้นเกินไปอย่างไม่มีเหตุผล เพียงแค่นี้คุณทำได้รึเปล่าครับ? 3. ใคร ทำอะไร ที่ไหน เปิดเรื่องมาต้องแน่ใจครับว่าเรารู้จักตัวละครดีพอ ทั้งรูปร่าง หน้าตาบุคลิก และนิสัย ไม่ใช่ต้นบทเป็นคนนิ่ง ๆ แต่พอกลางบทก็เริ่มออกอากาศคุยไม่หยุด แบบนี้ถือว่าต้องแก้ไขโดยด่วนครับ นิยายที่ดีควรบอกรายละเอียดให้ชัดเจนว่า ใครเป็นคนกระทำ? สถานที่นั้นคือที่ไหน? แล้วเขาทำอะไร? คุณรู้แน่ครับว่ารูปร่างคร่าว ๆ ที่ปรากฏในจิตใจของคุณเป็นอย่างไร...แต่อย่าลืมว่าคนอ่านยังไม่รู้ ดังนั้น คุณจึงมีหน้าที่บรรยายให้คนอ่านเข้าใจภาพให้ได้ไกลเคียงกับคุณมากที่สุด กำหนดเลยครับว่าใครคือตัวเอก คนอ่านจะได้ลุ้นเอาใจช่วยได้ถูกคน ไม่ใช่มีตัวละครอยู่ 3 ตัว คนที่กำลังมีบทบาทสำคัญ...อยู่ ๆ ก็ถูกฆ่าตายซะอย่างนั้น!! ...จบครับ ที่ตามมาตลอดตั้งแต่ต้นเรื่อง เพราะการกระทำที่ไม่ชัดเจนของคุณ เอาให้เด่น ๆ ไปเลยครับ อย่าให้ตัวละครตัวใดมีบทบาทเกินหน้ากว่าตัวเอก แม้ว่าจริง ๆ แล้วคุณจะชอบตัวละครนั้นมากกว่าตัวเอกก็ตาม 4. ไม่ใช่มีเพียงบทสนทนา "จริงรึ?" เธอถาม "จริงสิ" เขาตอบ "แน่รึ?" เธอถามเขาอีก " อ้อ..แน่สิ" เขาตอบซ้ำ ประโยคถัดมาคือการกดปิดนิยายเรื่องนี้ครับ ทางที่ดี คือ การกำจัดถ้อยคำซ้ำซากน่าเบื่อออกไปจากหน้านิยายของคุณ ด้วยการเพิ่มรายละเอียดของการกระทำ เพราะในชีวิตจริงคนเราไม่มีทางเป็นแบบนั้น สีหน้า ท่าทาง แววตา สิ่งเหล่านี้เป็นตัวกำหนดบุคลิกของตัวละครให้คนอ่านเข้าใจได้อีกทางหนึ่ง การมีบทสนทนาล้วน ๆ ไม่ต่างอะไรจากบทละครพูดครับ และคนอ่านก็ไม่มีความอดทนมากพอมานั่งดูละครโดยที่ไม่มีคนเล่น หรือแม้แต่ฉากอธิบาย อย่าลืมคำนึงถึงตรงจุดนี้ด้วยนะครับ 5. อย่าออกนอกเรื่อง อย่ามัวเสียเวลาไปกับการบรรยายในเรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่น อากาศยามเช้าสดใส มีเสียงนกร้องปลุกให้ชาวเมืองตื่นขึ้นมาทำงาน แม่บ้านและเด็กเริ่มทยอยกันออกมาเพื่อไปโรงเรียน ชาวประมงออกไปหาปลา ในเมืองท่าแห่งนี้มีกลุ่มคนแวะเวียนมาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นจากประเทศใด ๆ ก็ตาม............. กว่าจะบรรยายแค่ฉากขึ้นต้นก็ปาเข้าไปครึ่งหน้า ทั้ง ๆ ที่มันไม่มีความสำคัญกับเนื้อเรื่องเลยสักนิด การที่คุณบรรยายหรือให้ความสำคัญกับฉากที่ไม่เป็นประโยชน์ จะเป็นการเพิ่ม..น้ำ...ให้กับนิยายของคุณซะเปล่า ๆ และจะทำให้นิยายของคุณยืดเยื้อเกินความจำเป็น ตัดมันทิ้งไปครับ เอาแค่ว่าเรื่องเกิดขึ้นที่ไหนก็พอ แต่ไม่ใช่แค่พูดสั้น ๆ เกินไป เช่น ณ โรงเรียน... หรือ เช้าวันต่อมา... แล้วผมจะรู้ไหมครับว่ามันมีรายละเอียดอะไรบ้าง? แรงจินตนาการของคนอ่านมีจำกัดครับ หากคุณอธิบายไม่มากพอ คนอ่านจะเอาประเด็นไหนไปคิดต่อ ยังไงช่วยเพิ่มเติมสิ่งที่สำคัญลงไปด้วยนะครับ 6. อย่าหวังพึ่งรูป หรือ ประวัติตัวละครยาวเหยียด จากข้อความข้างต้น บางคนเล่นง่าย ในเมื่อคนอ่านมีจินตนาการไม่มากพอ คนแต่งเลยแปะรูปให้คนอ่านเห็นกันไปเลยว่านี้เป็นอิมเมจของตัวละคร ผมขอพูดว่าไม่มีประโยชน์ใด ๆ เลยครับ ลองนึกดูง่าย ๆ ว่านิยายที่ไหนจะมีรูปตัวละครให้เห็นได้ครบชัดเจนขนาดนั้น ในกรณีที่นิยายของคุณมีตัวละคร 10 ตัว คุณก็ต้องบรรยายลักษณะให้แตกต่างเพื่อให้คนอ่านจดจำได้ ผมแน่ใจว่ารูปร่างตัวละครต้องมีอยู่ในหัวของคุณแล้ว การพรรณนาลงไปนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยาก ลองคิดดูสิครับ แค่บรรยายหน้าตาตัวละครยังทำไม่ได้ แล้วคนอ่านจะยังแน่ใจในฝีมือของคุณได้อีกหรือ? ...เก็บไว้พิจารณาดูนะครับ และประเภทประวัติของตัวละคร เช่น ชื่อ S นามสกุล T สีตา ฟ้าอมน้ำทะเลถ้ำมรกต สีผม เขียว ถ้าเบื่อ ๆ อาจย้อมเป็นสีแดง และถ้าว่าง ๆ ว่าจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ชอบกิน ฮอทดอกที่ไม่มีไส้กรอก ของที่เกลียด ไข่ปลาทอง เพื่อนสนิท U สัตว์เลี้ยง ปลาดุก คำพูดติดปาก จะรู้เรื่องส่วนตัวของผมไปถึงไหนกันห่ะ!!! นิยายครับ...ไม่ใช่นิตยสารบันเทิงประเภทข้อมูลลับเฉพาะแฟนคลับ อย่าเอาบทนำอันมีค่าไปเสียเวลาด้วยการแปะรูป และคำอธิบายที่ไม่มีประโยชน์ใด ๆ จะดีกว่าครับ 7. ลดเสียง Sound Effect จิ๊บ ๆ จิ๊บ ๆ อ๊ากกกกกกก..... โครม!!!!!!!!!!!!!! ตึก ตึก กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ......... มันคืออะไรหรือครับ? ผมกำลังอ่านนิยายหรือการ์ตูน? การเปิดเรื่องมาด้วยเสียงสนั่นหวั่นไหวขนาดนี้อาจทำให้นิยายของคุณพังได้ง่าย ๆ บางเรื่องมีแต่เสียงประกอบฉากโดยที่เนื้อหามีอยู่นิดเดียว คนอ่านเลยจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าตกลงเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่? มีได้ครับ....แต่ช่วยลดลงไปบ้าง เปลี่ยนเป็นคำบรรยายให้คนอ่านได้จินตนาการ จะได้ตามเนื้อหาถูก ไม่หลงไปกับหมอกควันจากแรงระเบิดของเสียงเหล่านั้น นิยายจำนวนหนึ่งถูกปิดลงก่อนนี่จะพบว่ามันดี เพราะเสียงที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย นอกจากจะทำให้หน้านิยายของคุณรกและยืดเยื้อเกินความจำเป็น โปรดระลึกไว้เสมอว่า...ตอนนี้คุณกำลังเขียนนิยาย ไม่ใช่เขียนการ์ตูนคอมมิคใด ๆ นะครับ 8. เจาะจงให้ใช้มุมมองใดมุมมองหนึ่งบรรยายเรื่อง มุมมองในการดำเนินเรื่อง คือ การใช้บุรุษที่ 1 หรือ 3 ถ้าเป็นบุรุษที่ 1 คือ ตัวละครเป็นคนดำเนินเรื่องเอง อาจใช้การบรรยายว่า ผม หรือ ฉัน แต่ถ้าเป็นบุรษที่ 3 คือ คนแต่งเป็นคนดำเนินเรื่อง ซึ่งการเรียกตัวละครอาจใช้ ชายหนุ่ม หญิงสาว เรื่องพวกนี้เป็นพื้นฐานสำหรับคนแต่งนิยายที่ควรจะทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังพบปัญหาอยู่คือ การสลับกันระหว่างมุมมองในการดำเนินเรื่อง บทนำเปิดเรื่องมาเหมือนเป็นการดำเนินเรื่องโดยคนเขียนเอง แต่พออ่านบทแรกกลับกลายเป็น ฉัน ตัวละครเอกดำเนินเรื่องซะอย่างนั้น!! ยังไม่พอครับ... หลังจากเขียนไปสามบท คนแต่งรู้สึกเบื่อหรือยังไงไม่ทราบ อยู่ ๆ คนดำเนินเรื่องก็สลับเป็นฝ่ายชาย โดยใช้คำว่า ผม แทน ....งงสิครับงานนี้ กำหนดให้ชัด ๆ ไปเลย และใช้การนำเสนอในรูปแบบนั้นตลอดทั้งเนื้อเรื่อง อย่าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเพราะจะทำให้คนอ่านเกิดความสับสน ขึ้นต้นเป็นเช่นไร ตอนจบก็ต้องเป็นแบบนั้น อาจสอดแทรกการนำเสนอในรูปแบบอื่น แต่ต้องให้ลื่นไหลและไม่ทำให้เนื้อหาเดิมเปลี่ยนไปมากนัก พยายามกำหนดส่วนนี้ให้ชัดเจนก่อนเริ่มลงมือเขียนนะครับ 9. พิสูจน์อักษร ตรวจทานคำผิดก่อนนำมาลง เพราะไม่มีนักอ่านคนไหนทนอ่านนิยายที่ผิดแพรวพราวตั้งแต่หน้าแรกหรอกครับ เสียเวลาเพียงเล็กน้อย ดีกว่าเสียคนอ่านไปเลย รวมทั้งภาษาวิบัติ อีโมชั่น ศัพท์แสลง เป็นได้อย่าให้มีมากนัก เพราะขึ้นชื่อว่านิยาย จุดสำคัญคือ การบรรยายให้คนอ่านคล้อยตาม คนอ่านไม่ต้องการอ่านนิยายเพื่อหวังจะเห็น ภาพประกอบหนังสือ (- -) (^0^)// แบบนี้หรอกนะครับ อ่านการ์ตูนง่ายกว่ามานั่งจินตนาการว่ารูปนี้ (-*-) หมายความว่ายังไง? 10. โครงเรื่องซ้ำซาก พยายามจะไม่วนมาเรื่องนี้นะครับ แต่โครงเรื่องก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ การเปิดเรื่องด้วยความคิดที่ว่า อีกแล้วเหรอ? มันส่งผลกระทบมากพอให้คนอ่านกดปิดเรื่องได้ง่าย ๆ เช่นเดียวกัน ผมจะไม่ขอพูดมากครับ เนื่องจากผมเดาว่าพวกคุณคงเบื่อกันแล้ว แต่อย่าลืมว่า...หากคุณเคยอ่านนิยายทำนองนี้ แล้วนำมาเขียนใหม่ จงยอมรับว่าต้องมีใครบางคนเคยเขียนก่อนหน้านั้นอีก...และอีก... คนอ่านเองก็เบื่อเป็นเหมือนกันครับ และมันอาจนำไปสู่ข้อเปรียบเทียบได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว ทางที่ดีฉีกแนวออกไปดีกว่าครับ รู้ว่ามันยาก แต่ถ้าทำได้ นิยายของคุณเกิดแน่นอน สุดท้ายแล้ว.. การเปิดเรื่องเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ใน 3 หน้าแรกของนิยาย ในตอนจบบทแรกผู้อ่านต้องได้รับข้อมูลเกี่ยวกับตัวละคร และปัญหาที่ตัวละครจะต้องเผชิญ ว่ามันคุ้มค่าพอที่จะให้เขาอ่านต่อไปรึเปล่า? หรือน่าสนใจเพียงพอไหม? การเปิดเรื่องให้น่าติดตามถือว่าผู้เขียนมีชัยไปกว่าครึ่งแล้วที่จะดึงคนอ่านให้อยู่กับนิยายของเรา ดังนั้น ใครคิดจะเขียนนิยายใหม่ หรือ กำลังจะรีไรท์ของเดิม อย่าลืมให้ความสำคัญกับ 3 หน้าแรกในนิยายของคุณด้วยนะครับ อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นว่าความคิดนี้เป็นความคิดส่วนบุคคล อ้างอิงจากหนังสือที่ศึกษามาบางเล่ม หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัยครับ ใครมีความคิดเห็นเพิ่มเติม สามารถบอกรายละเอียดได้เลยฮะ ย้ำอีกครั้ง!! ผมไม่ได้มากัดใคร เพียงแค่แนะนำสำหรับคนเขียนนิยายเท่านั้น หวังว่ากระทู้นี้คงไม่เดือดนะครับ ยังไงก็...ขอให้พลังในการเขียนสถิตอยู่กับคุณครับ ด้วยความจริงใจ Blue_cross
เป็นไงบ้างจ๊ะน้องๆชาวเด็กดีอ่านกันแล้วโดนเหมือนอย่างที่ปัดบอกไหม พี่ปัดคิดว่าบทความนี้เป็นบทความที่ดีสำหรับนักเขียนที่ไม่ว่ากำลังจะเริ่มเขียนหรือเขียนไปแล้ว เพราะเราจะได้รู้ว่าเรื่องที่เราเขียนอยู่นั่นมีจุดไหนที่จะต้องนำกลับไปแก้ไขบ้างรึเปล่า อย่าลืมลองนำกลับไปใช้ดูนะจ๊ะ
พี่ปัดขอขอบคุณบทความดีๆของน้อง Blue_cross ค่ะ
|
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?
87 ความคิดเห็น
ทำให้ได้คิดอะไรก่อนที่จะลงมือเขียนตั้งหลายอย่าง
ขอบคุณพี่ปัดและคุณBlue_crossมากๆนะคะ
กลัวมันจะเป็นแบบนั้นจริงๆนะ
เพิ่งหัดแต่งซะด้วย แง่ง
T^T
โดนนนน
งือๆๆ
ม่ายรู้จิ่
แต่ถ้าใช้ตัวละคร...บางทีมันก็จะมองแต่มุมเดิมๆใช่มะ
ที่เราแต่งมันเป็นตัวละครสองคน
คือมองกันคนละมุม
อะไรประมานนั้น
ใช่เลย ประมาณนั้นเลย ไม่มีน้อย มากไปทุกอย่าง โอ้โอย ใช่เลย -..-
ต้องกลับไปแก้บทนำโดยด่วนค่ะ-..-
เราคิดว่าคงมีประโยชน์สำหรับนักเขียนทุกคนเลยค่ะ
เพราะในบางข้อก็ตรงใจเราจริงๆนะคะโดยเฉพาะข้อแรก
ทุกวันนี้ไปร้านหนังสือ เปิดนิยายอ่านผ่านๆรวมถึงปกหลังแล้วก็ ...อ่ะนะ
"แบบนี้อีกแล้ว!!"
-__- เหอะๆๆๆ
ส่วนตัวคิดว่าการบรรยายฉากและรายละเอียดประกอบฉากสามารถทำได้
ตามที่คุณได้ยกตัวอย่างในข้อที่5 เสียแต่ว่าไม่ควรบรรยายพร่ำเพรื่อ
ไม่เช่นนั้นจะมีคำว่า "พรรณนาโวหาร" ขึ้นมาทำไม
แต่เห็นด้วยเรื่องสามหน้าแรก ควรจะคั้นเอาแต่หัวกะทิข้นๆมาจริงๆ ไม่งั้นล่มแน่!!
ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ >o<