|
น้ำเสียงในงานเขียนคืออะไร? น้องๆนักเขียนเคยรู้จักคำนี้กันบ้างหรือเปล่าจ๊ะ วันนี้พี่นัทจะพามารู้จักกัน นักเขียนรุ่นใหม่ๆไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไหร่ พี่นัทได้ข้อมูลมาจากงานเขียนรุ่นเก่าๆ เลยอยากให้น้องๆศึกษาไว้เป็นข้อมูลจ้า
น้ำเสียงหรือสีสันบรรยากาศ (Tone) แบบวิธีการเขียนและน้ำเสียงในงานเขียนเป็นสิ่งเกี่ยวเนื่องกัน ความเกี่ยวพันดังว่านี้อาจกล่าวได้ว่า แบบวิธีการเขียนเป็นเสมือนทาง ในขณะที่น้ำเสียงในงานเขียนเป็นเป้าหมาย หน้าที่สำคัญที่สุดของแบบวิธีการเขียนจึงเป็นการเอื้อให้เกิดเสียงในงานเขียนนั่นเอง น้ำเสียงในงานเขียน ความหมายในทางวรรณศิลป์นั้นมี 2 ความหมายคือเป็นน้ำเสียงของนักเขียนหรือเป็นสีสันบรรยากาศที่นักเขียนประจงแต่งแต้มให้เรื่องราวที่เขียน ในความหมายของการเป็นน้ำเสียงของนักเขียน ก็อาจจะเป็นเสียงเศร้าส้อย เย้ยหยัน เสียดสี กระเซ้าเย้าแหย่ ที่เล่นทีจริง ขรึมเคร่ง หรือเฉื่อยเนือย หรือน้ำเสียงอื่นๆที่มนุษย์จะพึงสื่อออกมาได้ เป็นการแสดงทัศนคติของผู้เขียน น้ำเสียงในเรื่องจะต้องสอดคล้องต้องกันไปและเหมาะสมนักเขียนไม่ควรพยายามเปลี่ยนน้ำเสียงของเขาในเรื่อง ยกเว้นแต่ว่าเป็นการเขียนแบบเสียดสี เย้ยหยัน จึงจะใช้น้ำเสียงแบบทีเล่นทีจริงได้ ในความหมายของการเป็นสีสันบรรยากาศของเรื่องโดยตัวของมันเองต้องขึ้นอยู่กับว่า นักเขียนประสงค์จะใช้มันในลักษณะอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องเหมาะสมและสอดคล้องเช่นเดียวกับน้ำเสียงของเรื่อง การเลือกใช้ถ้อยคำการพรรณนาสภาพแวดล้อมแทนการแสดงอารมณ์โดยตรง ย่อมจะเอื้อให้เกิดภาพจินตนาการกว้างไกลและน่าอ่านกว่า ในบางครั้งบางกรณีนักเขียนสามารถใช้บรรยากาศของเรื่องเป็นเนื้อหาหลักได้ ในขณะที่แก่นของเรื่องโครงเรื่องอละตัวละครเป็นเพียงสิ่งที่แอบซ่อนอยู่เท่านั้น
สำหรับกลวิธีในการสร้างอารมณ์ สร้างจินตนาการ สร้างสัญลักษณ์ ในงานเขียนมีมากมายขึ้นอยู่กับการเลือกใช้คำ การใช้วรรณยุกต์กำกับเสียงเน้นเสียง การใช้คำซ้ำ และการวางประโยควางวลี น้ำเสียงหรือสีสันของงานเป็นผลจากการผสมผสานกลวิธีต่างๆดังว่านั้น ทั้งแบบวิธีการเขียนและน้ำเสียงในงานเขียนมีความสำคัญที่นักเขียนไม่อาจจะมองข้ามได้ เพราะจากแบบวิธีการเขียน ผู้อ่านจะตระหนักถึงคุณภาพในความคิดจิตใจและบุคลิกภาพของผู้เขียน และแบบวิธีการเขียนนี่แหละที่จะทำให้นักเขียนเผยให้เห็นคุณภาพของตัวเองโดยการเลือกใช้คำ การเรียงร้อยถ้อยคำ แบบวิธีการเขียนจะแสดงถึงการรับรู้ประสบการณ์ต่างๆ และจะต้องจัดระเบียบประสบการณ์สื่อผ่านตัวอักษรให้นักอ่านรับรู้
|
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?


28 ความคิดเห็น
ขอบคุณพี่ปัดมากๆเลยนะคะที่เอาบทความดีๆมาลงให้อ่านเสมอ โฟรเองก็ได้ความรู้เยอะเเยะเลย จากนี้ไปจะพยายามเป็นนักเขียนที่ดีให้จงได้ค่ะ ><
แฮ่มๆ
ข้าน้อยขอน้อมรับ
เป็นประโยชน์มากมายค่ะ ขอบคุณนะคะ
มันคือสิ่งที่พยายามจะทำให้ได้อยู่ ยากมาก สมาธิหลุดนิดเดียวไปเลย
อ๋อ ของแบบนี้มันอยู่ที่ความถนัดทางศิลปะการเขียนนะเราว่า
ส่วนเราก็ทำได้มั่งไม่ได้มั่ง ขึ้นอยู่กับปากกาจะพาไปยังไง
ต้องหมั่นฝึกเยอะๆความเป็นศิลป์จะซึมซาบไปในตัวของเราเองคะ
ก็เหมือนตอนแรกเราอาจจะวาดรูปยึกยือเป็นตัวอะไรไม่รู้ ไปๆมาๆก็จะสวยสมเป็นรูปเป็นร่างได้เองคะ
อ้อ ขอแนะนำอีกอย่าง ถ้าอยากให้เขียนเก่งขึ้น
ลองให้อ่านนวนิยายของนักเขียนมืออาชีพ ประมาณคุณทมยันตี สุรางคนางค์ หยก บูรพา หรือบินหลาใครก็ได้ ที่มีความงามทางภาษาในระดับที่คนทั่วไปอ่านได้ และได้รับการยกย่องว่าแต่งดี
นั่นแหละ หมั่นอ่านเยอะๆเข้านะ มันจะซึมซาบเข้าไปในตัวโดยไม่รู้ตัว บวกกับการฝึกฝนเขียนบ่อยๆ แล้วคุณจะแปลกใจในทักษะฝีมือที่เปลี่ยนไป
---แนะนำเหมือนมืออาชีพใช่ไหมละ จริงๆเราก็ยังกะพร่องกะแพร่งตั้งเยอะ แต่เราฝึกมา5-6ปีแล้ว มันดีขึ้นจริง ถึงยังไม่ได้คมคายที่สุดก็ตามที หัวใจนักเขียนเสียอย่างต้องมุ่งมั่นนะจ๊ะ)
บทความนี้ดีมากๆเลยคะ อยากให้พี่นัทหามาอีก
ได้รับควารู้เพิ่มขึ้นอีกอย่าง (แต่การเลือกใช้คำมันยากจริงๆนะเจ้าคะTTATT)
โอ้ โดนใจมาก แบบนี้แหละถึงเรียกได้ว่าสุดยอดนิยาย แต่มานยากมากนัก