สวัสดีค่ะชาว Dek-D เคยมั้ยคะเวลาเครียดๆ กลับมาแล้วพ่นระบายทุกอย่างลงโซเชียล พอมีคนมาคอมเมนต์ก็หงุดหงิดว่าทำไมเขาต้องมายุ่งเรื่องของเราด้วย ในเมื่อเราแค่บ่นลง “พื้นที่ส่วนตัว” ของเราเอง? หรือไม่ก็เอือมๆ ที่โดนเพื่อนที่โรงเรียนเม้าท์สเตตัสเรา นั่นก็ไม่แปลกเพราะบางครั้งคนอื่นก็เดินเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเราได้ และเราอาจไม่ได้ล็อกไว้แน่นหนาพอ วันนี้พี่เลยจะมาแนะนำวิธีสุดคลาสสิกที่หยิบมาใช้ได้ตลอด เหมาะกับทั้งคนที่ชอบเปิดเผยและไม่เปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวให้คนอื่นรับรู้ (*Note: เนื้อหาในบทความนี้สรุปจากการสังเกต และสำรวจความคิดเห็นจากผู้มีประสบการณ์เขียนไดอารี่)
การจดไดอารี่ คือการบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงความรู้และความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ต่างๆ ส่วนวิธีการจดไม่มีกำหนดตายตัว และความสั้นยาวไม่จำกัด บางคนจดยำทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน บางคนเลือกจดเฉพาะวันที่มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น ส่วนอีกประเภทคือจดตามความสนใจของตัวเอง เช่น บันทึกเรื่องอาหาร ท่องเที่ยว หนัง/ซีรี่ส์ เพลง การฟิตหุ่น บันทึกการดันตัวเองเพื่อเป็นแอร์โฮสเตส ชีวิตแลกเปลี่ยนในต่างประเทศ ชีวิตการทำงาน ฯลฯ
ขึ้นชื่อว่า “ไดอารี่” ไม่จำเป็นต้องจดลงสมุด
เราอาจเลือกวิธีจดบันทึกที่เหมาะกับตัวเองโดยคำนึงเรื่องวัตถุประสงค์และความเป็นส่วนตัว เช่น
1. อยากแชร์ให้คนอื่นรับรู้ แอปฯ โซเชียล (แอคเคานต์ส่วนตัว/เปิดเพจ), Vlog, Blog ฯลฯ วิธีนี้จะเหมาะกับคนที่อยากเล่าเรื่องที่เจอในแต่ละวัน แต่แนะนำว่าควรเป็นเรื่องที่มีประโยชน์กับผู้อ่านมากกว่าการแสดงอารมณ์ด้านลบเหนือเหตุผล อย่างการเขียนด่าเขียนแซะนี่ไม่ควรเลย หากใครยังนึกภาพไม่ออก วันนี้พี่มีตัวอย่างเพจใหญ่ๆ ที่เป็นลักษณะการเล่าเรื่องที่ดีและน่าสนุก เผื่อน้องๆ อยากเก็บเป็นไอเดียในการเขียนไดอารี่นะคะ :)
2. อยากเก็บไว้อ่านคนเดียว สมุดบันทึกส่วนตัว, Microsoft Word, โพสต์เฟซบุ๊กแล้วตั้งให้เห็นคนเดียว วิธีนี้เหมาะกับคนที่อยากบันทึกเรื่องราวน่าสนใจแต่ละวันแต่ไม่ได้ต้องการเผยแพร่ หรืออีกประเภทคือคนที่ความลับเยอะ มีเรื่องที่อยู่ในใจแต่เล่าให้ใครฟังไม่ได้ หรือคนที่อยากพรั่งพรูความรู้สึกล้นๆ แต่กลัวคนอื่นรำคาญ แน่นอนว่ามันปลอดภัยเสมอถ้าแม่หรือรูมเมทไม่มาเปิดเจอค่ะ แต่ถ้าจดในคอมพ์ก็มีสิทธิ์รั่วได้มากกว่านะ ถึงเวลานั้นก็ตัวใครตัวมัน 5555
ไดอารี่...ได้อะไร?
1. จดจำได้ทุกเรื่องราวที่ไม่อยากลืม
ไม่ว่าจะเป็นอ่านหนังสือ 1 เล่มจบภายใน 3 วัน, ทุบสถิติคะแนนเลขที่เคยทำมาทั้งชีวิต, คืนดีกับเพื่อนสนิทที่ทะเลาะกันมานาน, คนที่แอบชอบเดินมาทัก, คนแปลกหน้าชวนคุยบนบีทีเอส หรือแม้แต่เรื่องเศร้า เหงา ซึ้ง ตลก ประทับใจ หรือเรื่องพีคอะไรที่เราไม่อยากลืม อยากให้ลองจดเก็บไว้มาเปิดอ่านทีหลังค่ะ บางเรื่องเราจะขำๆ อายๆ ตัวเองเหมือนเห็นสเตตัส Facebook ตัวเองเมื่อ 3 ปีก่อน แต่อย่างน้อยจะได้ย้อนเวลาไปรู้สึกแบบนั้นอีกครั้ง หรือได้นึกถึงโมเมนต์เล็กๆ กับคนที่อาจไม่ได้คุยกันมานานแล้ว
2. เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เราเองไม่ทันสังเกต
ยิ่งกว่าการจำเรื่องเก่าๆ ได้ คือเราได้เปรียบเทียบตัวเองกับเมื่อก่อนด้วยว่าชีวิตและมุมมองเราเปลี่ยนไปรึเปล่า อาจจะเก่งขึ้น ตัดสินใจดีขึ้น ชีวิตในแต่ละวันยุ่งยากขึ้น (หรือแม้แต่มองโลกในแง่ร้ายมากขึ้น 555) นอกจากนี้ยังเห็นด้วยว่าแต่ละสิ่งที่เราพยายามทำมาตลอดให้ผลมากน้อยแค่ไหน หรือการไปโฟกัสกับบางเรื่องมากเกินไปทำให้สูญเสียอะไรไปบ้าง
3. ช่วยควบคุมอารมณ์ + ลดความเครียด
การเขียนทำให้เราใจเย็นลงได้แบบไม่น่าเชื่อเลยค่ะ ถ้าเกิดเราเศร้าขนาดหนัก หรือไปเกรี้ยวกราดใครที่ไหนมา อารมณ์จะกระเจิงมากก แต่ถ้าตั้งสติแล้วจดจ่อกับการจดบันทึก เราจะได้จัดระเบียบความคิด ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น แถมได้ลดความเครียดเหมือนกับเล่าให้เพื่อนฟังด้วยค่ะ
นอกจากนี้ น้องๆ คงเคยมีโมเมนต์ที่ตัวเองมีเรื่องขัดแย้งกับคนอื่น แล้วเผลอใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล หรือไม่พยายามทำความเข้าใจอีกฝ่ายเลย แต่พอเป็นเรื่องคนอื่น เราสามารถวิเคราะห์แบบใจเย็นได้เป็นฉากๆ ชนิดเหตุผลมาเต็มมากกก แถมให้คำปรึกษาได้ดีด้วย การลองจดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วลองย้อนไปอ่านในไดอารี่ก็เช่นกันค่ะ เราจะเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำในตอนนั้นสมเหตุสมผลมากแค่ไหน ถ้าเกินเบอร์จริงๆ เราจะมีสติมากขึ้นเวลาเกิดเหตุการณ์เดิมๆ ในครั้งต่อไป (หรือถ้าอ่านแล้วทบทวนตัวเองได้ว่าเราเป็นฝ่ายผิด ก็อย่าลืมไปเคลียร์ใจกับคู่กรณีด้วยน้าา)
4. ปลอดภัยกว่าการระบายทุกอย่างลงโซเชียล
เราอาจต้องทำใจว่าหน้าโปรไฟล์บนโซเชียลของเราอาจไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวอีกต่อไป เพราะทุกคนสามารถเข้าถึงได้ หากเราแสดงตัวตนด้านมืดออกไปมากๆ อาจกระทบความสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่ผ่านมาเห็น หรือกระทบอนาคตที่สดใสแต่โดนสเตตัสแย่ๆ ของตนในอดีตมาสกัดดาวรุ่งด้วย (อย่างที่เห็นข่าวบ่อยๆ) ดังนั้นลองเปลี่ยนมาเล่าในแชทส่วนตัวของคนสนิท หรือไม่ก็จดลงไดอารี่ก็พอ ไม่ชอบใครคนไหนเพราะอะไร เล่าได้เต็มที่ ส่วนจะลับแค่ไหนก็แล้วแต่ที่เก็บซ่อนของน้องๆ แล้วค่ะ 555
5. (อาจ)กลายเป็นคนถ่ายทอดได้ดี
ถ้าใครฝันอยากทำงานเกี่ยวกับการถ่ายทอดข้อมูล เช่น นักข่าว นักเขียน คอลัมนิสต์ นักวาดการ์ตูน ฯลฯ แนะนำให้ลองเขียนเพื่อฝึกสกิลเขียนและการเล่าเรื่องได้เลย หรือถ้าใครจะเทรนตัวเองด้านภาษา อาจพลิกมาจดเป็นภาษาต่างประเทศที่เรากำลังเรียนอยู่ก็เวิร์กเหมือนกัน
ส่วนตัวพี่เองขี้ลืมสุดๆ เลยชอบเขียนไดอารี่เพื่อเล่าให้ตัวเองในอนาคตฟังว่าเคยเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง โดยเฉพาะเรื่องของคนที่เคยช่วยเหลือเรามาก่อน พอวันไหนเครียดๆ แล้วย้อนกลับมาอ่าน เรารู้สึกกำลังใจกลับมาเต็มเปี่ยมเลยค่ะ ถ้าเกิดชาว Dek-D คนไหนมีประสบการณ์จากการจดบันทึก อย่าลืมมาเล่าให้ฟังบ้างน้าาว่าได้อะไรจากงานอดิเรกนี้บ้าง :)
6 ความคิดเห็น
เป็นคนชอบเขียนไดอารี่มาตั้งแต่เด็กๆ ตั้งแต่ครูยังไม่ได้ให้เขียนบันทึกประจำวัน (เลียนแบบซิซุกะในโดราเอมอนนั่นเอง) เขียนมาจน 20 กว่าปีแล้ว รู้สึกฟินมากๆค่ะ ได้เห็นวิวัฒนาการทั้งความคิดและการใช้คำ ไปถึงแม้แต่เหตุการณ์ในอดีตที่ตัวเองลืม กับได้แรงบันดาลใจจากสิ่งเก่าๆที่เราทำตกหล่นระหว่างเติบโตเยอะเลยจ้า
โหเขียนมานานมากกก ชอบตรงมีแรงบันดาลใจเป็นชิซุกะนี่แหละค่ะ ><
ขอบคุณที่มาแชร์ให้ฟังนะคะ
อยากเขียนแต่ขี้เกียจ แต่ปัจจุบันก็ยังอยากเขียนอยู่ เพราะนี่ขี้ลืมมาก
ย้อนกลับไปสมัยมัธยมนี่แบบ...โอ้โห เขียนบ้าอะไรวะเนี่ย อ่านแล้วรู้เลยว่าเบียวขนาดหนัก 5555
แต่ได้ประโยชน์จากการเขียนเยอะจริงๆค่ะ ฝึกภาษา การเรียบเรียง แถมได้บันทึกประสบการณ์ที่เราพบเจอด้วย พอกลับมาอ่านแล้วแบบ...มีความสุขดี ถ้าบันทึกเรื่องแย่ๆกลับมาอ่านก็จะรู้สึกว่าอะไรก็เปลี่ยนไปแล้ว :)
จริงเลยยย ช่วงไหนงานหนักๆ พี่ก็แอบทิ้งช่วงเขียนไปเหมือนกันค่ะ แต่พอนึกได้จะมาเขียนต่อ 5555
ขอบคุณที่มาแชร์ให้ฟังกันนะคะ :)
นี่เริ่มเขียนไดอารี่ตั้งแต่ประมาณ ป.5 จนตอนนี้ ม.6 แล้ว เวลาเห็นสมุดจนน่ารักๆ ก็อดใจซื้อไม่ได้ทุกที ฮาาา แต่ไม่ชอบเวลาเรานั่งจดๆ อยู่ละมีเพื่อนมาส่อง มาถามว่าเขียนอะไรอ่ะแก หนักสุดคือขโมยไปอ่าน ต้องสาระแนอะไรขนาดนี้ไหม เหอะๆ
นี่ใช้ทวิตเตอร์จดบันทึกอาการป่วยค่ะ
บรรยายทุกอย่าง ตั้งแต่เริ่มมีอาการผิดปกติ
คือเราไม่รู้หรอกค่ะว่าอาการที่เกิดขึ้นมันเกี่ยวข้องกับโรคตัวเดียวกันไหม
แต่ก็จดไว้ก่อน...เวลาหมอถามก็ไล่เปิดบอกอาการแต่ละวันที่พบความผิดปกติน่ะค่ะ 5555
เขียนไดอารี่มาตั้งแต่เด็กเหมือนกันค่ะ แต่จำไม่ได้แล้วว่าเริ่มเขียนตอนไหน หนักๆ นี่ช่วง ม.2 - ม.3 จนจบ ม.ปลาย ก็ไม่ได้เขียนอีก... เรายังไม่เคยลืมความรู้สึกนั้นเลยค่ะ ไดอารี่ให้อะไรเราเยอะมาก เป็นตัวบันทึกความทรงจำในสมัยที่เรายังไม่เล่นโซเชียล และเป็นแรงบันดาลใจทำให้เราสร้างสรรค์นิยายเรื่องแรกได้จากการเขียนบันทึก
ตอนนี้ก็แอบคิดเหมือนกันว่า...หรือเราจะเพลาๆ โซเชียลลงแล้วหันกลับไปเขียนไดอารี่เหมือนเดิมดีไหม ความรู้สึกมันต่างกันมากนะ ความคลาสสิคอะไรต่างๆ รวมทั้ง 'ไดอารี่ไม่เคยเปลี่ยนเราเหมือนโซเชียล' เรามีความสุขกับการเขียนไดอารี่จริงๆ ไม่เหมือนโซเชียลที่มานั่งนับว่าจะได้ยอดไลค์เท่าไร คนเห็นกี่คน ...พูดแล้วคิดถึงเลยค่ะ ติดที่ขี้เกียจนี่ล่ะ 55