สวัสดีค่ะชาว Dek-D หนึ่งในสายเรียนยอดฮิตที่คนเลือกเรียนต่อกันเยอะมากกก (โดยเฉพาะคนอยากเปลี่ยนสายงาน) ก็คือ Master of Business Administration (MBA) เนื้อหาจะครอบคลุมทั้งเรื่องการจัดการ การตลาด การเงิน บัญชี ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้คือ Soft Skills ที่ช่วยให้ลำดับความสำคัญและทำงานกับผู้อื่นได้ง่ายขึ้น
ก่อนหน้านี้เราได้พาไปพูดคุยกับคนไทยที่จบ MBA Harvard (พี่นิ) กับ MBA Columbia (พี่วิน) มาแล้ว วันนี้ก็จะมาแชร์ประสบการณ์เด็กวิศวะที่เบนสายไปเรียน MBA ที่โรงเรียนธุรกิจวอร์ตัน หรือ The Wharton School แห่ง University of Pennsylvania ซึ่งเป็น 1 ใน Ivy League กันค่ะ! บอกเลยว่าฟังแล้วปรับอารมณ์แทบไม่ทัน เพราะเจอการเรียนที่ยากจนเฟลไปช่วงนึง เจอเพื่อนที่ชอบแข่งขัน...แต่ก็ช่วยเหลือดีมาก เจอทริปและปาร์ตี้ที่หนักจนนอนน้อย และอีกหลายอย่างที่ถาโถมเข้ามา เป็นตัวอย่างที่อธิบายได้ดีว่าถ้าจะเรียน MBA ต้องวางแผนให้ดีขั้นสุด เพราะทำทุกอย่างพลังงานต้องหมดตัวแน่ๆ มาดูกันว่าเขาเจอประสบการณ์แบบไหนมาบ้าง!
สมัครเข้า Top U รัวๆ
โดน reject นับไม่ถ้วน
“สวัสดีครับ ‘ปอ’ ปิติภัทร ปฏิโภคสุทธิ์ จบวิศวะคอมพ์ฯ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงปี 3 พี่เคยฝึกงานเป็นโปรแกรมเมอร์ที่อินเดียแล้วรู้สึกไม่ใช่แนวครับ พอจบออกมาเลยเลือกทำงานที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ PwC Consulting แล้วด้วยความที่เจอลูกค้าเก่งมากๆ ซึ่งเขาจบจาก MBA เราเลยตัดสินใจสมัครเรียนสายนี้ดูครับ"
“แต่กว่าจะติดนี่ลากเลือดมากนะ ตอนปี 2015 พี่สมัครไป 3 ที่โดน reject หมด แล้วปีต่อมาก็เพิ่มจำนวนเรื่อยๆ ซึ่งบอกก่อนว่าพี่ไม่ใช่ตัวอย่างการเลือกมอที่ดีเลย เพราะนั่งเปิด Top U อันดับ 1-20 แล้วไล่สมัครเอา แต่จริงๆ ควรนั่งหาข้อมูลอย่างละเอียด หลักๆ ควรดูจาก 2 ปัจจัยคือ 1. Location เมืองมีผลต่อการใช้ชีวิตและอาชีพ เราต้องวางแผนว่าอาชีพไหนคือปลายทาง แล้วพาตัวเองไปอยู่ในโซนที่ดังในอุตสาหกรรมนั้นๆ 2. Alumni สิ่งสำคัญของการเรียน MBA คือสังคม รุ่นพี่ รุ่นน้อง พยายามคุยเยอะๆ อย่างน้อย 3-4 คนต่อโรงเรียน เพื่อให้รู้ว่าสไตล์เราเหมาะกับที่ไหน
"และแนะนำว่าถ้ามีโอกาสไปเจอเพื่อนที่เรียนโรงเรียนไหน อาจลองถามเขาดูว่าสามารถลองเข้าไปนั่งฟังในคลาสด้วยได้มั้ย อาจต้องให้เพื่อนช่วยขออนุญาตอาจารย์ให้ ส่วนใหญ่ถ้ามีที่ว่างเขาจะให้ แต่ถ้าเป็นคลาสที่คนเยอะหรือมีงานกลุ่มก็อาจเข้าไปนั่งไม่ได้ครับ”
รวมลิงก์การเตรียมตัวที่พี่ปอเคยแชร์บนเพจ
(ละเอียดยิบแบบยอมใจ)
- EP2: GMAT สมรภูมิสุดโหดหิน
- EP3: TOEFL การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ
- EP4: CV Resume หรือ CV
- EP5: Recommendation Letter
- EP6: Essays
- EP7: MBA Application
- EP8: MBA Interview
Life at Wharton
Campus & City
“โรงเรียนธุรกิจวอร์ตัน ตั้งอยู่ที่เมืองฟิลาเดลเฟียในรัฐเพนซิลเวเนีย หรือมีอีกชื่อนึงว่า Philly ครับ ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย Philly เป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรมากกว่า 1.5 ล้านคน สิ่งน่าสนใจอาจไม่ได้เยอะขนาดนั้นยกเว้นร้านอาหารเอเชียที่มีเยอะมากๆ กับความเจ๋งคือเมืองตั้งอยู่ใกล้ทั้ง New York และ Washington D.C. เดินทางไปได้ใน 2 ชั่วโมง สะดวกมากสำหรับการหางาน (ปกติจะต้อง Coffee chat กับคนในบริษัทเป็นจำนวนมาก) อีกอย่างคือเป็นเมืองที่ค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพไม่สูงมาก ประหยัดไปได้ค่อนข้างเยอะถ้าเทียบกับเมืองใหญ่อื่นๆ ครับ"

Photo Credit: What happened at Wharton

Photo Credit: What happened at Wharton

Photo Credit: What happened at Wharton

Photo Credit: What happened at Wharton
“แล้วถ้าขยับออกมาใจกลางเมืองสัก 2-3 กม. จะเดิน นั่งรถเมล์ รถราง (รถใต้ดิน) ก็ได้ ก็จะพบกับเมืองมหา’ลัยที่มีตึกเก่าบ้างใหม่บ้างของคณะต่างๆ และมีสวนสาธารณะอยู่กลางมหา’ลัย โดยมีทางเดินเชื่อมต่อกันในแต่ละคณะ เอาจริงๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเดินในหนังเลย เพราะบรรยากาศมันดูเก่าแก่แล้วต่างจากเมืองไทยมากครับ ^^”

Photo Credit: What happened at Wharton
รีวิวช่วง Pre-term
เรากำลังจะได้เจออะไรบ้าง?
"การเรียน MBA คือตัวเลือกที่มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลายด้านมาก โรงเรียนก็เลยมี Pre-term เพื่อให้ชาวต่างชาติมีเวลาตั้งตัวทัน (เพราะแต่ละคนก็ห่างหายจากการเรียนหนังสือมานาน 555) โดยก่อนเปิดเทอม 1 เดือนเขาจะจัดกิจกรรมให้หลากหลายเลย อย่าง Academic Sessions ก็คือแนะนำให้รู้จักแต่ละด้านของชีวิตการเรียนที่นี่ครับ เช่น การเรียน การหาประสบการณ์ในต่างประเทศ การพัฒนาภาวะผู้นำ การทำงาน และการใช้ชีวิต ทำให้เราเห็นแล้วว่ามันมีอะไรให้เราทำเยอะ ต้องจัดลำดับความสำคัญและเลือกที่จะทำตามเป้าหมายของตัวเอง"
"แล้วโรงเรียนก็จะมีจัดสอบ Placement และ Waiver เพื่อจัดกลุ่มคนที่มีพื้นฐานมาบ้าง ไปเรียนในวิชาที่ใช้เวลาน้อยกว่าปกติ และจัดกลุ่มคนที่รู้แบบเจาะลึกให้ข้ามสเต็ปไปเรียนวิชาที่ยากกว่าได้เลย ความพีคคือเจอสอบตั้งแต่อาทิตย์แรก!! 5555 มันเป็นอะไรที่ลำบากใจสำหรับหลายคนมากครับ แต่ก็แนะนำแหละเพราะถึงไม่ผ่านก็ไม่ติดอะไร ยังไงก็ได้ไปเรียนในคลาสปกติอยู่ดี ถ้าผ่านก็คิดอีกทีว่าจะเรียนในคลาสแบบสั้น หรือถ้าโชคดีก็อาจไม่ต้องเรียนวิชานั้นเลยก็ได้"
"ส่วนพี่บังคับให้ตัวเองไปสอบบัญชีกับไฟแนนซ์ จะได้ฟื้นความรู้ด้วย เจอข้อสอบเป็นข้อเขียน คำนวณ และเขียน Income Statement / Balance Sheet / Cashflow Statement ทำได้บ้างไม่ได้บ้างครับ"

ช่วงแรกตามไม่ทัน
จนรู้สึกเหมือนถูกจับฉลากเข้ามา
“เซคชันนึงจะมีประมาณ 70 คนที่ได้เรียนวิชาพื้นฐานด้วยกันตลอดครับ เพื่อนๆ ในคลาสจะมีทั้งนักบิน นักดับเพลิง คนที่เคยเขียนสคริปต์ให้โอบาม่า, หมอจาก ER, ทหารที่เคยออกรบในสงครามเวียดนาม, CEO บริษัทตัวเอง ฯลฯ แค่เรานั่งคุยกับเขาก็เท่ากับการเรียนรู้แล้ว และเราจะสังเกตคาแรกเตอร์ของแต่ละอาชีพ เช่น หมอจะตัดสินใจช่วงฉุกเฉินได้ดีมาก และเรียบเรียงคำพูดได้น่าสนใจ"
“ตอนสอบเข้าพี่ยื่น GMAT 730 (สอบหลายรอบมาก) กับ TOEFL 107 เรื่องภาษาต้องปรับเยอะ มีคิดตามเพื่อนไม่ทันบ้าง ถึงเคยทำงานกับฝรั่งก็จริง แต่ไม่ได้ใช้อังกฤษตลอดเวลาแบบนี้ แล้วก็เคยเรียนแบบเลกเชอร์มาตลอดด้วย แต่ที่นี่มีทั้ง Lecture + Case Discussion + Simulator เลยครับ แรกๆ เลยมีช่วงที่ห่อเหี่ยวมากเพราะตามเพื่อนไม่ทัน แต่ความน่ารักคือโรงเรียนจะมีสำรวจทุก Quarter แล้วอาจารย์ก็บอกว่า ‘ทุกคนก็แบบนี้แหละ แรกๆ รู้สึกสู้เพื่อนไม่ได้ แต่เวลาจะช่วยให้ดีขึ้น’"
"แล้วตอนพี่บ่นกับเพื่อน ก็มีคนนึงถามว่า ‘จำได้มั้ย เมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว คนนั้นยกมือตอบว่าอะไร?’ พี่ก็นึกไม่ออกถึงแม้จะตั้งใจฟังตลอด เพื่อนคนนั้นก็เลยบอกว่า ‘เนี่ย เห็นมั้ย ไม่ต้องกลัวว่าถ้าตอบไม่ดีแล้วจะดูโง่ กล้าตอบไปไม่มีใครจำได้หรอก’ ...พอฟังก็ เออว่ะ พอเปิดใจแล้วลองเปลี่ยนความคิดดู กล้ายกมือตอบและดิสคัสกับเพื่อนเต็มที่ มันสนุกขึ้นจริงๆ เหมือนเจอบรรยากาศใหม่ รู้สึกเหมือนได้เป็นสมาชิกทีม ไม่ใช่ตัวสำรองเหมือนก่อนหน้านี้"
“ถ้าพูดถึงจุดเด่นของที่นี่ ชื่อเสียงของโรงเรียนเมื่อก่อนมาจากวิชาด้าน Finance แต่พอมาเรียนแล้วพบว่าจริงๆ มีเนื้อหาและสาขาสนุกๆ อีกเยอะ อาจารย์ก็ทั้งเก่งทั้งสอนดี โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ที่โรงเรียนลงทุนมากกับการส่งเสริมเนื้อหา Business Analytic และเป็น 1 ในเมเจอร์ที่คนจบเยอะมากในช่วงปีที่ผ่านมาครับ”
“เริ่มมาถึงจะเจอ Core Class วิชาพื้นฐานพวก Marketing, Finance, Operation, Strategy, Business Analytics, etc. เรียนคล้ายๆ BBA ป.ตรี ไม่ได้ยากเกินไปเพราะเป็นหลักสูตรที่ออกมาแบบเพื่อคนเรียนข้ามสาย (ถ้ามีเรียนตรงมาหรือทดสอบก่อนเรียนแล้วคะแนนถึงเกณฑ์ก็ขอ waive หรือข้ามวิชาพื้นฐานบางตัวได้)" Note: สามารถเช็กวิชาทั้งหมดได้ที่ https://mba.wharton.upenn.edu/elective-course-list/ ถ้าสนใจวิชาไหนสามารถเอารหัสวิชาไปค้นหา syllabus ใน google ได้เลยครับ
“วิชาที่ชอบมากๆ ชื่อว่า Foundations of Teamwork and Leadership เรียนแบบสถานการณ์จำลองครับ อาจารย์จะให้แบ่งกลุ่มแล้วกำหนดธีมให้สมาชิกแต่ละคนเป็น Head ด้านต่างๆ (Finance, IT, Marketing, R&B etc.) โจทย์คือบริษัทผลิต Electric car ตั้งราคาเท่าไหร่ กลุ่มเป้าหมายคือใคร จะพัฒนาอะไรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ, HR จะจ้างคนเยอะขึ้นหรือน้อยลง ฯลฯ โดยมีโมเดลรันข้างหลังว่าจะมีผลอะไรบ้าง เทียบกับคู่แข่งแล้วเป็นยังไงบ้าง แต่ละกลุ่มจะรันธุรกิจของตัวเองแล้วมาแข่งกันในโลกออนไลน์”
“Adam Grant คืออาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่ดังสุด และมีนักเรียนอยากเรียนด้วยมากที่สุดใน Wharton แต่ด้วยความที่อาจารย์ทำทั้งรีเสิร์ช, พอดแคสต์, เขียนหนังสือ และอีกเยอะมาก ทำให้เขาสอนแค่ปีละวิชา ซึ่งรับได้แค่ประมาณ 70 คนเท่านั้น เลยต้องสมัครเข้าโดยการเขียน essay ว่าทำไมอยากเรียน ทำเอาความทรงจำตอนสอบเข้าลอยมาเลยครับ 5555 สุดท้ายแล้วคนที่ได้เรียนกับเขาคือส่วนน้อยมาก แต่เวลานักเรียนสงสัยแล้วเมลไปถาม เขาจะตอบเร็วมากๆ” (แอบแนะนำให้ฟัง Podcast: WorkLife by Adam Grant มันดีมากๆเลย)
ว่าด้วยสังคม Wharton
แข่งขันสูง บ้าตัวเลข แต่ช่วยเหลือดีเวอร์
“ส่วนตัวคิดว่าคนที่นี่เป้าหมายชัดเจน เชื่อมั่นในตัวเองสูง (ตามแนวคน Type A) ที่ชอบแสดงความคิดเห็นและชอบเป็นผู้นำ น่าจะคล้ายๆ MBA ส่วนมาก แล้วเขาช่วยเหลือกันดีมากกว่าที่คิดอีก โดยเฉพาะช่วงหางาน ช่วยกันเตรียมคำตอบหรือถึงขั้นเอาคำถามสัมภาษณ์ที่เจอก่อนหน้ามาเล่าให้เพื่อนฟังหน้าห้องสัมภาษณ์เลยครับ”
“อีกเรื่องที่สังเกตได้แบบชัดเจนคือเพื่อนบ้าตัวเลขมากกก เพราะส่วนใหญ่เขาจะมาจากสายไฟแนนซ์กับที่ปรึกษา เวลาทำอะไรจะต้องมีข้อมูลตัวเลขอ้างอิงตลอด ต้องทำ model ออกมาเพื่อโน้มน้าวคนอื่น แสดงให้เหตุผลว่าทำไมทางนี้ถึงถูกต้องกว่า แต่ละทางดีกว่าหรือแย่กว่ายังไงบ้าง มีให้เรตติงกับแต่ละไอเดียด้วย ยกตัวอย่างเหตุการณ์ เช่น เวลามีคนถามว่าสังคมและวัฒนธรรมในโรงเรียนเป็นยังไง? เขาจะไม่พูดตอบขึ้นมาลอยๆ แต่จะอ้างอิงเกณฑ์ 7 ด้านที่โรงเรียนให้เด็กประเมินตัวเองกับเพื่อนๆ แทน"
ปาร์ตี้-ทริปแน่นมาก!
การพักผ่อนที่ใช้พลังงานเยอะ
“ปกติการพูดคุยกับเพื่อนดูจะเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ต้องใช้พลังงานเยอะ แต่พอมาที่นี่มันตรงข้ามเลย การพูดคุยกับต่างชาติต้องใช้พลังงานมหาศาล เพราะความแตกต่างเรื่องภาษา วัฒนธรรม และความชอบความสนใจ แต่สิ่งที่ได้มันคุ้มมากกกครับ เพราะแค่คุย = เรียนรู้ ช่วงสัปดาห์แรกๆ ทุกคนจะวนเวียนกับการแนะนำตัว Small Talk (ใครจะมาเรียน MBA ให้เตรียมไว้เพื่อเมกเฟรนด์เลย) เรื่องยากคือการจำหน้าเพื่อนให้ได้ และพยายามไม่ถามเรื่องเดิมที่เคยถามไปแล้ว”
“แล้วกิจกรรมที่ขาดไม่ได้ของเด็ก MBA คือปาร์ตี้ครับ ตอนแรกเข้าใจว่า Wharton ไม่ปาร์ตี้หนักเหมือน Kellog หรือมออื่นๆ แต่ปรากฏว่ามีแทบทุกวัน ทั้งกรุ๊ปใหญ่ 200-300 คน หรือกรุ๊ปเล็ก 6-7 คน แต่ไม่บังคับนะ แล้ว จะสั่งแค่โค้กหรือน้ำเปล่ามานั่งร่วมวงกันก็ได้ // ยิ่งเจอคนเยอะก็ต้องตะโกนคุยกัน พอใช้เสียงมากก็คือหมดพลังตลอด 555”

Photo Credit: What happened at Wharton

Photo Credit: What happened at Wharton

Photo Credit: What happened at Wharton
“นอกจากนี้ทริปก็เยอะมากกแบบมีแทบทุกวีค บางวีคมี 3 ทริปให้เลือกไป join ทั้งที่เป็นทริปจากชมรมต่างๆ จัดให้เด็กมากินข้าวเม้าท์มอยกัน มีทริปจากโรงเรียนไป Company Visit องค์กรต่างๆ โดยเราต้องจ่ายให้โรงเรียนเพิ่ม เป็นส่วนหนึ่งของคลาสเรียนหรือ Career Service, มีทริปของชมรม เช่น South East Asia, Korea, Japan Club ซึ่งทริปก็จะคล้ายๆ ทัวร์ครับ พาไปกินอาหารท้องถิ่น ดูสถานที่สำคัญๆ หรืออย่าง Ski Club ก็ปาร์ตี้หนักมาก, และอีกประเภทคือเด็กรวมตัวจัดทริปกันเอง”
“ปีที่ผ่านมาพี่ได้เที่ยวเยอะมากๆ มีไปทั้งเม็กซิโก เปรู แคนาดา คิวบา โซนต่างๆ ในอเมริกา เช่น นิวยอร์ก, ลาสเวกัส, ยูทาห์, ลอสแอนเจลลิส, แคลิฟอร์เนีย, ชิคาโก ฯลฯ น่าจะไปมาครึ่งประเทศได้แล้ว ทำให้ได้เจอเพื่อนต่างชาติ เพื่อนคนไทยที่ไปเรียนมออื่น แล้วมีกิจกรรมให้เด็ก MBA แต่ละที่มาทำร่วมกันด้วยครับ สนุกมาก แต่แบ่งเวลาดีๆ เพราะอย่างพี่คือเวลานอนน้อย เหลือแค่ 3-4 ชั่วโมงก็มีครับ”

Photo Credit: What happened at Wharton

Photo Credit: What happened at Wharton

Photo Credit: What happened at Wharton

Photo Credit: What happened at Wharton

Photo Credit: What happened at Wharton
"Cluster Olympic"
กีฬาสีที่สนุกเวอร์ช่วงเดือนแรก
“เล่าก่อนว่า Wharton รับเด็ก MBA ปีนึงเยอะมาก (800-900 คน) การจะสร้างสังคมที่คนสนิทกันมากๆ ก็ยากไปอีก โรงเรียนเลยแบ่งนักเรียนเป็น 4 Cluster และมีสัญลักษณ์ประจำ Cluster (C1-Lion / C2-Dragon / C3-Bees / C4-Tiger) แต่ละ Cluster จะมีราวๆ 200+ คน เขาก็แบ่งอีกเป็น 3 Cohort ซึ่งเห็นหน้ากันบ่อยเพราะได้เรียนวิชาหลักด้วยกัน”
“แล้วกิจกรรมที่อยากเล่ามากกคือ Cluster Olympic จัดขึ้นวันเสาร์ (น่าจะเสาร์ที่ 2 ในช่วงเดือนแรก) มีแข่งหลายประเภทมาก ทั้งฟุตบอล วอลเลย์บอล เทนนิส แข่งกรีฑา ยกน้ำหนัก ชักเย่อ แบดมินตัน จนถึงบอร์ดเกมต่างๆ ก็ยังมีด้วย เริ่มมาช่วงเช้าคนใน Cluster จะรวมตัวกันที่ห้องประชุมใหญ่เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ มีประกวดเต้นเรียกเสียงเชียร์ จากนั้นก็เริ่มแข่งกีฬากันแบบทุ่มเทมากกกก พี่เองก็มีลงเล่นแบดด้วยนะ”
“ทีนี้ปีพี่ก็จะมีกิจกรรมเพิ่มนิดหน่อยหลังจบ นั่นคือ Ice Bucket Challenge กับทั้งชั้นปี กองเชียร์ 700 คนก็ลงไปสนามร่วมแจม ด้วย เป็นภาพปิดที่ทำให้ประทับใจในความสามัคคีมากๆ ครับ 5555”
สรุป 5 สิ่งห้ามพลาดใน Wharton!
- White Party ทุกคนจะใส่เสื้อขาวไปเต้นกันที่ผับที่ดังที่สุดในเมือง
- Wharton Ski trip เล่นสกีติดกัน 4 วันรวด (ถ้าไหว) และมีปาร์ตี้ จัดขึ้นช่วงต้นเดือน ก.พ. สถานที่แล้วแต่ปี อย่างปีที่แล้วเป็น Breckenridge ใน Colorado เมืองอาจจะเล็กแต่วิวดีมาก
- Dance Studio กิจกรรมดังของโรงเรียนที่นักเรียนหลายคนมารวมตัวกันเต้น มีโชว์หลายรูปแบบจากหลายเชื้อชาติ คนที่เต้นด้วยกันจะซี้กันมากจนบางคนได้เพื่อนได้แฟนจากงานนี้เลยครับ
- Philly Cheesesteak เป็นอาหารดังของเมืองเลยครับ Philly Cheesesteak จะหน้าตาคล้ายฮอตด็อก แต่ตรงไส้กรอกจะเป็นเนื้อสับหรือเนื้อชิ้นๆ ราดด้วยชีสเยิ้มและหัวหอมผัดเล็กน้อย ในเมืองจะมีร้านขายอาหารชนิดนี้เยอะมาก แต่ที่ชิมแล้วชอบสุดคือ Gino (ไกลจาก Center City เล็กน้อย แต่อยากให้ลองนะ)
- Try something new การเรียน 2 ปีมีโอกาสได้ลองทำอะไรใหม่ๆ เยอะ และค้นหาตัวเอง ที่โรงเรียนจะมีวลีนึงที่ใช้เยอะมากคือ Stretch Experience = ประสบการณ์ที่เราได้ผลัดกันตัวเองไปลองอะไรแปลกๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ ไม่ว่าคุณจะไปโรงเรียนไหน ก็อยากให้ลองทำสิ่งที่ท้าทายดู และค้นพบความสามารถใหม่ๆ ของตัวเอง
“ทุกคนจะแนะนำว่าถ้ามาแล้วต้องเที่ยวให้เยอะๆ ถ้าเป็นไปได้ เพราะอีกหน่อยอาจไม่มีเวลาแล้วก็ได้ครับ ช่วงที่เรียน MBA มีปิดเทอมเยอะมาก ปีนึงตก 4-5 ครั้ง ปิดใหญ่สุดคือ Summer ระหว่างฝึกงาน, Thanksgiving Break, Christmas, หยุดก่อนสอบ, หยุดหลัง Winter Break, Spring Break ฯลฯ แถมพี่ยังไม่มีเรียนวันศุกร์ด้วยครับ”

Photo Credit: What happened at Wharton

Photo Credit: What happened at Wharton

สำรวจโรงเรียนกันค่ะ!
https://youvis.it/2gtyc2
ยื่นสมัครงานหลักพันที่
& รีวิววัฒนธรรมการทำงาน
“โดยเฉลี่ยถ้าเป็นงานที่อเมริกา คนจบ MBA จะได้ 150,000 เหรียญ/ปี หรือ 4-5 ล้านบาทต่อปีครับ การหางานจะมี 2 วิธีคือ On Campus กับ Off Campus:
- On Campus Recruiting บริษัทจะติดต่อมาว่าอยากได้เด็ก โรงเรียนก็จะเอาไปโพสต์ ให้เด็กสมัครได้ตามความสนใจ สัมภาษณ์ที่โรงเรียนแป๊บเดียวรู้ผล มีโอกาสได้ทำงานกับบริษัทใหญ่อย่าง Google, Amazon, Dell, IBM, Oracle, Facebook, etc. จริงๆ แล้ววิธีนี้ง่ายสุดแต่ต้องเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ และทุ่มแรงเยอะๆ กระบวนการคร่าวๆ คือเปิดตั้งแต่ พ.ย. เริ่มสัมภาษณ์ ม.ค. แล้วรู้ผลตอน ก.พ. (มี 40% ที่ได้งานจากแบบนี้)
- Off Campus Recruiting แบบนี้ยากกว่ามากๆ เราต้องไปเข้าหารุ่นพี่เอง ไปสมัครกับบริษัทเอง ซึ่งเขาจะไม่ได้ให้คะแนนพิเศษใดๆ เหมือนตอน 1. ที่เขารีเควสต์เด็กจากมอเรา *พี่ได้งานจากวิธีนี้เพราะเตรียมตัวไม่ทัน สมัครไปตอน มี.ค.-พ.ค. คนราวๆ 80-90% จะได้งานหลังเรียนจบ 3 เดือน (ประมาณ ก.ย.) ถ้าไม่ได้ก็ต้องกลับประเทศ
“แล้วกว่าจะได้งานคือสาหัสมากกกกก พี่สมัครจนเลิกนับแล้วเนี่ย ประมาณ มี.ค. ก็เป็นร้อยที่แล้ว กว่าจะได้งานก็น่าจะหลักพันที่ สมัครทุกวันวันละ 20 ที่ บางที่ต้องเขียน Cover Letter อธิบายว่าทำไมเขาถึงควรเลือกเรา มันขึ้นอยู่กับโพรไฟล์ของเรา + จังหวะ + ประสบการณ์ทำงาน *แนะนำว่าถ้าอยากทำงานในอเมริกา ให้เลือกทำงานใน South East Asia ให้หลากหลายก่อน หรือไม่ก็ฝึกงาน (Internship) ในอเมริกา จะช่วยเพิ่มโอกาสได้งานมากขึ้น"
"ในที่สุดก็ได้งานที่บริษัท Startup แห่งหนึ่งครับ มีพนักงาน 500 คน งานที่พี่ทำคือ Business Operation เช่น เพิ่มยอดขายยังไง, วางแผนว่าในอีก 3-5 ปี คนจะลงทุนกับอะไร ฯลฯ มันคล้ายๆ งานด้าน consulting ที่เราทำมาก่อน แต่เปลี่ยนจากแนะนำลูกค้ามาแนะนำบริษัทแทน ซึ่งวัฒนธรรมการทำงานต้องปรับตัวเยอะมากครับ เช่น
- คนเอเชียจะชอบพูดอ้อมๆ รักษาน้ำใจมากๆ แต่คนที่นี่จะพูดตรงๆ ถ้าผิดก็บอกผิด แล้วพูดต่อหน้าทุกคนด้วย 5555 ตอนแรกก็ผงะเหมือนกัน
- ความท้าทายคืองานสตาร์ตอัปคือทุกอย่างจะต้องเป๊ะและเร็วมาก ต้องจัดการหน้างานได้
- เราจะคิดถึงการนั่งคุยกับเพื่อนข้างๆ เม้าท์หัวหน้าไรงี้ แต่ที่นี่เขาโฟกัสงานกัน พอเลิกงานออกตรงเวลาเป๊ะ (เคารพเรื่องเวลามากครับ) บางทีงานเยอะก็กินข้าวหน้าคอมเลย หมดเวลาก็กลับบ้านไปใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนในบริษัทคือเพื่อนร่วมงานเท่านั้น”
“ที่ชอบที่สุดคือใช้เวลาเดินทาง 20 นาที แล้วไม่ใช่แค่เรา ทุกคนประมาณนี้หมด ทำให้มีเวลาว่างเยอะมากจนมีเวลาพัฒนาตัวเอง แต่เรื่องค่าครองชีพคือต้องทำใจ ตราบใดที่คูณด้วยเงินไทยมันจะโคตรแพง เวลาเห็นราเมนที่ไทย 100-200 บาทก็รู้สึกแพงแล้ว แต่ที่นี่อาหารจานนึงขั้นต่ำสัก 600 บาทได้ *ถ้าถามว่ามาเรียนควรมีงบเท่าไหร่ ขั้นต่ำน่าจะ 5 ล้าน อยู่แบบประหยัดๆ แต่ถ้าแบบเที่ยวน้อยก็สัก 7-8 ล้าน เรื่องค่ากินอยู่จะหนักค่าเช่าครับ ที่พักเมืองนี้ 1,300-1,500 เหรียญ/เดือน (ประมาณ 4-5 หมื่นบาทเงินไทย แต่ถ้านิวยอร์ก 6 หมื่นเอาไม่อยู่)”
Photo Credit: What happened at Wharton

Photo Credit: What happened at Wharton

Photo Credit: What happened at Wharton
ถ้าถามว่ามาเรียนที่นี่คุ้มมั้ย?
& คำแนะนำถึงคนอยากต่อ MBA
“พี่มองว่าส่วนใหญ่คนที่มาเรียน MBA จะไม่ได้มาเพื่อเน้นเรียนทำเกรดสูงๆ อย่างเดียว ถ้าถามว่าคุ้มมั้ย สมมติมี 100% ประสบการณ์เรียน MBA น่าจะมาจากการเรียนสัก 15-20% + รุ่นพี่และเพื่อน 40% + การลองสิ่งใหม่ๆ เปิดประตูให้ตัวเองเข้าถึงงานที่เคยมีโอกาสเข้าถึง (เปลี่ยนสายงานทั้ง function, industry) สัก 40-45% + ประโยชน์ระยะยาวคือการซื้ออนาคตครับ เพราะจะอีก 10-15 ปีข้างหน้าก็จะใช้ชื่อ Alumni และคอนเนกชันพาตัวเองไปได้ไกลขึ้น สำหรับพี่แล้วจึงคุ้มมาก เพราะทั้งสิ่งที่เรียนและการมาต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับพี่ทั้งหมด”
“ถ้าใครอยากเรียน MBA แนะนำให้เข้าร่วมกิจกรรมเยอะๆ ทั้งกิจกรรมของโรงเรียน และกิจกรรมที่จัดขึ้นตามความชอบของกลุ่มคนต่างๆ เพราะทำให้สังคมกว้างขึ้น สนิทกับเพื่อนง่าย และหาเรื่องคุยกันได้ในตอนหลังด้วย (ส่วนตัวเข้าใจว่าลำบากพอสมควรแหละ และภาษาก็เป็นกำแพงอย่างหนึ่ง แต่ก็อยากให้พยายามฝึกและหาโอกาสดูครับ ^^ (อย่าลืมแบ่งเวลาให้ดีและพักผ่อนเยอะๆ ก่อนมาเรียน MBA ด้วยนะครับ)”
“สำหรับคนที่อยากเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ MBA ที่ Wharton ถ้าติดตรงไหนยินดีมากๆ ที่จะช่วยหาคำตอบให้อย่างสุดความสามารถ หรือถ้าสนใจสถาบันไหนก็พยายามลองไปคุยกับรุ่นพี่ที่เรียนอยู่หรือจบมาแล้วก็ได้ครับ เพราะเขามีเรื่องหาที่หาอ่านในเว็บทั่วไปได้ยากรอเล่าให้เราฟังอีกเยอะเลย ^^"















1 ความคิดเห็น