สวัสดีค่ะน้องๆ หลังจากที่ผ่านกระบวนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันไปแล้ว คราวนี้น้องๆ ก็จะได้เป็นนิสิตนักศึกษาแบบเต็มตัว ซึ่งอย่างที่หลายๆ คนได้ยินมาว่า การเป็นนิสิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยมีอะไรหลายอย่างที่แตกต่างจากตอนเป็นนักเรียน ไม่ว่าจะเรื่องสถานที่ การเรียนการสอน เครื่องแต่งกาย หรือสภาพแวดล้อม สังคมต่างๆ ทำให้แต่ละคนจะต้องปรับตัวกันไม่น้อย

5 ความแตกต่างที่ Freshmen ควรรู้ก่อนเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัย
วันนี้พี่แนนนี่เลยรวบรวมสิ่งที่มีความแตกต่างระหว่างตอนเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา กับตอนเป็น freshmen ในรั้วมหาวิทยาลัยมาให้น้องๆ ได้เตรียมความพร้อม เตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ก่อนที่จะเข้าไปเรียนกันจริงๆ
การแต่งกาย
มัธยมศึกษา
ระเบียบการแต่งกายในระดับมัธยมศึกษาจะมีกฎระเบียบค่อนข้างมาก ทุกคนจะใส่เครื่องแบบ ชุดนักเรียน ชุดพละเหมือนกันทั้งหมด เรื่องของถุงเท้า รองเท้าก็จะต้องให้ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ แถมยังมีกฎในเรื่องของทรงผมที่ต้องมัดผม ต้องตัดผมตามรูปแบบที่กำหนดไว้ รวมไปถึงห้ามทำสีผม และห้ามใส่เครื่องประดับต่างๆ ไปโรงเรียน
มหาวิทยาลัย
สำหรับการแต่งกายไปเรียนในมหาวิทยาลัยจะอิสระมากขึ้น สามารถไว้ผมยาวได้ทุกคน จะปล่อยผม หรือจะมัดผมทรงไหนไปเรียนก็ได้ จะทำสีผมได้ หรือตัดผมทรงไหนก็ได้ เรื่องการใส่เครื่องประดับ เช่น สร้อยคอ ต่างหู แหวน กำไล หรือสร้อยข้อมือ ก็ใส่ได้บ้าง เล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ให้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมด้วย
ส่วนในเรื่องของเครื่องแบบ หรือชุดนักศึกษา หลักๆ จะแบ่งเป็น 2 ชุด คือชุดพิธีการ ที่จะต้องใส่ตามระเบียบของมหาวิทยาลัย และชุดไปเรียนตามปกติ ที่จะมีอิสระในการใส่ มีตัวเลือกกันมากขึ้น อย่างกระโปรงนิสิตนักศึกษา ก็มีหลายรูปแบบ หลายทรง สามารถเลือกใส่ให้เข้ากับรูปร่างของตัวเองได้ แถมบางมหาวิทยาลัยยังสามารถแต่งกายข้ามเพศได้อีกด้วย ส่วนเรื่องของรองเท้าก็มีจะรูปแบบให้เลือกมากขึ้น แต่หลักๆ ก็จะกำหนดไว้ให้ใส่เป็นรองเท้าหุ้มส้นและสีสุภาพ
ก่อนการซื้อชุดนิสิตนักศึกษา ให้น้องๆ ศึกษากฎการแต่งกายของมหาวิทยาลัย และคณะ ซึ่งตอนนี้บางมหาวิทยาลัยก็เปิดจำหน่ายแบบออนไลน์เองแล้วด้วย รวมไปถึงลองสอบถามแนวทางคร่าวๆ จากรุ่นพี่ในคณะ หรือสาขาวิชาด้วย
ตารางเรียน
มัธยมศึกษา
ช่วงชั้นมัธยมศึกษา ทางโรงเรียนจะจัดสรรตารางเรียน หรือตารางสอนในแต่ละภาคเรียนมาให้น้องๆ เรียบร้อยแล้ว ว่าแต่ละวันจะต้องเรียนวิชาอะไรกันบ้าง ทุกคนที่อยู่ในห้องเดียวกัน ก็จะเรียนเหมือนกันหมด ซึ่งส่วนมากก็จะเรียนกันทุกวันจันทร์-ศุกร์ และใน 1 วัน ก็จะเรียนกัน 7 - 8 คาบ คาบละ 50 - 60 นาที น้องๆ จะต้องอยู่โรงเรียนกันตั้งแต่เช้าถึงเย็น ไปเข้าแถวเคารพธงชาติก่อน 8 โมงเช้า และกลับบ้านหลังจากหมดเวลาเรียนคาบสุดท้าย
มหาวิทยาลัย
ถ้าเป็นในมหาวิทยาลัยตารางเรียนของน้องๆ แต่ละคนอาจจะเหมือน หรือแตกต่างกันออกไปก็ได้ เพราะแต่ละคนจะมีแผนการเรียนเป็นของตัวเอง โดยในหนึ่งสัปดาห์อาจจะมีเรียนแค่บางวัน และบางเวลาเท่านั้น ไม่ได้เรียนครบทุกวัน หรือเรียนทั้งวันก็ได้
ส่วนใหญ่แล้วใน 1 วัน จะมีเรียนกันไม่กี่คาบ หรือไม่กี่วิชา เพราะการเรียนแต่ละวิชา จะกำหนดระยะเวลาเรียนแตกต่างกันออกไป บางวิชาอาจจะเรียนแค่ 1 ชั่วโมง แต่บางวิชาอาจจะใช้เวลาหลายชั่วโมง 2 ชั่วโมง 3 ชั่วโมง หรือบางวิชาอาจจะเรียนยาวถึง 4 ชั่วโมงกันเลย แต่ถ้าช่วงไหนน้องๆ ไม่มีเรียน ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในมหาวิทยาลัย สามารถกลับบ้าน กลับหอพัก หรือออกไปนอกมหาวิทยาลัยได้ แถมยังไม่มีเข้าแถวเคารพธงชาติในแต่ละวันด้วย
การลงทะเบียนและวิชาเรียน
มัธยมศึกษา
อย่างที่บอกว่าชั้นมัธยมศึกษา ทางโรงเรียนจะจัดวิชาเรียน จัดตารางสอนมาให้แล้ว เวลาเปิดภาคเรียนใหม่ น้องๆ ทุกคนก็ไปเรียนได้เลยตามปกติ โดยวิชาที่ได้เรียนก็จะมีหลักๆ อยู่ 8 กลุ่มสาระวิชา ได้แก่ ภาษาไทย, คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, สังคมศึกษาฯ, สุขศึกษาและพลศึกษา, ศิลปะ, การงานอาชีพฯ และภาษาต่างประเทศ ซึ่งก็จะจัดสรรไปตามแต่ละแผนการเรียน
มหาวิทยาลัย
แต่สำหรับการเรียนในมหาวิทยาลัย ก่อนการเปิดเรียนในแต่ละภาคเรียน น้องๆ แต่ละคนจะต้องวางแผนการเรียน หรือจัดตารางเรียน ว่าในภาคเรียนนี้จะเรียนวิชาอะไรบ้าง มีหมวดวิชาไหนที่ต้องเรียนบ้าง และเรียนกี่หน่วยกิต โดยจะต้องตรวจสอบจากตัวหลักสูตร หรือแผนการศึกษาของแต่ละสาขาวิชา
นอกจากที่จะต้องวางแผนเลือกวิชาเรียนเองกันแล้ว ยังต้องลงทะเบียนเรียนเองด้วย น้องๆ จะต้องศึกษาวิธีการลงทะเบียนของมหาวิทยาลัยไว้ เพราะการลงทะเบียนของบางมหาวิทยาลัยก็เป็นเหมือนสงครามย่อมๆ บางสาขาวิชามีที่นั่งจำนวนจำกัด และแต่ละมหาวิทยาลัยจะกำหนดระยะเวลาในการลงทะเบียน และชำระค่าธรรมเนียมไว้แตกต่างกันออกไป
รูปแบบการสอบ
มัธยมศึกษา
โดยทั่วไปแต่ละโรงเรียนก็จะมีการสอบเป็นแบบปรนัย หรือเป็นข้อสอบแบบมีตัวเลือก แต่ก็จะมีบางวิชาที่เป็นข้อสอบอัตนัย ให้แสดงวิธีทำ หรือเขียนบรรยาย เขียนเรียงความต่างๆ และอาจจะมีบางโรงเรียนที่ให้นักเรียนทำโครงงาน ทำรายงาน และนำเสนอหน้าชั้นเรียนเป็นคะแนนสอบ ส่วนการตัดเกรด ก็จะอิงตามเกณฑ์คะแนนที่กำหนดไว้มากกว่า
มหาวิทยาลัย
การสอบในมหาวิทยาลัยมีหลายรูปแบบมากขึ้น แต่ก็จะเน้นเป็นการสอบอัตนัย การแสดงวิธีทำมากกว่า ส่วนมากจะเป็นการเขียนตอบอัตนัยในลักษณะยาวๆ เขียนกันหลายหน้า หรือบางวิชาอาจจะให้เขียนตอบกันเป็นเล่มๆ ก็ได้ นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการสอบที่สามารถเปิดหนังสือในการทำข้อสอบ (Open Book) หรือจดข้อมูลลงกระดาษแล้วนำเข้าห้องสอบได้ แต่บอกเลยว่า ข้อสอบลักษณะนี้ไม่ง่ายแน่นอน ส่วนการสอบอีกรูปแบบหนึ่งที่จะเห็นกันบ่อยๆ คือ การสอบปฏิบัติ หรือการสอบที่ต้องลงมือทำ อาจจะเป็นการทำแล็ป ทำเป็นชิ้นงาน เป็นงานวิจัย หรือเป็นโครงงานก็ได้ ส่วนในเรื่องของการตัดเกรดก็จะมีทั้งวิชาที่อิงตามเกณฑ์คะแนน และวิชาที่อิงตามกลุ่ม ซึ่งอาจารย์ผู้สอนจะแจ้งให้ทราบกันตั้งแต่คาบแรกเลย
สวัสดิการ
มัธยมศึกษา
ถ้าพูดถึงสวัสดิการต่างๆ ในโรงเรียนที่นักเรียนจะได้รับ ส่วนมากจะเป็นในเรื่องของการรักษาพยาบาล ประกันอุบัติเหตุ ทุนการศึกษาต่างๆ และสนามกีฬา เช่น สนามบาสเก็ตบอล สนามฟุตบอล สระว่ายน้ำ เป็นต้น ซึ่งบางโรงเรียนอาจจะมีเพิ่มเติมมากกว่านี้
มหาวิทยาลัย
ส่วนสวัสดิการสำหรับนิสิตนักศึกษาจะมีมากขึ้น นอกจากสวัสดิการในเรื่องการรักษาพยาบาล ประดันต่างๆ และทุนการศึกษาแล้ว บางมหาวิทยาลัยจะมีดูแลในเรื่องของทันตกรรม และให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตด้วย นอกจากนี้หลายๆ มหาวิทยาลัยก็จะมีบริการรถรับ-ส่งภายในมหาวิทยาลัย หรือระหว่างวิทยาเขตด้วย ซึ่งแต่ละที่ก็จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป ส่วนสถานที่ออกกำลังกาย หรือสนามกีฬาก็มีหลายรูปแบบมากขึ้น ครอบคลุมมากขึ้น เช่น ห้องฟิตเนส สนามฟุตบอล สนามบาสเก็ตบอล สนามเทนนิส สระว่ายน้ำ เป็นต้น
นิสิตนักศึกษาบางมหาวิทยาลัยสามารถดาวน์โหลดพวกโปรแกรมต่างๆ มาใช้ได้ฟรี เช่น Microsoft Office, Adobe เป็นต้น รวมไปถึงบางมหาวิทยาลัยมีโครงการช่วยเหลือนักศึกษา เช่น ช่วยหางานพิเศษ มีกองทุนกู้ยืม มีห้องติวหนังสือ/ห้องประชุม มีคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ตให้ยืม มี co-working space ให้ใช้เพิ่มเติม เป็นต้น
แต่ละมหาวิทยาลัยจะมีข้อมูลรายละเอียดแตกต่างกันออกไป สำหรับน้องๆ คนไหนที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว สามารถไปสำรวจ ศึกษาข้อมูล และวิธีการต่างๆ จากเว็บไซต์มหาวิทยาลัย หรือสอบถามกับรุ่นพี่เพื่อเก็บเป็นแนวทาง รวมไปถึงเตรียมความพร้อมในเรื่องร่างกายให้ดี
1 ความคิดเห็น
ประดันต่างๆ คืออะไรหรอคะ